RILAKKUMARK | MarkJin

ตอนที่ 4 : ตัวที่สี่ ❥ หมีไร้หน้าสีข้าวกล้อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 224
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    17 เม.ย. 62

 



4


“พี่มาร์คกลับได้แล้ว”


ระหว่างที่คนอายุมากกว่ากำลังถอยตัวออกไปจากดินแดนของผม สายตาดันเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่รู้ทันทีว่ามันผิดปกติ ซึ่งคือเนื้อที่ถูกเปิดออก ช้ำสีแดงอมน้ำตาล เหมือนโดนของมีคมบั้งเข้าไปเต็มแรง


“นิ้วพี่ไปโดนอะไรมา” เผลอถามออกไปอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายกำลังจะไปแล้วเชียว แล้วดูเขาทำสิ ยกมือยกไม้ขึ้นมาอวดแผลราวกับภาคภูมิใจเหลือเกิน


“มีดบาดน่ะ”


“แล้วทำไมไม่ติดพลาสเตอร์”


“ต้องติดด้วยเหรอ”


เฮ้อ ผมไม่รู้จะทำยังไงกับผู้ชายคนนี้ดี ในหัวพร่ำด่าเขาแต่มือกลับควานหาอุปกรณ์ทำแผลในกระเป๋าที่มักจะพกติดตัวไปตลอด และขอบคุณที่มันยังมีเหลืออยู่


พลาสเตอร์ริลัคคุมะถูกยื่นไปให้ ผมอายนิดหน่อย แต่ก็ไม่รู้จะอายไปทำไมในเมื่อชายตรงหน้าก็รู้ดีว่าผมคลั่งไคล้เจ้าหมีตัวนี้มากแค่ไหน


“พรุ่งนี้ก็ติดไปโรงเรียนด้วย แผลเปิดแบบนี้เชื้อโรคมันจะเข้า”


ผมควรจะพูดแค่นี้พอ ทั้งๆ ที่ในใจอยากรู้แทบตายว่าไปทำอีท่าไหนนิ้วชี้ถึงได้เกิดรอยบาดยาวขนาดนั้น คิดว่าเกือบสองเซนต์ แต่ความลึกนี่ไม่รู้เท่าไหร่ ต้องดูใกล้ๆ ถึงจะตอบได้


แต่ผมจะอยากรู้ไปทำไมกัน


“ครับคุณหมอจินยอง :)


พี่มาร์ครับไว้ก่อนจะสังเกตสังการายละเอียดบนพลาสเตอร์ เขาคงพูดเรื่องผมบ้าตุ๊กตาขึ้นมาอีกแน่


“แต่พี่คงไม่ใช้ของจินยองอะ แรร์ไอเทมขนาดนี้พี่เอาไปไว้ใต้หมอนดีกว่า จะได้หลับฝันดี :)


ไม่ได้พูดเรื่องนั้นแฮะ แต่เดี๋ยว...


ผมพลาดแล้วไง ไม่น่าให้พลาสเตอร์ลายล้ำค่าขนาดนี้ไปเลย เหตุผลอย่างแรกคือมันหายากในเกาหลี กว่าผมจะได้มาผมต้องพรีออเดอร์กับทางญี่ปุ่น ลำบากลำบนใช่ย่อยกับอีแค่แผ่นงี่เง่าพวกนี้ที่หาซื้อตามมาร์ตก็ได้ และอีกอย่างคือเขายังจะเอาของผมไปทำบ้าทำบออีก


ทำไงดีล่ะ เอาคืนมามันจะน่าเกลียดหรือเปล่า ถ้างั้นต้องทำยังไงพี่มาร์คถึงจะไม่ได้เอาเป็นทำเป็นเครื่องราง


...ก็พันซะเลยไง


ถึงจะไม่ได้อยากทำ แต่มันก็คงดีกว่าปล่อยให้เขาเอาไปซุกใต้หมอน เกิดพี่มาร์คทำคุณไสยฯ ใส่ผมเข้าก็ซวยสิ


จังหวะที่เขาถืออย่างไม่ระแวดระวัง ผมคว้าพลาสเตอร์ราคาแพงคืนทันทีจนอีกฝ่ายหน้าเหวอ


“อ้าว ให้แล้วให้เลยสิ มาเอาคืนแบบนี้...”


