รวมฟิคบลีช All Bleach (Normal only)

ตอนที่ 4 : (THE LIFE WITHIN THE DEATH) THOUSAND TO ONE : Intro

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 276
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    4 มี.ค. 62

           


THE LIFE WITHIN THE DEATH

- THOUSAND TO ONE -

 Kuchiki Rukia's Story 








               "คุโรซากิ ทำรีพอร์ทของอาจารย์เคนโซรึยัง"

               "ยัง"

               "ส่งคืนนี้แล้วนะ"

               "ก่อนเที่ยงคืน กลับไปปั่นก็เสร็จ"

               "ระวังก็แล้วกัน ถ้าเที่ยงคืนเป๊ะเมื่อไหร่อาจารย์แกตัดเกรดแน่"

               "เออรู้แล้วน่า"

               หลังจากโบกมือลาเพื่อนร่วมคลาสเขาจึงเริ่มเก็บของใส่กระเป๋าโดยไม่มีท่าทีรีบร้อนอะไร มือหนาหยิบโทรศัพท์ซึ่งมีสายหูฟังพันไว้แบบไม่เรียบร้อยนักก่อนจะคลี่ออกและเสียบหู เพราะหลังจากนี้เขาไม่มีเรียนแล้วและตอนนี้เพิ่งจะสี่โมงเย็น ตรงกลับบ้านไปปั่นงานก็ทันเหลือเฟือ

               รูปร่างสูงโปร่งในชุดไปรเวทเรียบร้อยธรรมดาหากแต่กลับสะดุดตาด้วยเรือนผมสีส้มที่เจ้าตัวบอกเป็นสีธรรมชาติจากแม่สร้างสายตาฉงนแปลกประหลาดให้กับเหล่าผู้พบเห็น ซึ่งเขาเคยชินกับมันแล้ว

               ตอนนี้ก็ผ่านไปเกือบสองปีหลังจากสงครามกับจูฮาบัชจบลง ทุกอย่างค่อยๆกลับคืนสู่สภาพเดิม ทางฝั่งโซลโซไซตี้แม้มันจะมีการสูญเสียไปบ้างแต่ก็ได้ยินว่าฟื้นฟูทีละนิดทีละน้อย ซึ่งหลังจากไปเข้าร่วมงานไว้อาลัยให้กับเหล่าผู้คนที่จากไป ตัวแทนยมทูตอย่างคุโรซากิ อิจิโกะ ก็หวนกลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้งพร้อมผองเพื่อนทั้งหลายแหล่ และตอนนี้เขาก็อยู่มหาลัยปีหนึ่งมาได้เดือนกว่าแล้ว 

               อิจิโกะเดินทอดน่องกลับบ้านเรื่อยเปื่อยไม่ต่างอะไรกับเด็กมหาลัยทั่วไป ซึ่งเขายังคงป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆแถวบ้านไม่ได้ไปไหนไกล และตัดสินใจมาเข้ามหาลัยที่เมืองเนริมะซึ่งนั่งรถไฟมาประมาณครึ่งชั่วโมงไม่เกินสี่สิบห้านาที 

               ก๊าซซซซซซซซ

               เสียงฮอลโลว์ที่ได้ยินทำให้ต้องหันไปมองต้นเสียง มือข้างถนัดเอื้อมไปหยิบตราสัญลักษณ์ตัวแทนยมทูตโดยสัญชาตญาณหากแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองบนหลังคาก็เห็นผมสีน้ำตาลออกแดงเกล้าสูงแวบๆก่อนจะได้ยินเสียงแหวกอากาศสั้นๆตัดฮอลโลว์ออกเป็นสองส่วน

               ฉับ!

