วิวาห์ขัดดอก

ตอนที่ 1 : การมาของเธอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 532
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    20 ก.ค. 62

ตอนที่ 1

การมาของเธอ

 

 

 

 

 

ขาเพรียวเรียวสวยภายใต้กางเกงสกินนี่สีพาสเทลก้าวลงมาจากรถทัวร์ปรับอากาศเป็นคนสุดท้าย

หญิงสาวเจ้าของเรือนร่างโปร่งบางระหงผมสีน้ำตาลหยักสยายยาวถึงกลางหลัง รีบคว้าเอาหมวกปีกกว้างใบโตขึ้นมาสวมทับศีรษะก่อนที่แสงแดดจะทันสาดส่องปะทะใบหน้าเล็กนวลขาวผ่อง แล้วจึงสอดส่ายสายตามองหาคนที่บิดาส่งมารับ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นใครเข้ามาแสดงตัวสักคน

รุ้งดาว จิตพิพัฒน์ รู้สึกหงุดหงิดที่จำหน้าคนงานในไร่ไม่ได้ เพราะไม่เคยสนใจหรือใส่ใจ และหากไม่มีความจำเป็นใดๆ เธอก็คงไม่ถ่อสังขารขึ้นรถโดยสารเดินทางไกลมาถึงเขาชะมวงนี่ เพราะมันแสนจะจะไกล้...ไกล การเดินทางก็ลำบากลำบนทุลักทุเลมิใช่น้อย

ใบหน้าสวยเริ่มขมวดมุ่นยุ่งเหยิง แสดงอาการหงุดหงิดออกมาเมื่อยังไม่เห็นคนมารับสักที มือเรียวเล็กระบายเล็บสีสวยรีบล้วงเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายใบโตขึ้นมา แล้วกดเบอร์โทรหาคนมารับโดยพลัน

+++++++++

 

ร่างสูงสมาร์ทบึกบึนในชุดเสื้อเชิร์ตแขนยาวสีอิฐและกางเกงยีนส์มอมฝุ่นเจ้าของใบหน้าคมคายแบบไทยๆ ผิวสีแทนเข้มตามแบบฉบับหนุ่มบ้านไร่ยืนพิงแผ่นหลังกับรถกระบะโฟร์วิลสีดำคันโตที่เลอะโคลนไปทั้งคัน

ชายหนุ่มกำลังเขม้นดวงตาภายใต้แว่นเรย์แบนกันแดดมองไปยังหญิงสาวเพียงคนเดียวที่ยังยืนหันรีหันขวางเก้ๆ กังๆ อยู่ไม่ไกลตานักอย่างพินิจพิเคราะห์

แม่เจ้าโว้ย...นั่นนะหรือว่าที่เจ้าสาวของเขา!

แต่งตัวปานหลุดออกมาจากแคตตาล็อกแฟชั่นเกาหลี ทั้งเสื้อคอปาดเกาะไหล่สีขาวแขนฟูพะเยิบพะยาบ กางเกงรัดติ้วตึงเปรี๊ยะอวดขายาวอย่างกะนกกระยาง แต่ก็ยอมรับว่าสวยเซ็กซี่ไม่เบา แว่นอันโตที่เจ้าตัวสวมปิดบังอำพรางสายตาดูปราดเดียวก็รู้ว่าราคาคงหลายหมื่น รองเท้าส้นสูงสักหกนิ้วได้ ยังจะกระเป๋าเดินทางล้อลากยี่ห้อหรูราคาแพงในมือนั่นอีก นี่เธอจะมาเยี่ยมพ่อ หรือว่าตั้งใจจะมาถ่ายแฟชั่นกันแน่

ให้ตายเถอะ...ทิตย์ศวัสได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ บอกกับตัวเองไม่ถูกจริงๆ ว่าจะนิยามผู้หญิงคนนี้ว่าอย่างไรดี

