อย่าทำให้ฟ้าผิดหวัง (BL)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 253 Views

  • 14 Comments

  • 31 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    77

    Overall
    253

ตอนที่ 1 : 10 - Airport

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 141
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    7 เม.ย. 62

*หมายเหตุ*

เลขบทของนิยายเรื่องนี้

จะไล่จากจำนวนมากไปหาน้อย

- ขอบคุณครับ -


10

Airport 



 

               แฟนผมเป็นแบบนี้ตลอดเลย

            มานี่มา เดี๋ยวตั้งทำให้

               “แค่นี้เช้าทำเองได้น่า

               “รู้ แต่คนมันอยากทำให้ไง ตามใจกันหน่อยไม่ได้เหรอ

               พอบอกว่าไม่ต้องทำนั่นทำนี่ให้ ตั้งเขาก็จะชอบทำหน้าขี้อ้อนใส่ผมประจำ ไม่รู้ว่าไปหัดฝึกไอ้เล่ห์กลพวกนี้มาจากไหน แต่พอได้ลองใช้ทีไรก็เป็นอันได้ผลเสียทุกที เพราะปกติผมเองก็ไม่ใช่คนใจแข็งอะไรอยู่แล้วด้วย เจอแบบนี้หัวใจมันเลยยิ่งอ่อนยิ่งยวบกันเข้าไปใหญ่

               อะ เอาสิ อยากทำอะไรทำเลย ได้ใจกันไปแล้วนี่

          พอรู้ว่าอ้อนผมสำเร็จ เห็นว่าผมยอมนั่งนิ่งๆ ให้เขาได้ทำตามใจ คนตัวใหญ่หุ่นนักกีฬาที่นั่งอยู่ตำแหน่งคนขับก็ยิ้มแฉ่ง อวดฟันขาวกับไอ้เจ้า ลักยิ้มในตำนานที่บุ๋มอยู่ข้างเดียวบนแก้มด้านซ้าย ดูยังไง๊ยังไงนี่มันก็เด็กน้อยตัวแสบหน้าหล่อในร่างผู้ใหญ่ชัดๆ

               ตั้งปลดล็อกเบลท์ของตัวเองเพื่อที่จะได้ขยับเข้ามาคาดเบลท์ให้ผมได้ถนัดขึ้น เนี่ย เห็นไหม ถ้าเช้าทำเองนะง่ายกว่านี้ตั้งเยอะผมอดที่จะหาเรื่องบ่นไม่ได้ แต่ถามว่าชอบไหมที่เขาทำให้ ก็...ชอบแหละ ชอบมากเลยด้วย มีแฟนเอาใจเก่งใครบ้างไม่ชอบกัน ยิ่งตอนที่อีกฝ่ายเงยหน้าหล่อๆ คิ้วเข้มๆ ขึ้นมาสบตาผมพร้อมอมยิ้มน้อยๆ เหมือนจะบอกว่า ชอบฟังคุณบ่นจังนะ ผมล่ะอยากจะคว้าคอแฟนตัวเองเข้ามาหอมซ้ายหอมขวาแม่งสักยี่สิบรอบ เอาให้แก้มช้ำกันไปข้างนึงเลย

               แต่ก็ได้แค่คิดล่ะนะ ใครมันจะไปกล้าทำกัน ขืนทำมีหวังอายเขาตาย

               เรียบร้อย ตั้งคาดให้รับรองไม่มีหลุด :)

               “อย่ามา... เฮ้ยตั้ง!!!

               “ฮ่าๆๆๆ”

               โหยยยยย ไรเนี่ย เล่นกันทีเผลอนี่หว่า!

               “ไม่ต้องมาขำเลยนะตั้ง!”

               ผมชกแขนคนขี้แกล้งเข้าให้ จู่ๆ ก็ขโมยจุ๊บแก้มกันเฉยเลย ฉวยโอกาสว่ะ!

               แล้วแทนที่จะสะทกสะท้าน แฟนผมกลับหัวเราะชอบใจใหญ่เลยครับ ขนาดผมปล่อยหมัดแถมเข้าให้อีกหนึ่งที เขายังแกล้งยื่นนิ้วกลับมาจิ้มแก้มผมเล่นเลยอะ แล้วแบบนี้ผมจะไปสู้อะไรได้ รีบหันหน้าหนีมาเลยดีกว่า คือไม่ใช่อะไรหรอก แต่มันเขินเว่ย!

             เขินมากเลยด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นบ้าอะไรนักหนา ทั้งที่คบกันมาก็ตั้งนานแล้วอะ รู้จักกันตั้งแต่สมัยประถม เป็นแฟนกันตอนมัธยม เปิดตัวกับที่บ้านตอนมหาลัย แล้วก็ย้ายมาอยู่ด้วยกันหลังเรียนจบ แต่ทุกวันนี้ผมยังคงเขินแฟนตัวเองไม่เลิกเลย อยู่ด้วยกันทีไรเหมือนปากมันไม่ค่อยจะตรงกับใจตลอด ทั้งที่ในใจนี่คือผมรักตั้งมากเลยนะ อยากกอดอยากหอมเขาทุกวัน อยากพูดจาหวานๆ กับเขา พร่ำบอกให้ได้ฟังกันเช้าเย็นไปเลยว่าผมแม่งโชคดีมากขนาดไหนที่ได้มีเขาในชีวิตเหมือนอย่างที่เป็นอยู่นี้

               แต่ไหงสิ่งที่แสดงออกไปมันถึงได้ตรงข้ามกันนักก็ไม่รู้ ผมกลายเป็นพวกปากหนักไปหมด หวงเนื้อหวงตัวแทบบ้า รู้สึก (ไปเอง) ว่ามันต้องเก๊กไว้วางฟอร์มไว้ตลอดเวลา คล้ายกับว่าไม่กล้าที่จะ เสียอาการเวลาที่อยู่ต่อหน้าเขา แล้วพอถูกตั้งแหย่ให้เขินมากๆ เข้า ผมก็จะใช้วิธีแกล้งทำเป็นโวยวายใส่เข้าให้ เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเอง

