UNISTAR ✦ เดือน.กลบ.ดาว ✦

ตอนที่ 18 : เดือนที่ 17 : หิมะที่ตกลงเหว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20,864
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,782 ครั้ง
    1 ต.ค. 62

UNISTAR   เดือน.กลบ.ดาว

- เดือนที่ 17 : หิมะที่ตกลงเหว -



(เครดิตภาพ : http://pictures.4ever.eu/nature/abyss-174844)

 




         พอผมได้เจอพี่ซี ผมก็พูดไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ในตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก


            ผมไม่รู้ว่าพี่ซียังคงจำผมได้หรือไม่ แต่พอได้เจอพี่ซีแบบนี้ ความรู้สึกบางอย่างที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายในก็เหมือนจะระเบิดออกมา มันทั้งสุขและหน่วงใจ ผมดีใจที่ได้เจอพี่ซี แต่ก็มีคำถามที่ค้างคาอยู่ในอกที่อัดอั้น


            สักพัก ผมก็เริ่มหอบหายใจอย่างยากลำบาก หัวใจเริ่มเต้นเร็วอย่างหนักหน่วง จนเครื่องวัดชีพจรผมเริ่มร้องถี่ขึ้น


            สงสัย...อาการแพ้ของผมจะกำเริบเมื่อเจอพี่ซี


            “คนไข้หอบขึ้น!”


            พยาบาลสังเกตอาการผิดปกติของผม ทำให้เกือบทุกคนในวอร์ดรีบเข้ามามุงผมทันที มีพยาบาลเอาเครื่องที่ร้องเสียงหนวกหูตลอดเวลามาวัดปลายนิ้วผม มาตรวจร่างกายผม มือเท้า ทั้งฟังปอด สังเกตใบหน้าผม แล้วผมก็ถูกหน้ากากครอบปากจมูกเพื่อพ่นยาด้วย


            ผมถูกรุมทำนู้นทำนี่สารพัดจนมึนไปหมด จนทำให้พี่ซีหายไปจากทัศนวิสัยของผม พอผมได้รับการพ่นยาและมองไม่เห็นพี่ซี ผมก็คลายความประหม่าลง อาการของผมก็เริ่มกลับมาเป็นปกติ แต่ความรู้สึกประหลาดที่เอ่อล้นเมื่อได้เจอพี่ซีเมื่อครู่นี้ ก็ยังไม่หายไป


            “เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”


            ผมกลับมาเป็นปกติไม่นาน ก็มีหมออีกคนเดินเข้ามา เขาถือแก้วน้ำผลไม้ด้วยท่าทางสบายๆ แม้ผมจะสายตาสั้น แต่โลโก้ตัวหนังสือคำว่า ‘Green Fresh’ บนแก้วน้ำ มันโดดเด่นสะดุดตามาก


            พยาบาลรายงานอาการผมให้หมอคนนั้นฟัง แล้วบอกว่าตอนนี้ผมกลับเป็นปกติแล้ว ผมเดาว่าเขาคงเป็นหมอประจำวอร์ดนี้ หมอคนนั้นเปิดแฟ้มประวัติของผมดู โดยมีพี่ซียืนอยู่ข้างๆ


            “ทำไมจู่ๆ คนไข้หอบขึ้น” หมอหันไปถามพี่ซีและพยาบาล


            “เอ่อ ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ คนไข้เริ่มมีอาการตั้งแต่น้องนักศึกษาแพทย์เดินเข้ามา” พยาบาลอธิบาย


            “เป็นเพราะคุณเหรอ” หมอคนนั้นมองหน้าพี่ซี แล้วเหมือนทำท่าครุ่นคิด


            “นักศึกษาแพทย์ศรินทร์ ปี 5 คุณเป็นดาราใช่มั้ย ผมเคยได้ยินอยู่ มีคนไข้หลายคนที่เจอคุณ แล้วตื่นเต้นจนอาการกำเริบ ระมัดระวังบ้างสิคุณ”


            “ครับ ขอโทษครับ” พี่ซีเพียงน้อมรับตามที่หมอคนนั้นอบรม


            พอหมอคนนั้นชี้ประเด็นนั้นกับพี่ซี ผมก็อับอายจริงๆ นี่ผมอาการกำเริบเพราะตื่นเต้นที่ได้เจอพี่ซี ทำให้พี่ซีต้องโดนด่าไปเฉยเลย ผมรู้สึกแย่มากเลย


