วิวาห์ขัดดอก

ตอนที่ 17 : ทำตัวไม่ถูก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 231
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    12 พ.ค. 63

 

ตอนที่ 17

ทำตัวไม่ถูก

 

 

 

 

 

ศวัสหันไปมองพวกคนงานหนุ่มๆ ก็เห็นว่าเป็นอย่างที่นายสมัยพูด

“แล้วนี่นายไม่หวงเมียหรือครับ? พามาให้ไอ้หนุ่มๆ มันจ้องกันตาเป็นมัน ไอ้พวกนี้มันก็ไม่รู้จักเก็บอาการเลย พอเห็นขาขาวๆ เข้าหน่อยล่ะก็...เฮ้อ!

ดวงตาที่มองไปยังคนที่เป็นหัวข้อสนทนาอย่างเหนื่อยหัวใจ ตอนแรกเขาก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเห็นใครต่อใครจ้องหญิงสาวที่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นเมียเขาหนักเข้า ก็เริ่มไม่ชอบใจอย่างแรง แต่ที่ลากมาทั้งที่แต่งตัวไม่เข้ากับสถานการณ์ นั่นเพราะไม่อยากให้รุ้งดาวเอาอะไรมาเป็นข้อต่อรองได้อีก

“เดี๋ยวน้าหมัยพาพวกคนงานไปทำที่ไร่ฝั่งตะวันออกก่อนก็แล้วกัน”

อ้าว! ทำไมล่ะครับ งานที่นี่ก็ยังไม่เสร็จเลย” ถามอย่างสงสัย แต่พอเห็นเจ้านายขึงสายตาเข้าใส่ ก็เข้าใจทันที

“ครับๆ พาไปเดี๋ยวนี้แหละ”

ว่าแล้วหัวหน้าคนงานก็เดินไปตะโกนโหวกเหวกเรียกกลุ่มคนงานขึ้นรถโยกย้ายกันไปทำงานอีกบริเวณหนึ่งซึ่งไกลออกไป และพอขจัดส่วนเกินทั้งหลายไปหมดแล้ว ร่างสูงที่กำลังอาบเหงื่อได้ที่เพราะความร้อนของแสงแดดที่แผดเผา ก็เดินไปหาสาวเจ้าคนสวยที่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้

“มัวแต่มายืนอยู่ตรงนี้แล้วจะได้งานไหมครับคนสวย”

“ก็มันร้อนนี่นา”

เสียงแหวแว้ดใส่ นี่เขามองไม่เห็นเหงื่อเม็ดเท่าถั่วเขียวที่ผุดเต็มหน้าเธอหรือไงกัน

“มีทั้งหมวก ทั้งแว่นกันแดด ทั้งร่ม ยังจะเงาต้นไม้ ยังร้อนอยู่อีกหรือคุณ แล้วไอ้พวกผมที่ทำงานกลางแดดเปรี้ยงๆ นั่นล่ะ มันก็ร้อนด้วยกันทั้งนั้น คุณมาทำงาน มัวแต่มายืนสวยอยู่ในร่มได้ยังไงล่ะ ออกไปตากแดดตากลมโน่นสิ ถึงจะรู้ว่างานในไร่มันทำยังไง?” ไม่ว่าเปล่าเมื่อลากข้อมือเล็กของหญิงสาวออกมาจากใต้เงาไม้

รุ้งดาวขืนตัวไว้เป็นสามารถ แต่สุดท้ายนายทิตย์ศวัสก็ใช้แรงวัวแรงควายของเขาลากเธอออกไปตากแดดด้วยเป็นผลสำเร็จ

ใบหน้างามงอง้ำ เมื่อถูกลากมาดูสาธิตวิธีการลงเม็ดพันธุ์ข้าวโพด แล้วไอ้ที่ดินเป็นร้อยเป็นพันไร่ ขืนมาหยอดๆ หลุมละห้าเม็ดอย่างนี้ก็ตายกันพอดีสิ

“แล้วเราไม่มีเครื่องจักรปลูกหรือไง?”