               ไม่เหมือนตั้ง รายนี้นะ โอ้โห อยากทำอะไรก็ทำเลยครับ กล้ามาก ไม่มีการเขินอายอะไรทั้งสิ้น เรียกว่าเป็นผู้ชายที่เปิดเผยที่สุดในจักรวาลนี้แล้วมั้ง เพราะตั้งแต่เกิดจนโตมา ผมยังไม่เคยเจอใครที่เปิดเผยเรื่องความสัมพันธ์มากเท่าตั้งมาก่อนเลย

               แล้วเขาก็ดูจะไม่สนด้วยนะ ไม่สนว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับการที่เขาแสดงความรักกับคนที่รักอย่างโจ่งแจ้งและตรงไปตรงมาแบบนี้ บางทีเดินเล่นกันอยู่ดีๆ จู่ๆ ตั้งก็คว้าผมเข้าไปจุ๊บหน้าตาเฉย ในขณะที่ผมนี่แม่งเขินจนแทบจะเป็นบ้า! (เนี่ย คิดแล้วยังเขินอยู่เลยอะตอนเนี้ย!) ต้องต่อยตีเขาเพื่อระบายความเขินอายอยู่หลายหมัด แต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยคิดที่จะสำนึก เดี๋ยวนี้นี่ถือว่ายังดีกว่าแต่ก่อนเยอะนะครับ เมื่อก่อนนี่คือแบบ...บอกรักผมบ่อยมากกกกกกกกกกกกก หันมาบอกรักกันหน้าตาเฉยตอนที่ผมกำลังนั่งตัวเกร็งเพราะกำลังทานข้าวอยู่กับครอบครัวของเขาก็เคยมาแล้ว จนผมนี่ถึงกับต้องจับเข่าคุยกับตั้งอย่างจริงจังว่า ห้ามเลยนะ ห้ามบอกรักกันพร่ำเพรื่อ ให้เก็บเอาไว้บอกกันในโอกาสที่มันพิเศษๆ พอ เดี๋ยวไม่ศักดิ์สิทธิ์

 

               มันไม่ศักดิ์สิทธิ์ตรงไหนกัน

           

            และนี่คือสิ่งที่ตั้งสวนกลับมาทันทีที่ผมสั่งห้าม ซึ่งผมก็ตอบไม่ได้ไงครับ เพราะผมก็พูดของผมไปเรื่อยอะ หลักๆ คือแค่ไม่อยากให้เขาบอกรักผมบ่อยๆ ก็เท่านั้น เพราะมันทำให้ผมรู้สึกเขินเกินไป ยิ่งไปพูดต่อหน้าคนอื่นผมยิ่งเขินหนัก พาลจะเก็บอาการกันไว้ไม่อยู่ซะเปล่าๆ ก็เลยต้องทำเป็นตีมึนอย่างคนไม่มีเหตุผลไปเรื่อย ซึ่งแน่นอนว่าแรกๆ ตั้งก็ยังไม่ยอมทำตามที่บอกทันทีหรอก เขาน่ะคอยแต่จะฝืนกฎอยู่เรื่อย จนผมต้องทำทีเป็นโวยวายใหญ่โตอยู่สามสี่ครั้ง ตั้งถึงเริ่มค่อยๆ เลี่ยงไปหาทางอื่นที่จะบอกรักผมโดยที่ไม่ใช้วิธีพูดคำว่ารักออกมาตรงๆ แทน

               ผมนี่แม่ง งี่เง่าชิบ :(

               “เฮ้ยๆ เดี๋ยวก่อนตั้งอะ ตอนแรกกะว่าจะยังไม่รีบหันกลับไปหาคนที่ทำให้ผมเขินแต่เช้านะ แต่พอนึกขึ้นมาได้ว่าลืมของสำคัญ ผมเลยต้องรีบร้องห้ามคนที่กำลังจะออกรถเอาไว้ก่อน เช้าลืมพาสปอร์ตว่ะ

               “แน่ใจเหรอว่าลืม

               “ก็เนี่ย ปกติเช้าจะใส่ไว้ตรงเนี้ย แต่นี่ไม่มีอะผมเปิดช่องกระเป๋าใส่ของใบเล็กยื่นให้ตั้งดู คนตัวใหญ่กว่าเลยได้โอกาสยัดสิ่งที่ผมตามหาหรือก็คือพาสปอร์ตไทยลงมาในช่องว่างดังกล่าว แล้วถึงค่อยขับรถออกจากคอนโดด้วยรอยยิ้มภูมิใจเหมือนอย่างทุกครั้งที่เขาสามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับผมได้

               ผมยอมรับเลยว่าออกจะอายอยู่นิดๆ ที่เผลอตื่นตูมเรื่องพาสปอร์ตไปเองคนเดียว ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเขารู้ดีแต่แรกแล้วว่าผมน่ะลืมมันไว้ แต่อีกใจ... ผมก็รู้สึกดีนะ รู้สึกดีมากเลยด้วยที่ตั้งเป็นคนหยิบมันมาให้แบบนี้น่ะ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่เขามีให้กันไงครับ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผู้ชายคนนี้ทำได้อย่างดีเยี่ยมมาโดยตลอดเลย

               เพราะงั้นผมก็ควรที่จะต้องขอตอบแทนเขาบ้าง ด้วยอะไรง่ายๆ อย่างการเป็นฝ่ายเปิดเพลงในรถให้ โดยเพลงแรกที่ผมเลือกเปิดก็คือเพลง หากฉันตาย ของ 60 miles ครับ ซึ่งเป็นเพลงที่ตั้งชอบมาก เขามักจะเปิดเพลงนี้เป็นเพลงแรกประจำเวลาที่ขับรถไปส่งผมที่สนามบิน ฮัมตามไปด้วยเนื้อเสียงเข้มๆ ของเขา ดูมีความสุขจนน่าอิจฉา

