เมียจำแลง (รีไรท์)

ตอนที่ 9 : รายได้เสริม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 240
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    19 ม.ค. 62

ตอนที่ 9

หารายได้เสริม

 

 

 

 

ลัลลดายิ้มออกมาอย่างมีความสุข มองลูกชายด้วยสายตาเปี่ยมล้นความรักยิ่ง ก่อนจะก้มลงหอมที่หน้าผากโหนกนั่น แล้วเก็บหนังสือนิทานเอาไว้ที่หัวเตียงดั่งเดิม

บิลค่ารักษาพยาบาลของปาณัสม์ ที่เธอยังติดหนี้มยุราไว้กว่าเจ็ดหมื่นบาทหล่นลงมาตรงหน้า

มือเรียวหยิบมาคลี่ดู แม้อีกฝ่ายไม่ได้ทวงถาม แต่มันก็คือภาระก้อนใหญ่ที่เธอตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่ามีอยู่ ที่ผ่านมามยุราก็ช่วยเหลือเธอมากแล้ว มากจนเกินกว่าที่คิดว่าชาตินี้จะชดใช้คืนได้หมด

ไม่เพียงแค่เรื่องเงินทอง แต่ยังให้โอกาสเธอ ให้อาชีพเธอ และเธอก็ไม่อยากให้ลูกและตัวเองต้องเป็นภาระของอีกฝ่ายน แต่จะมีวิธีไหน ที่จะหาเงินมาเพิ่มได้อีก นอกจากรายได้จากส่วนแบ่งในร้านเสริมสวย คำพูดของสองสาวปุยฝ้ายและแมวเหมียวแว่บผ่านเข้ามาในห้วงความคิด

ลลัลดาควานหากระเป๋าสตางค์ที่บนหัวนอน ก่อนจะหยิบเอาเศษกระดาษเล็กๆ ที่ปุยฝ้ายเขียนชื่อเว็บไซต์อะไรสักอย่างให้มา แล้วหยิบไอแพดที่มยุราซื้อให้เป็นของขวัญปาณัสม์มาต่อเข้าอินเตอร์เน็ต แล้วเข้าไปดูเว็บไซต์ที่ว่า เพื่อจะลองดูลาดเลาก่อน แล้วเธอก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับการประกาศหาคู่ควง จ้างเดท จ้างเที่ยว หลากหลายรูปแบบที่ราวกับเปิดโลกทัศน์ใหม่

หญิงสาวนั่งอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ ด้วยความสนอกสนใจ การต้องไปนั่งกินข้าวกับใครสักคน หรือดูหนังกับใครสักคน ฟังใครสักคนบ่นพร่ำระบายความในใจ แล้วได้เงินในจำนวนที่น่าพอใจกับค่าเสียเวลา ไม่น่าจะเสียหายอะไร ถ้ามันจะทำให้เธอได้เงินมาใช้จ่ายเพิ่ม เป็นเงินที่หามาได้อย่างสุจริติ บางทีมันก็น่าลองดูอยู่เหมือนกัน

ลลัลดาติดแหง็กอยู่ในเว็บไซต์นั้นนานนับชั่วโมง ดูรูปแบบของการจ้างงาน และการตกลงข้อเสนอ พร้อมกับคิดใคร่ครวญไปด้วย ก่อนจะปิดการคอนเน็กเมื่อแบตเตอร์รี่ของไอแพดใกล้จะหมด

“มันมีอาชีพอย่างนี้จริงๆ ด้วย”

โธ่! พี่ด้าขา งานง่าย งานสบาย ได้เงินเยอะ ใครจะไม่ชอบ และเรื่องเม้าธ์มอยพวกนี้ ถ้าไม่มีมูลแล้วเขาจะเอาจากไหนมาพูดกันละคะ

เท่าที่อ่านดูจึงได้รู้ว่า ไม่ใช่แค่สาววัยทำงานอย่างปุยฝ้ายหรือแมวเหมียวเท่านั้นที่ทำอาชีพเสริมพวกนี้ นักเรียนนักศึกษา หรือแม้กระทั่งพริตตี้(ที่กล่าวอ้างในเว็บ) ก็ยังมาทำงานอะไรอย่างนี้

แล้วเรตราคาค่าจ้างก็ถือว่าสูง คนที่จะควักเงินจ่ายได้ก็คงจะเป็นคนที่มีรายได้พอควร มีเงินเหลือกิน เหลือใช้ เหลือเก็บ ถึงได้มาหาซื้อความสำราญประเภทนี้

