หัวใจมาร

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 - งานใหม่เงินดี ( 100% )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 112
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 ธ.ค. 61

















บทที่ 2

งานใหม่เงินดี



“ค่าบ้าน ค่าเทอม ค่าหมอ ค่ากิน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเน็ต ค่าเดินทาง โอ๊ย! ฆ่าฉันให้ตายเถอะพระเจ้าถ้ารายจ่ายมันจะบานตะไทขนาดนี้”

        หญิงสาวขยี้เส้นผมจนยุ่งเหยิง ดวงหน้าหวานละมุนง้ำงอยามมองลิสต์รายจ่ายในแต่ละเดือนของครอบครัว ไม่เคยมีเดือนไหนที่เธอจะเห็นตัวเลขอันสวยงามไม่ขึ้นตัวแดงเถือกยามหักลบค่าต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

        “หนูเป็นภาระพี่หรือเปล่าคะ?

        “คิดอะไรแบบนั้น พี่ไม่เคยมองว่าเราเป็นภาระเลยนะ”

        มารีญา ลูบศีรษะน้องสาวเพียงคนเดียว รอยยิ้มเอ็นดูมีให้เสมอยามที่เธอต้องการ

        “ทุกวันนี้พี่ญาต้องทำงานหนักเพื่อดูแลหนูกับยาย หนูนี่มันแย่จริงๆ เลย อยู่มอปลายแล้วแท้ๆ น่าจะช่วยพี่ได้บ้าง”

มาตัง ยังคงโทษตัวเองไม่เลิก แววตาละอายผุดขึ้นให้เห็น

        “ไม่เอาสิน้องรัก” มารีญาจับไหล่ของน้องสาวให้หันหน้ามองตน “เรื่องดูแลยายกับเรามันเป็นหน้าที่ของพี่อยู่แล้ว อย่าคิดมากสิ”

        “ค่าใช้จ่ายบ้านเราเพิ่มขึ้นทุกเดือนๆ หนูว่าพี่ไม่ต้องส่งหนูเรียนโรงเรียนแพงๆ แล้ว หนูอยากลาออกมาช่วยพี่ทำงานมากกว่า เราจะได้ช่วยกันหาเงินรักษายายไง”

น้องสาวเสนอความคิด หากมันเป็นไอเดียที่คนฟังแทบถลึงตาใส่

        “พี่บอกหลายหนแล้วใช่ไหมว่าไม่ว่าจะยากดีมีจนยังไงก็ห้ามพูดว่าจะออกจากโรงเรียนเด็ดขาด!” น้ำเสียงจริงจัง มาตังเงียบไป

        “พี่สู้ทนทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อหาเงินมาดูแลเรา อยากให้เราได้เรียนสูงๆ อยากให้มีกินมีใช้และมีทุกอย่างโดยไม่ต้องอายใคร จะได้ไม่มีพวกปากสว่างเที่ยวเอาไปพูดได้ว่าเด็กบ้านแตกอย่างเราๆ ไม่มีปัญญาได้ดี!

ประโยคสุดท้ายมารีญาแสร้งพูดเสียงดังเพื่อให้พวกที่ชอบสอดแนมเรื่องชาวบ้านได้ยิน คนที่แอบฟังถึงกับสะดุ้งไปตามๆ กัน

        “ถ้าพ่อแม่ไม่ทิ้งเราไปก็คงจะดีเนอะ” จู่ๆ มาตังก็รู้สึกคิดถึงคนสองคนขึ้นมา ช่วงเวลาย่ำแย่หากมีพ่อแม่ไว้ให้ปรึกษาอะไรๆ มันคงไม่เป็นเช่นนี้

        ทว่ามารีญากลับไม่คิดเช่นนั้น ดวงตากลมโตแข็งกร้าวยามนึกถึงพวกเขา คนที่กล้าทิ้งเธอและน้องสาวเพื่อไปเสวยสุขกันตามลำพัง ภาพพ่อกับแม่รีบเก็บเสื้อผ้าเพื่อย้ายบ้านหนีเจ้าหนี้นอกระบบยังคงเด่นชัดราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