               แต่ผมไม่ชอบมันเลย

            คือ... ก็รู้อยู่หรอกว่ามันเป็นเพลงรักที่ความหมายดีใช้ได้ แต่เชื่อเถอะ ถ้าคุณเป็นคนที่เคยผ่านเรื่องราวเลวร้ายเกี่ยวกับ ความตายเหมือนอย่างที่ผมเคยเจอล่ะก็ คุณจะต้องไม่ชอบใจเวลาที่คนรักของคุณมาพูดทำนองว่า หากวันหนึ่งฉันตายไป... แน่ๆ

               แต่วันนี้จะยอมให้วันนึงก็แล้วกัน

               ขอบคุณครับ :)

               ส่วนตั้งนี่ก็เหลือเกิน ยังจะหันมาขอบคุณผมอีก ผมต่างหากเล่าที่ต้องขอบคุณเขาน่ะ แล้วยังอีกนะ ยังมีการมายิ้มหวานให้กันอีก นี่กะจะไม่ให้พักตกหลุมรักกันบ้างเลยหรือไง!

                เฮ้ออออออ จะว่าไปนะ พอลองมาคิดทบทวนถึงการได้มีตั้งอยู่ในชีวิตทีไร ผมล่ะแอบอิจฉาตัวเองเรื่อยเลยว่ะ คนอะไรก็ไม่รู้ โชคดีชะมัด ที่ถึงจะเคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิต แต่ฟ้าก็ยังคงเมตตา นำพาให้ตั้งได้มาเจอกับผมก่อนที่เขาจะตกไปเป็นของคนอื่นจนได้

               ผมคิดไม่ออกเลยครับว่าถ้าวันนี้ไม่มีตั้งอยู่ ชีวิตของผมจะเป็นยังไง มันเป็นภาพที่จินตนาการตามได้ยากมากทีเดียว เพราะว่าเรามีกันและกันมาเกือบจะทั้งชีวิต เราเห็นกันมาตั้งแต่ตัวเล็กนิดเดียว มีตั้งคอยเป็นหัวโจกนำทีมหาเรื่องให้ถูกครูบุญยืนทำโทษอยู่เป็นประจำ ทั้งๆ ที่ในความจริงแล้วผมก็ทำได้แค่เกาะแขนตามเขาไปเรื่อยๆ เท่านั้น จนครูบุญยืนแกยังบ่นเล้ย ว่าถ้าผมไม่คบกับตั้งสักคน ชีวิตนี้ผมคงไม่มีวันถูกทำโทษแหง

               แต่ครูบุญยืนแกคงลืมไปมั้ง ว่าจริงๆ แล้วผมจะปล่อยมือจากแขนของตั้งเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ผมแค่ไม่ทำก็เท่านั้นเอง :)

               ผมยินดีที่จะเดินร่วมทางไปกับเขานะ ไปให้ไกลจนกว่าชีวิตจะพรากเราสองคนจากกันเลยก็ยังได้ และมันก็ดีเหลือเกินที่ผมไม่ได้คิดแบบนี้อยู่แค่ฝ่ายเดียว ตั้งเองก็คิดไม่ต่างไปจากผม แถมแฟนของผมคนนี้เขาก็ไม่ได้มีดีแค่คิดอยู่เงียบๆ คนเดียวในใจเหมือนอย่างที่ผมชอบทำด้วย ระดับตั้งน่ะ ต้องเล่นใหญ่ครับ ต้องแสดงออกทุกอย่างให้ชัดเจนกว่าใคร แทบจะไม่มีการหมกเม็ดใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งตั้งก็แสดงให้ผมได้เห็นแล้วครับ แสดงให้ผมได้เห็นถึงความชัดเจนของเขาที่มีต่อผมแล้วเมื่อเจ็ดเดือนที่ผ่านมา

 

               เช้า ตื่นเร็ว

           

            ผมยังจำวันนั้นได้ดี... มันเป็นแค่วันธรรมดาๆ วันหนึ่งที่ผมไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าเพื่อไปทำงานบริการบนท้องฟ้า แต่กลายเป็นว่าจู่ๆ ตั้งที่รู้ดีกว่าใครว่าผมชื่อเช้าแต่เกลียดการตื่นเช้ามากแค่ไหนกลับเดินเข้ามาเปิดทุกอย่างในห้องนอนของเราให้สว่างไปด้วยแสงอาทิตย์เพื่อปลุกผมให้ตื่นขึ้นมาคุยกับเขาตามที่เขาต้องการ

            จริงๆ ผมเกือบที่จะโวยใส่เขาเข้าให้แล้วนะ ถ้าไม่ติดว่าความสงสัยอย่างมากดันเข้ามาแทนที่ในใจผมซะก่อน เพราะเริ่มที่จะสังเกตเห็นแล้วว่าตั้งที่ยืนเต็มความสูงอยู่ข้างๆ เตียงตอนนั้นดูต่างไปจากตั้งที่ผมรู้จักในทุกๆ วัน

               ความแปลกและแตกต่างในความรู้สึกทำให้ผมตัดสินใจลุกขึ้นนั่งเพื่อพิจารณาคนตรงหน้าให้ชัดเจน ตั้งยังคงหล่อหุ่นดีเหมือนเดิมอย่างที่เขาเป็นมาตลอด ยังคงมีคิ้วเข้มๆ และใบหน้าเรียบนิ่งที่ดูดุ (เวลาไม่ยิ้ม) เหมือน พ่อหมีในนิทานเรื่อง Goldilocks and the Three Bears อย่างที่ผมและเพื่อนๆ ในบ้านเด็กกำพร้าเคยได้ลงความเห็นกันไว้ แต่ที่ผมรู้สึกได้เลยว่ามันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ ก็ตรงที่อีกฝ่ายดูจะพิถีพิถันแต่งองค์ทรงเครื่องมาซะหล่อเนี้ยบเลยเนี่ยแหละ เพราะมันดูเป็นอะไรที่ไม่ใช่ตั้งเอาเสียเลย

               แต่ยังไม่ทันพี่ผมจะได้ถามอะไรออกไป จู่ๆ คนแต่งตัวเนี้ยบผิดวิสัยก็สร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ด้วยการคุกเข่าลงตรงหน้า พลางคว้ามือซ้ายของผมไปกอบกุมไว้อย่างเบามือ

 

               ตั้ง...’

