▐▐ Pause & Play ► เพราะพักพาพบ [Yaoi]

ตอนที่ 6 : Track #06: ⏩ Forward Sentiments

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 763
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 97 ครั้ง
    14 ม.ค. 62

Track #06: Forward Sentiments

 

 

JAN 01

PausePause* : Happy New Year :D

Jate : สวัสดีปีใหม่

PausePause* : หวา

PausePause* : ฟังดูแก่จัง 5555555

PausePause* : มีความสุขมาก ๆ นะ

Jate : เช่นกัน

 

JAN 02

PausePause* : วันนี้ไปเที่ยวไหนนนนน

Jate : กับครอบครัว

PausePause* : เที่ยวให้สนุกนะ :)

PausePause* : แล้วพรุ่งนี้อะ

PausePause* : ว่างไหม

Jate : ไม่แน่ใจ

PausePause* : ถ้าว่างไปสยามกันไหม

 

JAN 03

PausePause* : ว่างป่าววววววว

PausePause* : ไปเที่ยวกันนนนน!!

Jate : ไม่ว่างอะ  พี่ชายมา

PausePause* : TT TT

PausePause* : ไว้เสาร์-อาทิตย์หน้าก็ได้เนอะ

PausePause* : อยากไปลองเข้าไอ้ที่หนี ๆ เอาตัวรอดอะ

PausePause* : จะรอดไหมวะ 5555555

 

“เจตน์” แม่ตะโกนเรียกจากโซฟาหน้าบ้าน “ยังไม่ออกมาส่งพี่จักรอีก”

“ครับ  ไปเดี๋ยวนี้แหละ”

เจ้าของชื่อโยนมือถือลงบนโต๊ะโดยไม่ได้พิมพ์ข้อความตอบกลับ  เจตน์เดินโซเซไปยังหน้าบ้านตรงนั้นมีรถสีดำเงาวับเปิดกระจกรออยู่  ใช่แล้ว....เขาโกหก พี่ชายไม่ได้มา แต่กำลังจะกลับต่างหาก

“เจตน์ดูแลแม่ดี ๆ นะ”

“ไม่ต้องฝากก็ได้ปะ”

“ไอ้เวร” จักรตบพวงมาลัย  พอหันไปเจอแม่เตรียมดุเรื่องพูดหยาบเลยชิงพูดเปลี่ยนหัวข้อก่อน “ไว้คราวหน้าไปทะเลกัน  ปีใหม่คนเยอะอยู่บ้านดีแล้ว”

ถูกต้อง....เจตน์โกหกอีกแล้ว  เขาไม่ได้ไปไหนเลย....

แม่ยื่นกล่องใส่อาหารให้จักรก่อนจะเปิดประเด็นโยนหินถามเข้าไปกลางวง “น้องเจตน์จะอยากไปกับเราเหรอ”

“โห แม่” พี่ชายบุ้ยปาก “อย่างไอ้เจตน์น่ะว่างตลอดแหละ”

“จักรไม่รู้อะไร  เดี๋ยวนี้น้องมันแอบเล่นมือถือ  คุยกับใครไม่รู้หัวเราะคิกคัก”

“แม่อย่าแต่งเรื่องได้ไหม”

“แม่พูดจริง” หล่อนยกมือสาบาน “พอจักรมาเลยทำเป็นไม่จับมือถือนี่ไง”

“ว้าว” คนในรถตาโต “ไอ้นี่มันร้าย”

“พอเลย!” เจตน์แทบล้วงมือเข้าไปกดปิดกระจกให้ “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ”

คนเป็นแม่เอามือป้องปาก  ขยับงุบงิบให้ลูกชายคนโตฟังว่า ปากแข็ง

จะพูดยังไงก็เชิญเถอะ...

เจตน์เหนื่อยจะเถียงแม่ลูกคู่นี้แล้ว  พอกอดอกทำหน้านิ่งทางนั้นคงรู้ตัวว่าไม่เล่นด้วยถึงได้เฉไฉไปเรื่องอื่น  แม่คุยเล่นกับพี่จักรต่อราวห้านาทีก่อนฝ่ายนั้นจะออกรถไปรับภรรยาที่สนามบิน  ปีใหม่ใครก็กลับบ้านกันทั้งนั้นแหละ

น้องคนเล็กของบ้านไต่บันไดกลับขึ้นห้องไป  ขณะนี้เวลาเที่ยงตรงแล้วเจตน์ก็ยังไม่มีแพลนออกไปที่ไหนแถมยังไม่ได้อาบน้ำเสียด้วย  เขาทิ้งตัวนอนบนเตียงอีกครั้ง  ทั้งที่อยากจะพักผ่อน แต่หัวใจยังทำงานหนักไม่หยุด

                ข้อความหนักซ้ายในไลน์ถูกปัดขึ้นลงไปมา  เจตน์รู้ว่าตัวเองเสียมารยาทที่ถามคำตอบคำ  ทว่าตอนนี้เขาไม่สามารถเจอหน้าพอสได้จริง ๆ  แค่คิดว่าจะต้องเห็นใบหน้าพร้อมรอยยิ้มสดใสก็ทนไม่ไหวแล้ว

                เพื่อนไม่ควรเป็นแบบนั้น  จิตใจสกปรกของตนเองจะให้พอสรู้ไม่ได้เด็ดขาด....

                ถึงจะชอบผู้ชายเหมือนกัน แต่ไอ้การคิดเข้าข้างตัวเองว่าใจตรงกันมันทุเรศเกินไป  อีกอย่างพอสไม่เคยแสดงออกว่าชอบเขาในแง่นั้นเลยสักนิด  แค่นี้ยังชัดเจนไม่พอหรือไง....

 

                เจตน์ฟุบหน้าลงกับหมอน

            อา....ไม่อยากไปทำงานพรุ่งนี้เลย....

 

...........................................................

 

                “พี่เบส  พี่วิทย์กินข้าวครับ!!

เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นเหนือหัวเรียกให้เจ้าของชื่อทั้งสองขมวดคิ้ว “ทำไมมาเร่งวะ”

“เดี๋ยวไม่มีโต๊ะครับ”

“แล้วแกไม่ไปกินกับ---”

“ไปเถอะครับ”

ชายทั้งสองหันมาสบตากันก่อนจะยอมลุกจากที่นั่งแต่โดยดี  ความจริงก็ไม่ได้อยากนั่งโต๊ะทำงานนานอยู่แล้วแหละ แค่แปลกใจที่คนอย่างเจตน์มาตามถึงที่  ปกติเคยสนใจใครที่ไหน....