            จากนั้น หมอคนนั้นก็พิจารณามองพี่ซีอีกครั้ง


            “ว่าแต่...คุณไม่ได้อยู่วอร์ดผมนิ คุณมาทำอะไรที่นี่”


            “ผมมาหาเคส conference ครับ” พี่ซีตอบ


            “อ่อ...” หมอคนนั้นพยักหน้าเบาๆ ท่าทางไม่ได้ติดใจอะไร


            จากนั้น หมอคนนั้นก็เดินมาพูดกับผม


            “เอาล่ะ เดี๋ยวผมจะเซ็น Discharge ให้คุณกลับบ้านได้นะ ช่วงนี้ อย่าลืมป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกแมลงกัดต่อยซ้ำ เพื่อไม่ให้อาการกำเริบขึ้นมาอีก สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด หลีกเลี่ยงไปสถานที่กลางแจ้ง ผมจะจ่ายยาแก้แพ้ให้คุณพกติดตัวไว้ ถ้ามีอาการผิดปกติให้ใช้ยาในกรณีฉุกเฉิน และรีบไปพบแพทย์ทันที”


            คุณหมอพูดเหมือนว่าบทพูดนี้ใช้กับคนไข้ซ้ำๆ มาบ่อยแล้ว


            ผมก็รับฟังแล้วพยักหน้าเบาๆ ได้กลับบ้านก็ดีเหมือนกัน


            ผมเหลือบหันไปมองพี่ซีอีกครั้ง แต่พี่ซีเหมือนไปช่วยหมอคนนั้นดูคนไข้คนอื่น ไม่ได้หันมาสนใจผมอีก





 

            พอผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเก็บของเสร็จ ผมยังเห็นพี่ซีอยู่ที่วอร์ดนั้น พี่ซีสวมเสื้อกาวน์ยาวสีขาว เป็นสีบริสุทธิ์ที่เหมาะกับภาพลักษณ์ของพี่ซี พอได้เห็นพี่ซีตอนทำงานในวอร์ดผู้ป่วยเหมือนเป็นหมอจริงๆ ผมยิ่งรู้สึกว่าพี่ซีมีเสน่ห์มากเหลือเกิน


            ผมลังเลว่าควรทำอย่างไรดี ผมเดินวกวนไปมาอยู่แถวนั้น สุดท้ายก็คิดไว้ว่า ไม่รู้จะมีโอกาสแบบนี้อีกมั้ย พอพี่ซีออกมาจากวอร์ดแล้ว ผมจึงรีบเดินเข้าไปหาพี่ซีทันที


            พี่ซีหยุดชะงักเมื่อเห็นผม พี่ซีเลิกคิ้วเชิงเชิงถามว่าผมมีอะไรหรือเปล่า


            “พี่ซี...จำผมได้หรือเปล่าครับ” ผมจึงเอ่ยอย่างประหม่า


            เพราะว่าที่ผ่านมา ผมเคยที่ไปงานแฟนมีตติ้งด้วยร่างยูกิ แต่ตอนนี้ผมไม่ได้แต่งตัวดีๆ ไม่ได้เซ็ตผม แถมยังใส่แว่นด้วย


            ความจริงถ้าเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากให้พี่ซีเห็นสภาพนี้ของผมหรอก แต่พี่ซีเห็นผมตั้งแต่อยู่ที่เตียงแล้ว ไม่รู้ว่ายังคงปิดบังได้อีกหรือไม่ อีกอย่างผมก็มีคำถามที่ค้างคาใจ


            “ดีใจที่ได้กลับบ้าน รักษาสุขภาพด้วยนะครับ” พี่ซีไม่ได้ตอบคำถามผม


            “พี่ซีจำผมไม่ได้จริงๆ เหรอครับ” ผมจึงพูดอีกครั้ง


            พี่ซีมองผมเหมือนจนใจ สุดท้ายก็ถอนหายใจเบาๆ


            “ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะครับ น้องยูกิ”


            พอผมฟังคำตอบพี่ซี ผมก็แทบหยุดหายใจทันที แสดงว่าพี่ซีรู้มาตั้งแต่แรกสินะ ตั้งแต่ตอนที่ผมอยู่ที่วอร์ดนั้นแล้ว


            “พี่ซีรู้ได้ไงครับว่าผมเข้าโรงพยาบาล” ผมอดถามไม่ได้ ซึ่งก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะถามไปเพื่ออะไร บางทีในใจลึกๆ ของผม คงแอบคาดหวังว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ


            ทว่า สีหน้าของพี่ซีที่แสดงความมิตร กลับเปลี่ยนเป็นสีหน้าเชิงตักเตือน


            “น้องยูกิครับ” พี่ซีเอ่ยเสียงเย็น


            “ไว้เจอกันที่อีเวนท์หรือแฟนมีตติ้งข้างนอกดีกว่าครับ ที่นี่เป็นโรงพยาบาล และตอนนี้เป็นเวลาเรียนและทำงานของผม”


            ผมอึ้งไปเล็กน้อยกับคำกล่าวของพี่ซี แต่ผมก็ตระหนักได้ว่าผมเองก็ทำไม่ถูกต้อง แม้พี่ซีเป็นดารา แต่เวลาเรียนของพี่ซีคือชีวิตส่วนตัวที่แฟนคลับไม่ควรเข้าไปรบกวน


            ผมได้ยินว่าทางมหา’ลัยที่ยูนิสตาร์เรียนอยู่ มีนโยบายรักษาความเป็นส่วนตัวและป้องกันไม่ให้แฟนคลับมารบกวนเวลาเรียนของไอดอล อย่างที่โรงพยาบาล ZU นี้ คนนอกที่เข้าตึกโรงพยาบาลจะต้องแลกบัตรและเซ็นให้ทราบว่ามาทำอะไรที่นี่


            “ขอโทษครับพี่ซี” แม้ผมรู้สึกผิดจริงๆ แต่ถ้าวันนี้ผมไม่ได้ถามสิ่งที่ค้างคา ผมคงจะอึดอัดใจไปอีกหลายวัน


            แม้ผมจะกลัวคำตอบมากเหลือเกิน


            “ผมขออนุญาตถามพี่ซี แค่คำถามเดียวได้มั้ยครับ จากนั้น ผมจะไม่รบกวนแล้วครับ”


            “ถามมาครับ” พี่ซีพยักหน้าตอบรับ แล้วยืนรอฟังผมนิ่งๆ


            ผมกลั้นใจชั่วครู่ จากนั้นก็ตัดสินใจพูดออกไปตรงๆ


            “วันนั้นพี่ซีโทรมาหาผม...แล้วบล็อกเบอร์ผม...เหรอครับ”


            พอผมถามเสร็จ หัวใจผมก็เหมือนถูกบีบ ได้แต่คาดหวังว่า ทุกอย่างนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดมาก เข้าใจผิดไปเอง


            คำถามของผมทำให้พี่ซีเลิกคิ้วสูง แววตาที่มองผมดูล้ำลึกยากจะคาดเดา


            ”บอกแล้วไม่ใช่เหรอครับ...” พี่ซีแสยงยิ้ม


            “ว่าอย่าโทรกลับมา ทำไมไม่ฟังล่ะครับ”


            คำตอบของพี่ซีทำให้ใจผมเหมือนร่วงหล่นลงไปในหลุมดำ


            ความรู้สึกของผมตอนนี้ว่างเปล่าทันที


            จริงด้วยสินะ ผมได้แต่โทษตัวเอง พี่ซีก็เตือนผมแล้วแท้ๆ ถ้าผมไม่โทรกลับไปหาพี่ซี ผมก็คงไม่รู้ว่าโดนบล็อกเบอร์ ผมคงไม่ต้องรับรู้ความจริงที่แสนเจ็บปวดนี้


            ตอนนั้นผมคิดอะไรอยู่ ผมโทรกลับไปทำไม ผมคาดหวังอะไรจากพี่ซี


            ทั้งที่ทุกอย่างมันไม่มีวันเป็นไปอย่างที่ผมต้องการเลย ทำไมก่อนหน้านี้ผมถึงไม่ตระหนักความจริงนี้


            “ผมก็ไม่รู้...ว่าทำไม...ถึงโทรไป” ผมพูดเสียงสั่น


            พอพี่ซีได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ


            “น้องยูกิ” พี่ซีเรียกชื่อผม


            “พี่ขอเตือนนะครับ อย่าล้ำเส้นเข้ามาอีกเลย”


            พี่ซีด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ราบเรียบ


            ทว่า เมื่อผมสบตากับพี่ซี สายตาคู่นั้นที่มองผมกลับฉายประกายประหลาด ประหนึ่งว่าการที่พี่ซีพูดกับผมด้วยท่าทีเช่นนี้ มันก็ยากลำบากมากเช่นกัน


            “ขอแค่น้องเป็นแฟนคลับที่ดีเหมือนที่ผ่านมา พี่ก็จะเซอร์วิสให้เต็มที่เหมือนดังเดิม”