        “แม่กับพ่อคง

        “อย่าพูดถึงสองคนนั้นให้พี่ได้ยินอีก!” น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ดังแทรกขึ้นก่อนที่มาตังจะเอ่ยจบ

        “พี่ญา” น้องสาวอึ้งไป ปกติมารีญาเก็บอารมณ์ได้ดีกว่านี้

        “พี่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เราผ่านทุกข์สุขไปด้วยกัน เราอยู่ด้วยกันมาขนาดนี้แล้วยังจะไปเรียกร้องหาคนไร้ความรับผิดชอบอีกทำไม เขาทิ้งเราไปมีความสุขแล้วปล่อยให้เด็กสองคนตาดำๆ ต้องตรากตรำอยู่กับยายที่ป่วยเป็นโรคไตเพียงลำพัง ถ้าไม่ได้คนแถวนั้นช่วยปลดหนี้นอกระบบให้ ป่านนี้เราตายยกครัวไปนานแล้ว ทำไมต้องไปคิดถึงคนพรรณนั้นด้วย พี่ไม่เข้าใจเลย!

        พูดจบหญิงสาวก็รีบเดินเข้าบ้านไปทันที มาตังรู้สึกผิดที่ทำให้มารีญาต้องอึดอัด น้องสาวรู้ดีว่าอีกฝ่ายฝังใจกับเรื่องราวในอดีตมากแค่ไหน เธอผิดเองที่ปากพล่อย เรื่องไม่สมควรพูดแท้ๆ กลับปล่อยให้มันเล็ดรอดออกไปได้

        “บ้าจริงๆ เลย!

        มารีญายกมือกุมใบหน้าหวาน มาตังจะโกรธหรือเปล่านะที่พูดรุนแรงไป แต่ถ้าไม่พูดถึงสองคนนั้นอารมณ์สดใสของเธอคงไม่ขุ่นมัวหรอก ไม่มีใครรู้ว่าตัวหล่อนต้องใช้ความอดทนมากแค่ไหนกว่าจะก้าวผ่านจุดๆ นั้นมาได้

        วันที่ผู้มีพระคุณตัดสินใจพากันหนีเอาตัวรอดหลังจากโดนเจ้าหนี้นอกระบบตามตัวมันคือฝันร้ายที่ลบยังไงก็ไม่เลือนหายไปจากใจ มารีญาในวัยสิบสามปีกำลังอุ้มเด็กน้อยในอ้อมกอดที่เพิ่งหย่านมมารดาได้หมาดๆ วิ่งร้องไห้ตามรถของพ่อกับแม่อย่างน่าเวทนา แต่พวกเขากลับไม่คิดแม้แต่จะหันหลังมามองเลยสักนิด เสียงรถยนต์ที่เคลื่อนผ่าน ไม่ต่างอะไรกับหอกแหลมคมที่กรีดหัวใจดวงน้อยให้เจ็บช้ำ น้ำตารินไหลยามได้แต่มองล้อรถที่ขับไกลห่างออกไปทุกที

หลังจากวันนั้นชีวิตที่เคยมีครอบครัวพร้อมหน้าก็เปลี่ยนไป มารีญาต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์อันคับขัน เด็กสาววัยสิบสามปีสู้ทำงานไปเรียนไปเพื่อหาเงินเลี้ยงดูน้องและยาย โชคดีที่เธอเรียนเก่งจึงได้รับทุนจนจบมอปลาย ส่วนยายกลายเป็นผู้ป่วยอนาถาที่ต้องอยู่ในความดูแลของภาครัฐฯ เนื่องจากไม่มีเงินรักษา

ทั้งสามใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจนกระทั่งมารีญาเติบใหญ่ เธอได้รับทุนการศึกษาต่อจนจบปริญญาตรีของคณะพยาบาลศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่ง หญิงสาวทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แม้จะเหนื่อยล้าเพียงใดหากก็สู้ทนไม่ย่อท้อ ความพยายามที่พากเพียรจึงส่งผลให้เธอสำเร็จการศึกษาในที่สุด มารีญาได้บรรจุเป็นนางพยาบาลแห่งหนึ่งของภาครัฐฯ เธอภาคภูมิใจกับอาชีพนี้มาก ทุกคนในครอบครัวคือแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เธออยากประกอบอาชีพอันทรงเกียรตินี้ มารีญาอยากใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาดูแลยายกับน้องในอนาคต

