เมียจำแลง (รีไรท์)

ตอนที่ 6 : ภาระหนี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 284
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    19 ม.ค. 62

ตอนที่ 6

ภาระหนี้

 

 

 

 

 

กลิ่นแอมโมเนียฉุนจัดที่อวลวนใกล้ปลายจมูกโด่งเล็กทำให้สติที่ดับวูบไปครู่ใหญ่ค่อยๆ คืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

เปลือกตาเหนื่อยล้าเผยอเปิดขึ้นมา มองภาพพรายพร่าตรงหน้า ที่ค่อยๆ ประกอบขึ้นมาเป็นรูปร่าง

“เป็นยังไงบ้างครับคุณด้า?”

เสียงทุ้มนุ่มหูชวนฟังของนายแพทย์เชาวนนท์เอื้อนเอ่ยถามขึ้นมาอย่างห่วงใย

ลลัลดากะพริบตาปริบๆ อย่างเชื่องช้า และพบว่าเธอนอนอยู่บนเตียง ที่แขนติดสายน้ำเกลือ เมื่อพยายามจะยันกายลุกขึ้น มือใหญ่ก็แตะลงที่หัวไหล่ห้ามเอาไว้

“นอนพักไปก่อนดีกว่าครับคุณด้า รีบลุกเดี๋ยวจะหน้ามืดไปอีก”

“ฉันเป็นอะไรคะคุณหมอ?”

“คุณเป็นลมครับ” คุณหมอบอก สายตาทอดมองมาอย่างห่วงใย

ในหัวมึนงงสับสนคิดทบทวน

“ปา” เอ่ยชื่อลูกชายอย่างเป็นกังวล

“ผมให้เมษาไปดูแลปาณัสม์ให้แล้วครับ แต่คุณน่ะต้องนอนพักก่อน รอให้น้ำเกลือหมดกระปุกค่อยไปจะดีกว่า นี่ผมก็เพิ่งฉีดกลูโคสให้ไป ความดันเลือดคุณต่ำ ผนวกกับพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็เลยเป็นลมไป” คุณหมอว่า ก่อนเลื่อนสายตามองขวดน้ำเกลือที่เหลืออยู่ตั้งค่อนกระปุก แล้วเมื่อไหร่มันจะหมดเล่า

น่าอายจริง ดีแค่ไหนที่หมอเชาวนนท์เข้าใจว่าเธอเป็นลมเพราะร่างกายอ่อนเพลียไม่ได้พักผ่อน ทั้งที่จริงแล้ว เธอกำลังเป็นกังวลเรื่องค่ารักษาของลูกชายต่างหาก เงินติดบัญชีเหลืออยู่ไม่มาก พูดได้เต็มปากว่าไม่พอจ่าย

แล้วตัวเองยังจะมานอนให้น้ำเกลืออย่างนี้ จะหมดไปอีกเท่าไหร่กัน?

“ฉันไม่เป็นอะไรหรอกค่ะหมอ ขอให้ฉันไปดูลูกเถอะค่ะ” พยายามตะกายตัวจะลุกขึ้น

ครานี้มือใหญ่วางกดลงตรงหัวไหล่พร้อมทำหน้าดุเข้าใส่ ทั้งที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน

“นี่เป็นคำสั่งหมอครับ คุณด้านอนลงไปเลย แล้วไม่ต้องกังวลเรื่องเคสของคุณหรอก เพราะผมดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้เอง” บอกเสียงเข้ม

น่าอายจริงๆ ในที่สุดหมอก็รู้แล้วใช่ไหมว่าเธอเป็นลมเพราะอะไร?

“ฉัน...” ริมฝีปากแห้งผากพูดไม่ออก รู้สึกเต็มตื้นในอก จุกๆ พิกล

“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยครับ หน้าคุณซีดมาก ถ้าขืนยังดื้ออยู่อย่างนี้ จากที่เป็นน้อยก็จะเป็นมาก ยิ่งรักษายาก และก็จะยิ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไปอีก”

พอฟังอย่างนั้นก็แทบไม่กล้าขยับกระดุกกระดิกตัวเลยทีเดียว ที่ทำได้คงเพียงแค่ลอบถอนใจแผ่วเบายาวเหยียด

“ดีครับ...ว่าง่ายอย่างนี้ จะได้หายเร็วๆ นะ” รอยยิ้มพอใจฉายชัดบนใบหน้าขาวตี๋ เมื่อเห็นเธอนอนนิ่งตามคำแนะนำ

แต่กระนั้นก็ยังอดจะกังวลใจไม่ได้อยู่ดี ว่าเธอจะไปหาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าหมอ ค่ายา ค่ารักษาปาณัสม์

 

 

“โอ้ย! เรื่องแค่นี้เอง มีอะไรก็บอกพี่สิ”

มยุราบ่น ก่อนจะควักเงินจ่ายค่ารักษาของปาณัสม์ให้อย่างไม่ลังเล ทันทีที่มาถึงโรงพยาบาลเพราะได้ข่าวว่าเธอเป็นลม และก็รู้ว่ากำลังกลัดกลุ้มเรื่องอะไรอยู่