            พี่ซีเอ่ยเพียงเท่านั้น แล้วเดินหันหลังจากไป ทิ้งให้ผมสับสนอยู่เพียงคนเดียวอยู่ตรงนี้


            แม้ผมจะยืนอยู่ แต่จิตใจของผมเหมือนตกดิ่งลงไปในเหวลึก


            คำพูดของพี่ซีมีความหมายชัดเจน ตักเตือนให้ผมรู้จุดยืนที่เหมาะสมของตัวเอง


            แต่ความรู้สึกที่สื่อผ่านแววตาของพี่ซีนั้น ช่างยากจะคาดเดา





 

            ระหว่างที่ผมเดินทางกลับหอพักตัวเอง ผมก็เดินไปเหม่อไป ครุ่นคิดอะไรหลายๆ อย่าง


            ผมไม่โทษพี่ซีเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างนี้เป็นความผิดผมเอง พี่ซีทำหน้าที่ของไอดอลอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ผมต่างหากที่เป็นฝ่ายล้ำเส้นเอง บางทีอาจเผลอคาดหวังว่าผมกับพี่ซีจะสามารถเป็นจริงเหมือนกับในรายการตอนนั้นได้ ซึ่งแท้จริงมันก็เป็นความฝันที่ผ่านไปแล้ว


            ผมควรเลิกคาดหวังอะไรกับอะไรที่เป็นไปไม่ได้ และทำให้พี่ซีอึดอัดไปด้วย ผมควรคิดว่า ผมได้เป็นมาเป็นแฟนคลับถึงขั้นนี้ พี่ซีจำผมได้และยังดีกับผมขนาดนี้ ผมควรดีใจและมีความสุขต่างหาก แบบนี้นี่แหละถึงจะดีที่สุดกับทั้งผมและพี่ซี


            ผมพยายามตั้งสติ บอกให้ตัวเองเลิกคิดมาก ตอนนี้ผมมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องคิด คือจะแก้ต่างกับเพื่อนอย่างไรดีว่าผมไม่ใช่ยูกิที่ไปออกรายการนั้น


            ทว่าทันทีที่ผมแตะคีย์การ์ดที่ห้องหอพักผมแล้วเปิดประตูเข้าไป ผมก็ต้องเบิกตาโต


            “พ่อ...”


            ผมเห็นพ่อกำลังยืนหน้าถมึงทึงอยู่ในห้อง ในมือพ่อกำถุงดำเอาไว้แน่น


            หอพักมหา’ลัยผมให้คีย์การ์ดมาสองใบ ใบหนึ่งผมเก็บไว้ อีกใบหนึ่งพ่อผมเป็นคนถือ ปกติพ่อจะแวะมาที่หอเฉพาะเวลาผมอยู่  ส่วนมากก็เข้ามาตรวจดูความเรียบร้อย ถามไถ่เรื่องการเรียนเแต่นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อเข้ามาโดยที่ไม่ได้บอกผมล่วงหน้า


            “You come back, good, we need to talk. (กลับมาแล้วเหรอ ดี เราต้องคุยกัน)”


            “ครับ” ผมพยักหน้าเบาๆ แล้วไปนั่งที่เตียง ในขณะที่พ่อผมนั่งตรงเก้าอี้ที่โต๊ะทำงาน


            ผมมองถุงดำที่พ่อถืออยู่แล้วรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี ทำให้ผมรีบมองสำรวจห้องผมทันที ปกติเวลาผมจัดห้อง ผมจำได้หมดว่าวางอะไรไว้ที่ไหน


            แต่ตอนนี้ของบางชิ้นวางผิดที่ผิดทางไปหมด


            พ่อ...มารื้อห้องผมงั้นเหรอ พอคิดแบบนี้ มือเท้าผมก็เย็นเฉียบ


            “If you had that much time doing such a useless thing, why don’t you apply for the exchange program in the U.S.? (ถ้ามีเวลาเยอะแยะไปทำเรื่องไร้สาระ ทำไมไม่สมัครโปรแกรมแลกเปลี่ยนไปเรียนที่อเมริกา)


            พ่อกับแม่ของผมเรียนจบจากต่างประเทศ ทั้งคู่ตระหนักถึงความสำคัญของภาษาต่างประเทศ จึงกระตุ้นให้ผมพูดภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก ผมโดนบังคับให้พูดคุยกันในบ้านเป็นภาษาอังกฤษ แม้ครอบครัวผมจะเป็นคนไทยแท้ๆ ก็ตาม