คนตัวสูงก้าวขาเร็ว ๆ เพื่อให้พ้นประตูก่อนที่ฝั่งฝ่ายขายจะออกมา  เจตน์มองตรงไปด้านหน้าทั้งที่ในใจยังนั่งรอใครอีกคนอยู่ที่โต๊ะ

เพราะรีบออกมาก่อนจึงได้โต๊ะในร้านเด็ดที่ใครคนหนึ่งเคยแนะนำ  พี่วิทย์เลือกที่นั่งริมหน้าต่างเปิดเมนูไปมาก่อนจะสั่งอาหารอย่างรวดเร็ว  ขืนชักช้าต้องไปต่อคิวออเดอร์โต๊ะอื่นอีก

เพราะเพิ่งทำงานวันแรกบทสนทนาจึงวนเวียนแต่เรื่องวันหยุด

“ไปญี่ปุ่นมาเป็นไงล่ะ”

“คนเยอะฉิบหาย” คนแก้มตอบส่ายหัว “เยอะจนกินลำบาก  เที่ยวลำบาก”

“สรุปมันดีไม่ดีวะ”

“ก็สวยดีแหละ”

“กูไปกระบี่มา”

เจตน์ไม่แน่ใจรายละเอียดต่อจากนั้นนัก เพราะมัวแต่เหม่อออกไปนอกหน้าต่าง  ดวงตาเลื่อนลอยเหมือนอดหลับอดนอนทั้งที่เพิ่งผ่านวันหยุดยาวไป  กรอบสายตานิ่งค้างอยู่ที่มุมถนนมองเหล่าพนักงานหลากบริษัทเดินผ่านกันไปมา

“ทะเลก็โอเคอยู่นะเว้ย”

“กูได้ยินมาว่ามันแพงมากเลยนะ”

กลุ่มคนคุ้นตาปรากฏขึ้นที่หัวมุมถนน  จะใครเสียอีกถ้าไม่ใช่พี่ติณและคณะเดินแผ่กันเต็มฟุตปาธ  แก๊งฝ่ายขายกลุ่มใหญ่เดินหายเข้าไปในร้านก๋วยเตี๋ยวฝั่งตรงข้าม  จังหวะที่กำลังจะถอนหายใจนั่นเอง  คณะฝ่ายขายอีกชุดก็เข้ามาสมทบ  หนึ่งในนั้นทำเอาเจตน์เผลอใจกระตุก

ผมดัดถูกเซตมาเป็นอย่างดี  วันนี้พอสสวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงลายสก็อต และรองเท้าผ้าใบสีแดงที่เจตน์เป็นคนเลือกสีให้

“เจตน์”

อา...เข้ากันดีจังเลย....

“ไอ้เจตน์!

“คะ...ครับพี่!

รุ่นน้องสะดุ้งโหยงแล้วหันขวับไปยังโต๊ะ

“ข้าวมาแล้ว” พี่วิทย์ยื่นช้อนจากในกล่องให้ “เอ้า!

“ขอบคุณครับ”

                รุ่นพี่ทั้งสองสบตากัน  ส่งสัญญาณเกี่ยงไปมาจนสุดท้ายเบสก็ยอมเป็นตัวแทนออกปากถาม “ทะเลาะกับไอ้พอสเหรอ”

“เปล่าครับ” เจตน์ไม่ได้พูดปดแม้แต่นิดเดียว “ไม่มีอะไรนี่ครับ”

“ไม่มีก็ดีแล้ว  เห็นพี่ข้าวว่าจะให้ไปรับลูกค้าอาทิตย์หน้าด้วยกัน”

“อะไรนะครับ”

“เดี๋ยวประชุมพรุ่งนี้ก็คงได้ตารางมามั้ง”

“ครับ”

เจตน์ก้มหน้ามองกะเพราเบคอนในจานก่อนจะเริ่มลงมือกิน  ทั้งที่เคยคิดว่าอร่อยดีแท้ ๆ แต่วันนี้กลับจืดชืดไม่รู้รส  รับลูกค้าด้วยกันงั้นเหรอ.....เอาเถอะ ถึงเวลานั้นก็คงทำงานได้ตามปกตินั่นแหละ

ขอเวลาสักหน่อย....

เขายังไม่พร้อมจะคุยกับพอสตอนนี้  จะห้ามใจยังไงไม่ให้ถลำลึกในหลุมรักไร้ก้นเช่นนี้ล่ะ  ในเมื่อแค่เห็นหน้าก็หวั่นไหวจนแทบบ้าแล้ว....

 

……………………………………………….

 

                นี่มันแย่กว่าเดิมเสียอีก....

                เริ่มจากไลน์หนักซ้าย  ถามคำตอบคำ  หลบหน้าตอนพักกลางวัน และล่าสุด.....วิ่งหนี

 

                ตุบ ๆ ๆ

                เจตน์กระแทกพื้นรองเท้าผ้าใบไปบนพรมสีน้ำเงิน  เวรเอ๊ย! เมื่อกี้โผล่หน้าไปจ๊ะเอ๋กับพอสที่ประตูพอดี  หักหลบมาอีกทิศแทบไม่ทัน

                ขณะนี้เวลาเที่ยงตรง  วันพุธที่พี่แก๊งสามหนุ่มสามมุมออกไปทำงานข้างนอก และเจตน์ไร้คนให้เกาะบังหน้าสำหรับมื้อกลางวัน  ทั้งที่พุ่งตัวออกห้องก่อนเวลา แต่ดันพลาดท่าเจอพอสออกนำมาก่อนเสียได้  เล่นเอาวิ่งย้อนกลับไปอีกทางแทบไม่ทัน

                “แฮ่ก ๆ” ชายหนุ่มสิ้นสภาพ  เท้าแขนกับกำแพงแล้วหอบเป็นหมาจนมุม  ยืนอยู่ตรงนั้นพักใหญ่จนปรับลมหายใจเข้าสู่สภาพปกติได้  เจตน์เหยียดหลังตรงขึ้นอีกครั้ง ก้าวเท้าลงไปยังบันไดฝั่งตรงข้ามแทน

                หวังว่าเมื่อกี้พอสจะไม่ทันสังเกต  ไม่สิ....ประจันหน้ากันขนาดนั้นไม่เห็นก็บ้าแล้ว เพราะตกใจจนอะดรีนาลีนหลั่งมากเกินไปเลยเผลอวิ่งหนี  แก้ปัญหาได้ทุเรศสิ้นดี

                รองเท้าผ้าใบกระทบขั้นบันไดเป็นจังหวะสม่ำเสมอกัน  บันไดฝั่งนี้ร้างผู้คนเพราะต้องเดินอ้อมออกหลังตึก  พอไม่มีเสียงจอแจแล้วก็ชวนให้เหงานิดหน่อย

                จู่ ๆ ก็นึกถึงเรื่องสมัยเป็นเด็กฝึกขึ้นมา  ตอนนั้นเจตน์กินข้าวคนเดียวเป็นเรื่องปกติ  ชีวิตในต่างแดนแห้งแล้งอย่างกับต้นไม้ตายซาก  ความกดดันกระหน่ำเข้ามารอบด้านจนคิดว่าจะทนไม่ไหวเข้าสักวัน  น่าขำที่สุดท้ายแล้วสาเหตุที่เลิกไม่ใช่เพราะหมดความอดทน แต่ไร้ทางไปต่อต่างหาก

                พอคิดถึงมื้อกลางวันอันเรียบง่ายกับบทสนทนาเรื่อยเปื่อยกับพอสแล้วก็ชวนวูบโหวงในใจ  เมื่อกี้สวมเสื้อยืดสีขาวหรือเปล่านะ  เหมือนจะไนกี้?  ไม่สิ...อาดิดาส  ส่วนรองเท้ารู้สึกจะสีขาว...