พี่มาร์คหยุดพูดเมื่อผมจับข้อมือเขาให้เข้ามาใกล้ตัวเอง ผมแกะพลาสเตอร์ออกด้วยมือเดียว อีกข้างค่อยๆ ประคองนิ้วชี้ที่มีแผลอย่างเบามือ ประทับผ้าก๊อซลงบนรอยสีเข้มและพันอย่างบรรจง


ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นห่วงหรืออะไรหรอกนะ แต่เพราะว่านี่คือพลาสเตอร์ริลัคคุมะต่างหาก ถึงได้ตั้งใจแปะอย่างนี้ ผมไม่อยากให้หน้าหมีเบี้ยวบูด เดี๋ยวมันจะเสียของ


“แค่นี้พี่ก็ไม่ต้องเอาพลาสเตอร์ผมไปทำมิดีมิร้ายแล้ว พอพี่อาบน้ำ พี่ก็ต้องดึงมันทิ้ง”


ผมปล่อยมือใหญ่ของอีกฝ่าย พี่มาร์คใช้นิ้วโป้งลูบแผ่นพลาสเตอร์และเงยหน้าขึ้นมองผม ทำให้ผมเห็นว่าแก้มขาวๆ นั่นขึ้นสีแดงจาง อีกฝ่ายท่าทางไม่รู้ตัว ผมรู้สึกเหมือนตัวเองพลาดอีกครั้ง


“พี่มาร์คกลับไปได้แล้ว”


เขาดูไม่มีสติสตัง ราวกับโดนผมดูดวิญญาณผ่านสัมผัสเมื่อครู่นี้ เจ้าตัวเดินถอยหลังกลับไปขึ้นรถอย่างเชื่อฟัง ผมยืนอยู่หน้าบ้านจนรถหรูคันนั้นหายออกไปจากสายตา


ผมรู้สึกเหมือนทำผิดมหันต์


ผมทำพลาดเข้าให้แล้ว


ทั้งๆ ที่ตั้งใจว่าจะไม่ใกล้ชิดเขาไปมากกว่านี้ แต่ก็ไปทำให้เขารู้สึกอีกจนได้ ในฐานะที่ผมเองก็เป็นฝ่ายแอบชอบใครอีกคน ผมรู้ดีว่ามันคือความสุขในความเจ็บปวด


ครั้งนี้ผมผิดเอง แต่ครั้งหน้าผมจะทำทุกทางให้คนอย่างพี่มาร์ครู้ให้ได้...


...ว่าเขาต้องหยุดได้แล้ว

 


มีเรื่องแปลกประหลาด


วันนี้เป็นวันที่ผมกับยองแจไปซื้อข้าวเที่ยง พวกเรามักจะผลัดเวรกันไปซื้อเสมอๆ เพราะความขี้เกียจ กินอะไรก็มักกินเหมือนๆ กัน ไม่มีใครชอบอะไรเป็นพิเศษ เพราะอาหารในโรงอาหารของโรงเรียนไม่ค่อยมีร้านที่อร่อยเด็ดดวงอะไรเบอร์นั้น พอพวกผมเดินกลับมาพร้อมกับถ้วยจาจังมยอนในมือก็ต้องงงว่ากล่องหมีสีน้ำตาลที่วางไว้บนโต๊ะคืออะไร


“อะไรวะน่ะ” ยองแจเป็นคนทักพลางวางมื้อกลางวันแล้วนั่งลง ผมนั่งตาม แบมแบมกับยูคยอมมองหน้ากัน “กล่องหน้าหมีซะด้วย”


“มีคนเอามาไว้ในล็อกเกอร์กู”


แบมแบมว่าอย่างงั้น หืม กล่องข้าวริลัคคุมะเนี่ยนะ มีคนให้แบมแบม?


คนที่เพิ่งพูดจบไปเปิดฝาข้าวกล่องนั้น “มึงดู”


ในกล่องข้าวมีสองช่อง ช่องนึงเป็นข้าวกล้องรูปทรงเหมือนหมีริลัคคุมะ แต่ไม่มีดวงตา จมูก ปาก ส่วนอีกช่องนึงเป็นน้ำแกงกะหรี่ที่ประกอบไปด้วยแครอทกับมันฝรั่งหั่นชิ้น


“เฮ้ย มีข้อความด้วยว่ะ” ยูคยอมดึงกระดาษโน้ตจากฝากล่องออกมาอ่าน “ ถ้ามีไก่ทอดก็จะอร่อยกว่านี้นะ แต่พี่ทอดให้ไม่ได้หรอก เพราะกว่าจะได้กินคงเหนียวแย่แล้วก็หน้ายิ้ม”


