UNISTAR ✦ เดือน.กลบ.ดาว ✦

ตอนที่ 31 : เดือนที่ 30 : ดวงดาวที่บิดเบี้ยว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17,408
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,399 ครั้ง
    18 ม.ค. 63

UNISTAR   เดือน.กลบ.ดาว

- เดือนที่ 30 : ดวงดาวที่บิดเบี้ยว -


 

 (เครดิตภาพ : https://live.staticflickr.com/5282/5312172450_f22cdd5bf5_b.jpg)




            ช่วงนี้สภาพร่างกายของพี่ซีเริ่มดีขึ้นเยอะ พี่ซีสามารถเดินด้วยไม้ค้ำได้แล้ว แต่ได้แค่ระยะสั้นๆ ในทางราบ ทางต้นสังกัดก็แถลงการณ์แล้วว่าพี่ซีกำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกาย ทำให้แฟนคลับทุกคนก็ดีใจมาก มาให้กำลังใจพี่ซีกันอย่างล้นหลาม คุณหมอบอกว่า อีกไม่นานพี่ซีคงกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลแล้ว


            ผมเองก็รู้สึกยินดีกับข่าวนี้ แม้จะรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง เพราะได้ยินว่าคุณหมอยังคงเป็นห่วงสภาพจิตใจของพี่ซี เลยยังไม่ให้พี่ซีใช้มือถือในช่วงนี้ ทำให้พี่ซีไม่มีโอกาสเห็นด้วยตัวว่าแฟนคลับรอคอยกันมากขนาดไหน แต่ผมก็ยังเห็นด้วยว่า ตอนนี้ให้พี่ซีฟื้นฟูสุขภาพอย่างสบายใจดีที่สุด


             ผมเดินฮัมเพลงขากลับจากไปซื้อน้ำผลไม้ ผมซื้อมาฝากพี่ซีด้วย ตอนที่ผมเดินมาถึงห้องพี่ซี ผมเห็นประตูห้องเปิดทิ้งไว้ มีคุณหมอเข้ามาพูดคุยกับพี่ซี ผมไม่อยากรบกวน จึงยืนรออยู่ข้างนอก


            คุณเดินได้แล้วนะ แค่อาจต้องใช้ไม้ค้ำ คุณต้องอดทนและพยายามมากกว่านี้ ถ้าคุณไม่คิดจะเดิน คุณก็ไม่มีวันเดินได้


            ผมตกใจกับคำพูดของคุณหมอที่ตรงไปตรงมา ถ้าจำไม่ผิดหมอคนนี้เป็นอาจารย์แพทย์ของพี่ซีด้วยสินะ


            ผมก็ทำกายภาพบำบัดตลอดนะครับ แค่ขายังไม่มีแรงมากพอที่จะเดินได้ปกติ


            คุณอาจปิดบังคนอื่นได้ แต่คุณปิดบังผมไม่ได้


            อาจารย์พูดเรื่องอะไรเหรอครับ


            เพราะคุณไม่คิดอยากจะหายน่ะสิ คุณเลยทำเป็นบอกว่าเดินไม่ไหว ผมพูดถูกหรือเปล่า ศรินทร์


            พอคุณหมอพูดแบบนี้ พี่ซีก็เงียบไปทันที


            ยังไงพยายามเข้าแล้วกันคุณหมอตัดบท ผมรู้ว่าคุณคงมีเรื่องในใจเยอะ ค่อยๆ รักษาตัวไป ไม่ต้องรีบร้อน


            ขอบคุณครับ


            จากนั้นคุณหมอเดินออกมาจากห้อง พอผมเห็นก็รีบยกมือไหว้เขาทันที


            คุณคงเป็นญาติของศรินทร์สินะคุณหมอเอ่ย


            ครับ?...เอ่อ ครับผมตอบไม่ถูก ผมไม่ใช่ญาติ แต่ก็ไม่อยากอธิบายเยอะ


            ศรินทร์น่ะ  ถึงแม้จะยอมทำกายภาพบำบัด แต่เหมือนสักแต่ว่าทำไปแบบนั้น ในใจไม่ได้คิดอยากจะหายเลย ยังกับหวังจะนอนโรงพยาบาลตลอดไปแบบนั้น


            ถึงแม้คุณหมอพูดเหมือนตำหนิพี่ซี แต่ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าเป็นห่วงพี่ซีจริงๆ ในฐานะอาจารย์กับลูกศิษย์


            ฝากให้กำลังใจเขาเยอะๆ หน่อย


            พอคุณหมอทิ้งท้ายเดินจากไป ผมก็ยืนฉงนอยู่พักใหญ่


            ผมรู้สึกโล่งใจที่พี่ซียอมทำกายภาพบำบัด แต่ถ้าที่คุณหมอพูดเป็นเรื่องจริง มันก็น่าประหลาดใจอยู่


            พี่ซีไม่อยากหายงั้นเหรอ ทำไมกันล่ะ


            แต่ผมก็เห็นพี่ซีดูมีความสุขตลอดเวลานี่นา


            หรือว่า...


            ความคิดบางอย่างทำให้มือของผมที่ถือแก้วน้ำผลไม้สั่นเล็กน้อย


            สาเหตุหลักของพี่ซีคือปัญหาครอบครัว พี่ซีพยายามพิสูจน์ตัวเองเพื่อครอบครัวมาตลอด แต่เพราะพี่ซีขาดความรักและถูกกดตั้งแต่เด็ก จึงกลายเป็นปมฝังลึกที่แก้ไม่หาย พอรู้ว่าครอบครัวไม่ไยดี ก็เลยยิ่งหมดกำลังใจ


            แต่พอพี่ซีเจอผม ผมซึ่งเกลี่ยกล่อมให้พี่ซีทำกายภาพบำบัด พี่ซีก็ยอมทำ ผมเข้าใจว่าพี่ซีคงอยากกลับมาสู้ต่อไปแล้ว แต่ถ้านั่นคือสิ่งที่ผมคิดไปเองล่ะก็...