ปราดแรกที่มองเห็น เขาก็ขอทำนายว่า แม่เจ้าประคุณรุนช่องต้องเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ จับจอบจับเสียมไม่เป็น เสียชื่อลูกสาวชาวไร่หมด

เสียงโทรศัพท์ราคาถูกที่ทั้งอึดทั้งทนเหมือนผู้เป็นเจ้าของในกระเป๋าเสื้อกรีดร้องขึ้นมา ไม่ต้องเสียเวลาเดาก็รู้ทันทีว่าโทรมาจากไหน

ชายหนุ่มไม่รั้งรอช้า ก้าวขาอาดๆ เดินตรงไปยังเป้าหมายที่ตอนนี้ยืนหน้ายุ่งเหยิงชะเง้อชะแง้แลมองหาใครอยู่

“คุณรุ้งดาวใช่ไหม?” น้ำเสียงทุ้มห้าวเอ่ยถาม

ใบหน้าเล็กเรียวขาวปานสปอร์ตไลท์หันขวับมามอง แม้จะไม่เห็นสายตาภายใต้แว่นราคาแพง แต่การขยับไหวของใบหน้าขึ้นลง ก็ทำให้เขารู้ว่าเจ้าหล่อนกำลังกวาดสายตาสำรวจตรวจสอบมองหัวจรดเท้าและเท้าจรดศีรษะอีกรอบหนึ่ง

“ใช่ นายคงจะเป็นคนที่พ่อฉันส่งมารับสินะ” เสียงหวานเจือหงุดหงิดถามกลับมา หลังจากกวาดตามองหนุ่มร่างสูงตัวใหญ่ในชุดทำงานในไร่ที่มอมฝุ่น และยังจะเสียงโมโนโทนเรียกเข้าของโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อที่เขาไม่คิดจะรับสาย เธอก็ไม่สงสัยอะไรอีก

“ไหนล่ะ จอดรถไว้ไหน ไกลหรือเปล่า ร้อนจริงร้อนจังน้อ ประเทศไทย”

ริมฝีปากรูปกระจับจิ้มลิ้มทาลิปกลอสสีพีชบ่นอย่างหงุดหงิดเพราะชีวิตคุ้นชินกับการบ่มผิวอยู่ในห้องแอร์เสียมากกว่าจะออกมากลางแจ้ง

“ทางโน้นครับ ตามมาสิ”

ว่าแล้วร่างสูงก็หันหลังกลับ เดินเทิ่งๆ นำหน้าไปยังรถกระบะที่เหมือนกับขับตะลุยฝ่าดงโคลนมาหมาดๆ จอดอยู่กลางแดดเปรี้ยง โดยไม่คิดจะช่วยเธอหิ้วกระเป๋า

“ดะ...เดี๋ยวสิ...เดี๋ยว...” รุ้งดาว หญิงสาวเจ้าของชื่อเดียวกับไร่ที่กำลังจะไปร้องเรียกเอาไว้ รีบหย่อนโทรศัพท์ลงในกระเป๋าสะพายแล้วลากกระเป๋าเดินทางตามไปอย่างทุลักทุเล

“นี่นาย...นาย...น้าย...” คำเรียกสุดท้ายเจ้าตัวแผดเสียงแหลม เมื่อร่างใหญ่ที่เดินนำหน้าไม่คิดจะหยุดรอกันแม้แต่น้อย ไม่รู้จะรีบไปตามวัวตามควายที่ไหน?

ร่างสูงชะงักกึก...หมุนตัวขวับกลับมาทันทีอย่างไม่ชอบใจด้วยไม่ชอบให้ใครมาใช้น้ำเสียงเกรี้ยวกราดอย่างนี้ใส่

ทำให้คนที่เดินเร็วๆ ตามมาเบรกตัวไว้ไม่ทัน หน้าจิ้มพรวดไปที่แผ่นอกแน่นนั่นอย่างจัง จนน่ากลัวจมูกเล็กโด่งจะหักเอาได้