               อิจิโกะยืนมองผลงานนั้นอยู่เงียบๆเช่นเดียวกับคนลงมือซึ่งเก็บดาบของตน ดวงตาสีคล้ายกันสองคู่มองสบกันก่อนที่อีกฝ่ายจะโค้งให้นิดๆก่อนจะหายไปจากบนเสาไฟ นั่นทำให้เด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปล่อยมือออกจากตราคู่กาย

               อย่างที่รู้ว่าทุกเมืองต่างก็มียมทูตดูแลประจำ ซึ่งคนๆนั้นก็คือยมทูตประจำเมืองเนริมะ รู้จักกันครั้งแรกก็ในชุดยมทูตที่เขาบังเอิญสัมผัสแรงกดดันวิญญาณได้ที่เมืองนี้นั่นแหละ ซึ่งถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะชื่อ โซวะ

               ผิดกับยมทูตประจำเมืองคาราคุระ ชายที่ชื่อโซวะนี้พูดน้อยมากจนแทบเป็นใบ้ เขารู้จักมาเกือบปีนี่ยังไม่เคยได้ยินผู้ชายคนนั้นอ้าปากพูดสักคำเลยแม้แต่น้อย ดวงตาข้างซ้ายของเขาบอดจากสงครามครั้งนั้น ซึ่งแน่นอนว่าโซวะรู้จักอิจิโกะในฐานะหนึ่งในวีรบุรุษแน่นอน

               เมื่อนึกถึงเรื่องในอดีตก็ทำให้เขาต้องปิดเปลือกตาลง หูฟังเพลงป็อบที่แทบไม่ใส่ใจเนื้อร้องขณะยืนรอรถไฟอยู่ตรงชานชาลา สองปีมาแล้วที่อิจิโกะตัดสินใจทำทุกอย่างเหมือนเดิม กลางวันไปเรียน กลางคืนมีจัดการฮอลโลว์บ้างบางครั้งในเมืองคาราคุระ วันหยุดก็แวะไปโซลโซไซตี้ แม้จะมีงานมากขึ้นเพราะอยู่มหาลัยแต่เขาก็ใช้ชีวิตทั้งสองด้านโดยไม่มีอะไรติดขัด 

               และแน่นอน มันไม่มีอะไรคืบหน้าเลย

               ร่างสูงโปร่งทรุดตัวลงนั่งตรงเก้าอี้ขณะรอรถไฟทั้งที่ในใจล่องลอย เขาเลือกลงคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาแต่วิชาปีหนึ่งนี้ตัดสินใจลงแค่วิชาบังคับ เขาไม่ได้มีเป้าหมายชีวิตที่แน่นอนนัก ต่อให้จะมีสายเลือดงี่เง่ายุ่งเหยิงอย่างไร เขาก็พอใจกับการเป็นมนุษย์สลับตัวแทนยมทูตเช่นนี้อยู่ดี ป๋าไม่ได้ว่าอะไรกับการที่เขาดูจะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไร้แก่นสาร แม้ยูซุจะบ่นบ้างบางครั้งแต่ก็ทำได้แค่นั้น กลับกันคารินไม่ได้พูดอะไรเลยนอกจากตอกหน้าสั้นๆหลังจากรู้ว่าเขาใช้ชีวิตแบบนี้

               'ถ้าอย่างนั้นพี่ก็เป็นได้แค่ตัวแทนยมทูตตลอดปีตลอดชาตินั่นแหละ'

               ซึ่งบอกเลยมันแทงใจดำเสียยิ่งกว่าอะไร

               เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไร อยากจะทำอะไรต่อ มีเป้าหมายหรือความฝันอะไรที่อยากทำตาม เขาก็แค่.. พอใจกับตอนนี้เท่านั้น