            ผมเองก็สังเกตเหมือนกัน พี่ซีไม่ได้ตั้งใจทำกายภาพบำบัดเท่าไหร่ เหมือนแค่ยอมทำเพราะผมมาอยู่เป็นเพื่อนมากกว่า


            พี่ซีเหมือนอยากให้ผมอยู่ด้วย มากกว่าอยากให้ตัวเองหายดีอย่างไรไม่รู้


            พอเถอะ เลิกคิดดีกว่า ผมพยายามบอกตัวเอง แล้วเดินเข้าไปในห้องพร้อมยิ้มทักทายพี่ซี


            พี่ซีครับ ผมซื้อน้ำผลไม้มาฝาก สูตรนี้คล้ายกับที่พี่ซีเคยทานทุกวันเลยครับผมช่วยพี่ซีกางโต๊ะแล้วเอาแก้วน้ำผลไม้ พอพี่ซีเห็นผม สีหน้าก็ดูสดใสทันที


            พี่ซีไม่ได้สนใจน้ำผลไม้ที่ผมซื้อมาเท่าไหร่ พี่ซีมองผมอย่างเดียว


            น้องหายไปนานเลย พี่นึกว่าไปไหนแล้ว


            พอดีไปซื้อน้ำแล้วคนต่อคิวเยอะน่ะครับ


            คราวหลังพาพี่ไปด้วยสิครับ


            โอเคครับผมพยักหน้า แต่ก็แอบนึกในใจว่าพี่ซีเป็นไอดอล คงต้องหาจังหวะไปช่วงคนไม่เยอะ ไม่รู้จะกลายเป็นจุดเด่นหรือเปล่า แต่ให้พี่ซีออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็คงดีกว่าอยู่แต่ในห้องเฉยๆ


            ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ มือถือผมก็ดัง


            พ่องั้นเหรอ...


            ผมกลั้นหายชั่วขณะ ก่อนกดรับสาย


            “Hello dad. (สวัสดีครับพ่อ)


            “Where are you? Why are you not in the dorm? (อยู่ไหนแล้ว ทำไมไม่ได้อยู่ที่หอ)คำถามพ่อ ทำให้ผมพูดไม่ออกชั่วขณะ


            พ่อมาที่หอพักเหรอ อันที่จริง ผมก็ไม่ได้กลับบ้านบ่อยๆ ช่วงปิดเทอมอยู่แล้ว ผมมักอยู่ที่มหาลัย ทำงานสอนพิเศษ หรือช่วยงานอาจารย์ แต่ปิดเทอมครั้งนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา ผมไม่ได้ทำงานสอนพิเศษหรืออาสาช่วยงานที่คณะแล้ว ไม่แน่ใจว่าพ่อผมรู้เรื่องนี้ด้วยเปล่า


            “Is there anything? I’m still outside. (มีอะไรหรือเปล่าครับ ผมยังอยู่ข้างนอก)ผมตอบพ่อเลี่ยงๆ


            “Today I have a guest, and you should come. See you soon. (วันนี้มีแขก เธอควรมาด้วย ไว้เจอกัน)


            ยังไม่ทันถามอะไร พ่อก็วางไปแล้ว


            ผมรู้สึกกังวลเพราะพ่อไม่อธิบายให้ชัดเจน ยิ่งเมื่อวันก่อนแม่พี่ซีเพิ่งมาขู่ ไม่รู้ว่าแขกคนนี้เกี่ยวข้องด้วยมั้ย


            มีอะไรเหรอครับพี่ซีถาม


            พี่ซีครับ ผมต้องรีบกลับก่อน พอดีพ่อโทรมาบอกว่ามีธุระแล้วเรียกผมไปน่ะครับ


            เหรอครับพี่ซีทำหน้าเศร้าๆ แต่ก็พยักหน้าเบาๆ


            แล้วน้องจะกลับมาเมื่อไหร่เหรอ


            คงเย็นนี้นะครับ


            งั้นพี่จะรอนะ


            ได้ครับ พี่ซีพักผ่อนเยอะๆ นะ เดี๋ยวผมกลับมา


            จากนั้น ผมก็รีบออกจากห้อง ลงไปเรียกแท็กซี่กลับมหาลัยทันที





 

            พอไปถึงที่มหาลัย พ่อก็โทรมาพอดี เรียกให้ผมไปที่ออฟฟิศ พอผมไปถึง ก็เห็นผู้ชายชาวอเมริกันสูงวัยท่าทางมีการศึกษาดีกำลังนั่งคุยกับพ่ออยู่ ผมเห็นแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก


            ถ้าเป็นแขกต่างชาติ คงไม่เกี่ยวข้องกับแม่พี่ซีแล้วล่ะ


            “You come. (เธอมาแล้ว)


            จากนั้น พ่อก็แนะนำผมกับผู้ชายคนนั้น


            “Mr.Adam, this is my son.”


            พอได้เห็นหน้าคุณอดัมชัดๆ ผมก็รู้ทันทีว่าเขาเป็นใคร เขาคือศาสตราจารย์จากมหาลัยที่ผมสมัครโครงการแลกเปลี่ยน เนื่องจากในใบสมัครผมต้องเขียน Study Plan ด้วย ผมจึงไปอ่านงานรีเสิร์ซของอาจารย์หลายคนในคณะ เพื่อหาวิธีเขียนเนื้อหาให้ตรงกับแนวทางของอาจารย์ที่นั่น หนึ่งในอาจารย์นั้นก็คือคุณอดัม


            “Hello, I’m Yuthiphak, you can call me ‘You’. I read many of your research papers and they inspired me a lot. It’s very nice to meet you in a person. (สวัสดีครับ ผมคือยุธิภัค เรียกผมว่า ยูก็ได้ครับ ผมอ่านรีเสิร์ซเปเปอร์ของคุณและได้แรงบันดาลใจมากมาย ผมดีใจมากครับที่ได้พบคุุณจริงๆ)


            “Me too. (เช่นกัน)เขาเช็คแฮนด์กับผม “I saw your transcript, resume and study plan, it was really impressive. (ผมดูทรานสคริปท์ เรซูเม่ และแผนการเรียนของคุณแล้ว รู้สึกประทับใจมากจริงๆ)       


            “I’m glad to hear that, thank you so much. (ดีใจมากที่ได้ยินเช่นนั้น ขอบคุณมากครับ)ผมตอบ