“กะอี้แค่เงินไม่ถึงแสน หยิบยืมเอาที่พี่ก็ได้ สมัยก่อนเลี้ยงผู้ชายหมดไปเยอะกว่านี้อีก” เพื่อนรุ่นพี่ของเธอไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตหรือเหลือบ่ากว่าแรงอะไร โชคดีที่เจ้าตัวมาคนเดียว ไม่ได้หนีบแฟนเด็กตามมาด้วย ไม่งั้นคงไม่พูดจาอะไรอย่างนี้ออกมาคล่องปากหรอก เพราะรู้ดีว่าเอกชัยน่ะเป็นคนขี้หึงขนาดหนัก

“ขอบคุณค่ะพี่ยุ ด้าจะรีบหาเงินมาใช้คืนพี่ยุให้เร็วที่สุดเลยนะคะ”

“อื้ม! ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ ไว้มีก็ค่อยจ่าย ด้าน่ะตอนนี้หนักทุกทาง ไหนจะเรื่องลูก เรื่องสุขภาพตัวเอง อย่าไปคิดอะไรเยอะเลย”

“พี่ยุช่วยด้ามามากแล้ว ด้าเกรงใจ”

“ไอ้รู้จักเกรงใจน่ะมันก็ดี แต่คำนี้เอาไปใช้กับคนอื่นเถอะ สำหรับเราพี่น้องกัน น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ด้าพึ่งพี่ พี่ก็ต้องพึ่งด้าเหมือนกัน รีบรักษาตัวให้หายไวๆ จะได้มีเรี่ยวมีแรงกลับไปทำงานหาเงินต่อ เข้าใจไหม?”

“ค่ะ ด้าขอบคุณจริงๆ นี่ก็ยังดีที่ส่วนของตัวเองไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม คุณหมอนนท์ช่วยเป็นกรณีพิเศษ”

รู้สึกว่านับวันคนที่มีบุญคุณต่อชีวิตของเธอก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ตัวเองกลับเป็นได้แค่ภาระของคนอื่น ที่ให้ใครพึ่งพาหรือไปช่วยเหลือใครเขาไม่ได้เลย

“แล้วนี่ไปไหนเสียล่ะ?” ชะเง้อคอยืดคอยาวมองหา “พี่ว่าหมอต้องคิดอะไรกับด้าบ้างแหละ ไม่งั้นก็คงไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยหรอกนะ เราน่ะ หัดเปิดใจเสียบ้างสิ” หันมาค้อนราวกับว่าเธอเล่นตัว

“โธ่! พี่ยุ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หมอก็คงแค่สงสารด้า และเห็นว่าแกช่วยได้ก็เลยช่วย”

“จ้า...แม่คนมองโลกในแง่ดี แต่พี่ก็อดจะลุ้นไม่ได้นะ หมอเป็นคนดี ถ้าเขามาจีบด้าก็พิจารณาแกหน่อยเถอะนะ พี่อยากมีน้องเขยเป็นหมอน่ะ ไม่ทำเพื่อตัวเองก็ถือว่าทำเพื่อพี่ก็ได้...นะ...นะ...” มยุราว่าไปโน่น

ลลัลดาอมยิ้มอย่างขำๆ ส่ายหน้าไปมา ไม่รับหรือปฏิเสธในความคาดหวังของอีกฝ่าย

และเพราะที่ร้านเสริมสวยทั้งสองแห่งไม่มีคนดูแล เมื่อจ่ายค่ารักษาของปาณัสม์เสร็จบ่นพอให้เธอใจชื้น มยุราก็ต้องรีบกลับไปดูแลร้านต่อ ส่วนเธอก็คงจะเริ่มงานวันพรุ่งนี้เลย

หลังจากน้ำเกลือหมดกระปุก หมอเชาวนนท์ก็เป็นคนมาถอดเข็มให้ด้วยตัวเอง

“เรียบร้อยแล้วครับ ส่วนวิตามินเกลือแร่อะไรที่ผมให้ไป คุณด้าก็ต้องทานด้วยนะ” ย้ำแล้วย้ำอีกพร้อมกับแปะพลาสเตอร์ที่รอยถอดเข็มออกให้เรียบร้อย

“ขอบคุณมากค่ะหมอ”

“แล้วนี่คุณด้าจะไปไหนต่อครับ? จะกลับเลยหรือเปล่า?”

“ค่ะ ก็คงกลับบ้านเลย ป่วยทั้งแม่ทั้งลูกอย่างนี้ คงไม่กล้าไปแวะที่ไหน กลัวจะไปรับเชื้อเอาได้ง่ายๆ”

“ครับ ดีครับ พักผ่อนให้เยอะๆ จะได้หายเร็วๆ” คุณหมอว่า พร้อมกับช่วยประคองเธอให้ลงมาจากเตียง แล้วหยิบเอาถุงยายื่นให้

“อะไรคะ?”