อุ๊ย / อุ๊บ

ร่างเล็กผงะหงาย ดีหรอกที่เขาคว้าหัวไหล่เปลือยเปล่าเอาไว้ได้ทัน เธอจึงไม่เสียหลักไปมากกว่านี้

แต่แทนคำขอบคุณ คือการปัดมือของเขาออกอย่างรังเกียจทันทีที่ยืนตั้งหลักได้ พร้อมกับใบหน้าที่ขมวดยุ่งไปกว่าเดิม

“กระเป๋าน่ะ...กระเป๋า จะมีน้ำใจช่วยยกไหม?” เจ้าหล่อนกำลังทวงถามความเป็นสุภาพบุรุษในตัวเขาพร้อมปรายตาไปยังกระเป๋าเดินทางล้อลากในมือ

ใบหน้าคร้ามย่นคิ้วเข้มดำปี๋ ก่อนจะฉีกยิ้มแต่ดูเหมือนเยาะมากกว่าที่มุมปาก

อ้อ! ผมก็นึกว่าคุณจะหอบหิ้วมันไปได้เสียอีก เห็นผู้หญิงเดี๋ยวนี้ออกมาเรียกร้องสิทธิ์กันปาวๆ ว่าเท่าเทียมกับผู้ชาย ก็นึกว่าแค่กระเป๋าใบเดียวจะยกเองได้ด้วย เอามาสิ” ไม่ว่าเปล่าเมื่อยื่นมือใหญ่มาดึงที่จับลากกระเป๋าเดินทางไปจากมือเธอ

ถึงมองไม่เห็นดวงตาภายใต้แว่นที่ตอนนี้เห็นสัญลักษณ์ระบุว่ายี่ห้อกุชชี่ แต่เขาก็เดาได้ว่าหญิงสาวกำลังมองค้อนอยู่แน่ๆ

ทิตย์ศวัสลอบยิ้มเมื่อเห็นท่าทางเหมือนพวกคุณหนูเอาแต่ใจ ทั้งๆ ที่เมื่อครู่เขายังนึกไม่ชอบใจอยู่เลย

“ทางนี้ครับ คุณผู้หญิง” เมื่อเดินไปถึง ยกกระเป๋าไว้ที่เบาะทางตอนหลังเรียบร้อย เขาก็บริการเปิดประตูรถให้ แล้วผายมือเชื้อเชิญให้หญิงสาวขึ้นไปนั่งอย่างเอาใจ

แต่คนได้รับคำเชิญกลับคิดว่าเป็นการประชดประชันเสียมากกว่า คาดโทษอยู่ในใจว่าพอถึงไร่ จะให้บิดาตัดเงินเดือนนายคนนี้เสียสักสิบเปอร์เซ็นต์ ค่าที่กล้ามาต่อปากต่อคำและทำตัวเสมอเจ้านาย

หมอนี่ไม่รู้หรือไง? ว่าเธอเป็นบุตรสาวของใคร และฐานะของเธอกับเขานั่น ชายหนุ่มควรให้ความเกรงใจกันบ้าง

อันที่จริง รุ้งดาวก็ไม่ใช่คนชอบแบ่งชนชั้นวรรณะอะไร

แต่เธอไม่ชอบผู้ชายกระลิ้มกระเหลี่ยทำท่าหมาหยอกไก่หรือพวกชอบทำอะไรเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้หญิง ไม่รู้หรือไงวิธีจีบสาวอย่างนั้น มันเชยไปแล้ว

ขายาวๆ ภายใต้สกินนี่สวมรองเท้าส้นสูงอีกต่างหากพยายามปีนป่ายขึ้นรถคันโตโฟร์วิลยกสูง เป็นที่น่าสังเวชใจแก่คนที่ยืนมองอยู่ข้างหลังเสียจนอดรนทนไม่ได้ จึงช่วยสงเคราะห์โดยการยกเอวบางนั่นขึ้นไปวางก้นเสียบนเบาะ