            “So you already know right. (แสดงว่ารู้แล้วสินะ)พ่อพูดกับผม


            “He is the professor in the university that you apply for the exchange program. If you have any question about the study, it’s a good chance to discuss. (เขาเป็นศาสตราจารย์ในมหาลัยที่เธอสมัครโครงการแลกเปลี่ยน ถ้ามีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเรียน นี่เป็นโอกาสดีที่จะพูดคุย)


            “It’s very nice to see a lot of exchange students from all around the world, but your son is the most outstanding one. (ผมดีใจมากที่ได้เห็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมากมายจากทั่วโลก แต่ลูกคุณนั้นโดดเด่นที่สุด)เขาเอ่ยชมผม


            “My pleasure to hear that. (ดีใจที่ได้ยินเช่นกัน)พ่อผมตอบ


            แบบนี้เองสินะ ผมคิดในใจ พ่อผมตั้งใจให้ผมไปแลกเปลี่ยนครั้งนี้ นอกจากเพื่ออนาคตผมแล้ว ก็เพื่อชื่อเสียงของมหาลัยที่พ่อทำงานอยู่ด้วย


            ที่ผ่านมา ผมก็ทำเนียนไม่ได้ยืนยันว่าผมจะไปแลกเปลี่ยนหรือเปล่า เวลาพ่อถามผมก็พยายามเลี่ยงที่จะตอบตรงๆ นึกไม่ถึงว่าศาสตราจารย์จะลงทุนบินมาถึงที่นี่ คงมีโปรเจ็ครีเสิร์ซร่วมกันกับพ่อ แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว ผมคงปฏิเสธไม่ได้แน่ๆ เลย ผมควรทำอย่างไรดี


            อันที่จริง การไปแลกเปลี่ยนมันก็ดีอยู่ แต่สภาพพี่ซีตอนนี้ ผมก็รู้สึกเป็นห่วง แล้วตอนนี้ผมกับพี่ซีก็คบกันอยู่ด้วยนี่นา


            ผมได้แต่นั่งเงียบๆ ในออฟฟิศ พ่อกับศาสตราจารย์อดัมชวนคุยกันหลายอย่าง พ่อผมพูดเสร็จสรรพเรื่องโครงการแลกเปลี่ยนโดยไม่ได้ถามความเห็นผมเลย เหมือนตั้งใจให้ผมไปเรียนต่อที่นั้นแล้ว พ่อฝากฝังผมเสียดิบดี นอกจากจะให้ผมไปแลกเปลี่ยน ก็ยังเสนอให้ผมไปเป็นผู้ช่วยทำรีเสิร์ซ แล้วพ่อยังพูดอีกว่า ถ้ามีช่องทางให้ผมโอนหน่วยกิตไปเรียนที่นั่นจนจบการศึกษา ก็อยากให้ช่วยสนับสนุนเต็มที่


            ผมฟังแล้วขมวดคิ้ว นี่พ่อกะให้ผมไปเรียนแบบไม่ต้องกลับไทยจนจบเลยหรือไง แต่ผมก็ไม่อยากเถียงกับพ่อต่อหน้าแขกผู้ใหญ่ เพราะมันจะทำให้ทั้งผมและพ่อดูไม่ดีไปด้วย


            ระหว่างที่นั่งเฉยๆ ผมก็คิดหาข้ออ้างปฏิเสธเรื่องไปแลกเปลี่ยนอย่างไร


            สมัครวีซ่าไม่ทันเหรอ ไม่ได้สิ ผมมีวีซ่าอเมริกาอยู่แล้ว ไม่กี่ปีก่อนพ่อเคยพาผมไปเยี่ยมเพื่อนสนิทตอนสมัยเรียนที่นิวยอร์ค เรื่องขอวีซ่าไม่ทันเป็นข้ออ้างไม่ได้แน่ๆ


            หรือจะเป็นจองตั๋วเครื่องบินไม่ทันดี อืม ผมยังไม่ได้จองตั๋วเครื่องบินก็จริง แต่ช่วงนี้ไม่ใช่เทศกาล ตั๋วคงไม่ได้หายากแบบนั้น ผมจะเอายังไงดี


            ตอนแรกผมคิดว่าคงจะได้กลับไปที่โรงพยาบาลเร็วๆ นี้ แต่นึกไม่ถึงว่า


            “Let me treat you dinner. (ให้ผมเลี้ยงข้าวเย็นคุณนะ)จู่ๆ พ่อก็พูดขึ้น


            “That’s so nice of you. I hope you will come to the US soon, so I treat you back. (คุณใจดีจริงๆ ผมหวังว่าคุณจะมาอเมริกาเร็วๆ นี้ ผมจะได้เลี้ยงคุณคืน)


            “When my son goes there, I will go to visit. (เมื่อลูกชายผมไปที่นั่น ผมก็จะไปเยี่ยม)พ่อผมหัวเราะ


            ผมต้องไปกินข้าวด้วยหรือเปล่าครับผมถามเป็นภาษาไทย เพราะไม่อยากให้ศาสตราจารย์อดัมฟังรู้เรื่อง เดี๋ยวเขาจะคิดว่าผมไม่เต็มใจไปด้วย


            “Yes.” พ่อผมตอบนิ่งๆ ด้วยสีหน้าแกมบังคับ


            “...” ผมลำบากใจทันที


            “Come. (มาเถอะ)ศาสตราจารย์อดัมก็ชวนผมด้วย


            “I can recommend some courses that you can enrol for the next semester. (ผมสามารถแนะนำบางคอร์สที่คุณสามารถลงเรียนในเทอมหน้าได้)


            เหมือนศาสตราจารย์ก็มีเรื่องอยากคุยกับผมด้วย ทำให้ผมเลี่ยงไม่ได้จริงๆ


            สงสัยผมคงต้องบอกพี่ซีว่าวันนี้อาจกลับช้า


            แต่...ผมไม่รู้จะติดต่อพี่ซียังไงนี่สิ หมอยังไม่ให้พี่ซีใช้มือถือด้วย เอาไงดีนะ แต่คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ยังไงคืนนี้ ผมก็ได้กลับอยู่แล้วล่ะ ช้าหน่อยคงไม่มีปัญหาหรอก


            พ่อพาศาสตราจารย์อดัมไปภัตตาคารอาหารไทย ผมพยายามพูดคุยบนโต๊ะอาหารตามมารยาท แต่ในใจก็ยังพะว้าพะวง อยากรีบๆ เสร็จสักที ผมจะได้กลับไปเจอพี่ซี