เราสี่คนประสานสายตากันโดยไม่ได้นัดหมาย


“สรุปพี่มาร์คจีบใครวะ” เพื่อนเปรตถาม


“หมีเต็มกล่องขนาดนี้พี่เค้าจีบกูมั้งไอ้เวร” คนไทยสวนกลับ ทั้งสามเลื่อนสายตามาสบผมอัตโนมัติจนผมอดที่จะเอามือก่ายหน้าผากไม่ได้


เป็นอีกวันที่พี่มาร์คมาวนเวียนในชีวิต ผมมองข้าวหน้าหมีนั่นอย่างหนักใจ ทำไมเขาถึงไม่หยุดสักทีนะ...


สามเกลอพยักพเยิดให้ผมเปิดประเดิมก่อน แต่ผมส่ายหน้าพลางคีบเส้นบะหมี่ดำเข้าปากเป็นเชิงไม่ใส่ใจ


“พี่มาร์คอุตส่าห์ทำมาให้เลยนะเว้ย”


ผมส่ายหน้าอีกครั้ง กินจาจังมยอนด้วยท่าทางแบบไม่รับรู้


“งั้นกูไปซื้อไก่ทอดแป๊บ”


ยังไม่ทันจะเงยหน้าเอ่ยคำขัด ยูคยอมก็ลุกขึ้นพรวดพราดวิ่งปรี่ไปที่ร้านไก่ทอด ผมได้แต่มองตามและถอนหายใจทิ้ง


“พวกมึงตามสบายเลย” 


ผมกินมื้อเที่ยงแบบไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก ผิดกับเพื่อนอีกสองคนที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับข้าวกล่องกล่องนั้น แบมแบมใช้ตะเกียบจิ้มข้าวขึ้นมาจุ่มน้ำแกงกะหรี่ หน้าคุมะเป็นรูโบ๋จิ๋ว พอเข้าปากเคี้ยวกลืนเรียบร้อย เจ้าตัวดูจะทนรอไม่ไหว รีบตักข้าวจุ่มน้ำแกงอีก


“เชี่ย อร่อยอะ”


ยองแจได้ยินแบมแบมพูดอย่างนั้นก็เหมือนจะอยากลองดูบ้าง มันส่งสายตามาทางผมเป็นเชิงขออนุญาต


“อือๆ เอาให้หมดเลยละกัน”


ผมพูดทั้งที่มื้อเที่ยงเต็มปากเพราะหงุดหงิด พอเห็นเพื่อนตรงหน้ามีความสุขจากข้าวกล่องหมีนั้นยิ่งหมั่นไส้คนให้อย่างบอกไม่ถูก


“เดี๋ยว! พวก! ใจเย็นดิ กูยังไม่ได้แดกกกก”


ผมได้ยินเสียงยูคยอมตั้งแต่ตัวมันยังมาไม่ถึงโต๊ะ พอเจ้าตัวสาวเท้ายาวๆ มาถึงแล้วก็รีบวางจานไก่ทอดทันที ตูดยังไม่ทันแปะเก้าอี้แต่มือหยิบตะเกียบคีบไก่จุ่มน้ำแกงกะหรี่นั่นไปแล้ว


“โอ้โห ทำไมอร่อยอย่างนี้”


“มึงไม่กินจริงดิจินยอง” คนที่ไปซื้อจาจังมยอนกับผมเอ่ยถาม ผมพยักหน้าส่งๆ สามเกลอมองหน้ากันแบบเกรงใจแต่ก็ยังกินต่อ กินไปพร้อมๆ กับบะหมี่ดำด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย ผมเห็นแล้วก็อดน้ำลายสอไม่ได้ ลึกๆ ก็อยากลองชิมเหมือนกันว่ามันเด็ดขนาดนั้นเลยเหรอ


...แต่ไม่ดีกว่า ผมกลัวว่าถ้าเขาแอบดูผมอยู่แล้วจะยิ่งได้ใจ


“ทำไมมึงไม่ยอมกินวะ ลองดูหน่อยอะ” คนผิวขาวจัดอย่างยูคยอมคีบไก่คลุกน้ำแกงทำท่าจะวางในถ้วยผม แต่ผมคว้าถ้วยหนีทัน


“ไม่ต้องเลย”