“มีสิ” คนที่นั่งยองๆ อยู่ที่พื้นแหงนหน้าขึ้นมาตอบ

“ก็แล้วทำไมไม่ใช้เครื่องจักรล่ะ มัวแต่ให้คนมาหยอดอย่างนี้ปีมะโว้ก็ไม่เสร็จ”

“ก็คุณไม่รู้อะไรเลยนี่ ดังนั้นคุณควรจะเรียนรู้ตั้งแต่วิธีที่มันง่ายที่สุด“ ว่าแล้วก็ทำให้ดูว่าต้องทำยังไงบ้าง ก็แค่หยอดเมล็ดลงในหลุม ฝังดินกลบ ไม่ยาก แต่ทำไมต้องลากเธอมายืนตากแดดให้ดูอะไรอย่างนี้ด้วยไม่เห็นสนุกสักนิด

ตอนนี้แสงแดดยามสายกำลังแผดเผาส่งกระไอร้อนมาจนผิวสวยๆ จะไหม้อยู่แล้ว

“ฉันรู้แล้วว่าต้องทำยังไงบ้าง ทีนี้จะกลับบ้านกันได้หรือยัง?” น้ำเสียงกระฟัดกระเฟียดถาม

“ยัง...ลองทำดูก่อนสิ ปลูกข้าวโพดให้เสร็จสักแปลงผมจะพากลับ”

ห๊า! อะไรนะ นี่เขาจะให้เธอเอามือสวยๆ ที่เสียเงินทำเล็บมาแพงแสนแพง ขุดคุ้ยเขี่ยดินอย่างนั้นหรือ?

“เร็วสิคุณ...เร็ว” บอกพร้อมพยักพเยิดหน้าให้ลองทำ

รุ้งดาวหน้าหงิกงอไม่พอใจ แต่จะมีทางไหนที่จะหลีกเลี่ยงได้ ใบหน้าสวยแหงนดูท้องฟ้าที่แสงอาทิตย์กำลังแผดจ้า ร้อนจริงร้อนจัง แล้วยังให้เธอมาทำงานกลางแดดอย่างนี้ มันไม่ใช่เรื่อง เกิดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมานายทิตย์ศวัสจะรับผิดชอบยังไง?

แค่คิดอย่างหงุดหงิดหัวใจ ความคิดชั่วร้าย เอ๊ย! ความคิดดีๆ ก็แว่บผ่านเข้ามาในหัว

ใช่สิ ถ้าเธอเป็นลมเป็นแล้งไป นายทิตย์ศวัสลำบากแน่ และต้องสำนึกผิดที่คิดลากเธอมาทำงานกลางไร่อย่างนี้

“เร็วสิคุณ”

โอ้ย! ฉันเวียนหัว” ว่าพร้อมยกมือกุมหน้าเท้าซวนเซ

“เฮ้ๆ เป็นอะไรไปน่ะคุณ” ทิตย์ศวัสรีบลุกขึ้นจับแขนเรียวเอาไว้

อี๋...เอามือเปื้อนดินมาจับแขนเธอ

เกือบแล้วที่รุ้งดาวจะเงยหน้ามาค้อนให้ แล้วตีให้เขาปล่อยมือเสีย แต่พอนึกได้ว่าเธอกำลังจะมารยาสาไถแกล้งเป็นลม จึงรีบพิงร่างซบกับทิตย์ศวัสทิ้งร่มในมือไปก่อนหงายหน้ากลางอากาศเมื่อชายหนุ่มยื่นท่อนแขนมาโอบตัวไว้ ทิ้งร่างระทวยอ่อนในอ้อมแขนของเขาเอาไว้ได้พอดิบพอดี