            จู่ๆ มือถือผมก็สั่น พบว่าเป็นเบอร์พีดีกวางโทรมา


            “Dad, can I pick up the call? (พ่อ ผมขอรับโทรศัพท์ได้มั้ยครับ)ผมขออนุญาต


            “Ge ahead. (ตามสบาย)พ่อยังติดลมพูดคุยโปรเจ็ครีเสิร์ซกับศาสตราจารย์อดัม เลยไม่ได้สนใจผมเท่าไหร่


            ผมจึงปลีกตัวออกมาเพื่อรับโทรศัพท์


            สวัสดีครับพี่กวาง


            “(น้องยูอยู่ที่ไหน)


            เอ่อ ผมอยู่กับพ่อครับ มาทำธุระกับพ่อ พี่กวางมีอะไรหรือเปล่าครับ


            คำถามของผม ทำให้พีดีกวางถอนหายใจ


            “(ถ้าธุระเสร็จเมื่อไหร่ ช่วยกลับมาที่โรงพยาบาลได้มั้ย พอน้องยูไม่อยู่ ซีก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว)


            พอได้ยินแบบนี้ ผมก็ใจหายทันที


            พี่ซีเป็นอะไรเหรอครับ


            “(ซีไม่ยอมกินข้าวเย็น ไม่ยอมทำกายภาพบำบัดตามเวลา เอาแต่ถามว่าน้องยูอยู่ไหน นั่งซึมคนเดียวอยู่บนเตียง ไม่ยอมทำอย่างอื่นเลย)


            คำพูดของพีดีกวาง ทำให้ผมรู้สึกตกใจมาก


            พี่กวางช่วยบอกพี่ซีได้มั้ยครับว่า เดี๋ยวผมก็กลับไป


            “(อืม คุยให้ทีนะ)พีดีกวางคงส่งโทรศัพท์ให้พี่ซีคุยกับผมเอง


            “(น้องยูอยู่ที่ไหนแล้วครับ)ผมได้ยินเสียงพี่ซี


            พี่ซีครับ ตอนนี้ผมอยู่กับพ่อครับ ยังทำธุระไม่เสร็จ อาจกลับดึกนะครับ พี่ซีทานข้าวและพักผ่อนไปก่อนเลยนะครับ ไม่ต้องรอผม


            “(พี่จะรอน้องยูกลับมานะ)พี่ซีเหมือนไม่ได้ฟังผมเลย


            พี่ซีต้องทานข้าวเป็นเวลานะครับ สุขภาพของพี่ซีสำคัญที่สุดผมพยายามคุยกับพี่ซี


            “(ไม่เป็นไรครับ พี่จะรอ)


            พี่ซี...


            “(ซีไม่ยอมคุยแล้ว)พีดีกวางถอนหายใจ


            “(ลำบากหน่อยนะน้องยู พี่ขอโทษด้วย)


            ผมไม่นึกว่ามันจะกลายเป็นเรื่องวุ่นวาย ถ้าพี่ซีไม่ฟังแบบนี้ ผมควรทำอย่างไรดี ผมคงไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ สินะ


            ผมจะหาทางรีบกลับนะครับผมตอบพีดีแล้ววางสายไป


            เอาไงดีเนี่ย ที่ผ่านมาผมคิดว่าพี่ซีดีขึ้นแล้ว พี่ซีดูปกติดีตอนที่ผมอยู่ด้วย แต่พอผมไม่อยู่แค่ครึ่งค่อนวัน พี่ซีก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว


            ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้นะ ผมไม่เข้าใจเลย แต่ผมก็เป็นห่วงพี่ซีมากจริงๆ


            ผมเดินกลับไปที่โต๊ะอาหาร ผมรู้ว่าพ่อต้องโกรธแน่ๆ ถ้าผมขอตัวกลับก่อน แต่ขืนให้ผมอยู่ต่อไปโดยที่รู้ว่าสภาพพี่ซีเป็นแบบนี้ ผมเองก็ทำใจไม่ได้เหมือนกับ


            พ่อครับผมพูดภาษาไทย เพราะเกรงใจศาสตราจารย์ ผมไม่อยากให้เขารู้ว่าเราคุยอะไรกัน


            ผมต้องกลับก่อนแล้ว ขอโทษด้วยครับพ่อ


            คำพูดผมทำให้พ่อขมวดคิ้ว ส่วนศาสตาจารย์ก็มองตามอย่างงงๆ เพราะไม่เข้าใจภาษาไทย


            มีธุระอะไรพ่อถามผมเป็นภาษาไทยเช่นกัน


            ผมสามารถคิดคำโกหกแบบที่พ่อไม่สงสัยได้มากมาย แต่ผมรู้สึกว่าเรื่องของผมกับพี่ซี ถ้ามันเป็นแบบนี้ต่อไป คงปิดบังพ่อได้อีกไม่นาน หากพ่อรู้ทุกอย่างก็จะยิ่งแย่ไปอีก


            ที่ผ่านมาผมทำตามที่พ่อต้องการทุกอย่างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องมหาลัย เรื่องทุน เรื่องเกรด ผมเคยทำให้พ่อผิดหวังหรือเปล่าครับ ไม่ว่าพ่ออยากให้ผมมีอนาคตอย่างไร ผมก็ยินดีทำให้พ่อได้ทุกอย่าง แต่เรื่องนี้ผมขอพ่อจริงๆ เถอะครับ พ่อช่วยปล่อยผมไปสักเรื่องได้มั้ย


            พ่อผมยังคงนิ่วหน้า ท่าทางยังคงไม่เข้าใจ


            จะไปทำเรื่องไร้สาระอะไรอีก


            ไร้สาระงั้นเหรอ...เมื่อก่อนผมคงได้แต่เงียบ แต่ตอนนี้เหมือนทุกอย่างมันประดังประเดเข้ามา ความกดดันที่ต้องไปแลกเปลี่ยน ไหนจะเรื่องที่เป็นห่วงพี่ซี และพ่อผมอีก...