 

            ตุบ

 

                จังหวะก้าวขั้นสุดท้ายชะงักไปเมื่อคำเฉลยมายืนอยู่ตรงหน้า

 

ผิดแล้ว....สีดำต่างหาก...

 

                เจตน์อ้าปากค้างเมื่อสิ่งที่วิ่งหนีปรากฏกายขึ้น “นายไม่....เอ่อ....  กินข้าวกับพี่ ๆ”

                “เดี๋ยวค่อยไปก็ได้” พสุกอดอก  ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มกลับเคร่งเครียด “ยังไงก็มีเรื่องที่ต้องถามให้ได้”

                “เอ่อ.....คือฉันรีบ---”

            “นายโกรธอะไรฉันเหรอ”

                หมัดแรกฮุคเข้ามากลางเป้าทำเอาคนฟังหน้าซีดเผือด  เจตน์หลบตาวูบ “เปล่านี่”

                “ฉันไม่ได้โง่นะ!” เพราะอดทนไม่ไหวพอสจึงเผลอขึ้นเสียงใส่ “ถ้าฉันไปทำอะไรให้นายโกรธก็บอกกันตรง ๆ สิ”

               

                ไม่ได้โกหกสักหน่อย

                จะโกรธได้ยังไง.....ในเมื่อทั้งหมดมันเป็นความผิดของเจตน์...

 

                คนตัวสูงเอาแต่เงียบจนอีกฝ่ายกำมือแน่น  พอสสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับอารมณ์ก่อนจะก้าวเข้าไปหาทำทุกวิถีทางที่จะได้สบตากับเจตน์

                “นายอาจจะรำคาญฉันแล้ว”

 

            ไม่...ตรงกันข้ามเลยต่างหาก....

 

                “แต่ฉันน่ะ...”

                “.........”

“อยู่กับนายแล้วสนุกมากเลยนะ”

 

เพราะแบบนั้นไงเจตน์ถึงอยู่ด้วยไม่ได้

                ต้องทนเห็นใบหน้านี้ทุกวันโดยไม่ให้คิดเกินเลยน่ะ...ทำไม่ได้หรอก

 

พอเถอะ....ไม่อยากจะชอบพอสมากไปกว่านี้แล้ว

 

                “มัน....ไม่มีอะไรจริง ๆ” ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาท้ายทอย “นายไม่ต้องคิดมากหรอก”

                “แต่นาย...”

“ที่วิ่งเมื่อกี้ก็....” เจตน์คลี่รอยยิ้มที่ฝืนเต็มที “ฉันแค่ลืมกระเป๋าตังค์ไว้ที่โต๊ะน่ะ”

“งั้นเหรอ”

“อืม” คนตัวสูงเป็นฝ่ายออกก้าวหนีอีกครั้ง  มือวางตบปุ ๆ บนบ่าพอส “เดี๋ยวมีธุระต้องไปทำก่อน  นายก็ไปกินข้าวกับพวกพี่ ๆ เขานะ”

เจตน์เดินออกจากตรงนั้นโดยไม่กล้าหันไปมอง  เขามันขี้ขลาดเกินกว่าจะกลับไปทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร  ขอเวลาอีกนิด.....อีกแค่นิดเดียว

ถึงตอนนั้นคงกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้

 

…………………………………………….

 

“วันนี้เจตน์ต้องอยู่ทำโอนะ”

“ครับพี่ข้าว”

“ลำบากหน่อยนะ แต่น่าจะไม่เกินสองทุ่มหรอก” หัวหน้าสาวถอนหายใจ “มีคนอยู่เป็นเพื่อนเยอะแยะ ไม่เหงาเนอะ”

“ครับ”

แว่นตาสะท้อนภาพตัวหนังสือยึกยือเต็มพรืดไปหมด  เจตน์คลึงหัวตาอย่างเมื่อยล้า เพราะจ้องตารางนี้มาหลายชั่วโมงแล้ว

ช่วงนี้งานกระหน่ำเข้าเวิร์ลไวด์เซลระลอกใหญ่  พี่ข้าวบอกว่าหลังปีใหม่บรรดาร้านค้าเคลียร์ของเก่าในสต็อกหมดแล้วจึงต้องรีบหาสินค้าใหม่มาเติมเลยกลายเป็นว่าออเดอร์เข้าพร้อมกันเหมือนระเบิดลง  ฝ่ายนำเข้าก็ต้องรีบสั่ง  ฝ่ายขายก็ต้องรีบกระจายของ  ห้องทำงานของพวกเขาจึงโกลาหลไปหมด

ในความเลวร้ายก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง เพราะทำงานแบบไม่ได้โงหัวจึงแทบไม่ได้เห็นหน้าพอสเลย  ฝ่ายขายผลัดกันออกไปเกือบทุกวัน หรือต่อให้เข้าออฟฟิศก็คงไม่มีเวลาให้คุยกัน เพราะเจตน์ต้องกินข้าวหน้าคอมติดกันมาสามวันแล้ว

ตุบ...

ปึกกระดาษวางลงที่ข้างโต๊ะ  พี่เบสที่ผอมอยู่แล้วดูอิดโรยไปกันใหญ่  แม้แต่น้ำเสียงก็ยังแหบแห้ง

“ฝากส่งรายการสั่งของพาร์ทเนอร์เยอรมันหน่อยนะไอ้น้อง  เห็นพี่ข้าวว่าแกจะไปห้องนั้นพอดี”

“ได้ครับ”

เจตน์พยักหน้าตอบนิ่ง ๆ ตามประสาแล้วเคาะแป้นพิมพ์ต่อ  ทว่าเบสยังคงยืนนิ่งตรงนั้น  ขบกัดริมฝีปากราวกับชั่งใจอะไรสักอย่าง  เห็นแบบนั้นเจ้าของโต๊ะเลยต้องออกปากถาม

                “มีอะไรหรือเปล่าครับพี่”

“เจตน์แก...เอ่อ...”

“ครับพี่?”

คนตัวผอมหลบตา “เปล่า  ไปทำงานต่อละ”

อะไรของเขาวะ....

เด็กใหม่ขมวดคิ้วสงสัยได้เพียงครู่เดียวโทรศัพท์ประจำโต๊ะก็แผดเสียงลั่น  พาร์ทเนอร์จากเกาหลีโทรมาคอนเฟิร์มเรื่องยอดสั่งลิปสติกคอลเลคชั่นใหม่ เพราะมัวแต่ง่วนกับตัวเลขเลยลืมเรื่องนั้นไปเสียสนิท

แสงอาทิตย์ด้านนอกค่อย ๆ หรี่ลงจนดับสนิท  เจตน์กินมื้อค่ำหน้าคอมอีกตามเคย  พอเหลือบมองไปด้านนอกก็พบว่าไฟทางเดินถูกเปิดไว้ห่าง ๆ กันให้แสงสลัวตามนโยบายประหยัดพลังงานของพวก HR  หันไปทางขวาก็เจอแต่โต๊ะว่างเปล่าของฝ่ายขาย  ส่วนแผนกของเจตน์เหลือประมาณห้าชีวิตได้

ชายหนุ่มยืดแขนขึ้นบิดขี้เกียจ  เมื่อครู่เจตน์เพิ่งจะสั่งปริ้นท์เอกสารชุดสุดท้ายไปคงใกล้ได้เวลากลับบ้านแล้ว  เขาถอดแว่นวางไว้บนโต๊ะก่อนจะรวบแก้วกาแฟข้าง ๆ เดินตรงไปยังแพนทรี่เพื่อล้างให้เรียบร้อย

ทางเดินพรมน้ำเงินเงียบสงัดต่างจากกลางวันลิบลับ  ห้องแพนทรี่นั้นอยู่ที่มุมสุดของอาคาร ทั้งที่ไม่น่าจะมีใครอยู่  แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้กลับได้ยินเสียงอันคุ้นเคย

“เออใช่ ๆ  ของเก่ายังไม่หมดแท้ ๆ ไม่รู้มันคิดไรอยู่”

“ใช่ปะ  พอเหลือแม่งก็มาโบ้ยว่ากูสั่งเยอะไป  เนียนเลยนะมึง”

“เชี่ยนี่แม่ง----”

“พี่วิทย์ พี่เบสยังไม่กลับเหรอครับ”

 

กึก...