            “I’m still thinking about it. (ผมกำลังคิดเรื่องนี้อยู่)” ผมตอบพ่อแบบเลี่ยงๆ ที่จะพูดความจริงว่าผมตัดสินใจแล้วว่าจะไม่สมัคร


            มหา’ลัยผมเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ มีโคกับมหา’ลัยต่างชาติหลายแห่ง ส่งนักเรียนไปแลกเปลี่ยนมากมาย ซึ่งความจริงแล้ว การเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนนั้นมีแต่เรื่องที่ดี นอกจากช่วยเสริมโปรไฟล์ในประวัติการเรียนแล้ว ยังเพิ่มโอกาสหาประสบการณ์ใหม่ๆ


            ภาษาอังกฤษผมก็ผ่านเกณฑ์ เกรดของผมก็อันดับหนึ่งของคณะ ถ้าผมคิดจะสมัคร ผมแทบไม่มีคู่แข่งที่สูสีเลย ยังไงผมก็ได้รับเลือกอยู่แล้ว


            แต่ถ้าผมสมัครโครงการนี้ ผมต้องไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศตั้งหนึ่งปี หากเป็นเมื่อก่อน ผมคงไม่ติดขัดอะไร แต่ตอนนี้ผมเป็นแฟนคลับพี่ซี ตั้งหนึ่งปีที่ต้องอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยไม่ได้ไปเจอพี่ซี ผมคงต้องขาดใจตายแน่นอน


            พ่อพยายามกระตุ้นให้ผมสมัครมานานแล้ว แต่สำหรับผม ต่อให้ผมไม่เอา มันก็ไม่ได้ส่งผลต่ออนาคตมากเท่าไหร่ ผมมีวิธีอื่นที่จะสร้างโปรไฟล์ให้ตัวเองอีกมากมาย


            “So what made you holding back? Don’t tell me, because of this?! (อะไรทำให้ยังตัดสินใจไม่ได้ อย่าบอกนะว่า เพราะแบบนี้)”


            จากนั้น พ่อผมก็โยนแท็ปเล็ตลงบนเตียงผม พอผมได้เห็นภาพที่ปรากฎบนหน้าจอ ร่างผมก็แข็งทื่อ


            มันเป็นภาพที่ผมเข้าไปร่วมในรายการ My Love Superstar


            “พ่อ...” ตอนนี้คำพูดของผมทุกอย่างถูกกลืนหายลงลำคอ


            “You thought I couldn’t remember my own child? (คิดว่าฉันจำลูกตัวเองไม่ได้เหรอ)”


            พ่อผมพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง


            “At first, I even couldn’t believe, my hard-working son would waste time participating in such a useless TV show. But when I came to your room and found all the evidence. Now I’m disappointed in you. (ตอนแรก ฉันทำใจเชื่อไม่ลง ลูกชายคนขยันของฉันจะเสียเวลาไปร่วมรายการทีวีไร้สาระนั่น แต่พอฉันมาที่ห้องเธอ ฉันก็เจอหลักฐานทุกอย่าง ตอนนี้ฉันผิดหวังในตัวเธอมาก)”


            พอพ่อพูดถึงตรงนี้ ผมก็ตื่นตระหนก มองถุงดำที่พ่อถืออยู่อย่างตกใจ


            อย่าบอกนะว่า...


            “What did you do? (พ่อทำอะไรน่ะ)”


            ผมรีบพุ่งเข้าไปพยายามคว้าถุงดำนั้น แต่พ่อกลับเบี่ยงมือออก ไม่ให้ผมเข้าไปยุ่งแม้แต่น้อย


            “Not only does waste time but still losing money with meaningless. (ไม่ใช่แค่ทำเรื่องเสียเวลา แต่ยังทำเรื่องเสียเงินโดยใช่เหตุ)”


            ผมไม่สนใจแล้วว่าจะโดนพ่อด่าอะไร ตอนนี้ผมโฟกัสแต่เรื่องสำคัญของผม ผมรีบไปค้นตู้ซึ่งที่ผมเก็บของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพี่ซีและยูนิสตาร์เอาไว้ ทั้งเสื้อ โปสการ์ด แท่งไฟ ปฏิทิน พวงกุญแจ สารพัดสินค้าทุกอย่างที่ผมสะสมอย่างดี


            แต่ตอนนี้ มัน...ไปหมดแล้ว พ่อ...คว้านเอาไปใส่ถุงดำหมดแล้ว


            “Please give them back to me. (ได้โปรดคืนมันให้ผมเถอะครับ)” ผมแทบจะอ้อนวอนพ่อตัวเอง