            ความสุขของผม เป็นสิ่งไร้สาระของพ่อตลอดเลยเหรอครับ


            พอผมพูดแบบนั้น พ่อผมก็ชะงักไป


            ที่ผ่านมาถึงพ่อจับได้ว่าผมไปทำเรื่องไร้สาระ แต่ผมเคยทำให้การเรียนเสียหายหรือเปล่าครับ


            ผมไม่ปล่อยให้พ่อพูดแทรก ผมรีบพูดต่อทันที


            หรือพ่ออยากเห็นผมประสบความสำเร็จ แต่ทั้งชีวิตก็ไม่มีความสุขเหรอครับ


            ให้ตายสิ พอพูดเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกเหมือนน้ำตาคลอ เหมือนกับความรู้สึกกดดันในอดีตที่ผมเคยได้รับจากพ่อหลายอย่างมันถาโถมเข้ามาพร้อมกันในวันนี้


            ยู...พ่เหมือนตกใจที่เห็นผมร้องไห้


            ขอแค่เรื่องนี้ได้มั้ยครับผมรีบเช็ดน้ำตา เพราะกังวลศาสตาจารย์อดัมที่อยู่ด้วย


            พ่ออย่าห้ามผมเรื่องนี้เลยได้มั้ยครับ ส่วนเรื่องแลกเปลี่ยน ก็ให้ผมได้ตัดสินใจเองได้หรือเปล่าครับ ที่ผ่านมาผมทำเพื่อพ่อมาตลอด ครั้งนี้ขอครั้งเดียว ให้ผมได้ทำเพื่อตัวเองบ้างสักครั้งไม่ได้เลยหรือครับ


            ตอนแรกผมคิดว่าพ่อคงจะโกรธ แต่นึกไม่ถึงว่า พ่อกลับเงียบไม่ได้พูดอะไร


            ผมขอตัวนะครับ ขอโทษด้วยครับพ่อ


            จากนั้น ผมก็ปลีกตัวออกมา น่าแปลกที่พ่อไม่ได้ห้ามผมแล้วเช่นกัน


            นี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมขัดสิ่งที่พ่อต้องการ ผมเองก็รู้สึกผิดเหมือนกัน


            แต่ผมก็อยากให้พ่อเข้าใจความรู้สึกของผมด้วย ว่าการเดินตามเส้นทางที่พ่อขีดไว้ทุกอย่าง มันไม่ได้ทำให้ผมมีความสุขเสมอไป ถ้าเราเข้าใจกันมากขึ้น อย่างน้อยอุปสรรคหลายอย่างมันก็คงคลี่คลายได้ง่ายขึ้น





 

            ผมรีบกลับไปยังโรงพยาบาล มุ่งตรงไปยังห้องพักของพี่ซีอย่างร้อนรน ผมเห็นพีดีกวางกำลังยืนหน้าเครียดอยู่หน้าห้อง พอพีดีกวางเห็นผมก็ผ่อนสีหน้าลงบ้างแล้ว


            ค่อยยังชั่วหน่อย ฝากซีด้วยนะ ลำบากน้องยูแล้ว พี่ต้องรีบกลับไปเคลียร์งานก่อนพีดีกวางเอ่ยแค่นั้น แล้วก็จากไป


            พี่ซีเป็นอย่างไรบ้างเนี่ย ผมรู้สึกไม่สบายใจเลย


            พอเปิดประตูเข้าไป ผมเห็นพี่ซีกำลังนั่งซึมอยู่คนเดียวบนเตียง สีหน้าไร้ชีวิตชีวา ทว่า พอเห็นว่าผมมา สีหน้าของพี่ซีกลับเปล่งประกายทันที


            น้องยูมาแล้วเหรอครับน้ำเสียงพี่ซีดูดีใจมาก


            ผมเหลือบมองจานอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ พี่ซียังไม่ได้แตะข้าวเย็นแม้แต่น้อย


            ทำไมพี่ซีไม่ทานข้าวครับ


            พี่รอทานพร้อมน้องยูครับ


            ผมฟังแล้วดีใจไม่ออก 


            พี่ซีควรทานข้าวให้เป็นเวลานะครับ พี่ซีรับปากผมแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าจะดูแลสุขภาพตัวเอง พี่ซีเรียนหมอนะครับ พี่ซีก็น่าจะเข้าใจว่าสุขภาพมันสำคัญขนาดไหน


            ผมไม่คิดเลยว่าผมจะต้องเป็นฝ่ายย้ำพี่ซีแบบนี้


            คำกล่าวของผมกลับก็ไม่ได้ทำให้พี่ซีแสดงสีหน้าย่ำแย่ พี่ซียังคงมองผมด้วยรอยยิ้ม


            พอน้องยูไม่อยู่ พี่ก็ไม่หิว ไม่รู้ว่าจะกินข้าวไปเพื่ออะไรพี่ซีเอ่ยพลางมองออกไปนอกหน้าต่างสักพัก จากนั้นก็หันกลับมามองผม


            แต่พอยูอยู่ด้วย ได้เห็นน้องยิ้มตอนพี่ทานข้าว ก็ทำให้พี่รู้สึกอยากทานมากขึ้น


            คำพูดพี่ซี หากอยู่ในสถานการณ์ปกติ มันอาจเป็นคำพูดที่ดูโรแมนติก


            แต่ในสถานการณ์แบบนี้...มันตรงกันข้ามเลย


            ผมฟังแล้วรู้สึกโกรธพี่ซี ไม่ใช่ไม่พอใจพี่ซี แต่โกรธเพราะพี่ซีไม่ดูแลตัวเองเลย


            แล้วถ้า...ผมเกือบจะพูดออกไปแล้ว แต่โชคดียั้งปากตัวเองไว้ได้ทัน


            ถ้าผมไม่อยู่ พี่ซีก็จะไม่กินอะไรเลยเหรอ


            ถ้าผมไปที่อื่น พี่ซีก็จะเลิกดูแลตัวเองเหรอ


            พี่ซีทำไมถึงทำร้ายตัวเองแบบนี้


            พี่ซีทำแบบนี้ ผมไม่สบายใจเลยนะครับผมตัดสินใจพูดตามตรง แต่พยายามยั้งอารมณ์ไว้


            ก็ถ้าน้องไม่อยากอยู่กับพี่...ถ้ายูไม่รักพี่แล้ว...