               เสียงรถไฟดังขึ้นมาซึ่งไม่นานนักก็มาเทียบชานชาลา ซึ่งอิจิโกะเลือกที่ยืนพิงเพื่อจะได้มองท้องฟ้ายามเย็นถนัดๆ หลังจากจบม.ปลายทุกคนก็แยกย้ายกันไป ซึ่งมหาลัยที่เขาอยู่นี้มันไม่ใหญ่มากแต่อย่างน้อยๆก็มีซาโดะมาเข้าเรียนด้วย ซึ่งหมอนั่นเรียนทางกายภาพบำบัดโดยตรงเพราะอยากจะไปเป็นด้านนั้น และวันนี้เป็นวันที่แซ้ดจะไม่เลิกเรียนจนกว่าจะสองทุ่ม ส่วนเคย์โงะกับมิสึฮิโระก็ไปเรียนเมืองใกล้ๆกันแต่จะกลับมาคาราคุระเพียงแค่เสาร์อาทิตย์ มิสึฮิโระเรียนการสื่อสารและเคย์โงะไปเอาดีด้านการ์ตูนและอนิเมชั่น ทัตสึกิไปเรียนเป็นโค้ชกีฬาอย่างที่ตัวเองชื่นชอบ ส่วนคนที่ไปไกลสุดตอนนี้... คงไม่พ้นอิโนะอุเอะกับอิชิดะ ซึ่งเข้าโตเกียวไปต่อโทไดและเป็นนักเรียนทุนทั้งคู่ โดยอิโนะอุเอะเลือกเรียนโภชนบำบัดซึ่งมีหน้าที่ดูแลโภชนาการของผู้ป่วย ส่วนอิชิดะ...​ไม่ได้เกินคาดนัก เจ้าตัวเรียนหมออย่างที่คิดและคงกลับมาสืบทอดโรงพยาบาลต่อหลังเรียนจบ ซึ่งสองคนนี้คงเจอกันแค่ช่วงวันหยุดยาวเท่านั้น แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อาจไม่มาเจอ

               ช่วงเทอมสุดท้ายของภาคเรียนม.ปลาย อิโนะอุเอะได้มาสารภาพรักกับเขา มีหลายคนบอกว่าเขานั้นโง่ที่ไม่เคยรู้ถึงความรู้สึกของผู้หญิง แต่เปล่าเลย เขารู้มานานแล้ว แต่ทำยังไงก็มองเจ้าหล่อนไปมากกว่าเพื่อนไม่ได้ เขาให้เธอได้แค่นั้น ต่อให้ช่วงสงครามอาจต่อสู้เคียงข้างกันมาบ้างมากเพียงใดแต่อย่างไรซะ.... เขาก็มองเธอเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย อิโนะอุเอะเองก็คงรู้คำตอบของเขาอยู่แล้วจึงได้ยิ้มรับดั่งเช่นทุกครั้ง แม้ว่ามันจะกระอักกระอ่วนก็ตามในช่วงเทอมสุดท้ายก่อนจบการศึกษา

               และแน่นอน เพราะเขาเป็นผู้ชาย ย่อมมองสายตาผู้ชายด้วยกันออก ว่าอิชิดะเองก็สนใจอิโนะอุเอะมาตั้งแต่สมัยไหนแล้ว และเขามั่นใจว่าเจ้านั่นจะดูแลเธอได้ดีกว่าเขาแน่นอน ซึ่งตอนนี้ความสัมพันธ์ไปถึงไหนก็ไม่ทราบได้ แต่การไปเรียนต่อมหาลัยเดียวกันสาขาใกล้เคียงกันแสดงว่ามันก็คงไม่แย่ถูกไหม?

               พอนึกถึงผู้หญิงคนนี้... ก็ทำให้นึกถึงผู้หญิงอีกคนขึ้นมาไม่ได้

               ผู้หญิงผมดำสั้นตัวเล็กในชุดยมทูตพร้อมตราสัญลักษณ์รองหัวหน้าหน่วยสิบสาม ที่เหมือนจะได้ยินแว่วๆว่าตำแหน่งหัวหน้าหน่วยคงหนีไปไหนไม่ไกลนอกจากฝึกการใช้บังไคอีกนิดหน่อยจนกว่าจะสมบูรณ์มากกว่านี้ โดยครูฝึกก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหัวหน้าหน่วยหกและพี่เขยของเจ้าหล่อนเองนั่นแหละ ยิ่งบวกกับการฟื้นฟูสงครามและไว้อาลัยให้กับเหล่าคนที่จากไป ทำให้ทางฝั่งของเธอยุ่งมาก เธอกับเขาเจอกันประมาณเดือนละครั้งเห็นจะได้

