RILAKKUMARK | MarkJin

ตอนที่ 3 : ตัวที่สาม ❥ หมีสีน้ำตาลหนุนหมอนสีเหลือง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 216
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    17 เม.ย. 62

  


3


ตั้งแต่ตอนที่แจบอมบอกว่าผมน่ะหลงเด็กปีสองคนนั้นเข้าให้แล้ว ชีวิตของผมก็แทบไม่เป็นอันกินอันนอน เวลาอยู่โรงเรียนก็เจอเจ้าเด็กจินยองบ่อยขึ้น ขึ้นตึกก็เดินสวน นั่งเรียนอยู่ก็เดินผ่านหน้าห้อง กินข้าวในโรงอาหารก็เห็นนั่งถัดไปอยู่ไม่กี่โต๊ะ จนบางทีผมก็งงตัวเองว่านี่จินยองตัวจริงหรือผมหลอนไปเองกันแน่


นอกจากจะเห็นหน้ากันบ่อยๆ แล้ว อาการที่ไม่ควรเกิดมันก็เกิด หัวใจเต้นแรงเงี้ย ไม่กล้าสบตาเงี้ย มันใช่สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นกับผมเหรอครับ ทำไมคนอย่างมารค์ต้วนต้องมาใจสั่นอะไรกับเด็กบ้าตุ๊กตาอย่างจินยองด้วย


บ้ามาก


โคตรสูญเสียความเป็นตัวเองเลย


เพราะผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนไหน ปกติพอถูกชะตาก็จีบ จีบติดก็คบ พอเบื่อก็เลิก แค่นั้นเอง ไม่เคยใจเต้นตึกตัก ไม่เคยเขินอาย ไม่เคยรู้สึกทำตัวไม่ถูกเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้


ผมไม่เคยต้องมาคิดแผนเต๊าะเด็ก เพราะส่วนใหญ่แค่เข้าไปขอเบอร์ขอคาทก คุยไม่เกินสามวันก็ได้คบละ บางคนขอปุ๊บเป็นแฟนปั๊บก็มี ก็นะ ผมมาร์คต้วนนี่นา ทั้งหล่อ รวย ฉลาด เพอร์เฟคสุดยอด ใครๆ ก็อยากจะอยู่ในตำแหน่งแฟนของผมทั้งนั้น


แต่กับจินยองคงไม่ใช่


มันอาจเป็นเพราะเราอยู่ใกล้กันเกินไป เห็นหน้ากันมาเป็นปีเพราะอีกฝ่ายเป็นน้องรหัสของคู่หู ผมก็ไม่คิดเหมือนกันว่าสุดท้ายจะโดนรุ่นน้องเพื่อนซี้ตกไปได้


แถมชอบตุ๊กตาหมีญี่ปุ่นอีก


“โอ๊ะ!


คงเพราะคิดอะไรเพลินไปหน่อย ปลายมีดแหลมคมจึงกดเข้าที่นิ้วชี้ แผ่นเนื้อเผยอออกมาโดยมีของเหลวสีแดงเข้มเอ่อท่วม ผมวางมีดลงก่อนจะรีบล้างแผล เลิกสนใจเนื้อไก่สดที่อยู่ตรงหน้า


“ตายแล้วคุณหนู! ให้ป้าทำเองเถอะนะคะ คุณหนูไปพักเถอะ” ป้าเจียงวิ่งเข้ามาดึงมือผมไปดูใหญ่ ผมหัวเราะเบาๆ


“นิดหน่อยครับ ผมไม่เป็นไรหรอกน่า แค่ไม่ค่อยมีสติเท่านั้นเอง”


คนเป็นแม่ครัวประจำบ้านรีบดันตัวผมให้ออกจากเคาน์เตอร์ “ไม่เอาดีกว่าค่ะ ถ้าคุณชายรู้เข้าจะดุเอานะคะ”


“โห่ ผมโดนบาดไม่ใช่โดนฟัน นี่มีดทำกับข้าวนะ พ่อจะมาดุได้ไง”