“รุ้งดาว” เสียงเรียกอย่างตกใจ พร้อมเขย่าเบาร่างที่อ่อนปวกเปียกในอ้อมแขน

“รุ้ง...รุ้งดาว เป็นลมหรือนี่” ว่าพร้อมกับช้อนอุ้มร่างสะโอดสะองรีบพาเข้าไปยังร่มไม้ที่ใกล้ที่สุด ก่อนจะวางร่างหญิงสาวลงบนพื้นหญ้าด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“อะไรกัน ตากแดดนิดเดียวก็เป็นลมล่ะ ช่างไม่มีน้ำอดน้ำทนเลย”

เขาบ่นพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ นึกไม่ออกว่าจะต้องทำยังไง รถก็ให้นายสมัยขับพาคนงานไปทำงานอีกที่เสียแล้ว

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หัวสมองเริ่มคิด...อันดับแรก คลายเสื้อผ้าเพื่อให้หายใจสะดวก

มือใหญ่รีบลงมือปลดกระดุมที่แขนเสื้อ จากนั้นก็หยิบฉวยเอาผ้าขาวม้าสารพัดประโยชน์  เปิดกระติกใช้กระบวยตักรดๆ ให้ผ้าเปียกชุ่มก่อนจะค่อยๆ เช็ดไปตามหน้าตาที่เต็มไปด้วยพราวเหงื่ออย่างเบามือ

อี๋! ผ้าที่เขาใช้เช็ดหน้านี่สะอาดหรือเปล่า?

ได้เอาไปเช็ดเหงื่อเช็ดไคลตัวเองแล้วเอามาเช็ดหน้าเธอนี่นะ...สกปรกแย่

แพขนตาที่ขยับไหวพร้อมปลายจมูกขยับยุกยิกเหมือนกำลังกลั้นหายใจอย่างนึกรังเกียจผ้าเช็ดหน้าที่ชายหนุ่มเอามาเช็ดให้ทำให้มือที่กำลังไล้ไปตามผิวผ่องชะงัก พิศมองใบหน้าที่ไม่เห็นแดงก่ำหรือซีดเซียว เหมือนคนเป็นลมแดดเลยสักนิด

ทิตย์ศวัสเฉลียวใจ...ว่าเขาคงถูกแม่ตัวแสบตบตาเข้าล่ะสิท่า ร้ายจริงๆ เชียว

“ทำยังไงดี ยังไม่ฟื้นอย่างนี้?”

น้ำเสียงบ่นพึมพำราวกับกำลังเป็นกังวลอย่างหนัก ทำให้คนเป็นลมลอบยิ้มในใจที่แผนการสำเร็จ จากนี้ไปนายทิตย์ศวัสจะได้ไม่ลากเธอไปตากแดดตากลมหรือตกระกำลำบากที่ไหนอีก

“ผายปอด...ใช่...เป็นลมก็ต้องผายปอดสินะ”

รุ้งดาวร้องห้ามลั่นอยู่ในใจ ไม่ให้เขาทำอะไรบ้าๆ อย่างนั้น แต่ก็ไม่ทันการ เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวประกบลงมา ดวงตาที่หลับพริ้มเบิกโพลงขึ้นมาอย่างเหลือกลานด้วยความตกใจ

+++++++++

 

ตัวเธอชาคล้ายกับถูกช็อตด้วยไฟฟ้าแรงสูง ร่างบางกระตุกน้อยๆ เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวที่ประกบติดกลีบปากหยักสวยไม่เพียงเป่าลมเข้ามา หากว่าลิ้นของเขากำลังจะล่วงล้ำเข้ามาภายใน

รุ้งดาวดิ้นอึกอัก พยายามจะยันใบหน้าที่กำลังคลุกเคล้านั่นออกแต่ก็ไม่เป็นผล จนต้องงับฟันใส่ริมฝีปากที่เบียดบี้อย่างจาบจ้วง ทิตย์ศวัสผละห่างพร้อมกับร้องจ้ากเสียงดังทีเดียว

ร่างบางรีบผุดลุกขึ้นมาหน้าตาตื่น ตกใจเหมือนจะถูกข่มขืน ใจเต้นแรงระทึกแทบกระโดดออกมาจากหน้าอก