“ทำไมวะ” คราวนี้ยองแจเป็นฝ่ายถามบ้าง ผมเคี้ยวให้เรียบร้อยพร้อมเลียริมฝีปากไปหนึ่งทีก่อนจะตอบ


“ถ้ากินก็เหมือนรับรักพี่เค้าป่ะ” พูดแค่นี้ทั้งสามก็มองหน้ากัน “เหมือนยอมให้เค้าทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อะ”


“เออ...มันก็จริง”


ปากมันว่าอย่างนั้นแต่ก็ไม่หยุดแดกสักที


“กูว่าเอาจริง พี่มาร์คก็ไม่ได้เลวร้ายนะมึง” คนไทยต่อ “มึงลองเปิดใจให้เค้าสิ”


“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่นิสัยป่ะ มันอยู่ตรงไอ้จินยองมันชอบคนอื่นก่อนแล้ว”


“คนอื่นที่ว่าก็คือเพื่อนสนิทพี่มาร์คด้วยนะ”


“ชู่ว”


ผมหยุดบทสนทนาข้างบนด้วยการจุ๊ปาก พอพวกมันพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็รู้สึกมืดมนทันที


“กูก็ยังคิดไม่ตกว่าจะทำไงดี พอเป็นแบบนี้ยิ่งไม่กล้าเข้าหาพี่แจบอมเลย” ผมพูดเสียงเบา พวกนั้นกินต่อไปเงียบๆ จนจู่ๆ ยองแจก็เงยหน้าขึ้นมา


“กูรู้ละ”


แค่คำนั้น ทุกสายตาของโต๊ะก็มองไปที่มัน


“มึงก็ตกลงคบกับพี่มาร์คใช่ปะ ทีงี้ตอนเป็นแฟนกัน ก็จะได้เข้าหาพี่แจบอมง่ายขึ้นไง”


“โหหหห”


“สะพานของจริง”


“ไอ้สัตว์” ผมสบถ “มึงบ้ารึไง เหี้ยเกิน”


“มึงก็เหี้ยอยู่แล้ว ไม่เหี้ยไม่มาคบกับพวกกูหรอก”


“อ้าวเดี๋ยว ทำไมพาลมาถึงกูกับแบมอะ”


พวกเราหัวเราะเสียงดัง รู้ว่าประโยคหลังๆ พูดกันขำๆ แต่ในใจลึกๆ ผมก็อดคิดไม่ได้ว่ายองแจจริงจังกับคำแนะนำนั้นมากแค่ไหน แต่ช่างมันเถอะ...ผมมั่นใจว่าหัวเด็ดตีนขาดยังไงตัวเองก็คงไม่มีทางทำแบบนั้นแน่


“อย่างน้อยถ้ามึงไม่กิน ก็เก็บกล่องข้าวพี่เค้าไว้หน่อยละกัน” คนหน้าตี๋พูดพลางใช้นิ้วจิ้มกล่องสองที สายตาผมเหลือบไปมองลายมือที่เป็นระเบียบบนกระดาษโน้ตที่คนให้ตั้งใจเขียน


ถ้ามีไก่ทอดก็จะอร่อยกว่านี้นะ แต่พี่ทอดให้ไม่ได้หรอก เพราะกว่าจะได้กินคงเหนียวแย่ :)’


เขาไม่ควรพยายามขนาดนี้กับผมเลย


ไม่ควรเลย...


 

สิ่งที่น่าเบื่อที่สุดสำหรับผมในการใช้ชีวิตในโรงเรียนคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากมื้อกลางวันนี่แหละ


อย่างที่บอกว่าโรงอาหารของเจอิสนั้นหาอาหารอร่อยยาก ผมก็เลยไม่ค่อยแฮปปี้กับการกินข้าวมากนัก แต่จะให้ทำข้าวมาเองก็ไม่ได้ เพราะผมทำอาหารไม่เป็น จะให้ไม่กินอะไรเลยก็ไม่ได้อีก เดี๋ยวได้หิวตาย ไม่มีสมาธิเรียนพอดี


วันนี้เป็นตาแบมกับยูคยอมไปซื้อมื้อเที่ยง รวมถึงเลือกมื้อเที่ยงด้วย นี่ก็ผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีแล้ว ผมสงสัยว่าทำไมถึงได้นานนัก เพราะปกติเราจะกินร้านที่คนน้อย แต่ก็นะ บางทีวันนี้พวกนั้นอาจจะลองของใหม่ก็ได้ เผื่อจะเจอเมนูที่เด็ดสะระตี่บ้าง