 

ชายทั้งสองชะงักไป  พอหันมาเจอรุ่นน้องก็พยักหน้าหงึกหงัก “เดี๋ยวจะกลับแล้วแหละ  แวะมาล้างแก้วก่อน”

“เหมือนกันเลยครับ” เด็กตัวสูงยืนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น เพราะห้องเล็กมากจนไม่สามารถเบียดอีกชีวิตเข้าไปได้ “เอ่อ...ถ้าล้างเสร็จแล้วขอผมใช้ต่อนะ”

“อ๊ะ!  มาเลย ๆ”

รุ่นพี่เดินหลบไปยืนอยู่ด้านหลังแทน  เจตน์วางแก้วกาแฟลงในอ่างก่อนจะหยิบฟองน้ำขึ้นมา “พี่ ๆ กลับกันเลยก็ได้ครับ ไม่ต้องรอผมหรอก”

ตุบ...

เสียงเดินย่ำพรมดังอยู่ไกล ๆ เป็นสัญญาณบอกว่าคนในห้องน่าจะทยอยกันกลับบ้านแล้ว  พวกเขาไม่ใช่เด็กมัธยมที่ต้องไปไหนเป็นกลุ่มเสียหน่อย  ใครเสร็จงานก่อนก็กลับเป็นเรื่องธรรมดา  ทั้งที่ควรเป็นอย่างนั้น แต่เขายังเห็นเงารุ่นพี่ทั้งสองทอดยาวอยู่บนผนัง  ตอนนั้นเองที่เรื่องเมื่อกลางวันวาบขึ้นมาในหัวเจตน์

“พี่....เอ่อ....มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ”

เพราะเสียงจากก๊อกน้ำทำให้ไม่ได้ยินบทสนทนาซุบซิบด้านหลัง แต่เห็นจากเงาได้ว่ากำลังถองสีข้างเกี่ยงกันไปมา  เจตน์คว่ำแก้วลงกับที่พักแล้วหันไปเผชิญหน้า “มีอะไรเหรอครับ”

“คืองี้เจตน์” วิทย์เป็นคนยอมเปิดปากพูด “พอดีเมื่อวันก่อนพี่ไปเจอคลิปในยูทูป”

“.........”

 

“เมื่อก่อนแกเคยไปเป็นไอดอลที่เกาหลีเหรอวะ”

 

ประโยคนั้นเหมือนน้ำเย็นสาดเข้ามาใส่หน้า  เจตน์รู้สึกชาไปถึงปลายนิ้ว  หัวสมองว่างเปล่าจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำหน้าแบบไหนอยู่

“พอดีวันนั้นฟังพี่ข้าวร้องเพลง จะทำยังไงเลยไปเสริชฟังแล้วก็เจอเข้าอะ” ทางนั้นอธิบายเพิ่ม “ตกลงใช่แกเปล่าวะ”

“เอ่อ...คะ...ครับ”

“นั่นไง! กูบอกแล้วว่าไอ้เจตน์จริง ๆ” วิทย์ตบเข่าฉาดก่อนหันไปบอกเพื่อน “หน้าเหมือนเด๊ะ”

“โห...สมัยนั้นอย่างดีดเลยนะเนี่ยเอ็ง” เบสเอ่ยแซว “มีท่าด้วยนี่  ท่าอะไรนะ”

“เจย์เอ็ดอะไรสักอย่าง” คนผิวเข้มพยายามทำมือมั่ว ๆ “ถูกเปล่าวะ  เฮ้ย! ไหนลองทำให้ดูหน่อยซิ”

เสียงพูดกลั้วหัวเราะทำเอาเจตน์แน่นิ่ง  ความทรงจำเก่า ๆ ประดังเข้ามาราวกับจุกคอร์กที่อุดไว้ถูกกระชากออก  ร้องเพลง  เต้นโง่ ๆ แล้วก็ถูกสายตาคนรอบข้างมองเหมือนตัวตลก...

“ผม....จำไม่ได้แล้วครับ”

“ฮ่า ๆ ๆ”

“งี้เปล่าวะ  กูทำถูกปะไอ้วิทย์”

“มึงต้องตะโกนด้วยเว้ย” คนพูดยกท่าค้างไว้ “แอม-เจย์-เอ็ด!!

“ฮ่า ๆ ๆ โคตรจี้อะ”

 

ทั้งที่พยายามแทบตาย แต่ผลที่ออกมามันน่าหัวเราะขนาดนั้นเชียวเหรอ....

 

“จะว่าไปหน้าแกเปลี่ยนด้วยปะ”

“เออ ไปเกาหลีก็ต้องทำหน้า” คนตัวผอมชะโงกเข้ามาใกล้  ลูบปลายคางพินิจ “จมูกปะ หรือตา?”

“เฮ้ย!  ถ้าทำมาลูกหน้าไม่เหมือนพ่อนะเว้ย”

“ผม.....”

 

 

“จะทำอะไรมันก็เรื่องของเจตน์หรือเปล่าครับ”

 

เสียงจากใครอีกคนดังมาจากด้านหลัง  คุ้นเคยเสียจนเจตน์ใจกระตุก หรือว่าเสียงรองเท้าที่ได้ยินเมื่อครู่ไม่ใช่คนกลับออกไป แต่เดินเข้ามา....

“อ้าว! ไอ้พอส” เบสหันกลับไปทักทายรุ่นน้อง “ดึกแล้วยังไม่กลับอีกเหรอ”

“มาเอาของครับ” ฝ่ายขายเพียงหนึ่งเดียวเดินเข้ามากลางวง “เรื่องผมน่ะช่างเถอะ แต่ช่วยเลิกพูดแบบนั้นกับเจตน์ได้ไหมครับ”

“เฮ้ย! พี่ไม่ได้ว่าอะไรน่า” วิทย์ปัดมือไปมา “ล้อเล่น ๆ”

“นั่นดิ  ไปเป็นดาราเลย  เท่จะตาย”

“เออ  เดี๋ยวขอลายเซ็นหน่อยซิ ฮ่า ๆ ๆ”

                “พอเถอะครับ!” ดวงตาของพอสฉายแววเกรี้ยวกราด “เลิกล้อเล่นซะที”

                “ไม่เห็นต้องออกตัวเลย  ขนาดไอ้เจตน์มันยังไม่ว่าอะไรเลย” เบสถองศอกใส่รุ่นน้องอย่างสนิทสนม “จริงเปล่าเจตน์”

                “ผม...”