        “พี่ญา

มาตังเรียกชื่อพี่สาวที่นั่งกุมหน้าอยู่บนโซฟาเก่าๆ มารีญารีบเช็ดน้ำตาออกอย่างรวดเร็ว

        “พี่ญาร้องไห้ทำไม?” น้องสาวร้อนรน ทิ้งตัวนั่งข้างๆ ร่างบาง “หรือพี่ญาโกรธที่หนูพูดถึง เอ่อ พูดถึงพวกเขา”

        คนทำผิดไม่กล้าเอ่ยคำว่าพ่อแม่ออกมา

        “พี่ต่างหากที่กลัวเราโกรธ” มารีญาหันมาส่งยิ้มพลางลูบแก้มเนียนใสของน้องรัก

        “หนูขอโทษนะพี่ญา หนูมันปากไม่ดีเอง” มาตังตบปากตัวเองหลายที มารีญารีบปราม

        “ไม่เอาสิ เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ปล่อยมันไปเถอะ พี่เองก็อารมณ์เสียใส่เราเกินไป”

        “พี่ญา” มาตังซึ้งใจ เด็กสาวโผเข้ากอดร่างบางทันที “มาตังรักพี่ญานะคะ รักมากที่สุดเลย”

        สำหรับเธอนั้นมารีญาไม่เพียงแต่ศักดิ์เป็นพี่สาว หล่อนเปรียบเสมือนแม่คนหนึ่งที่คอยรักและดูแล จะหาใครเทียมคงไม่มีอีกแล้วในโลกใบนี้

        “พี่ก็รักมาตังจ้ะ” หญิงสาวกล่าว “พี่ว่าเรา

        ตี๊ด

        เสียงมือถือดังขึ้นเป็นสัญญาณเตือนว่าบัดนี้กำลังมีคนต้องการติดต่อกับตน มารีญาผละจากอ้อมกอดของน้องรักแล้วกดรับสายทันที อาจจะเป็นงานที่หล่อนไปสมัครรับจ๊อบทั่วไปโทร.            มาก็เป็นได้

        คนยากจนมันก็ต้องดิ้นรนทุกวิถีทางนั่นแหละ

        “สวัสดีค่ะมารีญาพูดสายนะคะ”

มาตังยิ้มเพราะประโยคนี้เธอได้ยินไม่ต่ำกว่าพันครั้ง พี่สาวของเธอจะเอ่ยเช่นนี้เสมอยามรอคนโทร. เรียกให้ไปทำงาน

        ( น้องญา กรี๊ด! ติดต่อได้สักทีนะยะหล่อน ) น้ำเสียงแสนคุ้นเคยส่งผลให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น

        ( เงียบทำไมยะ อย่าบอกนะว่าลืมพี่สาวสุดแซ่บคนนี้แล้วน่ะหะ?! ) ปลายสายกล่าว

        “หรือว่า” หล่อนครุ่นคิด “พี่ปุ๊กกี้เหรอคะ?” ในที่สุดเธอก็จำอีกฝ่ายได้

        ( ใช่ค่ะ ปุ๊กกี้ไงจะใครล่ะ ) แม้ไม่ได้เห็นหน้ามารีญาก็พอจะเดาออกว่าน้ำเสียงแบบนี้คงจะยิ้มไปพูดไปเป็นแน่

        “ดีใจจังเลยที่พี่โทร. มา เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ พี่ปุ๊กกี้สบายดีไหมคะ แล้วพี่ยังทำงานที่เดิมอยู่ไหมหรือว่าตอนนี้เปิดร้านเสริมสวยตามความฝันไปแล้ว ญาอยากเจอพี่มากเลยค่ะแต่ว่าติดต่อไม่ได้เลย ญาคิดว่า

        ( พอๆ ) ปลายสายรีบห้ามก่อนที่เจ้าหล่อนจะพูดไม่จบ ( นี่กะตั้งคำถามแบบไม่ให้ฉันได้หายใจหายคอเลยหรือไงยะ )