แต่พอพวกมันมาถึง สิ่งที่วางลงบนโต๊ะกลับเป็นข้าวผัดกิมจิโปะไข่ดาวธรรมดา


“ไปตั้งนานได้มาแค่บกกึมบับ?” ยองแจถาม พวกนั้นพยักหน้า


“วันนี้คนเยอะยังไงไม่รู้”


ผมฟังไปอย่างนั้น ดึงจานข้าวที่วางไว้ตรงกลางเข้าใกล้ตัวก่อนจะหยิบช้อนตักข้าวเข้าปากด้วยความหิว ทันใดนั้นรสชาติเปรี้ยวซ่อนเผ็ดก็วาบขึ้นมาเต็มลิ้น


แปลกจัง ปกติข้าวผัดกิมจิที่เราเคยสั่งกินกันรสจะจืดชืด หมายถึงแบบ...ทุกอย่างอ่อนไปหมด สำหรับผมมันถึงไม่อร่อยไงล่ะ แต่ทำไมวันนี้เหมือนรสจะจัดจ้านขึ้นมานะ อร่อยจัง พอมีไข่ดาวมาตัดยิ่งทำให้หยุดกินไม่ได้เลย


“ร้านใหม่เหรอ” ยองแจเคี้ยวข้าว “อร่อยเหมือนกับข้าวที่บ้านเลย”


“อร่อยดี...แต่ว่าเหมือนจะผัดนานแล้วนะ ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่” ผมต่อ คนที่ไปซื้อมาไม่พูดอะไร


ผมรู้สึกเหมือนวันนี้มีความสุขในการกินข้าวที่โรงเรียนแฮะ มันอร่อยจนอยากจะสั่งเพิ่มอีกสักจาน ระหว่างที่ฟันกำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ผมก็เหลือบไปมองร้านต่างๆ ครุ่นคิดว่าบกกึมบับจานนี้มาจากร้านไหนกันแน่


“ถ้าเบิ้ลอีกสักจานจะหมดเวลาพักก่อนปะ”


อ่าฮะ ผมพูดเอง สามเกลอที่กินอยู่ถึงกับเงยหน้ามองกัน ก็มันอร่อยนี่นา พอข้าวอร่อยเราก็อยากจะเจริญอาหาร เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ


“ดูจากที่มันไปรอแล้วไม่น่าทัน”


“งั้นร้านไหน พรุ่งนี้กูจะได้กินอีก”


สองหนุ่มยกมือขึ้นชี้พร้อมกัน แต่ที่น่างงคือพวกมันชี้ไปคนละทาง จนยูคยอมค่อยๆ เลื่อนนิ้วชี้ไปทางด้านหลังของตัวเองซึ่งเป็นฝั่งเดียวกับอีกคน


“เอาดี ร้านไหนวะ ฝั่งนู้นเหรอ”


“อือๆ ร้านนู้น กูเบลอ”


ผมพยักหน้าโดยไม่ติดใจอะไร ช้อนกวาดข้าวจนจานสะอาดเกลี้ยงเหมือนใหม่


“อร่อยใช่มั้ย ไม่เคยเห็นมึงกินข้าวแล้วดูฟินขนาดนี้มาก่อน” คนสัญชาติไม่เหมือนชาวบ้านถาม ผมยกหน้าขึ้นลงรัวๆ หยิบขวดน้ำเย็นที่วางข้างๆ มาดื่มล้างปาก


ระหว่างที่รอเพื่อนจัดการกับมื้อเที่ยงตรงหน้า ผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถอะไรไปเรื่อย จนจู่ๆ สามเกลอก็ก้มหัวหงึกหงักพร้อมกันเหมือนจะทักทายใครเข้า ผมถึงได้ละสายตาจากหน้าจอ


เวลาอยู่ในโรงเรียนพวกเรามักไม่ค่อยใส่เสื้อคลุมกัน เหลือเพียงแต่เชิ้ตขาวแขนสั้นกับเนคไทสีดำ จึงทำให้เห็นท่อนแขนอันแข็งแรงของผู้มาเยือนที่กำลังเท้าบนโต๊ะเราได้อย่างชัดเจน ผมไล่สายตาจากนิ้วมือเรียวขึ้นไปถึงคอและดวงตาสีน้ำตาลเข้มของพี่มาร์ค เขาก็กำลังมองผมอยู่อย่างอารมณ์ดีเช่นกัน