“ป้าไม่สบายใจน่ะสิคะ ถึงคุณหนูจะเคยชอบเข้าครัวมาก แต่เวลามันก็ผ่านมานานแล้วนะคะ” ป้าเจียงลากผมให้มานั่งที่โต๊ะกินข้าว พลางหยิบกระเป๋าพยาบาลจากตู้ยาเป็นเชิงจะทำแผลให้ผม


“ผมทำเองได้ครับ”


คนอายุมากกว่าปล่อยให้ผมนั่งเช็ดแผลทายาเอง แต่สายตายังคงจับจ้องทุกกิริยาของผมด้วยความเป็นห่วง สีหน้าเจ้าตัวดูเหมือนอยากจะถามอะไรบางอย่างที่ซ่อนไว้ตั้งแต่ผมอาสาทำอาหารเย็นแล้ว


“ที่คุณหนูอยากทำอาหาร แถมยังเกือบหั่นเนื้อตัวเอง...”


“...”


“คุณหนูคิดถึงแม่เหรอคะ”


ผมผุดยิ้มมุมปากอัตโนมัติ ป้าเจียงคงกลัวคำพูดเหล่านั้นจะแทงใจผม แต่ไม่เลย ผมไม่รู้สึกอะไร


“เปล่าหรอกครับ” เหมือนอีกฝ่ายจะผิดหวังเล็กน้อย “อีกอย่าง ปีหน้าผมก็จะเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ เหตุผลอะไรแบบเมื่อก่อนน่ะ ไม่มีแล้ว”


“...”


“หลังจากนี้ที่เข้าครัวเพราะอยากทำล้วนๆ ป้าสบายใจได้ครับ”


คนในผ้ากันเปื้อนได้แต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตาผมเหมือนโดนดุ พอผมทายาเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นยืน


“เพราะงั้นให้ผมได้ลองทำอาหารดูอีกครั้งเถอะ” สองมือผมจับมือป้าเจียงจนเจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมอง “ป้าไม่ต้องเป็นห่วง ผมสัญญาว่าผมจะมีสติให้มากกว่านี้”


ป้าเจียงดูเหมือนจะเหนื่อยใจกับผมมาก เขาถอนหายใจใหญ่


“ก็ได้ค่ะ ป้าจะให้คุณหนูทำ แต่ไม่ใช่วันนี้ได้มั้ยคะ ให้แผลหายก่อน”


“ได้ครับ งั้นพรุ่งนี้ผมขอไปจ่ายของเองนะ” ผมอาสา ตั้งแต่ย้ายมาอยู่เกาหลีผมยังไม่เคยไปเลือกของทำอาหารเอง อีกฝ่ายจึงลังเลในการอนุญาตเหลือเกิน


“คุณหนูจะไม่ซื้อผิดใช่มั้ยคะ”


“ถ้าซื้อผิดก็...เปลี่ยนเมนูไปเลยครับ”


ผมกับป้าคนสนิทหัวเราะกันอยู่สองคน แผนที่ว่าจะทำอาหารเย็นให้พ่อประเดิมชิมเป็นอันล่มเพราะมีดเจ้าปัญหา ไม่สิ...เพราะเจ้าเด็กบ้าตุ๊กตาต่างหาก


ดูสิ ขนาดอยู่บ้านตัวเองแล้วเขายังตามมาหลอกหลอนได้เลย ผมต้องคิดถึงเขาขนาดไหนกันนะ


 

“ครบแล้วนะครับคุณหนู”


สามีป้าเจียงหรือลุงเจียงปิดกระโปรงรถบีเอ็มสีดำหลังจากที่ผมพยักหน้าให้ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูหลังให้ผมขึ้นนั่งอย่างรู้งาน


ผมหยิบสมุดจดเล่มเล็กๆ ที่ป้าเจียงโน้ตวัตถุดิบต่างๆ ไว้ว่าต้องซื้ออะไรบ้างมาดูเพื่อความเรียบร้อยอีกที ครั้งนี้มีแต่ผักเต็มไปหมด เครื่องปรุงนิดหน่อย แล้วก็ไข่


ไข่...