            พี่ซีก้มหน้าลง


            พี่ก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร


            พี่ซี...ดวงตาของผมสั่นระริก


            คำพูดนี้ของพี่ซีความโกรธของผมหายไป ทว่ากลับแทนที่ด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ


            ผมรู้ว่าพี่ซีมีปมเรื่องครอบครัว พี่ซีปรารถนาให้ใครสักคนมารักพี่ซีจากใจจริง ทว่าคนที่เป็นพ่อแท้ๆ ก็ยังเมินเฉย พี่ซีจึงไม่เคยได้สัมผัสถึงความรักเลย


            ในวันที่พี่ซีสูญเสียโลกทั้งใบ ผมเป็นคนมอบสิ่งที่ขาดหายเหล่านั้นให้กับพี่ซี พี่ซีจึงคว้าความรู้สึกของผมเอาไว้เพื่อประคองให้ตัวเองมีพลังใจที่จะอยู่ต่อ


            แต่ว่า...ตอนนี้ผมกลับเพิ่งตระหนักว่า มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด


            ผมไม่ควรตอบรับพี่ซีเร็วขนาดนี้ ผมไม่ควรทำให้พี่ซีเชื่อผมคนเดียวจนหมดใจขนาดนี้


            เพราะมันทำให้ตอนนี้...พี่ซีเอาโลกทั้งใบไว้ที่ผมเพียงคนเดียว


            ผมดีใจที่พี่ซีเห็นคุณค่าและเห็นความสำคัญของผม แต่ความรู้สึกที่พี่ซีมีให้ผม สุดท้ายมันจะย้อนกลับไปทำร้ายพี่ซีเอง


            ต่อให้ผมอยู่กับพี่ซีได้ตลอดเวลา แต่โลกนี้มันไม่เคยแน่นอน แม้แต่อุบัติเหตุไม่คาดฝันกับพี่ซีมันก็ยังเกิดขึ้นได้ แล้วกับคนอื่นล่ะ กับผมล่ะ


            ขืนปล่อยให้พี่ซีเป็นแบบนี้ต่อไป หากวันหนึ่งผมเป็นอะไรไป พี่ซีก็จะไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว


            ทำไมพี่ซีถึงรักผม แต่พี่ซีไม่ได้รักตัวเองเลย


            ผมรู้ว่ามันคงฝังเป็นปมลึกในใจที่แก้ไขได้ยาก ไม่ว่าภายนอกพี่ซีจะเข้มแข็งแค่ไหน ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพี่ซีไม่เคยเชื่อมั่นว่าจะมีใครสักคนที่รักพี่ซีอย่างจริงใจ


            พี่ซีเชื่อว่า มีแค่ผมคนเดียวเท่านั้นที่มอบความรู้สึกเหล่านั้นให้พี่ซีได้


            ผมเองก็จริงใจกับพี่ซีเช่นกัน แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่า ความปรารถนาดีของผมเป็นเหมือนน้ำหวานอาบยาพิษ มันสร้างความสุขให้พี่ซีพร้อมกับทำร้ายพี่ซีในเวลาเดียวกัน


            พี่ซีครับ พี่ซีไม่อยากหายป่วยเหรอครับผมตัดสินใจถามอย่างใจเย็น


            ทำไมน้องถามแบบนี้ล่ะครับพี่ซีตอบ


            ก็น้องอยากให้พี่แข็งแรง พี่ก็ต้องอยากหายสิครับ


            พูดความจริงเถอะครับพี่ซี


            น้ำเสียงที่เปล่งออกมา มันกระด้างกว่าที่ผมคิด


            ผมไม่นึกเลยว่า ผมจะต้องมาเค้นคำตอบในเรื่องแบบนี้กับพี่ซี


            ทว่า พี่ซีไม่แสดงท่าทีผิดหวังหรือเสียใจที่ผมไม่เอาอกเอาใจเมื่อที่ผ่านมา


            พี่ซีเพียงเลิกคิ้ว เหลือบมองผมแววตาประหลาด มีรอยยิ้มหวานประดับบนใบหน้าที่สวยหมดจดของพี่ซี แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มที่ชวนพิศวงเหลือเกิน


            ในตอนนี้พี่ซีกำลังแสดงความรู้สึกดีใจ สับสน หม่นหมอง หวาดกลัว และสนุกสนานในอารมณ์เดียว


            แล้วทำไมพี่ต้องอยากหายป่วยล่ะครับ


            แม้พี่ซีกำลังยิ้ม แต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มตาม


            ก็เพราะพี่ป่วย ยูถึงอยู่กับพี่ตลอดเวลา


            คำพูดนี้ของพี่ซี ทำให้ร่างของผมแข็งทื่อทันที


            สมองผมถึงกับเบลอไปชั่วขณะ ผมต้องใช้เวลาเรียบเรียงความคิดทุกอย่างอยู่พักใหญ่


            ผมนึกถึงคำพูดของคุณหมอที่บอกว่า พี่ซีไม่เคยคิดจะกลับมาหายดี นั่นทำให้ผมตระหนักได้ทันที


            พี่ซีไม่สนใจว่าตัวเองจะกลับมาเดินได้หรือไม่


            พี่ซีไม่เคยคิดที่จะกลับไปเป็นไอดอลหรือไปเรียนหมอ


            พี่ซีต้องการแค่ให้ผมอยู่ข้างๆ เท่านั้น


            สำหรับพี่ซีแล้ว ไม่ว่าตัวเองจะตกอยู่ในสภาพแบบไหน มันก็ไม่สำคัญ ขอแค่ผมยังอยู่กับพี่ซีต่อไป ไม่จากพี่ซีไปไหน พี่ซีก็พอใจ


            ไม่...มันไม่ถูกต้อง...