        “ก็ญาคิดถึงพี่ปุ๊กกี้นี่คะ ตอนนั้นเราคุยกันออกบ่อย พอพี่ออกจากโรงพยาบาลไปญาก็ไม่มีเพื่อนเมาส์เลย” มารีญานึกถึงความหลังตอนที่ปุ๊กกี้ยังคงนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลที่เธอทำงาน

        หลายปีมาแล้วสินะ แต่เธอยังคงทำงานที่เดิมไม่เปลี่ยน

        ( พี่ก็คิดถึงเธอ ช่วงนี้เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศเลยไมได้แวะเวียนไปเยี่ยมใครเล้ย! )

        “ฮันแหน่ไปหาหนุ่มๆ หรือคะ?” มารีญาแซว

        ( แหม รู้ทันนะคุณน้อง ) ปลายสายยอมรับอย่างมีจริต

        “จริงหรือคะเนี่ย โอ้วมายก๊อต! คนชาติไหนประเทศอะไรคะพี่ปุกกี้”

        หญิงสาวจำได้ว่าปุ๊กกี้มีรสนิยมชื่นชอบฝรั่งเป็นอย่างมาก แฟนแต่ละคนนี่หล่อขั้นเทพอย่าบอกใคร

        ( ก็ไปเที่ยวมะ แล้วก็เจออ่ะ ทำไงได้ก็คนมันสวยนี่น่า ) อีกฝ่ายได้ทีจึงขอคุยเสียหน่อย มารีญาขบขัน

        ( แต่นี่หล่อน หยุดพูดเรื่องฉันแล้วมาเข้าเรื่องของเราดีกว่า ) จู่ๆ จากน้ำเสียงทีเล่นทีจริงก็เปลี่ยนเป็นเข้มข้นขึ้น

        “เรื่องอะไรหรือคะ?

        ( ที่พี่โทร. มาเนี่ย ก็เพื่อต้องการมาบอกต่องานดีๆ เห็นช่วงนี้รายจ่ายเยอะไม่ใช่หรือไง )

        “แล้วพี่ปุ๊กทราบได้ยังไงคะว่าญามีรายจ่ายเยอะ” มารีญาสงสัย

        ( แหม คุณน้อง! พี่ก็มีสายของพี่ทั่วไทยล่ะค่ะ พลังสาวสองมันแผ่อนุภาพอย่างกว้างขวางนะจ้ะยุคนี้ )

คนพูดโอ้อวด สร้างเสียงหัวเราะได้ดีให้กับมารีญา

        “จ้าๆ ว่าแต่งานที่ว่าคืองานอะไรเหรอคะ?” พอได้ยินคำว่างานหูก็พร้อมรับฟังทันที

        ( ไม่ใช่งานยากหรอกคุณน้อง เพียงแต่มันต้องใช้ความอดทนค่อนข้างสูง )

        “งานอะไรคะพี่ปุ๊กกี้?” สาวเจ้าอยากรู้เต็มแก่แล้ว

        ( งานดูแลคนป่วยจ้ะ )

        “โธ่เอ๊ย! ไอ้เราก็นึกว่างานช้างที่ไหน ลำพังทุกวันนี้งานประจำก็ดูแลคนป่วยอยู่แล้วค่ะ”

มารีญายิ้ม พลางเหลือบตามองมาตัง น้องสาวทำมือเป็นสัญลักษ์ให้ทานข้าวเย็นซึ่งเธอก็โบกมือตอบกลับว่าให้ทานไปก่อนเลย

        “คนป่วยที่ไหนคะ จะมารักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้วจ้างให้ญาเฝ้าพิเศษใช่ไหม?” ปกติงานนอกรอบของเธอก็จะประมาณนี้

        ( ไม่ใช่จ้ะ งานนี้ถ้าคุณน้องจะทำคุณน้องต้องไปลาออกจากโรงพยาบาลให้เรียบร้อยเสียก่อน )

        “ว่าไงนะคะ!” มารีญาตกใจร้องลั่น สตรีสูงวัยที่เพิ่งนั่งลงบนเก้าอี้เตรียมพร้อมรับประทานอาหารหันมองทันที