“วิตามินกับเกลือแร่และก็พวกยาบำรุงน่ะครับ”

“แต่คุณหมอให้ด้าไปแล้ว”

“เอาไปเผื่อไว้เถอะครับ ช่วงนี้คุณด้าต้องดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษสักหน่อย”

“ขอบคุณค่ะ เกรงใจจริงๆ หมอช่วยด้าเยอะเสียจนไม่รู้จะตอบแทนยังไง?” ยกมือพนมไหว้ ด้วยความรู้สึกขอบคุณจริงๆ จากหัวใจ คุณหมอรวบมือเรียวสวยนั่นเอาไว้ ลลัลดาเงยหน้าขึ้นมองอย่างอึ้งๆ หมอจึงยอมปล่อย แล้วพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู

“อื้ม! ผมกำลังจะออกเวรพอดีเลย หิวแล้วซะด้วย ถ้าอยากตอบแทนกัน คุณด้าช่วยไปนั่งทานข้าวเป็นเพื่อนผมหน่อยได้ไหมครับ?” ถามออกมาหน้าซื่อ

“คะ” เป็นคำขอร้อง ชักชวน หรือทวงคำพูดของเธอเอง ลลัลดาไม่ค่อยแน่ใจนัก

“นะครับ แล้วเดี๋ยวผมขับรถไปส่งเอง จะได้ไม่ต้องพาปาณัสม์ตากแดดตากลมขึ้นรถลงเรือที่ไหน พาแกไปฉลองที่ได้ออกโรงพยาบาลด้วย” เอ่ยออกมายิ้มๆ

พอลลัลดาเห็นแววตาปรารถนาดี เลยจนใจไม่รู้จะปฏิเสธยังไง เพราะจะว่าไป การรักษายาวนานเกือบจะแรมเดือน ก็ทำให้คุณหมอและลูกชายเธอพลอยรู้จักมักคุ้นสนิทสนมกันไปด้วย และนายแพทย์หนุ่มก็พาเธอไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารบรรยากาศสบายๆ ไม่ไกลจากโรงพยาบาลนัก ดูเหมือนว่าจะเป็นร้านประจำ เพราะไปถึงเขาสั่งอย่างคล่องแคล่วจนอาหารมาเสิร์ฟเสียเต็มโต๊ะ

“เอ่อ! คุณหมอไม่กลัวใครเข้าใจผิดหรือคะ? ที่ชวนด้ามาทานข้าวด้วยอย่างนี้” เพราะร้านนี้ก็มีคนที่ทำงานในโรงพยาบาลมาทานกันหลายคน เห็นจากที่พวกเขาส่งสายตาและรอยยิ้มมาทักทายกันอยู่เนืองๆ

“ผมก็ชวนทุกคนที่อยากชวนมาทานข้าวด้วยกันบ่อยๆ ครับ พยาบาลก็น่าจะหมดทั้งวอร์ดเลยเสียด้วยซ้ำ ทำไงได้ล่ะครับ ผมมันคนไม่ค่อยมีเพื่อนนี่นา และเราก็ห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้  รู้แต่ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ก็พอ” คุณหมอว่าอย่างอารมณ์ดี

ก่อนจะตักอาหารให้เธอและปาณัสม์ โดยไม่สนใจหรือแคร์สายตาใคร และถ้าจะว่าไปแล้ว คนพวกนั้นก็ไม่ได้รู้จักเธอ ความคิดหรือคำพูดของพวกเขาไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับชีวิตเธอทั้งนั้น ที่หมอเชาวนนท์พูดก็ถูก

ที่ผ่านมาจากที่เคยมีฐานะดีแล้วต้องหมดเนื้อหมดตัวเพราะถูกโกง พี่ชายต้องติดคุก เธอท้องโดยไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อของลูก ล้วนเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสของชีวิต เธอฟันฝ่ามรสุมเสียงซุบซิบนินทา มาได้จนถึงวันนี้ที่ยืนหยัดเชิดหน้าอย่างทระนงได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่แกร่งได้ไม่น้อย

ไอ้เรื่องยิบย่อยกวนหัวสมองแบบนี้จึงไม่ควรจะเก็บเอามาใส่ใจ

หมอเชาวนนท์จะคิดกับเธออย่างไรก็ตาม แต่ก็มั่นใจได้ว่าเขาไม่ได้คิดร้ายอย่างแน่นอน และการที่จะมีเพื่อนดีๆ สักคน ทำไมเธอถึงต้องปฏิเสธเพียงเพราะสนใจคำพูดของคนอื่นด้วยเล่า

“หมอชอบทานกุ้งหรือคะ?” สังเกตว่าสามในห้าเมนูที่สั่งมา มีกุ้งเป็นส่วนประกอบหลัก

“ครับ ไม่ค่อยดีเลย รู้ทั้งรู้ว่ามันคอเลสเตอรอลสูง แต่มันก็อร่อย เลยอดที่จะสั่งมาทานไม่ได้ทุกที”

“ก็ไม่ได้ทานบ่อยนี่คะ ทำงานออกจะหนัก ก็ต้องให้รางวัลกับตัวเองบ้าง”

ว่าแล้วเธอก็ตักกุ้งที่เขาโปรดปรานใส่จานให้เป็นการเอาใจ เล่นเอาคุณหมอหนุ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทีเดียว


ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น