ผมนึกภาพตอนหยิบๆ วางๆ ผักได้ทุกอย่างที่ซื้อมาในวันนี้ ผมจำตอนที่ตัวเองยืนอ่านยี่ห้อและส่วนผสมของเครื่องปรุงต่างๆ ได้ แต่ผมคิดไม่ออกว่าถือแผงไข่ตอนไหน


ทำยังไงดี ลุงเจียงก็ขับรถออกจากห้างแล้วด้วย


“เอ่อ...ลุงครับ”


“ครับคุณหนู”


“ผมรู้สึกเหมือนผมลืมซื้อไข่อะ”


แค่ประโยคนั้น ลุงเจียงก็เบี่ยงรถชิดถนนพร้อมกับแป๊กไฟฉุกเฉิน


“เดี๋ยวลุงเช็กให้นะครับ”


คนอายุมากกว่าเดินลงจากรถและเปิดกระโปรงท้ายเพื่อตรวจสอบ ผมเอี้ยวตัวดูตามถึงแม้จะไม่เห็นอะไร สักพักลุงเจียงก็ปิดท้ายรถแล้วกลับเข้ามานั่งที่ประจำ


“คุณหนูลืมไข่จริงๆ ด้วยครับ ให้ลุงวกกลับไปไหม” คนที่เพิ่งขึ้นมาหันมาถาม ผมคิดอะไรในหัวสักแป๊บก่อนจะส่ายหน้า


“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเราจะผ่านมินิมาร์ตเล็กๆ ใกล้ๆ สถานี ผมซื้อไข่ตรงนั้นก็ได้”


ลุงเจียงรับคำแล้วหันกลับไปจะขับรถต่อ ส่วนผมได้แต่หวังว่าสิ่งที่ซื้อมาจะตรงกับภาพในหัวของป้าเจียง ถ้าผมซื้อมาผิด บวกกับถ้าป้าเจียงรู้ว่าผมลืมไข่ล่ะก็...รอบหน้าอาจจะต้องเดินซุปเปอร์มาเก็ตไปพร้อมๆ กับฟังคำแนะนำเรื่องการเลือกซื้ออาหารแน่ๆ


 

ผมให้ลุงรออยู่ในลานจอดรถสถานีรถไฟฟ้า เพราะแค่ซื้อไข่ มันไม่ได้หนักอะไรมากมายถึงขนาดที่ต้องให้คนมาช่วยถือ เสียงกระดิ่งดังทันทีที่ผลักประตู ที่แห่งนี้เป็นมาร์ตเล็กๆ เล็กมากๆ มีตรอกซอกซอยให้แวะอยู่สี่ซอย มีแคชเชียร์อยู่แค่คนเดียว


ผมเดินเข้าซอยที่เป็นเครื่องปรุงและไล่สายตาหาไข่ เอาขึ้นมาสองแผงใหญ่ตามที่ป้าเจียงต้องการแล้วก็เดินไปคิดเงิน


กรุ๊งกริ๊ง


ระหว่างที่ผมยื่นแบงค์สีเขียวให้พนักงาน มีคนเปิดประตูเข้าร้านมาพอดีจึงหันมองตามสัญชาตญาณ เห็นแค่ว่าเป็นผู้ชายร่างสูงในชุดเครื่องแบบเจอิส


โรงเรียนเดียวกันนี่


ผมรับถุงใส่ไข่ ตั้งใจจะเดินออกจากมินิมาร์ตแต่สายตาถูกดึงดูดให้หันไปมองผู้มาใหม่ที่กำลังยืนเลือกอะไรสักอย่างอยู่ ผมจึงรู้ว่าเขาคือน้องรหัสเพื่อนซี้ผมเอง


โชคดีจัง ว่ามั้ย?


สองเท้าที่เคยได้รับคำสั่งให้ก้าวออกไปเดินเลี้ยวเข้าหาคนที่อยู่โรงเรียนเดียวกันทันที


“จินยอง”


!