                “..............”

                “ไม่ชอบครับ”

                สีหน้าเรียบเฉยไม่รู้ว่าภายในคิดอะไรอยู่ทำเอารุ่นพี่ทั้งสองหุบปากลง  วิทย์พยายามยิ้มแห้ง ๆ แล้วว่าติดตลก “พูดเล่นเฉย ๆ น่า  อย่าโกรธกันสิวะ”

“พี่อาจจะคิดว่าพูดตลก ๆ แต่คนฟังไม่ขำด้วยนะครับ” พอสกำมือจนสั่นระริก “ถ้าเป็นพี่โดนล้อแบบนี้ยังจะหัวเราะออกอีกเหรอ”

“พี่ไม่คิดมากเรื่องหยุมหยิมหรอกน่า”

“ไม่ใช่เรื่องของตัวเองก็พูดได้นี่!

“พอส  พอเถอะ” และก่อนที่อารมณ์จะเดือดไปมากกว่านี้มือใหญ่ก็วางลงบนบ่าคนตัวเล็กกว่า  ส่งสายตาห้ามปราม “พี่วิทย์พี่เบสครับ  ในคลิปนั่นผมเองแหละ แต่ช่วยอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใครได้ไหมครับ”

“........”

“ผมไม่อยากพูดถึงมัน”

“อ่า....ถ้าแกไม่ชอบพี่ไม่พูดก็ได้” พี่เบสหัวเราะแหะ ๆ “อย่าคิดมากดิวะ”

“ครับ”

“เออ  ขำ ๆ เว้ยไอ้เจตน์”

“ครับ” เจตน์พยักหน้า “ถ้างั้นผมกลับก่อนนะครับพี่”

“แต่เจตน์ไม่-----”

 

หมับ!

 

ไม่รอให้พอสดึงดันพูดอะไรต่อ  เจตน์คว้ามืออีกฝ่ายลากออกมาจากจุดเกิดเหตุตรงดิ่งไปยังโต๊ะทำงาน  หยิบกระเป๋าสะพายขึ้นพาดบ่า  พอหันนมาเจอพอสทำท่าเหมือนอยากจะเถียงก็ชิงเอ่ยตัดบทเสียก่อน

“ไว้ไปคุยกันข้างนอก”

พอสไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ทว่าไม่อาจต้านแรงดึงของอีกฝ่ายได้  เขาถูกลากออกไปตามทางพรมน้ำเงินจนไปถึงบันได

“ฉันเดินลงเองได้”

ในที่สุดเจตน์ก็ยอมปล่อยมือออกแล้วเดินนำลงบันไดไป  พสุถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วก้าวตามอย่างเสียมิได้

ฝ่ามือที่เจตน์จับเมื่อครู่ยังร้อนผ่าวติดตรึงอยู่  พอสเงยหน้าขึ้นจากพื้น  เบื้องหน้าของเขาคือแผ่นหลังกว้างเหมือนกำแพงหนาทึบมองไม่เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใน  เขาเกลียดความรู้สึกนี้ชะมัด  มันร้อนรุ่มในอกจนอยากจะตะโกนออกไป

บันไดที่ทอดยาวสิ้นสุดลงด้านหน้า  รวมไปถึงความเงียบอันน่าอึดอัดนี่ด้วย  พอสอยากจะออกไปจากที่นี่เต็มแก่แล้ว  เขาหันปลายรองเท้าไปอีกทาง  ทว่าก้าวขาไปได้นิดเดียวก็ถูกดึงรั้งไว้อีกครั้ง

“ฉันไปส่งเอง”

“ไม่ต้อง”

“ดึกขนาดนี้แล้วนะ”

“รถไฟฟ้ายังวิ่งอยู่”

“นาย”

“........”

“โกรธฉันเหรอ”

“ยังจะต้องถามอีกเหรอไง!!” มาถึงตรงนี้สิ่งที่พอสกักเก็บไว้ก็ประทุออก “นายเป็นบ้าอะไรอะ!  ปล่อยให้เขามาดูถูกอยู่ได้”

                เจตน์ถอนหายใจ “เบาเสียงลงหน่อย”

                “ไอ้พี่พวกนั้นก็เป็นห่าอะไร  คิดว่าตลกนักเหรอ” เพราะกลัวว่าใครจะมาได้ยินเข้าเจตน์จึงรีบลากพสุไปตามทาง  รถยนต์สีเทาจอดอยู่ตรงหน้าแล้ว “เดี๋ยว! ฉันยังพูดไม่---”

“ขึ้นรถก่อนแล้วค่อยพูด”

ปัง!

สิ้นเสียงปิดประตูพอสก็ระเบิดมันออกมาอีกระลอก “ฉันเกลียดคนประเภทนี้ฉิบหายเลย  คิดว่าตัวเองเท่นักเหรอวะ”

“แต่ว่า----”

“นายเองก็ด้วย!!

มาถึงตรงนี้คนถูกโกรธก็พลันขมวดคิ้ว “ฉันทำอะไรผิด”

“ปล่อยให้เขาด่าอยู่ได้  ทำไมไม่เถียงไปซะเลย  นายไม่ได้---”

“มันไม่มีประโยชน์อะไรนี่....”

“..........”

“อธิบายไปเขาก็ไม่เข้าใจหรอก” พสุหันขวับ  สบประสานสายตาเข้ากับอีกฝ่าย  น่าเศร้าที่เจตน์ยอมรับการดูถูกได้อย่างง่ายดาย “บางเรื่องมันเหนื่อยเปล่าน่ะ  ถ้าโวยวายแล้วเขาเอาเรื่องฉันไปเล่าต่ออีกจะทำยังไง”

มาถึงตรงนี้พอสก็เหมือนได้สติกลับมา แต่อดจะเถียงไม่ได้ “ถ้าไม่พูดอะไรเลยมันก็....”

“ฉันไม่เป็นไรแล้ว...”

 

ไม่สิ...มันไม่ควร ไม่เป็นไรไม่ใช่หรือไง...

 

พอเจตน์เห็นสีหน้าแคลงแคลงใจก็พยายามคลี่ยิ้มที่ตนไม่ถนัด  สารภาพว่าดีใจไม่น้อยที่มีคนโกรธแทนตัวเอง “ขืนเถียงต่อนายจะมองหน้าเขาไม่ติดเอานะ  ยังไงก็ต้องทำงานด้วยกันต่อ”

“ก็จริง” พอสคอตก “แต่ว่ามัน...มัน...”

“...........”

 

“มาดูถูกเจย์เอดท์ได้ยังไง”

 

อา....จริงด้วยสินะ.....

เจตน์เอ่ยกับตนเอง  เขารู้ความจริงข้อนี้อยู่แล้ว แต่พอมาได้ยินซ้ำ ๆ กลับวูบโหวงในอกอย่างบอกไม่ถูก  พอคิดว่าปฏิกิริยาทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาจากการล้อเลียนเจย์เอดท์แล้วก็พบว่าทุกอย่างมันไม่ใช่ของเขาเลย

 

“ฉันขอโทษด้วยที่ทำให้นายเกือบซวยไปกันใหญ่”

 

จะแววตานี้….