 

               ผมพูดอะไรไม่ออกเลยครับ

               มันเป็นความรู้สึกที่ผมไม่สามารถอธิบายได้จริงๆ รู้เพียงแค่ว่าตอนนั้นหัวใจของผมคือเต้นแรงมากนึกย้อนกลับไปตอนนั้นแล้วยังทำเอาผมใจเต้นแรงมาถึงตอนนี้เลย... มือไม้มันสั่นไปหมด ไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไง ในหัวมันมีแต่คำถามที่ผุดขึ้นมาว่า จริงเหรอวะ นี่มันเรื่องจริงใช่ไหม นี่มันเกิดขึ้นจริงหรือว่าแค่ฝันไปวะเนี่ย

 

               เช้าครับ

            ‘...’

            ‘เราสองคนก็เป็นแฟนกันมานานแล้วเนอะ

            ‘...’

            ‘ตั้งว่า... ถึงเวลาแล้วล่ะ ที่เราจะเลื่อนสถานะไปเป็นอย่างอื่นกันสักที :)’

 

               คำเกริ่นนำของตั้งทำให้ผมมั่นใจได้แล้วว่ามันคือการขอแต่งงานไม่ผิดแน่สิ่งที่ผมไม่เคยคิดฝันกำลังเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ในตอนนั้น จนผมต้องย้ำกับตัวเองว่า ใช่แล้ว นี่คือความจริง ตั้งกำลังขอผมแต่งงานในเช้าวันธรรมดาๆ วันหนึ่ง และเปลี่ยนวันธรรมดาๆ วันนั้นให้กลายเป็นวันแห่งความทรงจำที่ผมและเขาจะไม่มีวันลืมไปตลอดกาล

 

            ‘เช้าครับ

 

               ตั้งไม่ได้ชูกล่องแหวนขึ้นมาถือด้วยมืออีกข้างเหมือนอย่างที่คนอื่นๆ เขาทำกันตอนที่เริ่มต้นถามคำถามวัดใจ หากแต่เลือกที่จะใช้นิ้วโป้งลูบเบาๆ บนวัตถุซึ่งสวมอยู่ก่อนแล้วที่นิ้วนางข้างซ้ายของผม เพื่อเป็นการบอกผมให้ได้รู้ตัวถึงการมีอยู่ของมัน

 

               เช้าอยากแต่งงานกับตั้งไหม

            ‘...’

            ‘ถ้าอยาก ก็ให้ใส่มันไว้แบบนี้นะ

            ‘...’

            ‘แต่ถ้าไม่... เช้าถอดแหวนคืนตั้งตอนนี้ได้เลย

 

               ตอนนั้นผมโคตรอยากจะร้องไห้

               ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่มันคือความสุขใจจากสิ่งที่เกิดขึ้น

 

               นี่มัน?’

 

               หลายคนอาจรู้สึกว่า เฮ้ย มันก็แค่การขอแต่งงานธรรมดาๆ ไม่ได้พิเศษหรือว่ายิ่งใหญ่อะไร แต่พวกคุณรู้ไหม ความพิเศษทั้งหมดน่ะ มันได้รวบรวมอยู่ที่แหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของผมหมดแล้ว

 

               แหวนพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง

 

               ตั้งเรียกมันแบบนั้น มันถูกประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุง่ายๆ คือใช้ลวดดัดให้เป็นวงแหวน ก่อนจะใช้ ‘พระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง’ ซึ่งเป็นวัสดุสำหรับตกแต่งมาติดเป็นหัวแหวนที่แปลกและแตกต่างไม่เหมือนใคร

 

               น่ารักจัง ผมอยู่กับตั้งด้วยตอนที่เขาประดิษฐ์มันขึ้นมา ตอนนั้นเรายังอยู่ด้วยกันที่บ้านเด็กกำพร้าอยู่เลย เช้าขอได้ไหม

               ตั้งส่ายหน้า ไม่ได้หรอก ตั้งจะเก็บเอาไว้ให้คนพิเศษ

               ใครกัน ผมอยากรู้ อยากรู้ว่าใครกันที่พิเศษสำหรับตั้ง

               ก็เจ้าสาวในอนาคตของตั้งไง :)’

 

               แล้วหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้เห็นแหวนวงนั้นอีกเลย

               จนกระทั่งมารู้ตัวอีกที... แหวนสำคัญวงนั้นก็มาสวมอยู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายของผมแล้ว!

               แล้วผมจะไปตอบอะไรได้อีก นอกจากโผเข้ากอดตั้งเต็มรัก วันนั้นเป็นวันที่ผมแสดงความรู้สึกทั้งภายในภายนอกได้ตรงกันที่สุดเท่าที่เคยแสดงมา คือผมรักเขา รักเขามาก และจะรักเขาตลอดไป

               ตั้งหัวเราะชอบใจยกใหญ่ที่ผมน้ำตานองหน้าแต่ก็ยังชวนเขาถ่ายรูปคู่กันเพื่อโชว์แหวนขอแต่งงานลงในโลกโซเชียล ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองไปเอาความใจกล้าหน้าด้านมาจากไหนนักหนาถึงได้อยากที่จะประกาศให้โลกรู้มากถึงขนาดนั้น แต่ผมก็ทำไปแล้ว และก็ต้องกลับมาอับอายทุกครั้งเวลาที่ถูกเพื่อนๆ ที่สายการบินแซวว่า ผมน่ะ มันเป็นพวกดีใจที่จะได้แต่งงานจนร้องไห้ขี้มูกโป่ง :(

               และนั่นล่ะครับ คือจุดเริ่มต้นของงานแต่งงานของผมกับตั้งที่จะเกิดขึ้นในอาทิตย์หน้าที่จะถึงนี้ และมันช่างเป็นอะไรที่ไวซะเหลือเกิน ไวจนผมชักเริ่มจะนึกกังวลขึ้นมาแล้วเนี่ยว่าอาจจะเตรียมนั่นเตรียมนี่ให้เสร็จได้ไม่ทันการ