คนถูกเรียกสะดุ้งเหมือนโดนไฟช็อต รูม่านตาขยายกว้างก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เขาโค้งหัวลงนิดๆ เป็นการทักตอบ นี่แสดงว่าเขาไม่เห็นผมเลยสินะ


“มาทำอะไรที่นี่อะ”


“...ซื้อขนมครับ”


คนตัวเล็กกว่าหยิบลูกอมห่อมาจากแผงห่อนึงด้วยท่าทีคล้ายกับถูกบังคับจำใจ เขาเดินไปอีกตรอก ผมสาวเท้าตามไป


“ทำไมมาซื้อขนมที่นี่ บ้านอยู่แถวนี้เหรอ”


“อืม” จินยองซึ่งง่วนอยู่กับการหาขนมที่ตัวเองอยากกินตอบรับในลำคอ หยิบถุงขึ้นมาถุงนึงแต่จู่ๆ ก็วางกลับเข้าที่เดิมแล้วมองหน้าผมพร้อมกับเสียงจิ๊ปากเบาๆ พอรู้ว่าตัวเองโดนหลอกถามก็รีบคว้าขนมเหมือนไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแล้วก็วิ่งไปจ่ายเงิน ผมอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา


เด็กนี่มันหลอกง่ายเนอะ


“งั้นให้พี่ไปส่งมั้ย”


“ไม่เป็นไรครับ”


“เดินกลับคนเดียวอันตรายนะ เย็นแล้วด้วย”


“ผมก็เดินกลับคนเดียวทุกวัน”


แสดงว่าบ้านเขาอยู่แถวนี้จริงๆ ไม่ต้องต่อรถไฟฟ้าไปลงที่อื่น


“งั้นวันนี้พี่เดินไปส่ง จะได้ไม่ต้องกลับคนเดียว :)


จินยองหันมามองค้อนใส่แค่เสี้ยววินาทีก่อนจะหันหน้าหนี เพราะผมเป็นรุ่นพี่ และเขาเป็นคนมีมารยาท อย่างจินยองคนบ้าตุ๊กตาก็เลยทำได้แค่บ่นทางสายตา ไม่มีทางที่เขาจะพูดว่าผมหรอก


พอพนักงานคิดเงินเสร็จ อีกคนก็รีบคว้าถุง เปิดประตูเดินออกจากร้านไป แต่ผมก็เร็วพอกัน ตามเขาไปติดๆ อย่างรู้สึกหน้าไม่อาย


“รถพี่อยู่ด้านหลังอะ จินยองจะเดินไปทางนั้นทำไม”


“ผมไม่ได้บอกว่าจะให้พี่ไปส่งสักหน่อย”


“ก็จินยองไม่ได้ปฏิเสธนี่ครับ” ผมดักหน้าไม่ให้เขาเดินไปไหน คนที่ถือถุงขนมอยู่ก็ดูเหมือนจะเอือมผมเสียเหลือเกิน แต่แบบนี้แหละ สนุกดี :)


“ผมปฏิเสธไปแล้ว”


อยู่ๆ อีกฝ่ายก็จ้องตาผมพร้อมกับพูดน้ำเสียงจริงจังทั้งๆ ที่สถานการณ์ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำเสียงขึงขังก็ได้ บางทีมันอาจมีความหมายแฝงซ่อนอยู่ในประโยคนั้น แต่ผมไม่อยากสนใจ


คุยกันเรื่องอะไร ก็ต้องพูดถึงเรื่องนั้นเนอะ จะเอาเรื่องอื่นมาร่วมด้วยไม่ได้หรอก


“แต่มันเย็นแล้ว พี่เป็นห่วง”


“...”


คนในเครื่องแบบเดียวกันยืนนิ่งไม่พูดอะไร และดูเหมือนจะพ่นลมหายใจออกมาด้วย ถอนหายใจแบบนี้แสดงว่าเขาต้อง...


จู่ๆ เขาก็เดินอ้อมตัวผมไปเฉย


อ้าว ทำงี้ได้ไง อย่างน้อยก็ควรจะพูดอะไรก่อนสิ


จินยองเดินออกไปไม่สนใจผมเลย ผมหันหลังกลับไปมองเขา นึกว่าเขาจะยอมซะอีก


“งั้นพี่จะรออยู่ตรงนี้ จนกว่าจินยองจะให้พี่ไปส่ง”


คนผมดำดูหัวเสียมาก หันมามองผมอีกรอบด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจทันทีที่ผมพูดจบ จิ๊ปากซ้ำแล้วซ้ำเล่า เอาสิ จะเล่นตัวทำไม แค่ไปส่งบ้านเอง ผมทำตัวน่ารำคาญขนาดนี้แล้วนะ ณ จุดๆ นี้เขาต้องยอมผมแล้ว


“...งั้นก็ตามนั้น”


เดี๋ยวนะ...