“ไง :)


ผมไม่ตอบรับ เริ่มหงุดหงิดที่เพื่อนของตัวเองทักทายเขาดีเกินเหตุ ยืดหลังตรงพร้อมกับเบือนหน้าไปมองสามคนที่เหลือ พวกนั้นเลิ่กลั่กแปลกๆ


“มื้อเที่ยงวันนี้อร่อยมั้ย”


จบประโยคนั้นผมก็หันกลับไปมองเขาอัตโนมัติ ได้กลิ่นความไม่ชอบมาพากล ทำไมเขาต้องถามราวกับรู้ว่าปกติผมกินอะไรไม่ค่อยอร่อย


“...ก็อร่อย”


“อร่อยปกติ หรืออร่อยเป็นพิเศษ” พี่มาร์คยิ้ม สายตาดูซุกซน ผมจิ๊ปากทันที ทำไมเขาต้องถามอะไรแบบนี้ด้วยอะ มันจะอร่อยแบบไหนก็เรื่องของผมมั้ย


“แล้วมันเกี่ยวกับพี่เหรอครับ?”


“เกี่ยวสิ ก็พี่เป็นคนทำอะ”


“หือ?”


“พี่ทำให้จินยองกับเพื่อนๆ กินไงครับ เมื่อวานเราไม่ยอมกินแกงกะหรี่ของพี่นี่นา”


เดี๋ยวนะ...


:)


คนที่ยืนอยู่ยิ้มระรื่นอย่างมีความสุข ผมหันขวับไปมองไอ้สามตัวแสบ ยองแจโบกมือปฏิเสธเป็นเชิงไม่รู้เรื่อง ส่วนยูคยอมชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปที่แบมแบม พอผมหันไปหาคนไทย รายนั้นก็ตาหยียิ้มแห้งแหะๆ ให้ผม


มิน่าล่ะ อาหารวันนี้มันถึงได้รสชาติจัดจ้าน สีก็เข้มขึ้น แปลกอย่างเดียวคือมันไม่อุ่นร้อนเหมือนผัดไว้นานแล้ว ทำไมผมถึงคิดไม่ได้ว่าไอ้เพื่อนมันจะทรยศโดยการไปเป็นลูกสมุนพี่มาร์ควะ


“สรุปว่ามันอร่อยแบบไหนเหรอจินยอง”


ผมนั่งเงียบ หัวตื้อไปหมด


“ผมว่าน่าจะอร่อยมากเลยนะครับ เพราะเห็นจินมันบอกอยากกินอีกจานด้วยอะ พรุ่งนี้พี่มาร์คทำมาให้อีกสิ”


“ไอ้แบม!” ผมหันไปแว้ดใส่คนข้างๆ ทันที ได้ยินเสียงคนอายุมากกว่าหัวเราะเบาๆ


“ได้สิ พรุ่งนี้กินอะไรดี”


“ไม่เป็นไรครับ ผมกินอาหารที่นี่ได้”


แม้ในใจลึกๆ จะอยากชิมฝีมือเขาอีก แต่ผมก็ไม่ควร...ไม่ควรทำอะไรที่เป็นมิตรกับเขา


“ถ้าจินยองไม่ยอมกิน พี่ก็จะทำมาให้ทุกวันนั้นแหละ”


“...”


“...”


“...แล้วถ้าผมยอมกิน พี่จะหยุดทำมั้ย”


เห็นเขาไม่พูดต่อ ผมเลยถามเองเพราะสงสัยว่าเขาต้องการจะสื่ออะไรกันแน่


“ก็...ไม่หยุดอะ”


เอ้า อะไรวะ


“พี่ก็จะทำให้อยู่ดีนั่นแหละ :)


คนตัวสูงพูดแค่นั้นก็ยิ้มแล้วเดินออกไป ทิ้งให้ผมนั่งงงในดงเพื่อน อีหยังวะ ผมไม่เข้าใจอะ คือไม่ว่ายังไงเขาก็จะทำอาหารให้ผมต่อไปงั้นเหรอ แล้วเขาจะพูดเหมือนมีข้อเสนอทำไม


ให้ตายสิ แล้วข้าวที่เขาผัดมาให้ผมก็กินซะไม่เหลือซาก...