               เออเช้า ตกลงว่าซูวอนจะมางานเราไหม

               คำถามของตั้งทำให้ผมหลุดออกจากความคิดของตัวเอง “ซูวอนน่ะเหรอ” มันเกี่ยวกับเพื่อนสาวชาวเกาหลีของผมที่สนิทกันตอนที่ผมไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกา “เห็นว่าจะมานะ แต่จัสตินน่ะยังไม่คอนเฟิร์ม

               จัสตินคือสามีของซูวอนครับ เขาเป็นทหารที่ต้องเดินทางไปประจำการอยู่ที่กองทัพในต่างแดน ทำให้ไม่สามารถคอนเฟิร์มวันเวลาในการกลับบ้านได้อย่างชัดเจนนัก ซึ่งเอาตรงๆ เลยนะ ผมล่ะนับถือใจซูวอนจริงๆ เธอเก่งมากที่สามารถเลี้ยงดูลูกแฝดทั้งสองและยังสามารถบริหารจัดการทุกอย่างภายในบ้านได้ด้วยตัวคนเดียวในเวลาที่สามีไม่อยู่บ้าน ขณะที่ความสัมพันธ์ในฐานะสามีภรรยาของเธอและจัสตินก็ยังคงหวานชื่นอย่างกับคนไม่เคยต้องไกลห่างกัน

               ผมเคยนึกครึ้มถามซูวอนหลังจากที่ถูกตั้งขอแต่งงานไปเล่นๆ เหมือนกันนะ ว่าอะไรที่ทำให้ชีวิตคู่ของเธอยังคงมั่นคงแข็งแรงและสวยงามได้ขนาดนี้ และคำตอบที่ผมได้คือ

 

               ก่อนอื่นเลยนะ นายต้องแต่งงานกับผู้ชายให้ถูกคนก่อนจ้ะ :)’

 

               มันเป็นคำตอบเดียวเลยที่ซูวอนมอบให้ และมันก็มักจะผุดขึ้นมาในหัวของผมทุกครั้งเวลาที่คิดถึงการแต่งงานของผมกับตั้งที่กำลังใกล้เข้ามา ว่าสรุปแล้ว ผมแต่งงานกับผู้ชายถูกคนไหม?

               แล้วมันก็วกกลับไปเรื่องเดิมเลยครับ คือพอผมนึกถึงว่าที่เจ้าบ่าวของผมทีไร ผมก็จะรู้สึกอิจฉาตัวเองทุกครั้งที่ได้มีเขาและกำลังจะแต่งงานกับเขาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพราะคิดว่า... คงไม่มีผู้ชายคนไหนที่จะดีไปกว่าผู้ชายที่กำลังขับรถอยู่ข้างๆ ในตอนนี้อีกแล้ว

               ตั้งดูแลผมดีมากนะครับ เรียกว่าดูแลกันตั้งแต่ตื่นยันหลับเลยก็ยังได้ อย่างเอาง่ายๆ นะ ถ้าวันไหนที่ผมมีบินเนี่ย ไม่ว่าจะกี่โมงก็ตาม ถ้าตั้งอยู่ ตั้งจะเป็นคนปลุกผมให้ตื่นไปทำงานตามเวลาทุกครั้ง ตั้งมักจะรู้ดีเสมอว่าเขาจะต้องใช้วิธีไหนในการปลุกผมที่เป็นพวกขี้เซาให้ตื่นขึ้นมาโดยไม่เกิดความหงุดหงิดและรำคาญใจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นวิธีการปลุกอย่างละมุนละม่อมครับ ด้วยการขยับเข้ามากอดผมไว้ ก่อนจะเกยปากอ่อนนุ่มขึ้นมากระซิบอยู่ที่ข้างหูว่า

 

               เช้าครับ ตื่นได้แล้วนะ เดี๋ยวไปทำงานสายนะครับ

 

               แค่นั้นเองครับ แล้วผมก็จะยอมลืมตาตื่นขึ้นมาแต่โดยดีอย่างน่าอัศจรรย์ แบบที่ไม่ต้องใช้เสียงปลุกดังๆ ให้ทนนอนต่อไม่ได้ ซึ่งผมได้ทำการวิเคราะห์ไอ้ปฏิกิริยาตอบสนองนี้แล้วด้วย ว่าน่าจะมาจากการที่ร่างกายของผมร่างกายนี้มันต้องถูกเซ็ตค่าความเคยชินเอาไว้ให้ตอบสนองต่อการสั่งการด้วยเสียงของตั้งเป็นแน่

               พอหลังจากตื่นเต็มตา ผมก็จะต้องมาจัดการตัวเองในห้องน้ำ พวกคุณเชื่อไหมครับ ว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่ผมจะต้องบีบยาสีฟันด้วยตัวเอง เพราะตั้งเขาจะคอยบีบยาสีฟันเตรียมเอาไว้ให้ผมเสมอเหมือนอย่างในตอนเด็กๆ ที่เราต้องจับจูงมือกันไปแปรงฟันสมัยที่ยังอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้า

 

               มานี่มา ตั้งบีบยาสีฟันให้

            ‘เช้าบีบเองได้น่า

            ‘รู้ว่าบีบเองได้ แต่ตั้งอยากทำให้นี่ :)’

 

               ผมไม่เคยขัดใจตั้งได้สำเร็จ ความปรารถนาดีของเขาเป็นสิ่งที่ยากจะขัดใจที่สุดในโลก มันไม่ใช่เพราะว่าเขาทำดีให้เลยเกรงอกเกรงใจหรอก แต่เพราะเจตนาของผู้ชายคนนี้ต่างหากที่ชัดเจนมาตลอดว่า เพราะเป็นเช้า ตั้งเลยอยากทำให้ นั่นล่ะ ที่ทำให้ผมขัดใจเขาไม่ลง