จินยองพูดสั้นๆ แล้วเดินออกไปจากอาณาบริเวณมินิมาร์ตด้วยการเลี้ยวซ้ายเข้าซอยเล็กๆ ข้างๆ ในนั้นน่าจะมีหมู่บ้านอยู่ยิบย่อยเพราะเพื่อนรุ่นเดียวกับผมก็อาศัยอยู่แถวนี้ แต่ว่า...


เขาจะทิ้งให้ผมอยู่ตรงนี้จริงๆ เหรอ


ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาลุงเจียงว่าเจอเพื่อน ขอคุยอะไรสักหน่อย ลุงเจียงจะได้ไม่เป็นห่วงว่าทำไมผมถึงหายไปไหนนาน


ตัวเลขตัวที่สี่บนหน้าจอโทรศัพท์เปลี่ยนไปครั้งนึง ผมยังอยู่ตรงนี้คนเดียวเงียบๆ กับเสียงใบไม้กระดิกหน้าร้านค้า 


สักพักมีนกบินผ่านไปสองสามตัว ดูท่าจะกลับรัง ไม่มีเสียงร้องเหมือนตอนเช้า


แล้วก็เปลี่ยนอีกครั้ง ผมยังอยู่ที่เดิมกับท้องฟ้าสีส้มเพราะดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ลมพัดผ่านหน้าผมไปสองระลอก 


หัวใจผมเต้นช้าลง ไม่มีวี่แววว่าเขาจะกลับมา


ผมควรจะทำยังไงต่อดี? จะอยู่หรือจะไปดีนะ?


จนตัวเลขเปลี่ยนอีกครั้ง ผมเลยตัดสินใจว่า...ผมจะเดินตามรอยที่จินยองเดินไปนั่นแหละ!


ถ้าซอยลึกมาก เขาต้องเดินตรงไปเรื่อย แค่สามนาที ผมจะยังคงเห็นเขาลิบๆ แต่ถ้าเขาหายไป แสดงว่าเขาอยู่หมู่บ้านต้นซอย เอาวะ อย่างน้อยรู้ที่อยู่บ้านก็ยังดี


ผมเก็บโทรศัพท์ ถือถุงไข่และเดินตรงไปที่หัวมุมร้าน กำลังจะเลี้ยวซ้าย แต่...


!!!


ทั้งผมและอีกฝ่ายเหวอกันทั้งคู่ แต่คนที่ดูเหมือนจะตกใจหนักกว่าก็คงเป็นจินยองนั่นแหละ ถึงกับลืมหุบปากเลย ส่วนผมพอหายสะดุ้งก็เผลอหัวเราะ ซึ่งมันน่าจะทำให้อีกคนหงุดหงิดได้มากทีเดียว


“ผมลืมซื้อขนมปัง”


จังหวะที่จินยองกำลังจะก้าวขาออกผมก็รีบพูดขัด “พี่ยังไม่ได้ถามเลย”


คนผิวขาวน่าจะรู้ตัวแหละว่าโป๊ะแตกเอามากๆ ดูทรงเจ้าตัวน่าจะคิดว่าผมไปแล้ว หรืออย่างน้อยก็ไม่ควรจะมาเจอกันจังๆ เข้าตรงหัวมุมซอย นี่เขาเดินกลับมาตั้งแต่ตอนไหน หรือว่าไม่ได้เดินไปไหนเลย รอให้นานแล้วค่อยกลับมาดูผม หรือว่ายังไงกันนะ


“ทีนี้จะกลับบ้านกับพี่ได้ยัง”


จินยองใช้ลิ้นดุนปาก มองหน้าผมราวกับหมดหนทางเอาตัวรอด พยายามจะถ่วงเวลาอีกหน่อยแต่จะนานแค่ไหนผมก็รอได้


“...ก็ได้ครับ”