            “I will throw away. (ฉันจะเอาไปทิ้ง)” พ่อพูดเสียงแข็ง


            อะไรนะ ผมช็อค พ่อจะเอาไปทิ้งเหรอ


            ไม่ได้นะ ไม่ได้


            ของทุกอย่างนี้ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมแล้ว ผมรักใคร่และหวงแหนมันมาก


            “No! You can’t do that. They are valuable to me. (ไม่นะ พ่อทำแบบนั้นไม่ได้ ของพวกนี้มันสำคัญสำหรับผมนะ)”


            ผมพูดเสียงสั่น มือผมก็สั่นไปหมด เพราะผมรู้จักนิสัยของพ่อผมดี ถ้าพ่อตัดสินใจยื่นคำขาดเรื่องใดแล้ว ไม่ว่าอะไรก็เปลี่ยนใจพ่อไม่ได้


            การที่ผมอ้อนวอนพ่อแทบตาย มันย่อมไร้ประโยชน์ แม้ผมจะรู้อยู่แก่ใจ แต่ผมก็ไม่อาจนิ่งดูดายโดยไม่ทำอะไรเลย


            “Studying is more important! (การเรียนสำคัญกว่า!)” พ่อผมตวาดใส่ แต่ผมก็ยังไม่ยอมแพ้


            “Alright, I will stop everything, I promise. But…just only this time, please give them back to me. (ได้ครับ ผมจะเลิกทุกอย่างแล้ว ผมสัญญา แต่…ขอแค่ครั้งนี้ คืนของพวกนั้นให้ผมเถอะครับ)”


            “Great, you will stop. At least you still can think. Then, you don’t need useless stuff anymore. (ดีที่จะหยุด อย่างน้อยก็ยังคิดได้ ดังนั้น ของไร้สาระก็ไม่จำเป็นแล้ว)”


            พ่อพูดแค่นั้น จากนั้นก็เดิมดุ่มๆ ถือถุงดำออกไปจากห้องผมทันที


            “Wait, please...(เดี๋ยวก่อน ได้โปรด...)” ผมพยายามตามพ่อไป ยังไงผมก็ปล่อยให้พ่อเอาไปทิ้งไม่ได้


            “Shut up and go back to study! (เงียบซะ กลับไปตั้งใจเรียนได้แล้ว)”


            ทว่า พ่อกลับตะคอกใส่ผม ไม่เปิดช่องให้ผมได้แก้ต่างใดๆ


            ผมได้แต่มองดูพ่อเดินจากไป


            ไม่มีประโยชน์แล้ว ดันทุรังต่อไปมีแต่จะทำให้แย่ลง


            ผมทรุดตัวลงกับพื้นหน้าห้องอยู่คนเดียว จมดิ่งอยู่ในความรู้สึกหดหู่และไม่เข้าใจ


            ทำไมพ่อถึงต้องบังคับผมทุกๆ เรื่อง ที่ผ่านมาผมก็ทำเต็มที่ทุกอย่างแล้ว ผมเคยทำให้พ่อผิดหวังเหรอ ทุกอย่างที่พ่ออยากได้ ผมก็ทำให้หมด ขอแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ไม่ได้เลยจริงๆ เหรอ


            ตอนนี้ผมไม่เหลืออะไรแล้ว มันไปหมดแล้ว ทุกอย่างไปหมดเลย


            “ทำไมกัน” พอประกอบกับทุกอย่างที่ผมได้เจอมา เหมือนประดังประเดเข้ามาพร้อมกัน ทำให้ผมแทบไม่มีเวลาได้พักตั้งหลัก


            ระหว่างที่ผมกำลังนั่งซุกเข่าร้องไห้อย่างสิ้นหวังอยู่สักพัก ผมก็คิดขึ้นมาได้


            ผมรีบกลับไปค้นหาที่ห้อง จากนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก


            แม้ว่าของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับยูนิสตาร์จะไปหมดแล้ว แต่ของอย่างอื่นที่ไม่ได้บ่งบอกถึงยูนิสตาร์ มันยังคงอยู่


            ผมถือสมุดแพลนเนอร์ของพี่ซีที่เคยได้จากลัคกี้ดอร์ไว้แน่น พ่อคงคิดว่ามันเป็นแค่สมุดธรรมดาทั่วไป พอได้เห็นลายมือของพี่ซี ผมก็กลับมายิ้มได้อีกครั้ง