 

“แต่ก็นะ  พี่พวกนั้นไม่รู้เหรอว่าเพลงนั้นมันดีแค่ไหน”

 

คำที่บอกว่า ชอบ

 

“เจย์เอดท์น่ะเจ๋งที่สุดแล้ว”

 

ไม่มีอะไรเป็นของ เจตน์ เลยสักอย่าง....

 

                “พอแล้ว!

                ไม่ไหวแล้วล่ะ....  บางสิ่งในอกซ้ายปริแตกทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่...

“นายรู้ไหม...ฉันเกลียดเจย์เอดท์มาตลอด”

“อะไรนะ....”

“ต้องฝึกกระทั่งท่ายิ้ม  องศาถ่ายรูป  วิธีดึงความสนใจ หรือแม้แต่เรื่องเต้นที่ไม่ถนัด  ทั้งที่ทำทุกอย่างเพื่อจะเป็นไอ้หมอนั่นแล้วแต่ทุกอย่างก็พังไม่เป็นท่า”

“............”

“มันคือความอับอายของฉัน  ไม่อยากได้ยินชื่อ  ไม่อยากได้ยินเสียง  ไม่อยากเห็นภาพ”

มือที่อยู่บนตักขยำลงบนขากางเกง

 

“ทั้งที่เป็นอย่างนั้น แต่ว่าตอนนี้....ฉันอิจฉามันที่สุดเลย”

“..........”

 

 

“ต้องทำยังไงนายถึงจะชอบฉันแบบนั้นบ้าง...”

 

สิ้นคำสารภาพห้องโดยสารก็ตกอยู่ในความเงียบ  เจตน์ไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว  เขาระเบิดทุกสิ่งภายในใจออกมาจนหมดสิ้น  ไร้ความคิด  ขาดสติ  ไม่สนแม้แต่พรุ่งนี้จะมองหน้ากันติดไหม

รู้เพียงแค่ว่าต้องพูดออกไป....

แต่ว่านี่มันเงียบเกินไปแล้วนะ  น่าจะเกือบสองนาทีได้แล้วความเดือดดาลเมื่อครู่ก็ค่อย ๆ ลดระดับลงจนสติกลับคืนมา  จากหัวกลวงเปล่ากลับกลายเป็นความคิดมากมายถาโถมพุ่งเข้าชนแทน

เขา....ไม่ควรพูดออกไปหรือเปล่านะ  แบบนี้แม้แต่เพื่อนก็ยังเป็นไม่ได้เลยมั้ง

“ฉะ....ฉัน...”

ขณะสมองใกล้จะระเบิดพอสที่เงียบไปนานก็เอ่ยคำแรกขึ้น  เจตน์ผละฝ่ามือออกจากหน้า  สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อรอฟัง...

“ฉันไม่เข้าใจว่านายหมายความว่ายังไง”

ทันทีที่เผลอมองภาพตรงหน้าก็พลันใจกระตุก  พอส พสุชายผู้เกรี้ยวกราดฉะฉานเมื่อครู่กลับเป็นฝ่าซุกใบหน้าลงกับฝ่ามือเสียเอง  สีแดงบนนั้นพาดผ่านลามไปถึงใบหูตัดกับสีเครื่องประดับ

“อย่าหาว่าโง่เลยนะ...แต่ฉัน...”

หมับ!

เจตน์คว้าเข้าที่มืออีกฝ่าย  ปลายนิ้วแกะเกราะกำบังออกเพื่อให้เห็นดวงตาที่ซ่อนไว้  แล้วเอ่ยถ้อยคำที่ซื่อตรงที่สุด...

 

“หมายความว่าฉันชอบนายยังไงล่ะ!

ทั้งที่เดิมพันหมดหน้าตักแล้วแท้ ๆ แต่พอสกลับสวนเข้ามาฉับพลัน “ไม่มีทาง!

“ฉันพูดเรื่องจริง”

“โกหก!!

“นายไม่ใช่ฉันนี่  รู้ได้ไงว่าโกหก”

“นายแกล้งฉันแน่ ๆ!

เขารวบรวมความกล้าขนาดนั้นยังโดนหาว่าพูดปดอีก  เจตน์บีบมืออีกฝ่ายไว้แน่นทั้งที่ใบหน้าตัวเองแดงก่ำไม่แพ้กัน  ความมั่นใจเริ่มหดหายเข้าไปทุกที

“ถะ...ถ้าไม่ชอบก็คงไม่รู้สึกเจ็บตอนที่นายชอบเจย์เอดท์มากกว่าหรอก”

“หา!?”

“ไม่อยากชอบนายไปมากกว่านี้แล้ว” มาถึงตรงนี้พ่อคนใจกล้าก็หลุบสายตาลงมองตักตัวเอง “ก็เลยไม่อยากคุยด้วย”

“นี่เงียบใส่ฉันเพราะเรื่องนี้เหรอ!” พสุขึ้นเสียงสูง “นายไปเอาความคิดนี้มาจากไหน”

“นายเลือกพี่ข้าวไปร้องเพลงแทนฉัน”

“ตัวเองทำหน้าซังกะตายอย่างนั้นใครจะไปกล้าเลือกล่ะ!!

มะ....มันก็จริงอยู่....

สีหน้าช็อกกับความจริงข้อนี้ทำเอาพอสปวดหัวไปหมด  ตามตรรกะคนปกติก็น่าจะคิดได้ไม่ใช่หรือไง

“นายแสดงออกตลอดว่าไม่อยากร้อง  แล้วฉันจะกล้าทำร้ายจิตใจเหรอ....”

 

“ในเมื่อฉันชอบนาย!

พอสคำรามประโยคนั้นราวกับทนฟังไอ้เวรนี่พล่ามไม่ไหวแล้ว  คราวนี้สถานการณ์เลยกลับพลิกผัน....

“โกหก!

“เห็นไหม! ทีฉันพูดบ้างนายก็หาว่าโกหก”

อุก! ชายหนุ่มสะอึกเมื่อถูกยิงแสกหน้า  จากที่เคยเป็นฝ่ายรุกไล่ได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ เหมือนลูกเจี๊ยบกินหนอน

“แต่นายบอกว่าชอบเจย์เอดท์!

“ก็ชอบไง  ชอบทั้งคู่นั่นแหละ!

“จะเป็นไปได้ยังไง”

คราวนี้พสุบีบมืออีกฝ่ายคืนบ้าง “ทุกวันนี้ฉันคุยกับใคร  อยู่กับใคร  ทะเลาะกับใคร  เจย์เอดท์เหรอ?”

“นายชอบเจย์เอดท์อยู่แล้ว  อาจจะเข้าใจผิดว่าชอบฉันด้วย”

“อย่างกับนายเหมือนเจย์เอดท์นักนี่!  นอกจากหล่อตรงสเปคแล้วที่เหลือก็คนละโลกเลย” มาถึงตรงนี้แฟนคลับอันดับหนึ่งก็ระเบิดอารมณ์ออกมาบ้าง “ทั้งทึ่ม  ไม่พูดไม่จา  ทำหน้าตายไม่เป็นมิตร  ยังจะกล้ามาเทียบกับเจย์เอดท์ที่เปล่งประกายไอดอล  หัวเราะเสียงสดใส  หัวใจเบิกบานอีกเหรอ!