ปากค่อยๆ ฉีกเป็นรอยยิ้มกว้างจนแทบหุบไม่ได้ เดินนำคนตัวเล็กมายังรถของที่บ้านพลางหันมองตาม เขาเดินตามมาจริงๆ คงเหนื่อยจะต่อต้านคนอย่างผม ผมนี่โชคดีจัง หวังว่าแต้มบุญเต๊าะเด็กจะยังไม่หมดเร็วๆ นี้นะ


 

ลุงเจียงไม่ว่าอะไรที่ผมลากจินยองขึ้นรถมาด้วย ส่วนจินยองก็นั่งเงียบจนถึงบ้านตัวเอง บ้านจินยองอยู่ในซอยเมื่อกี้จริงๆ ช่วงกลางซอยหน่อย เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่เหมือนจะก่อสร้างไว้นานแล้วแต่ก็ไม่ดูล้าสมัย บ้านของเจ้าตัวมีสองชั้น พื้นที่กว้าง มีสนามให้นั่งเล่น แต่ไม่มีรถสักคัน


คนขับรถจอดตรงหน้าบ้านเป๊ะๆ ชนิดที่ว่าเปิดประตูและกระโดดข้ามรั้วเตี้ยๆ นั่นเข้าบ้านยังได้ ทันทีที่จินยองเปิดประตูรถด้านขวา ผมก็ชิงลงก่อนทางด้านซ้าย แต่คงเป็นเพราะความชำนาญกับสถานที่ที่คุ้นเคยทำให้จินยองใช้กุญแจไขประตูรั้วบ้านและเข้าไปในนั้นได้ก่อนจะปิดมันอย่างว่องไว


ระหว่างที่คนเด็กกว่ากำลังล็อกรั้ว ผมก็เดินเข้าไปใกล้และวางแขนทั้งสองข้างลงบนเหล็กสีดำด้วยท่าทางสบายๆ


“ขอบคุณครับที่มาส่ง” เจ้าบ้านยืนรอเหมือนจะส่งผมขึ้นรถตามพิธี แต่ผมก็ยังทำหน้าสะแหลนอยู่


“วันอื่นพี่ก็มาส่งได้นะ”


“แค่วันนี้วันเดียวก็พอ พี่มาร์คกลับได้แล้ว” 


ผมยิ้มและพยักหน้าเบาๆ เอาแขนลงทำทีจะไป วันนี้ได้เข้าใกล้ขนาดนี้ก็โชคดีสุดๆ แล้ว 


“นิ้วพี่ไปโดนอะไรมา”


“อ๋อ...” ลากเสียงพลางยกมือขึ้นมาประกอบฉาก อีกฝ่ายพยายามมองตาม สงสัยตอนวางแขนเมื่อกี้ นิ้วชี้ที่เป็นแผลอาจจะโด่เด่ไปหน่อย “มีดบาดน่ะ”


“แล้วทำไมไม่ติดพลาสเตอร์”


“ต้องติดด้วยเหรอ”


จินยองถอนหายใจรอบที่ล้านของวันนี้ เขาเอี้ยวตัวหยิบอะไรบางอย่างในกระเป๋าก่อนจะยื่นมาให้ผม มันคือกระดาษกาวลายการ์ตูนแผ่นเล็กที่ด้านหลังเป็นผ้าก๊อซ ทำหน้าที่อะไรทุกคนก็รู้ดี


“พรุ่งนี้ก็ติดไปโรงเรียนด้วย แผลเปิดแบบนี้เชื้อโรคมันจะเข้า”


“ครับคุณหมอจินยอง :)” ผมรับมาและสังเกตลายของพลาสเตอร์ แล้วก็คิดไม่ผิดจริงๆ ขนาดแผ่นปิดแผลยังเป็นลายริลัคคุมะกอดหมอนเลย “แต่พี่คงไม่ใช้ของจินยองอะ แรร์ไอเทมขนาดนี้พี่เอาไปไว้ใต้หมอนดีกว่า จะได้หลับฝันดี :)


และเป็นอีกครั้งที่คนอายุน้อยกว่าพลาดท่า เขาดูเดือดร้อนมากเมื่อรู้ตัวว่าแผ่นพลาสเตอร์ลายหมีกำลังจะกลายเป็นสิ่งแทนตัว เขาก็เลย...