            ผมจับมันวางลงบนโต๊ะอย่างทะนุถนอม ผมก็เหลือบไปเห็นสร้อยคอวงกลมรูปคลื่นทะเลที่พี่ซีเคยให้ผมไว้ สิ่งนี้ก็ยังอยู่


            ผมเอื้อมมือไปลูบสร้อยนั้น แล้วก็ยิ้มบางๆ ทั้งที่น้ำตาไหลลงมาอาบใบหน้า


            “ขอโทษครับพี่ซี ขอโทษที่รักษาอย่างอื่นไว้ไม่ได้ แต่ต่อจากนี้ ผมจะรักษาทุกอย่างที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด”


            ผมตั้งมั่นกับตัวเองว่า จะไม่มีวันให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก


            ผมจะรักษาพวกมันไว้อย่างดี เฉกเช่นความรู้สึกที่ผมมีต่อพี่ซี


            แม้ว่า...สุดท้ายแล้วคำมั่นสัญญาของผม จะกลืนหายไปกับอากาศ


            และพี่ซีคงไม่มีวันได้รับรู้


✦✦✦✦✦✦✦✦




Writer's Talk


ไม่รู้ว่ายังจำกันได้อยู่มั้ยนะว่า เราเคยบอกว่าเรื่องมีครบทุกรสชาติแน่นอน 555 ตอนนี้ก็เป็นอีกรสชาติหนึ่งของเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นรสชาตินี้ตลอดไป 

รวมถึงนิสัยของพี่ซีที่แสนจะลึกลับซับซ้อน ช่วงนี้จะเข้าสู่ชั้นที่ 3 แล้วนะคะ

เราก็จะได้เริ่มรู้กันว่านิสัยในชั้นนี้ของพี่ซีเป็นอย่างไรกันแน่ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ชั้นที่ลึกที่สุดอยู่ดี  ฮ่า


ยังไงก็ฝากติดตามกันต่อนะคะ ให้กำลังใจน้องยูกันเยอะๆ น้า <3 <3 

ช่วงนี้ vpn ก็ยังไม่ค่อยเสถียร อาจจะตอบเพจกับทวิตเตอร์ช้าหน่อยน้า TT แต่ว่าไปตอบแน่นอนค่า



มีภาพแฟนอาร์ตมาฝากด้วย น่ารักมากกกก ขอบคุณคุณ​ Aizome มากๆ เลยนะคะที่วาดมาให้

ภาพพี่ซีและน้องยู อาจจะเป็นฉากที่หวานแหววในอนาคต 555 



ซี : ฮ่าๆ ภาพน่ารักมากครับ ขอบคุณมากนะครับที่วาดมาให้ ยังคิดถึงผมกันอยู่ใช่มั้ยนะ ด้อมนางนวลน่ารักที่สุดครับ

ยู : ว้าวว ดีใจจังเลยครับ ถึงแม้ว่าช่วงนี้ไม่ได้อยู่กับพี่ซี แต่เห็นภาพแล้วมีความสุขมากเลยครับ ขอบคุณมากนะครับ ^^


-------------------------------

แฮชแท็กประจำเรื่อง #เดือนกลบดาว

Twitter : @colourfulearth ใช้ชื่อว่า L.Loklalla จ้า

Facebook Page : EarthLok - ล.โลกลัลล้า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.782K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,214 ความคิดเห็น