            ผมไม่ได้รังเกียจที่พี่ซีคิดแบบนั้น ผมเองก็ยินดีอยู่ข้างพี่ซีเช่นกัน


            แต่ผมไม่อยากให้พี่ซีเอาชีวิตมาหมุนรอบผมคนเดียวแบบนี้


            ผมอยากเห็นพี่ซีมีความสุขเพื่อตัวเองแ ไม่ใช่พี่ซีที่ยึดติดกับความสุขที่ได้อยู่กับผม จนลืมไปแล้วว่าชีวิตของพี่ซีก็มีค่าเหมือนกัน


            น้องหิวมั้ยครับ กินข้าวกันเถอะ แต่ว่ามันเย็นหมดแล้ว แต่สำหรับพี่ กินเย็นหรือร้อน ก็ได้หมดนะ


            พี่ซีชวนผมกินข้าวเหมือนปกติ สีหน้าที่พี่ซีมองผมยังคงเต็มไปด้วยความสุขเหมือนเดิม ราวกับเหตุการณ์เมื่อกี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาก่อน


            เดี๋ยวผมไปอุ่นให้ครับผมยกถาดอาหาร เดินไปยังไมโครเวฟอย่างเลื่อนลอย


            ผมไม่คิดเลยว่ามันจะลงเอยแบบนี้


            แต่...ผมโทษใครได้ล่ะ


            คนที่ทำให้จิตใจของพี่ซีอ่อนแอลง จนกลายเป็นบิดเบี้ยวขนาดนี้...


            มันก็คือผมเองไม่ใช่เหรอ


✦✦✦✦✦✦✦✦




Writer's Talk


สำหรับพี่ซีในตอนนี้...555 ไม่อยากพูดอะไรมาก แต่คิดว่าผู้อ่านน่าจะสัมผัสอะไรบางอย่างได้บ้างแล้ว ฮ่า

มีนักอ่านท่านหนึ่งที่หลังไมค์มาคุยกับเราแล้วบอกว่า รู้สึกว่าพี่ซี.....ตั้งแต่ตอนที่สารภาพรักกับยูแล้ว เราแบบว่า เฮ้ย เก่งไปไหน 555 อันที่จริง เราก็หยอดๆ ไปบ้างนิดหน่อยก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังไม่ชัดเท่าไหร่ คิดว่าผู้อ่านคงเห็นภาพมากขึ้นจากตอนนี้


ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามมากๆ เลยนะคะ~ กอดๆ รักทุกคน

ขอบคุณที่มาให้กำลังใจพี่ซีและน้องยูกันนะคะ 

ฝากติดตามกันต่อไปน้า~~~


แอบแวะมาบอกว่าไปเปิดเรื่องหมอดูมาล่ะค่ะ 5555 สามารถไปติดตามรอกันได้นะคะ จะอัพต่อจากพี่ซีน้า

UNISTAR ☀ เดือน.อับ.แสง ☀



-------------------------------

แฮชแท็กประจำเรื่อง #เดือนกลบดาว

Twitter : @colourfulearth ใช้ชื่อว่า L.Loklalla จ้า

Facebook Page : EarthLok - ล.โลกลัลล้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.399K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,214 ความคิดเห็น

  1. #7202 E'eve (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 23:37
    เชรดเข้เตือนยูกิแล้ว แต่ยูกิไม่เชื่อเองง เห็นมุ้ยยยย
    #7,202
    0
  2. #7186 Book Cafe (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 16:15

    เราเคยได้ยินคนๆเล่าให้ฟังว่าเขาเป็นลูกเมียน้อยไม่ได้รับความรักเทาลูกแท้ๆ(ไม่หนักเทาพี่ซี)เขาเลยพยายามทำทุกอย่างให้คนสนใจอยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น พอวันหนึ่งมีคนเขามาในชีวิตที่รักเขา เขาจะรักและห่วงมากเป็นพิเศษเพราะมันคือสิ่งเดียวที่เขาต้องการ //มาถึงจุดนี้สงสารพี่ซีมาก ใจคือกลัวที่จะเสียน้องไป เลยทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่ด้วยกัน //ส่วนน้องคือเป็นมีเหตุผลใช้ได้เลย
    #7,186
    0
  3. #7159 E'eve (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 19:12

    เหมือนเราเห็นภาพซ้อนของตัวเองเลย แต่โพซิชั่นของเราไม่ใช่พี่ซีหรือน้องยูนะ แต่เป็นเหมือนบุคคลที่สามที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นมากกว่า นี่มันนนน เรียกว่า ดูหนังม้วนเดิมรึเปล่านะ

    #7,159
    0
  4. #7079 mymai1102 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 16:40
    ขอให้คุณพ่อน้องเข้าใจน้องนะ T^T
    #7,079
    0
  5. #6984 yyyyobaby (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 22:05
    โอ้ยยยยย พี่ซี เป็นได้ถึงขนาดนี้เลยหรอ แงงงงงงงง
    #6,984
    0
  6. #6947 Takgy (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 13:27
    หนักเลยตอนนี้ เปราะบางมากเลย
    #6,947
    0
  7. #6864 prewxxii (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 8 มีนาคม 2563 / 12:42
    พี่ซีหนักมาจริงๆถ้าไม่ทีน้องพี่ซีคือหมดหวังสามารถฆ่าตัวตายได้เลย
    #6,864
    0
  8. #6843 กะปุ๊กลุ๊ก กะปุ๊กลุ๊ก (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 02:03
    ซีต้องการคนที่อยู่ข้างๆ สาเหตุเริ่มมาจากขาดความเอาใจใส่ ขาดความอบอุ่นจากครอบครัว ซีจะคอยถามน้องตลอดตอนนั้นว่าชอบซีแบบไหน ซีไม่ได้อยากได้แฟนคลับ ซีอยากได้ที่พักพิง เหมือนไม่เหลือใคร พอเจอน้องที่ต่างจากแฟนคลับคนอื่นๆน้องชอบซีแบบคนรักน่ะ แต่พอถามก็บอกอยากเป็นแค่แฟนคลับ (น้องรู้สึกไม่คู่ควร) เวลาที่น้องบอกว่า แฟนคลับรออยู่มันทำให้ซีผิดหวัง เหนื่อย เหมือนตอนโรงบาลไง เป็นห่วงซีจริงไหม หรือต้องการเห็นอยู่บนเวทีแค่นั้น ไรงี้ ทำไมซีต้องทำอะไรให้คนอื่นมากขนาดนั้น ไรงี้ แค่อยากได้ใครสักคน คหสต นะ ประมาณนี้
    #6,843
    0
  9. #6838 Destinyy00 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 6 มีนาคม 2563 / 22:15