               เสร็จธุระจากในห้องน้ำก็ไม่ต้องเตรียมชุดด้วยตัวเองเลย เขารู้หมดว่าผมต้องใส่ตัวไหนไปสนามบินบ้าง ทุกอย่างถูกวางเตรียมไว้แล้วอย่างดี จนผมมีหน้าที่แค่ใส่ๆๆ แล้วก็ลากกระเป๋าเดินทางออกมาเท่านั้น

               เรื่องกระเป๋าเดินทางนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมเอาชนะเขาไม่เคยได้ ตั้งรู้ดีว่าผมต้องใช้กระเป๋าใบเล็กหรือใบใหญ่โดยดูจากประเทศที่ผมจะบินไป แรกๆ ผมจะจัดกระเป๋าด้วยตัวเองตลอด แต่ผมเป็นพวกชอบลืมนั่นลืมนี่ประจำ ตั้งเลยต้องยื่นมือเข้ามาช่วย มันตลกมากที่ครั้งนึงเราเคยพยายามจะเอาชนะกันว่าใครจัดกระเป๋าได้เจ๋งกว่า เราเลยแข่งกันด้วยการสลับกันจัดกระเป๋าให้ผมไปบินคนละไฟล์ท จากนั้นก็ให้เพื่อนร่วมงานของผมเป็นคนตัดสิน ผลปรากฏคือตั้งชนะแบบขาดลอย เพราะเขาสู้อุตส่าห์ศึกษาวิธีการจัดกระเป๋าเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการนั่งดูวิดีโอสอนใน YouTube อยู่เป็นวันๆ ก่อนที่ตั้งจะขอรับหน้าที่ในการจัดกระเป๋าไปอย่างสุขใจ

               พอออกมาจากห้องนอนก็คือเตรียมตัวกินข้าวเช้าครับ ก็เป็นตั้งอีกนั่นล่ะที่จัดการเตรียมให้เสร็จสรรพ เขามักจะทำแต่ของอร่อยๆ ให้ผมกิน อร่อยแบบที่จบในจานเดียวไม่เคยได้ จนผมต้องเพิ่มชั่วโมงในการเข้าฟิตเนสจากเดิมที่หนักอยู่แล้วให้เพิ่มขึ้นไปอีกเพื่อรักษาหุ่นดีๆ ให้ยังคงอยู่กับตัวเองไปอีกนานๆ

               จนครั้งนึงผมถึงกับต้องยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาแบบไม่มียางอายว่า

 

               นี่สรุป ใครเป็นผัวเป็นเมียกันแน่เนี่ย

 

               ทำไมตั้งถึงได้ทำตัวอย่างกับเป็นแม่บ้านมากขนาดนี้

               แล้วคำตอบน่ะเหรอครับ

              

               ให้เรื่องบนเตียงตอบแทนแล้วกันว่าใครผัวใครเมีย :)’

 

               ก็เป็นอันว่าผมต้องแพ้เขาอยู่ดี!

               เพราะฉะนั้น ถ้าคิดที่จะถามตัวเองว่าผมกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายถูกคนไหม ผมคงตอบได้เลยว่า ‘ยิ่งกว่าถูกคน’ ซะอีก เพราะที่พูดมาทั้งหมดเนี่ยมันแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ อย่าหาว่าผมอวดเลยคุณ แต่ยังมีเรื่องดีๆ เกี่ยวกับผู้ชายคนนี้ที่ผมจะเล่าให้พวกคุณได้ฟังอีกเยอะ :)

               แต่ว่าตอนนี้น่ะ ผมขอไปทำงานก่อนนะครับ ถึงสนามบินละ

               “เดี๋ยวตั้งเอากระเป๋าลงให้

               ตั้งรีบร้อนเตือนผมที่ลงรถมาแล้ว เพราะกลัวว่าผมจะเอากระเป๋าลงจากท้ายรถด้วยตัวเอง ตอนนี้ผมก็เลยทำได้แค่ยืนเฉยๆ เพื่อรอให้ว่าที่สามีแสนดีในอนาคต (ใช้คำนี้ได้ไหมวะ?) เอากระเป๋าเดินทางสีฟ้าน้ำทะเลลงมาให้

               ตั้ง!!!”

               แต่มันไม่ใช่แค่เอากระเป๋าเดินทางลงมาให้เนี่ยดิ เขาจู่โจมผมทีเผลออีกแล้ว!

               มันจะพิศวาสอะไรกันนักกันหนาก็ไม่รู้ จู่ๆ ก็ดึงผมเข้าไปหอมหัวเฉยเลยเนี่ยยย พี่ๆ แท็กซี่ที่รอรับส่งคนอยู่เขามองกันหมดแล้ว ทำไมไม่รู้จักอายบ้างเลยวะตั้ง!

               ฮ่าๆๆๆ ตั้งใจทำงานนะครับ :)”

               “รู้แล้วน่า!”

               ผมทำการผลักอกคนขี้แกล้งเพื่อแก้อาการเขินไปหนึ่งที ก่อนจะรีบลากกระเป๋าเดินหนีมาเลย เพราะไม่อาจที่จะทนเก๊กหน้าบึ้งตึงทำเป็นไม่พอใจต่อไปได้

               เขินโว้ย เขินโว้ยยยยยยยย!

               “แน่ะ กูเห็นนะมึง

               แต่ในขณะที่กำลังก้มหน้าก้มตาลากกระเป๋าซ่อนความเขินมาอยู่ดีๆ ก็ดันเจอเข้ากับเสียงแซวของใครอีกคนทีแสนจะคุ้นเคยเข้าซะงั้น

               “พีพี!”

               “เออ กูเอง

               จะบังเอิญเกินไปแล้ว ไอ้คนนี้มันชื่อว่าพีพีครับ เป็นเพื่อนสจ๊วตที่สนิทที่สุดของผมเอง เห็นว่าเมื่อคืนบินไปญี่ปุ่นนี่ ไม่คิดเลยว่าจะมาสวนกันที่สนามบินเอาตอนนี้ได้

               แถมยังมาเจอเอาตอนโดนตั้งหอมหัวด้วยอะ กูจะบ้า!