  1. #7147 E'eve (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 15:31
    ป๊ามาแล้ววว น้องน่าจะบอกป๊าว่านั่นถ้าเอาไปขายจะได้เป็นล้าน เผื่อป๊าให้เก็บ😂
    #7,147
    0
  2. #6972 yyyyobaby (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 18:02
    สงสารน้อง ฮือออออ
    #6,972
    0
  3. #6878 Ztaazzz (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 10:14
    โอ๋น้องงงงงง
    #6,878
    0
  4. #6858 prewxxii (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 มีนาคม 2563 / 10:10
    สงสารน้องงง
    #6,858
    0
  5. #6836 beautdoi291 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มีนาคม 2563 / 19:26
    เข้าใจความรู้สึกที่พ่อเข้ามารื้อของในห้องแล้วของๆเราก็ไปไหนไม่รู้เลยค่ะ ก็แค่อยากจะมีพื้นที่ของตัวเองแท้ๆ-_-
    #6,836
    0
  6. #6809 PPR-11 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 มีนาคม 2563 / 21:00
    เหลือบมองแม่ตัวเองแพรบ...
    #6,809
    0
  7. #6788 เลดี้วาย (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 13:27
    คูมพ่อใจร้าย แต่พี่ซีใจร้ายกว่า โป้งแน้วววว
    #6,788
    0
  8. #6787 เลดี้วาย (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 13:26
    แง คูมพ่อใจร้ายยยยยย
    #6,787
    0
  9. #6778 H-ALOHA (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 18:48
    สงสารยูมาก
    #6,778
    0
  10. #6261 HolyCat (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:38
    เจ่บบบ
    #6,261
    0
  11. #5731 My_omyim (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 00:38
    เศร้าเลย
    #5,731
    0
  12. #4721 NoneCoffee (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 19:14
    จุดนี้แหละที่กำลังคิดว่าไรท์กำลังจะบอกอะไรรึเปล่า เรารู้สึกนิดๆว่าพี่ซีอาจจะมีปมอะไรคล้ายๆกับน้อง จากตอนก่อนๆที่พี่ซีพูดถึงครอบครัวแล้วสายตาว่างเปล่า
    #4,721
    0
  13. #4529 kat15058 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 17:24
    พ่อบังคับน้องมาตลอด เรื่องแค่นี้ให้น้องไม่ได้เลยหรอ ไหนจะพี่ซีอีก ฮือ โครตเจ็บปวดเลยอ่ะ
    #4,529
    0
  14. #4480 dream4try (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 18:48
    สงสารน้องT____Tใจร้าย
    โครตละเมิดสิทธิบุคคล คือแบบเป็นพ่อแม่แล้วจะทำอะไรก็ได้เหรอ? ขีดเส้นทางชีวิตบังคับนู่นนี้นั่น น้องต้องทำให้แค่ไหนถึงจะพอใจ!!!
    #4,480
    0
  15. #4145 2twinid (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 08:32
    คุณพ่อทำไมใจร้ายแบบนี้ล่ะคะเนี่ย สงสารน้องจัง
    #4,145
    0
  16. #4085 pammyntk (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 17:33
    พ่อบังคับน้องเกินไปแล้ว สงสารน้อง
    #4,085
    0
  17. #4001 baekbow (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 16:05
    สงสารน้องอ่ะ พ่อใจร้ายมากเลย แวปแรกแอบคิดไปเลยว่าให้น้องเลิกตั้งใจเรียน ประชดพ่อไปเลย แต่คิดอีกทีนั่นมันอนาคตน้อง ทำแบบนั้นไปผลเสียก็ไม่ได้ตกที่ใครนอกจากตัวน้องเอง แต่มันก็เศร้าจริงๆนะ เพราะยังไงก็ของสำคัญ พ่อทำแบบนี้ก็ไม่ถูกอ่ะ แค่ยึดไปก็ได้ ทำไมต้องทิ้ง // ส่วนพี่ซี เราก็ยังเดาไม่ออกนะ ว่าพี่มันลึกๆเป็นคนยังไง ฉากในโรงบาลนั่น คำพูดใจร้าย แต่สายตามีอะไรแอบแฝง ก็ยังไม่รู้เจตนาอยู่ดี ว่าจริงๆ ต้องการอะไรหรือป่าว
    #4,001
    0
  18. #3913 ดekเบื่oโลk (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 00:03
    แงงงงวงงง
    #3,913
    0
  19. #3907 w21_s (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 21:57

    ดุจอยู่ริมหน้าผา
    #3,907
    0
  20. #3901 Naphatthira_21 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 18:04

    รออยู่น่าาา
    #3,901
    0
  21. #3900 Noni™ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 05:46

    น้ำตาซึมเลย

    ตอนนี้ทำร้ายจิตใจน้องงงมาก​

    สงสารน้องงง
    #3,900
    0
  22. #3899 แมวสองตัว (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 01:42

    ไม่ค่อยได้อ่านนิยายติ่งเท่าไหร่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สองเลยที่ทำเราเขินได้จริงๆ มาช้าได้แต่อย่าเทก็พอนะ^.^

    เบื่อกับครอบครัวแบบนี้มากอะ( ̄^ ̄ )

    #3,899
    0
  23. #3898 CreamPanida (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 22:32
    รอติดตามเลยค่าาาาาาา ตอนนี้นำ้ตาซึมเลย แงงงงง สงสารยู
    #3,898
    0
  24. #3897 Ekaract Sun (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 22:31
    ูอูยยยยย ยูลูก สงสารอะ
    #3,897
    0
  25. #3892 ดินแดนแห่งรัตติกาล (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 01:12

    น้ำตาจะไหลแบบซีนอารมณ์

    #3,892
    0