“เฮ้ยจินยอง! มึงหยุดๆๆๆ” แบมแบมรีบห้ามทันทีที่ผมอ้าปากแล้วเอามือล้วงคอ “มึงจะบ้าหรือไง”


“อุแหวะ!” ผมทำหน้าเหยเกเพราะคันคอ โชคดีที่คนข้างๆ ดึงมือผมออกทันไม่งั้นข้าวผัดกิมจิได้ขย้อนออกมาจริงๆ “แค่ก! เอาเงินกูคืนมาด้วย แล้วมึงไปตกลงไรกับพี่มาร์คตอนไหน ทำทำไม”


“ก็อยากให้มึงชิมรสมือพี่เค้านี่นา เค้าอุตส่าห์ตั้งใจทำมาให้มึงอะ ก็เลยไปขอให้เค้าทำมาให้อีก”


ฟังอย่างนั้นก็ได้แต่จิ๊ปาก เพราะเพื่อนตัวเองดันเข้าหาอีกฝ่ายด้วย


“กูไม่รู้เรื่อง” ยองแจโบกมือไม้พัลวันเมื่อผมสบตามันบ้าง “จริงๆ”


“กูแค่ไปช่วยไอ้แบมเอาข้าวใส่จานโรงอาหารเฉยๆ” ยูคยอมว่า ผมถอนหายใจ ทิ้งสายตาไปที่จานข้าวที่ว่างเปล่า “เอางี้...ถ้ามึงไม่สบายใจ ก็น่าจะบอกพี่มาร์คไปตรงๆ นะ ว่าไม่ได้ชอบเค้า”


“เออ...กูว่ามันไม่น่ามีทางอื่นที่ดีไปกว่านี้แล้ว” ยองแจเสริม


“กูขอโทษนะถ้าที่กูทำมันทำให้มึงรู้สึกไม่ดี” ตัวการของเรื่องพูด นัยน์ตาส่งความจริงใจมาให้ “สำหรับกู พี่มาร์คเค้าก็ดูโอเคดี แต่ถ้ามึงไม่ชอบ ก็ต้องปฏิเสธไปตรงๆ เหมือนที่เค้ามาจีบมึงตรงๆ คนแบบนั้นน่ะ ยิ่งหนีก็ยิ่งพยายามเข้ามา”


พอได้ยินเพื่อนพูดมีเหตุผลขึ้นมา ทั้งยูคยอมกับยองแจก็เห็นด้วย ผมนั่งนิ่งสักพักก่อนจะพยักหน้าช้าๆ นั่นสิ...ถ้าไม่โอเคก็แค่พูดออกไป ถ้าไม่ได้ชอบก็แค่บอกออกไป เหมือนกับเวลาที่เราชอบนั้นแหละ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย...


เหรอ...


ในสถานะที่ผมก็เป็นฝ่ายแอบชอบใครคนนึงอยู่ นึกภาพตอนที่คนนั้นพูดออกมาแบบนี้บ้าง ผมคงเจ็บไม่น้อย


ไม่สิ ผมจะไม่เอาความสงสารเห็นใจมาเป็นที่ตั้ง กล้ารุกแบบนั้นก็ต้องยอมรับความรู้สึกของอีกฝ่ายได้สิ ถูกมั้ย


ถ้าผมทำได้อย่างพี่มาร์คบ้าง ก็คงจะดีสินะ


ถ้าผมไม่กลัวความสัมพันธ์หลังจากที่ได้สารภาพออกไปแล้ว ก็คงจะดี...




---


บทนี้รู้สึกหน่วงจัง 555555 แต่ไม่เป็นไรนะคะ

น้องต้องค่อยๆ เปิดใจไป รับประกันว่าไม่นานเกินรอ

(ถ้าไรท์ไม่ขี้เกียจ อะไม่ช่ายยย อุแง 555555555)

พูดคุยกันได้ที่ #ริลัคคุมาร์ค แล้วเจอกันนะคะ รักทุกคนเลยค่ะ <3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