...คว้าสิ่งที่เพิ่งให้มาเมื่อกี้กลับไป


“อ้าว ให้แล้วให้เลยสิ มาเอาคืนแบบนี้...”


จินยองใช้มือนุ่มนิ่มของตัวเองดึงมือซ้ายของผมให้เข้าไปใกล้ตัวเขา ก่อนจะแกะแผ่นหุ้มพลาสเตอร์ออกอย่างคล่องแคล่วและแปะมันลงบนรอยแผลแห้งๆ สีแดงแก่ด้วยความประณีต ไม่มีรอยยับ ไม่มีรอยเบี้ยว


...ได้ยังไง


เสียงผมไม่เล็ดลอดออกมา สัมผัสครั้งแรกผ่านนิ้วมือทำให้ผมลืมความปวดระบมเวลาโดนแผลได้ ตั้งแต่ตอนที่เขาดึงมือผมไป หัวใจเริ่มเต้นถี่ระรัว สายตาจับจ้องอยู่แต่อากัปกิริยาของคนในรั้วบ้าน


“แค่นี้พี่ก็ไม่ต้องเอาพลาสเตอร์ผมไปทำมิดีมิร้ายแล้ว พอพี่อาบน้ำ พี่ก็ต้องดึงมันทิ้ง” จินยองปล่อยมือผมให้เป็นอิสระ สีหน้าเหนื่อยหน่ายใจ อยากเข้าบ้านเต็มทน “พี่มาร์คกลับไปได้แล้ว”


ผมทำได้แต่พยักหน้าและถอยหลังเดินเข้ารถตัวเองอย่างว่าง่าย พอขึ้นรถแล้วเอาหัวพิงเบาะ รู้สึกเหมือนสติกลับมาไม่ครบ


รถผมออกมาก่อนที่จะเห็นว่าคนตัวเล็กเข้าบ้านไปหรือยัง ผมถอนหายใจ ถึงแม้ไม่ว่าจินยองจะให้แผ่นพลาสเตอร์มาใช้หรือแปะแผ่นพลาสเตอร์ให้ผม ผมก็เหนือกว่าอยู่ดีที่หลอกล่อเขาได้ทุกทาง แต่ทำไมผมกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกหลุมพรางความจริงใจของอีกฝ่าย ตั้งใจจะมาทำให้เขาหวั่นไหวแต่ดันเป็นตัวเองที่ใจสั่น


ถ้ารุกจีบบ่อยๆ เข้าแล้วเจอแบบนี้ หัวใจผมคงรับไม่ไหว


ผมก้มลงมองแผ่นที่ห่ออยู่รอบนิ้ว มีหมีหลายตัวในหลายอิริยาบถ กอดหมอนบ้าง หนุนหมอนบ้าง ให้ตายสิ หน้าตากวนส้นชะมัด เขาหลงตุ๊กตาแบบนี้เข้าไปได้ไง


แต่ก็นะ ผมเองก็ไม่ต่างกันหรอก หลงเด็กหนักกว่าเด็กมันหลงตุ๊กตาอีก อืม...ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองจริงๆ



---


หายไปนานเลย แหะๆ (เหงื่อตก) ต้องขอโทษด้วยนะคะ 

พอดีเกิดแอคซิเดนทางจิตใจ ต่อไปนี้จะพยายามไม่หายนานขนาดนี้แล้วค่ะ T_T

จริงๆ ว่าจะตัดมาลงสัก 50 เปอร์ ปรากฏว่า...หาที่ตัดไม่ได้ 

ไหนๆ ก็หายไปนาน อัพเต็มเลยก็แล้วกัน 555555 

(บทนี้ยังไม่ได้ปรับคำหลายจุด ถ้ามันทะแม่งก็ 5555 อย่าว่ากันนะคะ)

เอาเป็นว่าอย่าลืมส่งฟีดแบ็กกันนะ คิดถึงก็ไปทวงกันได้ที่ #ริลัคคุมาร์ค

ขอบคุณกำลังใจจากทุกคนค่ะ! 