               และเขารู้ดี... ว่าคุจิกิ ลูเคียสำคัญกับเขามากเพียงใด อันที่จริงการที่ยังเป็นตัวแทนยมทูตอยู่นี่ก็เพื่อจะได้เข้าออกโซลโซไซตี้ไปเจอหน้ายัยนั่นนั่นแหละ 

               เขารู้ใจตัวเองมาพักใหญ่แล้ว แต่กลับโดนห้ามไว้ด้วยประโยคสั้นๆ

               'อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นมนุษย์นะอิจิโกะ ใช้ชีวิตในโลกมนุษย์ไปปกติไป หาสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วคิดว่ายมทูตเนี่ยอย่าให้เกินไปจากงานอดิเรกจะดีกว่า'

               มันก็ไม่ต่างอะไรกับบอกว่ามนุษย์กับยมทูตอยู่ด้วยกันไม่ได้นั่นแหละ และนั่นมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตแบบปัจจุบันนี้ของเขาด้วย เรียนไปเรื่อยเปื่อย ทำการบ้านผสมกับทำงานพิเศษไปตามประสา และตกกลางคืนไปฆ่าฮอลโลว์ วันหยุดก็แวะไปโซลโซไซตี้ และเพราะเขาคงไปบ่อยเกินไปจนสุดท้ายรองหัวหน้าหน่วยสิบสามกับหัวหน้าหน่วยหกก็ 'แบน' เขาให้มาได้แค่เดือนละสองครั้ง หรือก็คืออาทิตย์เว้นอาทิตย์เท่านั้น

               ใช่ซี่!! จำกัดกันเข้าไป!! เขาจะรีบเคลียร์งานแล้วอาทิตย์นี้จะไปกวนประสาทสองพี่น้องนั่นซะให้เข็ด!

               "หัวเราะอะไรของเจ้าอิจิโกะ"

               เมื่อออกจากรถไฟมาเข้าสู่เมืองคาราคุระ ก็เห็นหัวแดงยุ่งๆเหมือนหนามยืนรออยู่ ซึ่งเป็นแขกที่จะว่าไม่คาดคิดก็ไม่เชิงเพราะเร็นจิก็แวะมาหาเขาบ้าง เผลอๆเขาเห็นหน้ามันบ่อยกว่าลูเคียอีกด้วยซ้ำ ดวงตาสีน้ำตาลกรอกกับตัวเองก่อนจะตอบปัด

               "เปล่า"

               แม้จะรู้ดีกันทั้งสองฝ่ายแต่กระนั้นก็ไม่เคยพูดออกไป เพราะคนกลางอย่างลูเคียก็ยังคงปฏิบัติกับพวกเขาอย่างเท่าเทียมจนน่าหงุดหงิด มันก็เลยออกทำนองว่าเป็นเพื่อนกึ่งคู่กัดกึ่งศัตรูหัวใจ เพราะการมาสนใจผู้หญิงคนเดียวกันนี่แหละ

               "มีอะไรรึเปล่าเร็นจิ"

               "ก็แค่จะมาบอกอะไรนิดหน่อย" ชายหัวแดงเอียงคอไปมาจนได้ยินเสียงลั่นกร๊อบออกมา "อาทิตย์หน้าจะมีการแต่งตั้งลูเคียเป็นหัวหน้าหน่วยสิบสาม"

               อิจิโกะพยักหน้ารับขณะตั้งใจว่าจะเตรียมเคลียร์งานทั้งหมดเพื่อจะไปร่วมพิธีนี้ ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงถาม "แล้วใครจะเป็นรองหัวหน้าหน่วยสิบสามล่ะ?"