บางทีผู้ชายก็ไม่ได้ต้องการแค่เซ็กส์ แค่ปลดปล่อย หรือหาความสุขจากเรือนร่างเนื้อหนังมังสา

มีผู้ชายขี้เหงามากมาย ที่อาจจะอยากได้แค่เพื่อนทานข้าว อย่างหมอเชาวนนท์นั่นไง หรือเพื่อนดูหนังฟังเพลง นั่งรับฟังพวกเขาปรับทุกข์ ระบายในสิ่งที่คับข้องใจ แต่พูดให้คนใกล้ชิดฟังไม่ได้

จะว่าไป งานแบบนี้ ถ้ามีขอบเขตตามนี้จริง ก็ถือว่าเป็นการได้ช่วยเหลือคนอื่น ได้ทำบุญทางหนึ่งเลยทีเดียว มันก็ไม่น่าเสียหายอะไร และก็ยังทำเงินได้อีกด้วย

ใบหน้างามก้มลงมองใบหน้าเล็กของลูกชาย แก้มป่องปลั่งใส น่ารักน่าใคร่ ที่หลับตาพริ้ม แพขนตาหนาดกยาวงอน ด้วยความรักใคร่สุดหัวจิตหัวใจ จนไม่คิดว่าชีวิตนี้จะรักใครได้เท่านี้อีก

แม้ว่าลูกชาย แทบไม่มีส่วนใด ที่เหมือนกับเธอเลย นอกจากเพียงดวงตาและริมฝีปากเท่านั้นกระมัง ที่ใครๆ จะบอกว่า ปาณัสม์เหมือนแม่ ส่วนที่เหลือ แกจะเหมือนพ่อของแกหรือเปล่า? เธอก็ไม่แน่ใจนัก เพราะจำหน้าผู้ชายคนนั้นไม่ได้ คลับคล้ายคลับคลาว่าเขาหน้าตาคมเข้มดูดีทีเดียว ร่างสูงผึ่งผาย ดูเป็นสุภาพบุรุษ และใจดี...แต่แท้ที่จริงแล้ว

ดวงตางามหลับลงอย่างเจ็บปวด เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงค่ำคืนนั้นอีกครั้งหนึ่ง

“แม่ควรขอบคุณคนใจร้ายคนนั้นใช่ไหม? ที่ทำให้แม่ได้รับของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต”

เธอกระซิบถามแผ่วเบาเพียงลำพัง แล้วยิ้มออกมาทั้งน้ำตาที่ซึมเอ่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ไม่ตัดสินใจทำอะไรโง่ๆ ลงไปเมื่อห้าปีก่อน ไม่เช่นนั้นแล้ว ชีวิตที่อยู่ไปทุกวัน คงไร้ความหมาย และไม่มีความสุข พลังกาย กำลังใจ และความเข้มแข็งมากมายอย่างที่เป็นอยู่นี่

ถ้าไม่ได้เห็นชีวิตน้อยๆ เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองที่เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ น่ารัก น่าชัง และเป็นยาใจชั้นดีที่ทำให้เธอยืนหยัดจะสู้ต่อไป

หน้าตาคมเข้มตั้งแต่เกิดเชียว มีเค้าว่าจะหล่อนะเนี่ย...จะตั้งชื่อว่าอะไรดีล่ะด้า

น้ำตาเธอผลิไหล เมื่อครั้งได้มองเด็กชายตัวเล็กๆ กำลังดูดดื่มน้ำนมจากเต้าของเธอหน้าดำหน้าแดงเอาเป็นเอาตายอย่างหิวกระหายจัดในตอนนั้น

ด้าตั้งชื่อแกว่า ปาณัสม์ค่ะ

ปาณัสม์หรือ อื้อ...ชื่อสั้นๆ เรียกง่าย เก๋ดีอีกด้วย

ยิ่งกว่านั้น...ปาณัสม์ มีความหมายว่า...เป็นที่รักเสมอด้วยชีวิต

 

 

“ไปงานเลี้ยงที่สิงคโปร์ ผมนี่นะครับ”

วาคิมชี้หน้าตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ รู้สึกว่าช่วงนี้นายวสันต์บิดาจะรักใคร่เอ็นดูเขาเป็นพิเศษ ถึงได้มอบหมายงานนั่นนี่ให้เสียมากมายก่ายกองจนล้นมือ แทบไม่มีเวลาส่วนตัวจะกระดิกกระเดี้ยวไปไหนเลย