ด้วยรัก <3


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

45 ความคิดเห็น

  1. #43 Gryffindor&Slytherin (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 17:57
    555 พี่มาร์คสู้ๆๆนะ
    #43
    0
  2. #32 AnnaMTJYP (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 14:30

    หลงน้องเกินไปแล้วพี่มาร์ค // เกียมซับน้ำตา
    #32
    1
    • #32-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 3)
      23 มีนาคม 2562 / 01:49
      หลงได้มากกว่านี้ค่ะ! เกียมเขินก่อนนนน
      #32-1
  3. #29 stmtn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 08:25
    พี่มาร์คน่ารัก ตื๊อเก่ง เต๊าะเก่ง หลงน้องเก่ง ขอให้น้องใจอ่อนก่อนพี่จะหัวใจวายละกันนะ สู้ๆ
    ว่าแต่น้องก็เหมือนเริ่มมีใจให้พี่แล้วมั้ยนะ

    รอค่ะ
    #29
    1
    • #29-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 3)
      23 มีนาคม 2562 / 01:44
      ไม่บอกก รออ่านต่อน้า คิคิ 5555555 จะรีบมาอัพค่าา
      #29-1
  4. #28 Rhadamanthus (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 13:24
    ละจินยองก็ไม่ได้กลับไปซื้อขนมปังอย่างที่ปากว่า อย่าบอกนะว่าแอบดูมาร์คอยู่ที่มุมร้านอะ5555 เชียร์มาร์คเต็มที่ ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก5555 คุณไรท์ก็สู้ๆนะคะ<3
    #28
    1
    • #28-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 3)
      4 มีนาคม 2562 / 23:02
      เดี๋ยวได้รู้ว่าจินยองทำไมยังอยู่ตรงนั้น 555555 ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ >___<
      #28-1
  5. #25 ssomo (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 12:30
    สู้ๆนะคะคุณไรท์เอาใจช่วยค่ะ​ คุณมาร์คสู้ๆน้าาาา​ ท่าทางหลงเด็กหนักมากๆค่ะต้องเต๊่าะน้องแบบเต็มที่แล้วนะคะ​ น้องงงน่ารักมากลูกคล่องแคล่วว่องไว​ เก่งง​ ใจอ่อนให้พี่มาร์คด้วยนะลูกจูุ๊บๆๆ
    #25
    1
    • #25-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 3)
      4 มีนาคม 2562 / 22:59
      เดี๋ยวรอดูตอนต่อๆไปเลยว่าคุนม้าคจะเต็มที่ได้แค่ไหน ฮี่ๆๆๆ ขอบคุณนะคะ
      #25-1
  6. #24 jeejaa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 22:20

    รออ่านตอนต่อไปนะคะไรท์ มาเร็วๆนะเอาใจช่วยพี่มาร์คค่ะ

    #24
    1
    • #24-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 3)
      4 มีนาคม 2562 / 22:58
      โอเคค่ะ จะรีบอัพไวๆ เลย 5555
      #24-1
  7. #23 mj422 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 22:06
    มาร์คคือหลงน้องมาก55555 ตื๊อ เท่านั้นที่ครองโลกจริงๆ สักวันน้องต้องใจอ่อนแน่นอน 555 ส่วนไรท์ขอให้สอบได้นะคะ สู้ๆ
    #23
    1
    • #23-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 3)
      4 มีนาคม 2562 / 22:58
      หลงจริงค่ะ แล้วก็ตื๊อจริงด้วย แต่ใจอ่อนจริงมั้ยก็ 5555555555 ขอบคุณนะคะ ฮิฮิ
      #23-1
  8. #22 bg_96 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 13:37
    สู้เขาคุณม้าคค
    #22
    1
    • #22-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 3)
      4 มีนาคม 2562 / 22:57
      *สะบัดพู่เชียร์* 5555555
      #22-1
  9. #21 pangpgyy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 23:18
    สู้ๆนะไรท์ ขอให้ทำข้อสอบได้ รีดสอบเสร็จแล้วแหละอิ_อิ
    #21
    1
    • #21-1 тarozunɢ(จากตอนที่ 3)
      4 มีนาคม 2562 / 22:57
      อิจฉาจังงง ขอบคุณนะคะ ><
      #21-1