               "ยังไม่มี และไม่รู้" เร็นจิกรอกตาไปอีกทางทั้งที่มีสีหน้าเหมือนมีความคิดในใจจนคนที่เป็นเพื่อนกันมาต้องมองอย่างจับผิด

               "แกมีอะไรยังไม่ได้บอกฉัน"

               "เจ้าจำยมทูตที่พวกเราเจอในฮูเอโกมุนโด้ตอนไปช่วยอิโนะอุเอะได้ไหม?"

               อิจิโกะนึกไปครู่ ก่อนภาพผู้ชายหน้านิ่งๆผมฟูยุ่งๆพร้อมมีหน้ากากและชุดคลุมแปลกๆทับชุดกิโมโนสีดำของยมทูตจะผุดขึ้นมา ก่อนจะพยักหน้า "จำได้ คาโน่.... อาชิโดะ?"

               "ใช่"

               "ทำไมจู่ๆพูดเรื่องนี้ขึ้นมา"

               "ก็เพราะหมอนั่นกลับมาแล้วน่ะสิ"

               คิ้วสีส้มกดลงทันทีขณะฟังคำอธิบายต่อ

               "ลูเคียใช้เวลาเกือบสองปีนี้หาทางกลับเข้าไปยังตรงนั้นอีกครั้ง ซึ่งก็ทำได้สำเร็จ ยัยนั่นหายไปอาทิตย์กว่าและเพิ่งกลับมาเมื่อไม่กี่วันที่แล้วพร้อมอาชิโดะ" คิ้วสีแดงนั้นขมวดจนหัวคิ้วแทบชนกัน "เป็นอดีตนักสู้ลำดับสามของหน่วยห้า แต่ตอนนี้ฝีมือไม่ได้อยู่ระดับนั้นแล้ว  และเจ้านั่นไม่คุ้นกับใครเลยนอกจากลูเคีย ฉะนั้น..... มีโอกาสสูงมากที่ตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยสิบสามจะเป็นของมัน"

               "เดี๋ยวนะ" เขายกมือห้ามทันที "หายไปเป็นร้อยปีแล้วกลับมาอยู่ๆจะเป็นได้เรอะ"

               "แค่ผ่านการทดสอบทั้งหมดก็เป็นได้ แต่ที่สำคัญคือต้องได้รับความไว้วางใจและสนิทชิดเชื้อกับหัวหน้าหน่วย ซึ่ง... คาโน่ อาชิโดะมีคุณสมบัตินั้นอยู่แล้ว" เร็นจิยกสองมือกอดอก "ข้าบอกเจ้าไว้เผื่อจะได้ไม่ตกใจถ้าวันหนึ่งเห็นเจ้านั่นมีตรารองหัวหน้าหน่วยประดับอยู่มาพร้อมลูเคีย"

               "ไอ้...!"

               "แค่นี้แหละ แล้วเจอกันวันงาน ข้ารู้ว่าเจ้าจะมา" เพียงแค่นั้นหัวแดงๆของมันก็หายไปในทันที อิจิโกะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล คิ้วสีส้มขมวดมุ่นจนแทบชนกันและเป็นแบบนั้นจนกระทั่งถึงบ้าน

               "อิจิโก่วววววว"

               ผัวะ!!

               ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังเหมือนเดิมกับการที่เขาต้องเอาเท้าลูบหน้าพ่อตัวเองและส่งไปชนกำแพง ซึ่งคงเป็นอย่างที่คารินว่า ป๋าโรคจิตแน่ๆ รู้ทั้งรู้ว่ายังไงเขาก็กันได้แต่ก็ยังทำอยู่ได้ทุกวัน

               "นี่แกจะช่วยรับความรักจากป๋าสักครั้งไม่ได้เลยเรอะ!"