โอ้ย! กัดผมทำไมเนี่ย?” ยังมีหน้ามาโวยวายด้วยความโมโห

ดวงตาคู่สวยถลึงเข้าใส่อย่างเกรี้ยวกราด

 “ก็นายอยากมาจูบฉันทำไมล่ะ...อี๋...” รีบใช้หลังมือปาดเช็ดคราบปากของชายหนุ่มออกอย่างรังเกียจรังงอน

อ้าว! ก็คุณเป็นลมนี่ เป็นลมก็ต้องผายปอดไม่ถูกหรือไง?” พูดกลั้วหัวเราะ พร้อมกับยิ้มที่มุมปาก แต่เป็นยิ้มที่เจ้าเล่ห์และชั่วร้าย ใครเชื่อก็บ้าแล้ว

“ไม่ใช่แล้ว ผายปอดนั่นมันใช้ช่วยคนจมน้ำต่างหากเล่า ไม่เคยเรียนลูกเสือมาหรือไง?” แหวเข้าใส่อย่างโมโหคนมั่วนิ่ม

“แต่มันก็ได้ผลนี่นา หรือว่าคุณไม่ได้เป็นลมจริง?” สายตาที่มองมากำลังจับผิดอย่างเต็มที่

“ก็ไม่ได้...”

กลีบปากสวยรีบปิดฉับแทบไม่ทัน เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกล่อให้ยอมรับว่าใช้มารยาสาไถจริง

“เจ้าเล่ห์นักนะรุ้งดาว”

สายตามองมาอย่างรู้ทัน แถมยังตำหนิไม่ไว้หน้า

“ก็ฉันไม่อยากตากแดดนี่นา มันร้อน”

“ใครก็ร้อนทั้งนั้น คนงานก็ร้อน ผมก็ร้อน แต่แสงแดดมันสำคัญกับการทำไร่ ทำให้พืชผลออกดอกเจริญเติบโต และคุณเองก็เป็นเจ้าของไร่ ไม่ว่าแดดจะร้อนหรือลำบากยังไง คุณก็ต้องอดทน และบ่นเป็นคนสุดท้าย” เขาแนะ

“นี่...นายทิตย์ศวัส ฉันไม่ได้มีอุดมการณ์อันสูงส่งเหมือนคุณนะ และฉันก็ไม่ชอบทำไร่ไถนา ไม่ชอบที่นี่ ไม่เลยสักนิด” ตอบโต้กลับไปอย่างหงุดหงิดฉุนเฉียว

“แล้วคุณคิดจะทำยังไงกับที่ดินสองร้อยไร่ของตัวเองล่ะ? ขายแล้วใช้เงินให้หมดไป หรือลงทุนลงแรงเพื่อให้มันออกดอกออกผลไม่มีสิ้นสุด เป็นสมบัติตกไปชั่วลูกชั่วหลาน”

คำถามนั่นกระทุ้งหัวใจเธออย่างแรง ให้รุ้งดาวได้กลับมาตรองและถามกับตัวเองว่า เธอต้องการอะไรจากที่ดินสองร้อยไร่นี่

“คุณไม่มีความพยายามเลย เอาแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่ คิดแต่ว่าไม่ชอบไม่อยากทำ งานในไร่มันลำบาก ทุกข์ยากแสนสาหัส ลืมไปหรือเปล่าว่าคุณเองก็เกิดมาในไร่ และอาชีพนี้ก็เลี้ยงคุณ ทำให้คุณมายืนตรงนี้ได้”

ไม่รู้ว่านายทิตย์ศวัสเป็นสามีหรือพ่อเธอกันแน่ เวลาที่อยู่กับเขาเป็นต้องถูกตำหนิติเตียนตลอด สายตาที่มองมาราวกับเป็นเด็กน้อยอ่อนหัดยังอมมืออยู่

 

        ติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่

https://www.facebook.com/RachaRil/

https://my.dek-d.com/racharil/writer/

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น