        ( มันเป็นงานดูแลลูกคนรวยอ่ะคุณน้อง แบบต้องไปดูแลเขาที่บ้านน่ะ )

        “งั้นญาคงทำไม่ได้หรอกค่ะ งานรับจ๊อบทั่วไปไม่ได้การันตีอนาคตสักนิด เกิดลาออกจากโรงพยาบาลขึ้นมาแล้วไม่ได้ทำงานตรงนั้นต่อ ญาก็ต้องมาลำบากนั่งหางานอีก”

แค่คิดก็ขยาด เขามีแต่จ้องเกาะเก้าอี้ให้แน่นๆ เพราะกลัวจะถูกเขี่ยลงจากบัลลังฆ์

        ( แต่เขาให้เงินเดือนดีมากเลยนะ )

        “ให้เงินดียังไงก็ช่างเถอะค่ะพี่ปุ๊กกี้ ถ้าถึงขนาดต้องลาออกจากงานประจำที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ญาก็ไม่กล้าเสี่ยงหรอกค่ะ”

ถึงจะเสียดายงานพิเศษแต่ยังไงซะอาชีพหลักที่ทำให้เธอดูแลครอบครัวได้ก็ย่อมมาก่อนเสมอ

        ( เขาให้เดือนละเจ็ดหมื่นเชียวนะ พี่เพิ่งเคยเจองานดูแลคนป่วยที่มีเงินสูงมากขนาดนี้ )

        “นั่นแหละค่ะญาก็ไม่ ดะ เดี๋ยวนะคะพี่ปุ๊กกี้! เงินเดือนเท่าไหร่นะคะ?” มารีญารีบถาม เมื่อครู่หล่อนฟังอะไรผิดไปหรือเปล่า

        ( เดือนละเจ็ดหมื่นบาทถ้วน! ) น้ำเสียงของปลายสายย้ำหนักแน่น

        ดวงตากลมโตเบิกกว้าง

        “พระเจ้า! เดือนละเจ็ดหมื่น!!!” หญิงสาวอุทานลั่นบ้าน มือไม้พลันสั่นไปหมด “ทะ ทำไมให้เยอะขนาดนี้ล่ะคะ”

        ( ก็บอกแล้วว่าดูแลลูกคนรวย เงินเดือนแค่นี้สำหรับพวกเขาคงไม่สะเทือนขนหน้าแข้งหรอก )

        “แล้วพี่ปุ๊กกี้ไปรู้จักงานนี้มาจากใครคะ?

        ( พี่น่ะเป็นลูกค้าประจำของร้านเขา แบบว่าเจ้าของเขาทำเกี่ยวกับเหมืองแร่ ร้านเพชรร้านพลอยน่ะจ้ะ พี่เองก็เลยได้มีโอกาสพูดคุยกับเขา เห็นว่าลูกชายป่วยมานานสภาพจิตใจก็ไม่ค่อยดี อยากได้พยาบาลพิเศษไปดูแล พี่เองก็เห็นว่าเราชอบหางานพิเศษทำเลยลองถามรายละเอียดดู ทีนี้มันน่าสนใจไง ก็เลยคิดว่าโทร. มาบอกเธอดีกว่า )

        มารีญายิ้มหน้าบาน เจ็ดหมื่นต่อเดือนมันเยอะมากสำหรับคนจนๆ อย่างเธอ ภาระต่างๆ คงเบาบางลงไปเยอะหากได้เงินจำนวนมหาศาล ร่างบางเลื่อนสายตามองไปที่บุคคลทั้งสอง มาตังและยายคงได้สบายกันก็คราวนี้

        ( ไงคะคุณน้อง ถามแบบนี้แปลว่าสนใจแล้วใช่ไหม? )

        “ไอ้สนมันก็สนค่ะพี่ แต่ญาก็ยังกังวลงานที่โรงพยาบาลอยู่ดี เกิดไปทำแล้วไม่เวิร์กก็เท่ากับสูญเสียตำแหน่งตรงนี้ไปเลยนะคะ” สาวเจ้ามองไกลไปถึงอนาคต