               "ด้วยการรับคนหนักเกือบร้อยกิโลเนี่ยนะ?!"

               "ไอ้เจ้าลูกบ้า! ป๋าไม่ได้หนักขนาดนั้นสักหน่อย! มาซาาาาาาากิ!! เจ้าลูกชายตัวดีมันด่าว่าป๋าอ้วนนนน!!!"

               คุโรซากิ อิชชินคลานไปหาโปสเตอร์ของแม่ที่แปะอยู่ผนังบ้านอันบะเอ้กแล้วก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา แต่ดวงตาสีน้ำตาลนั้นกลับมองพ่อของตัวเองอย่างครุ่นคิดจนคนถูกมองรู้สึกได้

               "มีอะไรเรอะอิจิโกะ?"

               "ป๋าเคยเป็นหัวหน้าหน่วยสิบใช่มะ"

               "หือ? แล้วทำไม"

               "การจะคัดเลือกรองหัวหน้าหน่วยนี่ทำยังไง"

               "ก็บางครั้งจะได้รับการเสมอชื่อให้หัวหน้าใหญ่และพิจารณาว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมหรือเปล่า ซึ่งคุณสมบัติหลักๆก็คือต้องเก่งกว่าและสามารถคุมคนในหมู่ได้ ที่สำคัญคือความเชื่อใจระหว่างหัวหน้ากับรองหัวหน้า" อิชชินตอบ ก่อนจะหรี่ตามองลูกชายหัวส้มของตนแล้วยิ้มแหย่ "ถามแบบนี้คิดจะไปสมัครเป็นรองหัวหน้าหน่วยรึไง? เลิกคิดดีกว่าน่า แกไม่มีความรู้เรื่องวิถีมารเลย"

               "เจ้าเร็นจิก็ไม่เอาไหนเหมือนกันนั่นแหละ"

               "นี่สรุปอยากเป็นรองหัวหน้าหน่วยจริงๆ?"

               "...เปล่า"

               "หน่วยไหนล่ะ หรือว่า...." นอกจากจะไม่ฟังคำตอบแล้วยังยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัยเสียด้วย "หน่วยสิบสามใช่รึเปล่า"

               "......."

               ความเงียบเป็นคำตอบจากลูกชายตัวดีปากแข็งหัวดื้อแต่นั่นทำให้คนเป็นพ่อหัวเราะออกมาเสียงดัง "อิจิโกะเอ๊ยยยย แกนี่มันจริงๆเลย"

               "...อะไรเล่า"

               "แล้วทำไมถึงมาอยากเป็นเอาตอนนี้ล่ะ มีคู่แข่งโผล่ขึ้นมารึไง"

               "...ไม่เชิง"

               "นี่อิจิโกะ" อิชชินทรุดตัวลงนั่งตรงโซฟาก่อนจะตบข้างตัวซึ่งเด็กหนุ่มก็ไม่ปฏิเสธ "ป๋าไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะที่แกจะใช้ชีวิตอยู่แบบที่แกทำอยู่นี่ จะพอเหตุผลอะไรก็ตาม ซึ่งป๋าจะไม่ถามเรื่องนั้น เพราะเอาจริงๆป๋าก็อยากรู้ว่าแกจะทนเอื่อยเฉื่อยแบบนี้ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน"

               "......"