ว้าย!” รุ้งดาวร้องเสียงหลง เมื่อเจ้าหนุ่มคนงานบังอาจมาแต๊ะอั๋งจับเอวเธอ ถึงจะเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้ก็ตามทีเถอะ แต่มันไม่เหมาะไม่ควร

ใบหน้าเล็กหันขวับมาค้อน แต่เขาไม่สนใจ เดินอ้อมไปยังประตูรถอีกฟากฝั่งคนขับแล้วก้าวขาขึ้นมาอย่างง่ายดาย

“คาดเข็มขัดด้วยครับ” พูดโดยไม่สนใจสายตาเขียวปั๊ดที่มองมา

“ทำไมไม่เอารถคันที่มันขึ้นลงง่ายๆ มารับฉัน”

“คันนี้ก็ไม่ได้ขึ้นลงลำบากอะไรนี่ ถ้าคุณไม่แต่งตัวแบบ” เขาไม่พูด แต่ใช้การกวาดสายตามองมาคล้ายตำหนิแทน กลีบปากอิ่มรูปกระจับเม้มแน่น หัวคิ้วเรียวขมวดชิดไม่พอใจ

“แบบอะไรฮะ?” น้ำเสียงกระฟัดกระเฟียดฟังออกว่าไม่ชอบใจ ถามอย่างหาเรื่อง

“ก็แบบนี้แหละ” ตอบมาไม่เคลียร์

คนฉุนหันขวับไปมองคนช่างต่อล้อต่อเถียงนัก เมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย ก็รีบยกมือกอดอกแน่นอย่างไว้ตัว นั่งหน้าตึงตอนที่รถกำลังเลี้ยวออกจากท่ารถมุ่งหน้าสู่ไร่รุ้งดาว

“นายทำงานที่ไร่มานานหรือยังนี่?”

“เจ็ดปีได้” คนที่มุ่งสายตาไปยังเส้นทางข้างหน้าตอบอย่างไม่ใส่ใจเท่าไรนัก

“เจ็ดปี...เจ็ดปีเชียวหรือ?”

พึมพำกับตัวเองอย่างแปลกใจ ที่ไม่รู้สึกคุ้นเคยหรือคุ้นหน้าคนงานในไร่ของบิดาผู้นี้สักนิด เธอรู้จักแต่พวกหัวหน้าคนงานสองสามคนเท่านั้น แต่ก็เอาเถอะ เพราะเธอเองไม่เคยสนใจการทำไร่ไถนาอยู่แล้ว ถ้าจะจำหน้าคนงานที่มีอยู่หลายสิบคน และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเรื่อยไม่ได้ ก็คงไม่แปลก

รุ้งดาวอยู่กรุงเทพฯ เป็นหลัก ปีๆ หนึ่ง เธอจะกลับมาที่เขาชะมวงสักครั้งหรือสองครั้งได้ และในสามปีให้หลังของการเปลี่ยนผ่านชีวิตจากรั้วมหาวิทยาลัยเข้าสู่วัยทำงาน เธอก็แทบจะไม่ได้เหยียบย่างมาที่บ้านเกิดเลย มาแต่ละครั้งก็อยู่ไม่เกินสามวัน ไม่เคยออกไปสำรวจตรวจตราดูสมบัติพัสถานตัวเองว่าในไร่เพาะปลูกอะไรบ้าง ให้ดอกออกผลเป็นยังไง เธอกลายเป็นสาวชาวกรุงที่ชีวิตติดกับความศิวิไลน์เต็มตัวเสียแล้ว

“นายชื่ออะไร?”

“เอาชื่อจริงหรือชื่อเล่นล่ะ?” ปรายตามามองนิดหนึ่งพร้อมคำถาม

รุ้งดาวนึกอยากกรี๊ดใส่เขาให้ขี้หูเต้นนัก...ที่แทนจะตอบคำถามกลับมาเล่นลิ้นเข้าใส่

“ชื่อที่คนเขาเรียกนายกันน่ะ”

 

ติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่

https://www.facebook.com/RachaRil/

https://my.dek-d.com/racharil/writer/

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น