เอ่อ....สาบานว่าเจตน์ไมได้โดนด่าอยู่...

“แล้วที่ฉันต้องเป็นบ้าคิดมากนอนไม่หลับเพราะความงี่เง่าของนายล่ะ  มันใช่ฝีมือเจย์เอดท์ผู้สูงส่งงั้นเหรอ!!” พูดจบกระดูกมือเจตน์ก็แทบแหลกละเอียดเพราะแรงบีบ “อย่าเอามาเทียบกันโว้ย!

“เอ่อ....”

“เจย์เอดท์น่ะไม่เคยทำให้ฉันเจ็บปวด มีแต่ยิ้มให้กำลังใจตลอด  ไม่เหมือนกับนายหรอกเจตน์” พอสพ่นลมหายใจออกมา “มาทำให้ฉันวุ่นวายใจ  มาบอกรักแล้วก็หาว่าฉันโกหกบ้างล่ะ”

พอสปล่อยมือแดงช้ำของอีกฝ่าย

“ถึงอย่างนั้นนายก็ใจดี  ไม่เคยดูถูกความชอบฉัน  แถมยังทำเรื่องที่คนอื่นบอกว่างี่เง่าเพื่อฉัน” ใบหน้าคนพูดขึ้นสีเรื่อไปถึงใบหู “สำหรับฉันแล้วนายน่ารักจะตาย”

“หา!?”

“นายอาจจะเกลียดเจย์เอดท์เพราะเป็นความล้มเหลว แต่ฉันกลับอิจฉาที่นายมุ่งตรงไปหาความฝันแบบเป็นบ้าเป็นหลัง” พอสเล่นจับปลายนิ้วตัวเองไปมา “ฉันน่ะไม่มีความฝันอะไรทั้งนั้น  ที่มาเป็นเซลก็เพราะมันเปิดรับสมัครพอดี  ต้องมาตอแหลปั้นหน้าแถมโดนหัวหน้าค่อนขอดเรื่องไม่เป็นเรื่อง”

“..........”

“เพราะงั้นก็เลยคิดว่านายเท่มาก ๆ เลย”

 

อา....ใจคนฟังแทบหลอมละลายแล้ว...

“ไม่หรอก  ฉันเองก็คิดว่านายเท่เหมือนกัน” คนขับเกาท้ายทอยแก้เขิน “เพิ่งทำงานแค่ปีเดียวก็ขึ้น Top 3 แล้ว  ขนาดเป็นงานที่ไม่ชอบก็ยังทำได้ดี  เก่งจะตายไป”

“ขะ...ขอบใจนะ” พอสงึมงำ “อ๋า....เราจะชมกันไปมาทำไมเนี่ย”

“นั่นสิ”

“แล้วเชื่อหรือยังว่าฉันชอบนายจริง ๆ”

“นายต่างหากเชื่อหรือยัง”

ดวงตาทั้งสองสบประสานเข้าหากัน  ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

สถานการณ์ทุเรศนี่มันอะไรกันนะ...  สารภาพรักแล้วก็เถียงกันไปมาอย่างกับคนบ้าเลย

พอสมองคนหน้าตายที่บัดนี้ฉีกยิ้มจนตาปิด  ความเจิดจ้านั้นไม่ต่างกับใครอีกคนเลย....

“เจตน์”

“อะไร”

“อย่าเกลียดเจย์เอดท์เลยนะ  มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนาย  ตอนนี้อาจจะยังไม่อยากพูดถึง แต่อีกสักสิบปีนายจะต้องภูมิใจในตัวเองแน่ ๆ”

ประโยคนั้นเหมือนน้ำชโลมลงบนต้นไม้ตายซาก  บาดแผลอาจไม่หายวันนี้พรุ่งนี้ แต่เพียงพอสพูดว่ามันจะดีขึ้นในสักวัน  เท่านั้นเจตน์ก็อุ่นวาบขึ้นมาในใจ  บางทีเขาอาจจะรอฟังคำนี้จากปากใครสักคน....

“ที่สำคัญ”

“...........”

“เขาหล่อมาก!

อะไรนะ?....

“นายไม่ควรเกลียดผู้ชายที่เจ๋งขนาดนั้น”

“ก็หน้าเหมือนฉันนั่นแหละ”

“ไม่อะ! เจย์เอดท์หล่อกว่า” นี่คือเรื่องเดียวที่พอสไม่ยอมแพ้ “ฉันน่ะนะโดนไอ้พี่พวกนั้นนินทาเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมก็ทนได้ แต่มาแตะเจย์เอดท์น่ะไปตายซะเถอะ!

“พอสใจเย็นก่อนนะ”

“นายก็เหมือนกันปล่อยให้เขาด่าอยู่ได้  อย่าให้คนมาดูถูกตัวเองแบบนั้นสิ!!

“สรุปนายปกป้องฉันหรือเจย์เอดท์กันแน่เนี่ย”

“ฮ่า ๆ ๆ”

“เอาเถอะ” เจตน์ทิ้งตัวเอนราบไปกับพนักพิง “นายเล่นโกรธแทนฉันไปหมดแล้ว  ตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรแล้วล่ะ”

“..........”

“นอกจากชอบนาย”

อุก!  บทจะยิงไอ้คนทึ่มก็ยิงเข้ามาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงเล่นเอาคุณฝ่ายขายที่ไม่ได้ป้องกันตัวเซไถลไปอีกฝั่ง  พอสยันตัวเองกับคอนโซลไว้ไม่ให้ความร้อนภายในเผาร่างจนแหลกเหลว

อกซ้ายเต้นตุบ ๆ จนปวดไปหมด  อาการแย่เสียจนอยากให้เจตน์แวะโรงพยาบาลมากกว่ากลับบ้าน  ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าไอ้คนขับมีสภาพไม่ต่างกันเลย

ดวงตาสองคู่สบประสานกันนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นราวกับเล่นเกมใครขยับก่อนแพ้ และเจตน์ได้ยกธงขาวในชั่วอึดใจต่อมา  ชายหนุ่มยื่นใบหน้าเข้าไปตรงกลางระหว่างเบาะ  ทำจมูกฟุดฟิด

“กลิ่นแชมพูนายหอม”

พอสขยับเข้ามาใกล้...