               นี่มึง...เพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่นเหรอ

               “ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลยเช้า เมื่อกี้กูเห็นนะว่ามึงโดนผัวหอมหัวอะ อิจฉา!”

               “อิจฉาห่าอะไรล่ะ น่าอายจะตาย!”

               ยิ่งมึงพูดกูก็ยิ่งอายเนี่ย!

               “ไม่เห็นต้องอายเลยมึง เป็นกูนะ กูดูดปากโชว์พี่แท็กซี่ไปแล้วจ้า... โอ๊ะผัวมึงเรียกมึงอะ

               หืม ตั้งเรียกผมงั้นเหรอ

               ผมหันกลับไปมองตามนิ้วของไอ้พีพีที่ชี้ค้างอยู่ แล้วก็พบว่าตั้งกำลังโบกมือเรียกผมอยู่จริงๆ แล้วนั่น ในมือที่โบกไปมามีไอโฟนถืออยู่ด้วย ซึ่งถ้ามองไม่ผิดนะ ของผมครับ คิดว่าน่าจะลืมเอาไว้บนรถอีกแล้ว

               “กรรม กูลืมโทรศัพท์ว่ะ

               “มึงนี่ขี้หลงขี้ลืมจริง

               แหม ไอ้นี่ก็บ่นกูจัง คนเรามันก็ต้องมีลืมกันบ้างสิวะ อะ ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ งั้นขอฝากกระเป๋าเดินทางไว้กับมึงก่อนแล้วกันนะไอ้พีพี เดี๋ยวกูมา ขอกลับไปเอาไอโฟนที่ลืมไว้ก่อน

               พอเห็นว่าไอ้พีพีช่วยคว้าที่ลากกระเป๋าไปถือไว้ให้ ผมก็รีบเดินย้อนกลับไปหาคนที่กำลังยืนยิ้มยิงฟันแซวความขี้ลืมของแฟนตัวเองอยู่ในทันที (ผมดูออกน่า!) ซึ่งพอเขาเห็นว่าผมเริ่มที่จะเดินเข้าไปใกล้ ตั้งก็รีบยกมือห้ามอย่างไว แล้วทำท่าเหมือนว่าจะขอเอาไอโฟนมาส่งให้ด้วยตัวของเขาเอง

               เนี่ย ตั้งก็น่ารักตลอดอะ ถ้าวันนึงไม่มีเขาขึ้นมาผมจะอยู่ได้ยังไงกัน

               เฮ้ยตั้ง ระวังงงงงง!!!”

            แต่ยังไม่ทันที่เราทั้งคู่จะเดินถึงกัน จู่ๆ ผมที่กำลังก้มหน้าก้มตาซ่อนอาการเขินอายอยู่ก็ได้ยินเสียงไอ้พีพีร้องลั่น ตะโกนเตือนให้แฟนผมระวังอะไรบางอย่างด้วยเสียงที่ดังไปทั่วทั้งบริเวณ

               อะไร ทำไมกัน เกิดอะไรขึ้น

            ผมรีบเงยหน้ากลับขึ้นมามองเจ้าของชื่อที่ถูกร้องเตือนในทันที ถึงได้เห็นว่า... ตั้งกำลังหยุดยืนนิ่ง พร้อมทั้งหันหน้าไปมองทางซ้ายมือของตัวเองด้วยสองตาที่เบิกโพลง... ไม่ใช่แค่ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เหมือนกับว่าตัวเขาได้เห็นอะไรบางอย่างที่น่าหวาดกลัวที่สุดในชีวิต!

               โดยไม่ต้องหันไปมอง สัญชาตญาณที่อยู่ภายในก็ผลักผมให้รีบพุ่งตรงเข้าไปหาอีกฝ่าย หมายจะดึงคนที่ผมรักให้กลับมาอยู่ในจุดที่ปลอดภัย

               แต่มันช้าไป...

               ปึก!!!!

               ช้าไปจริงๆ

               เมื่อตั้งที่เคยหยุดยืนอยู่ตรงนั้น... กลับกระเด็นหายไปต่อหน้าต่อตา!!!

               ผมได้แต่ยืนนิ่ง...

               มือขวาที่ตั้งใจว่าจะคว้าตัวคนที่รักยังคงแข็งค้างอยู่กลางอากาศ...

               นี่มัน... มันเกิดอะไรขึ้น...

               “…”

               ทำไมทุกอย่างในหัวผมมันถึงได้ขาวโพลนไปหมดแบบนี้... ไม่รู้แม้กระทั่งว่าทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้นตั้งแต่ตอนไหน... ผมไม่รู้... ไม่รู้อะไรเลย...

               ไม่รู้ว่าเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น

               รถชนงั้นเหรอ

               แล้วรถชนใคร

               ชนตั้งใช่ไหม

               ไอ้เช้า!”

               พีพีเป็นคนแรกที่วิ่งมาหาผม

               “ไอ้พีพี... เมื่อกี้นี้มัน...

               “เช้า ฮึก... มึงทำใจดีๆ ไว้นะเว้ย

               ก่อนที่น้ำตาและหน้าที่เหยเกของมันจะช่วยปลุกให้เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นก่อนหน้าหวนคืนกลับมายังการรับรู้ของผมอย่างชัดเจน

               “ตั้ง...

               แรงชนของรถสีบรอนซ์คันนั้นส่งให้ร่างทั้งร่างของตั้งลอยกระเด็นไปไกล... ตัวของเขาหักงอไม่เป็นท่าจากการปะทะโดยตรงเข้าที่กลางลำตัว เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว... ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งใบหน้าของผม...

               ตั้ง!!!”

               ผมคงเสียสติไปแล้ว

               ไอ้เช้า!”