        ( เอางี้ค่ะ พี่เองก็มีคนใหญ่คนโตที่พอจะได้พึ่งใบบุญอยู่บ้าง คุณน้องไปลาออกจากโรงพยาบาลเก่าแล้วไปทำงานที่พี่แนะนำ ส่วนถ้าไม่เวิร์กจริงๆ หรือยังไง พี่จะช่วยหางานที่โรงพยาบาลใหม่ให้เอง ไม่ต้องห่วง ) ปลายสายเสนอความคิด

        “มันจะเป็นการรบกวนมากเกินไปหรือเปล่าคะ ญาเองก็เกรงใจนะ” ถ้าไม่จำเป็นเธอไม่อยากเดือดร้อนใคร

        ( ไม่เลยสักนิด สำหรับคุณน้องพี่เต็มใจช่วย )

        เห็นๆ กันอยู่ว่ามารีญาเป็นเด็กสู้ชีวิตเพียงใด ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะแบกความรับผิดชอบมหาศาลได้เท่าเธอ ค่าเทอมน้องว่าแพงแล้วแต่ค่ารักษายายในแต่ละเดือนแต่ละครั้งนั้นแพงยิ่งกว่า เจ้าหล่อนถึงต้องหางานพิเศษทำควบคู่กับงานประจำอยู่เรื่อย อะไรที่ช่วยได้ปุ๊กกี้ก็อยากช่วย เผื่อชีวิตของสาวน้อยคนนี้จะสดใสไร้ทุกข์กับเขาบ้าง

        “แต่ว่า” มารีญายังแอบลังเล

        ( โอกาสไม่ได้มีมาให้บ่อยๆ นะคะ งานดีเงินเยอะแบบนี้ถ้าไม่รีบรับไว้ระวังคนอื่นมาฉกชิงไปนะหล่อน ) ปุ๊กกี้แสร้งว่า

        ร่างบางหันไปมองน้องและยายที่กำลังนั่งรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยอีกครั้ง รอยยิ้มของพวกเขากระตุ้นให้เธอมีกำลังใจที่จะก้าวต่อ ชีวิตของเธอมีแค่นี้ อะไรที่ทำเพื่อคนที่รักได้เธอก็อยากทำ

        “ตกลงค่ะ ญาจะไปทำงานตามที่พี่ปุ๊กกี้แนะนำ”

        ( ดีมากค่ะคุณน้อง งั้นเดี๋ยวพี่ให้เวลาหนึ่งอาทิตย์นะ ไปจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย ส่วนทางโน้นพี่จะบอกเขาเองว่ามีคนต้องการทำงานแล้ว )

        “ขอบคุณพี่ปุ๊กกี้มากนะคะที่แนะนำกัน” มารีญาปลื้มใจ

        ( แน่นอนค่ะคุณน้อง พยาบาลสาวสวยทำงานดีแบบคุณน้องใครแนะนำไปก็มีแต่ได้หน้าได้ตา ขืนพี่ไปคว้าแม่นางพยาบาลคนอื่นที่วันๆ เอาแต่สร้างภาพต่อหน้าประชาชีพี่คงอกแตกตายพอดี )

        “พี่ปุ๊กกี้ก็พูดเกินไปค่ะ พยาบาลดีๆ มีอีกเยอะนะคะ”

        ( พี่รู้ค่า! ที่พูดเนี่ยเพราะส่วนใหญ่เจอแต่แบบพูดจาไม่ดีบริการห่วยแตกไงล่ะ ) ปลายสายเริ่มหงุดหงิด

        “โอเคๆ ญาไม่เถียงกับพี่แหละ” มารีญายกมือยอมแพ้ประกอบคำพูด

        ( ถ้าอย่างนั้นแค่นี้ก่อนนะคะคุณน้อง แฟนสุดที่รักมารับไปทานข้าวแล้ว อย่าอิจฉาคุณพี่นะคะ อิอิ ) ปุ๊กกี้ทำเสียงทะเล้นใส่ มารีญาหัวเราะร่วน

        “ค่าขอให้สนุกนะคะ”