    ยูหนูไม่ผิดลูกก

    #6,838
    0
  10. #6046 baekbow (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:12
    พี่ซีต้องพบหมอจิตเวชแล้วแหละ แบบนี้มันไม่ปกติแล้ว น้องก็เอาไม่อยู่หรอก น้องก็ยังมีชีวิตของน้อง การจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลามันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
    #6,046
    0
  11. #5935 Heyona (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:03
    พี่ซียันหรอ?!
    #5,935
    0
  12. #5888 TheLaughter (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 18:10
    เอาจริงๆ เราแอบกลัวพี่ซีอะค่ะ ดูโรคจิตยังไงไม่รู้อ่า ที่อยากให้คนที่รักอยู่ด้วยตลอดเวลา กลัวว่าถ้ามีวันที่ทั้งคู่เข้าใจผิดกันหรือทะเลาะกันแล้วพี่ซีจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้น้องยูมาอยู่ข้างๆ อะ แต่เคยอ่านข่าวแล้วเจอกรณีแบบนี้เลยกลัวง่า (´;ω;`)
    #5,888
    0
  13. #5790 Yook-Yik (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 20:34

    ซีนายยึดติดเกินไปรึป่าว

    #5,790
    0
  14. #5789 Wetelk (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 17:55
    หน่วงมาก เจ็บหน้าอกไปหมดแล้วววว ร้องห่ายยยยย
    #5,789
    0
  15. #5788 gracesupu (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 มกราคม 2563 / 08:21
    พี่ซีรักน้องยูจริงๆรึเปล่า ฮือออออ จุกอกมากตอนนี้
    #5,788
    0
  16. #5787 I’m aon (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 15:12

    หน่วงที่สุดดด
    #5,787
    0
  17. #5786 Rattanakorn__ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 08:20
    พี่ซีโว้ยยยพี่ต้องคิดในแง่บวกเยอะนะ
    #5,786
    0
  18. #5785 2twinid (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 08:45
    ซีทำไมเป๋นแบบนี้ หน่วงอกมากเลยอ่ะ แต่อยากให้น้องมองโลกในแง่ดีบ้างน้องยูเองทำทุกอย่างเพื่อพี่ซีขนาดนี้ต้องพยายามดูแลตัวเองจะได้อยู่ด้วยกันนานๆ พี่ซีต้องพยายามทำเพื่อน้องบ้างนะ
    #5,785
    0
  19. #5782 HerbaL (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 22:53
    พี่ซี.....อย่าเป็นแบบนี้ดิ😭
    #5,782
    0
  20. #5781 Soo Gass (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 22:10
    ฮืออออ พี่ซีหายไวๆน่า น้องยูอย่าคิดมากนะลูก ยาดแผลที่พี่ซีเจอมันลึกต้องใช้เวลาในการเยียวยา แงงหมอนเปียกรอบที่ร้อย😭😭
    #5,781
    0
  21. #5776 raving_fox (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 09:05
    แงงงงงง
    #5,776
    0
  22. #5775 aom051 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 08:02

    ว่าแล้วเชียว .....เเค่ไม่นึกว่าจะหนักขนาดนี้

    #5,775
    0
  23. #5773 Novaaaa (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 01:35
    อย่าดึงเราม่านานได้ไหม มันเจ็บปวดอะ ปวดหนึบเลยตอนนี้อะ ;_;
    #5,773
    0
  24. #5772 yamakawaii (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 01:00
    ไม่รู้ว่าจะสงสารใครดีเลย น่าสงสารทุกคน
    #5,772
    0
  25. #5771 1235456667655 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 23:22
    เป็นสภาพที่สิ้นหวังจริงๆด้วยแหละนะ พี่ซีคงไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็วๆนี้แน่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวยูด้วยนะว่าจะประคับประคองจิตใจพี่ซีให้ดีขึ้นยังไง ถือว่าเป็นงานยากสุดๆเลย แต่ถ้าไม่ใช่ยูทำมันก็ไม่หายแน่ๆแล้วตอนนี้ เอาใจช่วยทั้งสองคนให้ผ่านมันไปได้ และขอให้ฟ้าหลังฝนสดใสด้วนเถอะ
    #5,771
    0
  26. #5766 ZeaNan Phatcharamon (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 13:47
    ซีอยู่ในภาวะผู้ป่วยทางจิต ที่ถูกสภาวะแวดล้อม และการเลี้ยงดูบีบบังคับให้เขาเป็น ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ซีต้องทำทุกอย่างเพื่อให้คนสนใจ เห็นเขาอยู่ในสายตา ด้วยการหลอกตัวเองจนเคยชิน หรือการเมคตัวเองเป็นอีกคนนึง สดใส ร่าเริง ทั้งที่จริงแล้ว โคตรพัง ใจพังไปหมดแล้ว เมื่อกลับมาอยู่กับตัวเองซีก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ในเรื่องนี้ซีจึงเลือกที่จะเปิดรับแค่ยูคนเดียว เพราะคิดว่ายูเป็นคนที่เห็นว่าซีมีตัวตน โดยที่ซีไม่ต้องพยายามทำอะไร ที่ซีไม่ยอมหายเพราะกลัวว่า ถ้าตัวเองหายแล้วยูจะจากไป และถ้ายูจากไป ซีก็คิดว่าตัวเองไม่ควรอยู่บนโลกใบนี้ อาการแบบนี้รักษายากนะ ต้องขึ้นอยู่กับการประคับประคองของยู เพราะจิตใจซีบอบบางมาก เบาๆ ก็ขาด เบาๆ ก็ปลิว เลยแหละ ยูต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ซีรู้ว่าถ้ารักษาหายก็จะไม่หายไปไหน สงสารทุกตัวละครเลย ชีวิตจริงก็มีนะ คนที่เป็นแบบซี
    #5,766
    2
    • #5766-1 What&Why(จากตอนที่ 31)
      18 มกราคม 2563 / 15:57
      อ่านเม้นนี้แบบจริงจังมาก จนเจอเบาๆก็ขาด เบาๆก็ปลิวนี้แหละ555
      #5766-1
    • #5766-2 super-error(จากตอนที่ 31)
      19 มกราคม 2563 / 11:56
      คืออ่านตอนนี้ละปวดหัวเลย อาการหนักมาก แต่ยังมีบางคอมเม้นกรี๊ดๆฟินๆอยู่้เลยอ่า
      #5766-2