“อื้อ! ก็แกนั่นแหละที่ต้องไป” ย้ำคำชัดเจนหนักแน่น

“แต่ผมเพิ่งกลับจากสิงคโปร์ยังไม่ทันพ้นเดือน” เขาแย้งขึ้นมา ไม่เห็นว่าสาระสำคัญของการไปร่วมงานเลี้ยงของลูกค้าครั้งนี้จะต้องเป็นเขาที่ไปเลย ส่งใครไปก็ได้ อีกอย่างมันเป็นช่วงวันหยุดยาวด้วย ควรที่จะได้พักผ่อน

“ก็เพราะอย่างนั้นไง แกเป็นเจ้าถิ่นถึงสมควรจะต้องไป”

“แล้ววัชเรศละครับ? เขาต้องไปประจำการอยู่ที่นั่นนี่นา?” อ้างถึงญาติผู้น้องที่จะต้องไปรับตำแหน่งแทนเขา

คิงส์ดอมเฮาส์ เป็นลูกค้ารายใหญ่ของเรา และแกก็เป็นตัวแทนของไทย ไอออน อินดัสตี้ เมืองไทย ไม่เกี่ยวกับวัศเรศ เห็นมันบอกว่าไม่ว่าง จะไปลงแข่งไตรกีฬาที่เมืองจีนนะ แกไปน่ะดีแล้ววาคิม” นายวสันต์ยืนยันคำเดิม แม้ดูท่าทีของเจ้าตัว คนที่ได้รับมอบหมายจะงอแงเหมือนไม่ค่อยอยากไปนักก็ตามที

“และก็ไม่ต้องโบ้ยให้วิศรุต แกก็รู้ว่าตอนนี้พี่ชายแกเป็นพ่อลูกอ่อน จะไปไหนมาไหนคล่องตัวเหมือนคนโสดอย่างแกได้ยังไง ถึงไปก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ มีห่วงลูกห่วงเมียคล้องคอ”

เป็นความผิดที่เขาโสดสินะ อยากจะถามย้อนบิดาแต่ก็กลัวจะโดนท่านด่ากลับมา

“ครับ” ในที่สุดเขารับคำอย่างไม่อาจปฏิเสธ

“ถ้าไปคนเดียวแล้วกลัวจะเหงาก็ชวนเสาวลักษณ์เขาไปเป็นเพื่อนสิ”

บิดาเอ่ยแนะนำไปถึงเลขาสาวใหญ่คนเก่งที่ทำงานคล่องแคล่วเหลือเกิน และเพิ่งโอนย้ายมาเป็นเลขาประจำตัวเขาชั่วคราวไปก่อน

วาคิมตาปริบๆ เมื่อได้ยินอย่างนั้น บิดายืนยันจะให้เขาไปออกงานสำคัญเป็นหน้าเป็นตาและเป็นตัวแทนบริษัท จริงอยู่ที่ว่าเขาต้องการเพื่อนร่วมทางแก้เหงาสักคน  แต่ก็ควรที่จะเป็นสาวๆ สวยๆ ที่ควงแล้วยืดได้ มองแล้วให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจ ไม่ใช่หอบหิ้วสาวใหญ่ใกล้วัยทอง ที่วันๆ สนใจอยู่สามอย่างคือ...ฝึกโยคะ...ดอกเบี้ยเงินฝาก และหาที่ปฏิบัติธรรมในวันหยุด

“ไม่เป็นไรครับพ่อ ผมไม่อยากรบกวนคุณลักษณ์ จะบาปเสียเปล่าๆ” ว่าอย่างปลดปลง

“เอาล่ะ สรุปว่าแกก็รับงานนี้ไปแล้ว ช่วยทำหน้าตาให้มันดีๆ หน่อย อย่าทำเหมือนว่าพ่อบังคับแก”

ดูสิ...ดูท่านพูด ก็บังคับกันอยู่เห็นๆ

เป็นอันว่า วันหยุดยาวตามปฏิทินประเทศไทยไทยติดต่อยาวนานกันถึงสามวัน ที่ตั้งใจว่าจะขับรถออกต่างจังหวัด ไปพักผ่อนบ้านพักริมทะเลของครอบครัวที่ชะอำ ก็คงต้องเลื่อนออกไปก่อน เพราะมีงานให้ต้องรับผิดชอบ

เขาไม่อยากเดินทางไปคนเดียว อย่างน้อยมีเพื่อนร่วมทางก็จะได้ไม่เก้อหรือเคอะเขิน แต่จะชวนใครไปดีล่ะ เพื่อนสนิทเขามีอยู่ไม่กี่คน

เลื่องฤทธิ์คงไม่ว่างแน่ๆ วันหยุดทั้งทีหมอนั่นก็คงอยากจะพักผ่อนหรือไม่ก็หาความสำเริงสำราญใจ ประสาหนุ่มโสด ซึ่งเป็นความตั้งใจเดียวกับเขา เจ้าเพื่อนรักก็คงไม่อยากตามไปนั่งแกร่วที่งานเลี้ยงที่แทบหาคนรู้จักไม่ได้เพราะไม่มีอะไรให้น่าดึงดูดใจ แต่เพื่อความชัวร์

“ฮัลโล” น้ำเสียงตอบรับจากปลายสายฟังดูสบายอารมณ์

“แกว่างหรือเปล่า?”