        หญิงสาววางสายเป็นที่เรียบร้อย ร่างบางยิ้มกับตัวเองพลางวาดฝันถึงเงินต่อเดือนที่จะได้รับในอนาคต เห็นทีเธอคงต้องวางแผนค่าใช้จ่ายใหม่ทั้งหมด มีเงินเพิ่มจากเดิมถึงสามเท่าอะไรๆ คงเข้ารูปเข้ารอยมากยิ่งขึ้น

        “ญาเอ๊ย” น้ำเสียงแหบแห้งตามประสาคนมีอายุเรียก

        “จ๋ายาย” มารีญาหันไปมองร่างอ้วนท้วมของอีกฝ่าย ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปหาพลางหอมแก้มเหี่ยวย่นหนึ่งที

        “อะไรกันลูก อยู่ๆ ก็มาทำหวานใส่”

        “หนูมีเรื่องดีๆ จ้ะยาย” สาวเจ้าว่า

        “เรื่องอะไรลูก ไหนบอกยายสิ”

        มารีญายิ้มกว้าง กอดรัดเอวท้วมของผู้มีพระคุณแนบแน่น

        “ยังไม่บอกตอนนี้หรอกค่ะ เอาไว้รอเซอร์ไพรส์ดีกว่า” เสียงหวานเล่นตัว มาตังขมวดคิ้วสงสัย

        “หนูก็อยากรู้นะพี่ญา จะไม่บอกหน่อยเหรอ”

        “ไว้รอรู้พร้อมกับยายนั่นแหละ” มารีญาว่า ร่างบางดึงเก้าอี้ไม้ขยับออกเล็กน้อยก่อนจะทิ้งตัวนั่งลง “น้ำพริกกะปิกับปลาทูทอดน่ากินจังเลย” ไม่พูดเปล่า มือเรียวรีบตักข้าวเข้าปากคำแรกทันที

        “อร่อยอัมตะก็ฝีมือน้ำพริกของยายนี่แหละจ้า” คนปากหวานเอ่ยชม ผู้เป็นยายส่ายหน้าพลางยิ้มเอ็นดู

        “ไม่บอกข่าวดีหน่อยเหรอพี่ญา?” น้องสาวยังคงตื้อไม่เลิก

        “ไม่เอาน่ามาตัง ไว้ให้รอให้พี่เขาอยากบอกเองดีกว่า อย่าไปเซ้าซี้พี่สิลูก” เสียงเรียบนิ่งเอ่ย มาตังทำหน้ามู่แต่ก็ไม่ได้อะไร

        “จ้ะยาย”

        เด็กสาวเชื่อฟังผู้ปกครองทั้งสองเสมอ

        “มาๆ กินข้าวดีกว่าอย่าเสียเวลาเลย ญาหิวจะแย่แล้วเนี่ย”

มารีญารีบตัดบท อาหารวันนี้ถูกปากเธอเป็นพิเศษ รสชาติเหมือนทุกครั้งที่ลิ้มลองก็จริง หากเป็นเพราะหัวใจของหญิงสาวกำลังพองโตกับอนาคตใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หล่อนทานข้าวมากกว่าสองจานขึ้นไปจนยายกับน้องสาวอึ้งไปตามๆ กัน

        ปกติมารีญาทานแค่จานเดียวก็บ่นว่าอิ่มจะแย่ วันนี้กลับทานถึงสี่จาน ช่างเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อจริงๆ!

        แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครทักท้วงหาความอันใด กลับดีใจด้วยซ้ำที่เห็นร่างผอมบางทานได้มากกว่าทุกครั้ง 




ฝากนิยาย E-Book ของเพื่อนแพงด้วยนะคะ

รับรองว่า แซ่บ สนุก จ้า

กดเข้ามาที่ลิ้งค์นี้เลยค่ะ จะเจอนิยายทุกเรื่องของเพื่อนแพง

ช่วงนี้แต่ละเรื่องกำลังโปรฯ ลดราคาค่า

https://www.mebmarket.com/index.php?action=SearchBook&page_no=1&type=tab_all&search=%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87




ฝากแฟนเพจด้วยนะคะทุกคน



นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น