45 ความคิดเห็น

  1. #45 BowenKanjanaphan (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2563 / 11:27
    สงสารพี่มาร์คจัง ทำไมน้องจินยองถึงใจร้าย 🥺
    #45
    0
  2. #44 Gryffindor&Slytherin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 18:12
    พี่มาร์คสู้ๆๆๆ แต่ก็เข้าใจจินยองนะที่ไม่อยากให้ความหวังกับคนที่ไม่ชอบ
    #44
    0
  3. #40 theskyandsea (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 09:18
    พี่มาร์คสู้เค้านะ ต้องชนะใจน้องให้ได้นะ จินยองหนูเปิดประตูหัวใจให้นิดนึงไม่ได้หรอ ไม่อยากจะคิดเลยถ้ามาร์ครู้ว่าจินยองชอบใคร แงงงงง
    #40
    1
    • #40-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 4)
      2 เมษายน 2562 / 23:40
      อย่าคิดเลยค่ะ รอลุ้นในเรื่องดีกว่าเนอะ (อุ๊ย555555555)
      #40-1
  4. #38 mj422 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 20:51
    แอบสงสารมาร์คเลย แต่ก็เข้าใจจินยองนะ ก็คนมันไม่ชอบจะให้ทำยังไงล่ะ แต่ว่ายังไงก็ทีมมาร์คนะ มาร์คสู้ๆ ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก ยังไงน้องต้องใจอ่อนแน่ๆ
    #38
    1
    • #38-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 4)
      2 เมษายน 2562 / 23:38
      ขอบคุณที่เชียร์พี่มาร์คนะคะ พี่มาร์คต้องดีใจแน่ๆ ฮิ____ฮิ
      #38-1
  5. #37 stmtn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 11:13
    เห็นความพยายามของพี่มาร์คแล้วก็สงสาร คือน้องพยายามให้พี่ออกห่างตลอดเวลาเลย ชอบไม่ได้หรือไม่คิดจะเปิดใจกันน้องจินยอง
    แต่ถ้าให้ความหวังทั้งๆที่ไม่ได้ชอบก็เจ็บเหมือนกันเนอะ ก็ได้แต่โบกมือเชียร์พี่มาร์คอยู่เบาๆ:)
    #37
    1
    • #37-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 4)
      25 มีนาคม 2562 / 23:47
      แรงๆ เลยก็ได้ค่ะไม่ว่ากัน 55555555 ส่วนจินยอง... เอาเป็นว่ารอลุ้นนะคะว่าน้องจะเปิดใจตอนไหน แต่ไม่นานเกินรอแน่ค่ะ ฮี่ (พิมพ์มากเดี๋ยวสปอยล์หมด T_T)
      #37-1
  6. #36 ssomo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 14:05
    สงสารพี่มาร์คอ่ะรู้สึกเจ็บหน่วงๆทำไปน้องจะเห็นค่ามั้ยแจบอมมีแฟนแล้วยัง​ น้องเปิดใจให้พี่ในตอนหน้าได้มั้ยอย่าใช้พี่เป็นสะพานเลย​ จะร้องไห้แล้วไรท์
    #36
    1
    • #36-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 4)
      25 มีนาคม 2562 / 23:45
      แงงง อย่าเพิ่งงงงงง นี่น้ำจิ้ม ฮือออ ;----; น้องจะเปิดใจให้พี่แน่ๆ ค่ะ รอก่อนนะะะ
      #36-1
  7. #35 Rhadamanthus (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 00:36
    แอบสงสารมาร์คนิดๆที่นกตั้งแต่เริ่มเลย แต่จินยองเลือกที่จะกันตัวเองออกก็ดีต่อมาร์คเหมือนกันเพราะถ้าจินยองใช้มาร์คเป็นสะพานแล้วมาร์คมารู้ทีหลังคงเจ็บเจียนตายแน่
    #35
    1
    • #35-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 4)
      25 มีนาคม 2562 / 23:44
      จริงค่ะ พิมพ์อะไรมากไม่ได้เดี๋ยวสปอยล์ อุแง 555555 เอาเป็นว่าเป็นกำลังใจให้พี่มาร์คด้วยนะคะ ช่วงนี้ลำบากหน่อย 55555
      #35-1
  8. #34 AnnaMTJYP (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 22:50

    น้องดูปิดกันพี่มาร์คมากเลย.. พี่ต้องสู้วววววววว
    #34
    1
    • #34-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 4)
      25 มีนาคม 2562 / 23:42
      เชียร์กันเยอะขนาดนี้พี่มาร์คสู้ไม่ถอยแน่นอนนน
      #34-1
  9. #33 pangpgyy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 22:45
    มันต้องไม่หน่วงซี~~~ พี่มาร์คสู้ๆๆๆๆ
    #33
    1
    • #33-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 4)
      25 มีนาคม 2562 / 23:42
      สู้แน่นอน! ส่งแรงใจให้พี่มาร์คเยอะๆ น้าาา
      #33-1