               "ชีวิตแก แกต้องเลือกเองอิจิโกะ มัวแต่ฟังคนอื่นแล้วก็แก่เฒ่าพอดี"

               "....แต่ยัยนั่นเป็นคนบอกเองว่าผมเป็นมนุษย์"

               "นี่ ลืมป๋ากับแม่แกไปแล้วรึไง ป๋าก็เป็นยมทูตป้ะ?" ถ้อยคำวัยรุ่นนั้นทำให้อิจิโกะต้องขมวดคิ้วมองแต่ก็ตัดสินใจไม่พูดอะไร "แม่แกเป็นควินซี่ ศัตรูตัวฉกาจของยมทูตนะ ซึ่งควินซี่ก็เป็นมนุษย์อยู่ดี ก็ยังมาแต่งกับป๋าได้เลย"

               "ป๋าอยากจะบอกอะไรกันแน่"

               "ก็แค่อยากจะบอกว่า ถ้าแกเหยียบเรือสองแคมทำอะไรไม่เด็ดขาดแบบนี้ สักวันแกจะเสียมันไปทั้งหมด ไม่ว่าจะชีวิตมนุษย์ หรือแม้แต่....." การเว้นช่องว่างยาวเหยียดเหมือนกับให้เติมคำเองทำให้เขาเงียบไป ก่อนจะเปรยขึ้นมาแบบไม่มั่นใจนัก

               "งั้นนั่นก็หมายความว่าผมต้องทิ้งป๋า ทิ้งยูสึกับคารินไปน่ะสิ"

               ผัวะ!!!

               "โอ๊ย!! ตบหัวผมทำไมเนี่ย!!"

               "ที่พูดไปนี่ไม่ได้เข้าหูเลยรึไง" อิชชินส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายด้วยท่าทางกวนประสาทยิ่งนักในสายตาลูกชาย "ใช่ว่าจะไปแล้วไปลับเสียหน่อย มันก็เหมือนชีวิตแกตอนนี้นี่แหละ แต่แค่เปลี่ยนโลกหลักๆที่ตัวเองอาศัยอยู่เท่านั้น แล้วใช่ว่าพวกเราจะไปหาแกที่นู่นไม่ได้สักหน่อย"

               "....."

               "เลือกให้ดีล่ะอิจิโกะ ชีวิตยมทูตมันไม่ได้ง่ายอย่างที่แกเห็นหรอกนา"

               "มันก็ง่ายกว่ามานั่งคิดว่าหลังจากจบมหาลัยแล้วจะทำอะไรล่ะ" เขายันตัวขึ้นยืนก่อนจะหันมามองพ่อตัวเองแล้วว่า "ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะป๋า"

               "เออๆๆ ไปๆๆ จะไปทำอะไรก็ไปทำ" อิชชินแคะขี้มูกตัวเอง "โดนหนูลูเคียทิ้งเมื่อไหร่บอกป๋าด้วยล่ะ"

               "ป๋า!"

               "เอ้า! แกน่าจะรู้ดีกว่าป๋าว่าโอกาสอกหักมีเยอะแค่ไหน หนูลูเคียออกจะน่ารักขนาดนั้น!"

               "ยัยนั่นไม่น่ารัก!"

               "แกก็ยังรักไปได้ไม่ใช่รึไง?"

               อิจิโกะอ้าปากพะงาบๆเถียงไม่ออกหากแต่ใบหน้าคมเข้มนั้นขึ้นสีระเรื่อขึ้นมาทันที และยังไม่จบแค่นั้นเมื่ออิชชินยักคิ้วให้พร้อมกับว่าต่อ

               "ป๋ามีคำแนะนำจีบหญิงให้อยู่หมัด ต้องทำเหมือนคนแต่งงานกันแบบ*** แล้วก็อย่าลืม**** หลังจากนั้นก็*****"

               ผัวะ!!!

               "ใครจะไปทำอย่างนั้นเล่า!" หลังจากเตะอัดพ่อตัวเองอีกรอบด้วยแรงมากกว่าเดิมหลายเท่าจนกำแพงเป็นรู อิจิโกะก็เดินขึ้นห้องไป เหลือบไปเห็นใบหน้าตัวเองที่ขึ้นสีแดงจัดแล้วก็ต้องลูบมันแรงๆกับคำแนะนำที่ติดเรทเกินไปนั่น

               "คงต้องหลังแต่งก่อนถึงจะใช้พวกนั้นได้..."