               ไอ้พีพีที่พยายามจะพาผมออกไปให้ไกลจากจุดเกิดเหตุถูกผลักกระเด็นจนพ้นทาง สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวของผมตอนนี้คือ...ผมอยากไปหาเขา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าตั้งของผมจะอยู่ในสภาพที่เลวร้ายมากแค่ไหน... ยังไงซะผมก็จะต้องไปหาเขาให้ได้!

               รถยนต์คันนั้นไม่อยู่แล้ว มันคงจะรีบขับหนีไปไกลมากแล้วกว่าที่ผมจะวิ่งตามมา... ผมเห็นฝูงชนกลุ่มหนึ่งยืนมุงกันอยู่ที่ทางฝั่งซ้ายของถนน พวกเขาเกือบทุกคนดูจะตื่นกลัวกับสิ่งที่เห็น ซึ่งถ้าเดาไม่ผิด...

               ร่างของตั้งคือสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นกำลังหวาดกลัว

            มันคงจะแย่มาก... แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากกลั้นใจฝ่าฝูงชนเข้าไปหาคนที่ผมรัก... ใจหนึ่งภาวนาขอให้เขายังคงยิ้มได้เหมือนอย่างทุกวันที่เราอยู่ด้วยกัน

               แต่คำขอนั้นกลับไม่เป็นผล...

               ตั้ง...

               ร่างกายไร้แรงหยัดยืนของผมร่วงหล่นลงกองบนพื้นในทันทีที่ได้เห็นภาพตรงหน้า... มันจุกไปหมด... จุกจนผมต้องขดตัวเข้าหากันอย่างทุกข์ทรมานโดยที่ไม่มีเสียงร้องใดๆ เล็ดลอดออกมา... ผมกลิ้งตัวอยู่ที่พื้นถนนราวกับคนบ้า...กว่าที่สติส่วนน้อยที่เหลืออยู่จะสั่งให้ผมออกแรงตะเกียกตะกายคลานเข้าไปหาร่างของเขา...

               ตั้งของผมกำลังนอนหลับตาจมกองเลือดอยู่ที่พื้น ผมค่อยๆ ช่วยประคองศีรษะของอีกฝ่ายให้ขึ้นมานอนหนุนบนตักของตัวเอง ก่อนที่จะเริ่มเขย่าปลุกเขาให้ได้ฟื้นคืนสติกลับมา

               ตั้ง นี่เช้านะ ตั้งได้ยินเช้าไหม

               “…”

               “ตั้งตื่นสิ... ฮึก... ตื่นมาหาเช้าเร็วตั้ง

               “…”

               “ตั้ง... ตื่นสิตั้ง...

               “…”

               ผมพยายามแล้ว พยายามที่จะปลุกพ่อหมีของผมให้ตื่นขึ้น แต่มันไม่ได้ผลเลย เขาไม่แม้แต่จะขยับตัวด้วยซ้ำ และที่แย่ไปกว่านั้น... คือผมต้องตัดสินใจยั้งมือที่ออกแรงเขย่าตัวอีกฝ่ายไว้ เพราะยิ่งเขย่าปลุกแรงมากเท่าไหร่ หยดเลือดและอวัยวะที่อยู่ภายใน...ก็ยิ่งไหลออกมาตามรอยฉีกขาดของร่างกายที่เหลืออยู่เพียงแค่ครึ่งเดียวมากขึ้นเท่านั้น...

               หลายคนที่ยืนมุ่งอยู่เริ่มร้องห้ามให้ผมหยุดปลุกตั้ง แต่ผมไม่ฟังพวกเขาหรอก พวกเขาต่างหากที่ต้องฟังคำขอร้องจากผม ผมขอให้พวกเขาไปตามหมอมาให้ อ้อนวอนพวกเขาทั้งน้ำตานองหน้า แต่พวกเขากลับไม่ยอมช่วย กระทั่งผมหันไปเห็นไอ้พีพีที่เพิ่งจะฝ่าฝูงชนเข้ามาได้สำเร็จนั่นล่ะ ถึงค่อยใจชื้นขึ้น แล้วหันไปขอร้องเพื่อนของตัวเองแทน

               ตามหมอให้กูที กูขอร้องใครไม่มีใครยอมช่วยกูเลย

               ไอ้เช้า...

               “เร็วสิวะ เดี๋ยวตั้งก็ตายหรอก!”

               แต่แทนที่เพื่อนของผมจะยอมทำตามคำขอ ไอ้พีพีกลับตรงปรี่เข้ามาลากคอผมให้ห่างออกไปจากตั้ง ผมต้องพยายามดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อให้ได้กลับไปหาแฟนของตัวเอง

แต่ยังไม่ทันจะสำเร็จ...

               “ปล่อยกู! กูบอกให้มึงไปตามหมอ มึงมาจับกูทำไม!”

               ไอ้เช้า มึงพอเหอะ

               “…

            ...ไอ้พีพีก็หยิบยื่นความจริงที่จะตามหลอกหลอนผมไปตลอดกาล

            “ตั้งมันตายแล้ว

つづく

To Be Continued





#หากตั้งตาย

ชีวิตมักมีเรื่องที่เราไม่คาดฝันเสมอ

"เราไม่เคยรู้เลยว่าคนที่เรารักจะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน

แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าฟ้ากำหนดทางเดินมาเช่นไร"

ถ้าเกิดไม่อยากให้ทุกอย่างสายไป

จงทำดีกับคนข้างกายเข้าไว้ ให้เหมือนกับว่าเป็นวันนสุดท้ายของชีวิตนะครับ

- H A M S T E R -

7/4/2019















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #9 iaaooa (@galaxy-tpy) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 19:45
    ตั้งคือดีมากๆๆอบอุ่นมากน่ารักมากดูแลเช้าดีมากเลยอะ เช้าก็เป็นคนปากแข็งที่น่ารักมากๆ พอตั้งโดนรถชนแล้วใจวูบไปเลยฮืออ;-;
    #9
    0
  2. #4 pxim (@pxim) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 12:31

    รออออออออ
    #4
    0
  3. #1 ตัวแม่* (@watchandlearn) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 19:05

    เจิมมมมมมมมมมมมมมมมม

    #1
    0