 

“ก็กลิ่นเดียวกันนี่”

สิ้นคำพูดนั้นพอสก็แนบริมฝีปากเข้ามา  เจตน์เบิกตาโพลงราวกับมีประจุไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่าง  เริ่มแรกเป็นเพียงจุมพิตเหมือนเด็กน้อยที่แค่แตะปากกันเท่านั้น  สันจมูกคลอเคลียกันชวนให้วาบหวามในอก

พอสงับเบา ๆ ที่กลีบปากอีกฝ่ายด้วยความมันเขี้ยว  ทว่าเจตน์กลับตอบโต้ด้วยการเลียเข้าที่มุมปาก  จากนั้นสัมผัสที่เคยอ่อนโยนก็พลันเปลี่ยนเป็นเร่าร้อนในทันที  ผลัดกันกวาดต้อนในโพรงปากของอีกฝ่าย  แสดงความปรารถนาลึก ๆ ภายในใจ

เสียงเฉอะแฉะน่าอายดังอยู่ข้างหู  เคล้าด้วยกลิ่นแชมพูชวนให้อารมณ์เตลิดไปไกล  พอสเอียงใบหน้ารับกับฝ่ามือของอีกฝ่าย  ขยับเพื่อจูบนั้นสะดวกขึ้น  อดจะยิ้มขำไม่ได้เมื่อค้นพบว่าไอ้หนุ่มทึ่มมันไม่ได้ซื่อไปเสียทุกอย่าง

                ฉากจูบจบลงโดยที่ต่างฝ่ายต่างปากสะบักสะบอมพอกัน  พวกเขาทิ้งตัวลงบนเบาะหลังอย่างหมดสภาพ  แข่งกันแย่งอากาศในรถอย่างบ้าคลั่ง

                เจตน์รีบสตาร์ทรถเมื่อเห็นรปภ.สาดแสงไฟฉายอยู่ที่บันไดอาคาร  เวรแล้ว! นี่พวกเขาทำอะไรลงไปเนี่ย  มาแอบนัวเนียกันในรถอย่างกับหนังเอวี  แค่คิดก็หน้าร้อนผ่าวจนต้องเร่งแอร์

                “ฉะ...ฉันจะไปส่งนะ”

                “อืม” พอสลูบริมฝีปากที่เปียกชุ่มเหมือนยังตกอยู่ในภวังค์

                “แถวxxใช่ไหม”

                “อืม” ตุ๊กตาหน้ารถผงกหัว “เจตน์...แล้วนาย....”

                “..........”

            “จะขึ้นห้องด้วยปะ”

               

            ปึก!! รถตกลงหลุมถนนที่อุตส่าห์เอียงหลบ  เจตน์เร่งเครื่องจนเท้าแทบทะลุออกรถ

                “พูดอะไรของนายเนี่ย!!

                “ถามเผื่อไว้ไง!!” พอสแหวใส่ “จะได้เตรียมให้พร้อม”

                “ตะ...เตรียมอะไร….

                “กาแฟ  ของว่างอะไรพวกนั้น”

            อ้าวเหรอ....

                พอได้ฟังคำตอบเจตน์ก็พบว่าตัวเองชั่วช้าสามานย์เพียงใด  ไอ้คนลามกอ้อมแอ้มตอบ “มะ...ไม่ขึ้นหรอก  แม่โทรตามแล้ว”

                “อ๋า  น้องเจตน์ต้องรีบกลับสินะ”

                “อย่าล้อน่า”

                “วันนี้ฉันดีใจมากเลย”

 

            จุ๊บ

                คุณฝ่ายขายโฉบเข้ามาชิงจูบที่ข้างแก้มโดยไม่สนว่าจะทำให้เจตน์ขับชนเสาไฟฟ้าตายตกไปตามกันหรือไม่  ผู้เสียหายยกมือขึ้นปิดแก้มราวกับสาวน้อยถูกแต๊ะอั๋ง  ขณะที่อีกฝ่ายยกยิ้มดวงตาเป็นประกายวิบวับ

                นี่พอสชอบเขาขนาด----

 

            “ต้องเขียนลงไดอารี่กว่าได้จูบกับเจย์เอดท์แล้ว”

 

                เจตน์กัดฟัน...

 

                ไอ้เจย์เอดท์มึงงงงงงง!!!

 

 

TBC


กรี๊ดดดดดดดดดดดดด  ในที่สุดดดดดดดดด!!!

ตอนหน้าก็จะจบแล้วนะคะ  โปรดอย่าตกใจเพราะนี่คือเรื่องสั้น 5555555555555555555

บอกแล้วว่าดราม่าใส ๆ วัยรุ่นชอบนะคะ  เกิดจากความขี้น้อยใจของน้องเจตน์ล้วน ๆ อะ

ดูเป็นคู่รักงี่เง่าอะเนอะคะ  เด็กน้อยยยยยย  จับหอมหัวให้หมด  ฟืดดดดดด

ฝากติดตามตอนหน้าด้วยนะคะ  จะจบแล้ววววว อิ_______อิ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 97 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

121 ความคิดเห็น

  1. #111 Artemis~ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 01:30
    น่ารักมากๆเลยค่ะ คือชอลตอนฉากสารภาพรักมากๆ มันแบบดีต่อใจมากๆๆๆๆ งือๆ ฟีลมันได้ ขำตอบจูบละพอสขำที่คนทึ่มคนนี้ไม่ได้เอ๋อไปเสียทุกเรื่องนี่นา แอบฮาตรงน้องเจตน์แอบอิจฮาเจย์เอดท์นี่แหละ น้องลูกกก พอสก็ชอบไปแหย่เค้า5555
    #111
    0
  2. #105 UNFOUND (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 21:31
    โถ นายเจตน์หึงตัวเอง 55555555555
    #105
    0
  3. #100 PuleunBam (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 23:57
    มีความหึงตัวเอง5555555
    #100
    0
  4. #99 PuleunBam (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 23:57
    จะด่าอะไรก็ได้ แต่มาด่าเมนเราไม่ได้!
    5555555555555555
    #99
    0
  5. #94 ก้อนดิน ปั้นดาว (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 18:05
    อิจฉาตัวเอง น้องเจตน์ นัลล้าคคค
    #94
    0
  6. #86 J.lasa (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 11:28
    เขินมากกกกกก นั่งยิ้มเป็นบ้าอยู่คนเดียว
    #86
    0
  7. #79 SeALu (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 10:59
    ทั้งเขินทั้งขำ น่ารักไปอีกกกก
    #79
    0
  8. #76 juliannaaa_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 07:53
    -เจย์เอดท์-งงง!!!!55555555
    #76
    0
  9. #52 yarin. (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 22:15
    น้องเจตน์ยนนนนนน แงงง น่ารักกกกกกก
    #52
    0
  10. #51 Hiyoko_Warunee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 21:04
    อุแงงงง้ น้องเจตน์น่ารักกกก
    #51
    0
  11. #50 biggertmb (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 17:07
    ตอนนี้น่ารักมากกก เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลังบอกรักกันได้ฮาร์ดคอดี 5555555555 ชอบที่พอสพูดมากๆ มันจริงมากเลยอยากให้เจตน์คิดได้แบบนี้หรอคนอ่านที่อาจจะมีประสบการณ์ที่ไม่อยากจดจำแบบนี้ แอบโดนที่พอสพูดเรื่องความฝันมากๆ อยากพุ่งตรงไป อยากทำได้แบบเขาแต่รู้ตัวอีกทีก็รู้สึกว่าไม่ทันแล้ว ฮ่าๆๆ //รอตอนต่อไปนะคะ
    #50
    0
  12. #49 TheViper_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 00:11
    แซ่บบบบบบบ
    #49
    0
  13. #48 chaquaqua (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 00:04
    น่าร้ากกกกกกกก สู้ต้อไปนะเจต สักวันคงสู้ Jeightได้555555555555555555
    #48
    0
  14. #47 vmarv (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 00:02
    โอ๊ยยย...น่ารักมากเลยค่า💕กุมใจ
    #47
    0