“ก็ไม่เชิงว่าง แกมีอะไรหรือเปล่าวาคิม?”

“ฉันอยากหาเพื่อนกินเหล้าเย็นนี้”

“อื้ม! ฉันมีนัด...อ่ะๆ ก็ได้ๆ “ ประโยคแรกทำท่าว่าจะปฏิเสธ แต่พอคิดได้ว่าเพื่อนนักธุรกิจงานยุ่งเยอะอย่างวาคิมใช่ว่าจะมารบกวนบ่อยๆ จึงรีบเปลี่ยนบทสนทนา

“แต่ว่าฉันคงอยู่กับแกทั้งคืนเหมือนคราวก่อนไม่ได้หรอกนะ” อีกฝ่ายรีบออกตัวเสียแต่เนิ่นๆ

“เออ! ก็แค่อยากคุยอะไรด้วยนิดหน่อย ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน?” เป็นเพราะเพื่อนที่สนิทสนมในเมืองไทยมีเลื่องฤทธิ์คนเดียวนี่กระมังที่อยู่ใกล้ พอจะไปมาหาสู่ได้ เขาก็เลยกลายเป็นผูกขาดว่ามีอะไรก็ต้องนึกถึงเจ้าเพื่อนคนนี้ก่อนเสมอ

เลื่องฤทธิ์บอกชื่อโรงแรมแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลมากนัก วาคิมจึงไม่รอช้า รีบหยิบเสื้อสูทจากเก้าอี้ทำงานมาพาดแขน แล้วเดินออกมาสั่งงานเลขาสาวใหญ่หน้าห้อง

“ผมไม่กลับเข้ามาแล้วนะครับคุณลักษณ์”

“ค่ะ เดี๋ยวมีอะไรสำคัญ ดิฉันจะโน๊ตไว้ให้ก็แล้วกันนะคะ”

“ครับ” ร่างสูงรีบตรงดิ่งไปยังลิฟต์ทันที และไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา ในเวลาที่การจราจรยังไม่ทันได้ติดขัดนัก เขาก็เดินทางมาถึงที่นัดหมาย

เลื่องฤทธิ์กำลังนั่งทานอาหารที่ริมสระน้ำของโรงแรม กับสาวสวยคนหนึ่ง

วาคิมชะงักไปในทีแรก เพราะไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะ แต่เพื่อนเงยหน้าขึ้นมาเห็นเสียก่อน และก็โบกไม้โบกมือเรียก เขาเลยต้องเดินเข้าไปหา

“นั่งก่อนสิ” เลื่องฤทธิ์เชื้อเชิญเป็นอย่างดี

“ไม่รู้ว่านายติดธุระ” เขาเอ่ยขึ้นมา ชำเลืองมองไปยังหญิงสาวที่นั่งร่วมโต๊ะด้วย ซึ่งเจ้าเพื่อนรักก็ไม่ยักจะแนะนำให้รู้จักตามมารยาทที่ควรเป็น

เจ้าหล่อนเงยหน้ามาแย้มยิ้มให้เขานิดหนึ่ง ก่อนจะนั่งทานอาหารต่อไปเงียบๆ

“ก็ไม่เชิง ว่าแต่นายมีอะไร?” คนถามหั่นสเต็กซี่โครงแกะกินอย่างใจเย็น

“ฉันต้องไปงานเลี้ยงบริษัทลูกค้าที่สิงคโปร์อาทิตย์หน้า นายสนใจไปด้วยกันไหม?”

“อาทิตย์หน้านี่มันวันหยุดยาวสามวันนี่ ฉันอยากพักผ่อนให้สบายใจ อยู่ที่เมืองไทยนี่แหละ”

“ว่าแล้ว ฉันไม่น่าเสียเวลาขับรถมาถามเลย” ทำหน้าเซ็งขึ้นมา เมื่อคำตอบปฏิเสธมากรายๆ

“แล้วทำไมแกถึงจะอยากจะเอาฉันไปด้วย ไม่รู้จักใครสักคน จะให้ฉันไปคุยอะไรกับใครล่ะ น่าเบื่อตายชัก”


ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น