                



==================================================



สุดท้ายก็มาถึงบทนำเรื่องแรกของเซ็ตชีวิตในความตายนี้ ดูมีความฮาไม่เครียดผิดกับสองเรื่องแรกลิบลับ.....
หมายเหตุว่าถ้าหลุดคาแรกก็ต้องขออภัยค่ะ เราจำไม่ค่อยได้จริงๆ T_T
พอกลับมาวางแพลนอายุสำหรับเรื่องนี้แล้วเราก็ไปสังเกตอะไรได้ในออฟฟิเชียล เพราะอิจิฮิเมะลงเอยกันและตอนจบมีลูกอายุสิบขวบหลังจากจบสงครามสิบปี นั่นหมายความว่าฮิเมะท้องทันทีหลังจบสงคราม........ และนั่นหมายความว่าฮิเมะท้องตั้งแต่อายุสิบเจ็ด และสองคนนั้นก็อาจเรียนไม่จบ...... ใช่ไหมคะ? เพราะรู้สึกว่ายังอยู่ม.5 กันอยู่เลยไม่ใช่ม.6 ด้วยซ้ำ
นึกถึงแล้วยังไงพล็อตมันก็ twist โคตรๆ รับไม่ได้.....​ ไม่ใช่แค่ที่เรือที่เราไม่อวยเข้าวินนะ แต่อิจิทำผู้หญิงท้องตั้งแต่ยังไม่จบม.ปลาย ..... //หมดกันตัวละครที่เคยโปรดมาก และในเรื่องนั้นรู้สึกว่าลูเคียจะได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยก็ตอนท้ายๆแบบสิบปีต่อมาเลย (ตามความเข้าใจเรา) ซึ่งมันก็ไม่น่าเป็นไปได้เพราะไม่น่าปล่อยให้ว่างอย่างนั้นนาน ฉะนั้นเราก็เลยจะเอามาปู้ยี่ปู้ยำค่ะ
เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันดีกว่า อย่างที่ทุกคนอ่านมาตอนนี้คืออิจิไม่ได้ทำฮิเมะท้องตั้งแต่ม.ปลายแน่นอน และตอนนี้ก็อายุ 19 แล้ว ผ่านมาสองปีพอดิบพอดีหลังจากจบสงคราม ซึ่งเรื่องนี้ดูจะมาฮาเร็มที่สุดแล้ว //หัวเราะมีเลศนัย และเรื่องนี้คงมีตัวละครใหม่แค่คนเดียวก็คือ "โซวะ" นี่เอง ซึ่งจะมีแนะนำตัวละครพิเศษต่างหาก แต่ยังไงก็เดี๋ยวไปตามดูกันค่ะ!!
แล้วพบกันกับบทนำอีกสองเรื่องนะคะ!!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

92 ความคิดเห็น

  1. #26 SalinABle (@lovely110) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 11:10

    ชอบบเรื่องนี้ รออยเรื่องนี้ากๆๆๆๆๆๆๆ อยากอ่านค่ะ

    #26
    0
  2. #10 namphudit (@namphudit) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 14:56

    ผมเองรับไม่ค่อยได้ ตั้งแต่รู้ว่า อิจิโกะคู่กับฮิเมะ ส่วนเรนจิคู่กับลูเคีย คือแบบ ตั้งแต่ดูแบบ anime บทของลูเคียแบบ นางเอกมาก ส่วนฮิเมะคือเหมือนแค่นางรอง ไปๆมาๆ ม้ามืดเฉย คู่กับอิจิโกะ ครั้งแรกที่ผมรู่ว่า อ่าวววววว แม่งคู่กันเหรอ ผมอาปากค้าง นิยายเรื่องนี้ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เรือในฝัน พยายามเขียต่อไปนะครับ ติดตามอยู่ รอน้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

    #10
    0
  3. #9 Madison sanya (@KhwanChat) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 11:14

    เป็นกำลังใจให้น้า
    #9
    0