▐▐ Pause & Play ► เพราะพักพาพบ [Yaoi]

ตอนที่ 1 : Track #01: ▇ Stop Dreaming

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,727
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 123 ครั้ง
    25 พ.ย. 61

Track #01: Stop Dreaming

 

Hi Everyone I’m Jay Eight สวัสดีครับ  ผมเจย์เอดท์เอ็นโดรฟินแห่งเสียงเพลง from Thailand

 

Today I wanna sing this song for you guys  Umm…maybe you don’t know about meaning

 

This’s thai song talking about see another point of view and adjust it! ครับ...ก็....เพลง เปิด  เจย์เอดท์เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เจอเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตนะคร้าบ~

 

“แม่  เลิกดูคลิปนี้เหอะ”

 

เสียงทุ้มต่ำเรียกให้หญิงวัยกลางคนที่หน้าคอมพิวเตอร์ผินใบหน้ากลับมา “ทำไมล่ะ  น้องเจตน์ร้องเพราะจะตาย”

“เลิกเรียกน้องเจตน์ด้วย”

“เพลงโปรดแม่นี่นา”

“แม่ก็ฟังเวอร์ชั่นบอยโกฯ สิ” ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบกลับชายหนุ่มก็ยึดเม้าส์ไปไว้ในมือ พร้อมกดเปลี่ยนคลิปใหม่ให้เสร็จสรรพ “พี่เบนร้องเพราะกว่า”

“แหม ขี้อายจริงลูกคนนี้”

คำตัดพ้อไม่ได้ทำให้ น้องเจตน์รู้สึกผิดแต่อย่างใด  เขาเดินกลับไปยังด้านหลังบ้าน  คว้ากระเป๋าเป้ใบโตขึ้นสะพาย “ไปทำงานแล้วนะแม่”

“เจตน์! เดี๋ยวก่อนลูก” หญิงวัยกลางคนหยิบกล่องพลาสติกสีชมพูขึ้นมา “แม่ทำข้าวกลางวันให้ด้วย”

“ผมไม่ใช่เด็กนะครับแม่”

“เราน่ะคุยกับใครไม่เก่ง  เกิดวันแรกไม่มีเพื่อนชวนไปกินข้าวจะได้อยู่ที่โต๊ะไง” ไม่รอให้ตัดสินใจคนเป็นแม่ก็ยัดกล่องข้าวใส่มือ “ไปทำงานวันแรกสู้ ๆ นะลูก”

“ครับ”

เจตน์ก้มลงหอมแก้มมารดา  แม้จะอายุยี่สิบสามแล้ว แต่นี่เป็นเรื่องเดียวที่แม่ขอเอาไว้ โตขึ้นก็อย่าลืมหอมแก้มแม่นะ  ดังนั้นถึงจะโดนปฏิบัติเหมือนเป็นเด็กแค่ไหน  เขาก็จะไม่ต่อต้านเรื่องนี้เด็ดขาด

 

                เจตน์  จงรักษ์ในวัยยี่สิบสามกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งหลังจังหวะหยุดชะงักไปร่วมครึ่งปี  เขาเพิ่งได้รับโทรศัพท์ตอบกลับเข้าร่วมงานจากเวิร์ลไวด์เซล บริษัทนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก  ตำแหน่งของเขาคือเจ้าหน้าที่แผนกประสานงาน  ความถนัดเฉพาะทางภาษาอังกฤษและเกาหลี

                ใช่....เกาหลี....

                ภาษาที่ผู้ชายทั่วไปคงไม่เลือกเรียน  ทว่าเจตน์ไม่ได้แค่เรียนอย่างเดียว  เขาเต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ใช้งานอย่างโชกโชนตลอดสองปีที่เป็นเทรนนี่

            ที่แปลว่าเด็กฝึกนั่นแหละ….

                เจตน์ดรอปเรียนมหาวิทยาลัยบินไปตามฝันถึงต่างแดน  ออดิชั่นเข้าค่ายเพลงเล็ก ๆ  โนเนมระดับที่ว่าง่อยเปลี้ยไร้เงินทุนต้องอัดคลิปลงยูทูปเต้นข้างถนนโปรโมทกันเอง  เจตน์ฝึกอยู่ที่นั่นถึงสองปีเต็ม  ในที่สุดบอสก็ประกาศว่าเขามีรายชื่ออยู่ในทีมเดบิวต์!!  ทุกอย่างสวยงามดั่งฝัน  ได้จมูกใหม่  ถ่ายเอ็มวี  เตรียมแหงนหน้ารับแสงไฟ

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น....

                หนึ่งเดือนก่อนวันเปิดตัวเขาได้รับข้อความจากพี่ชายว่าจู่ ๆ แม่ก็ล้มพับในที่ทำงาน  เจตน์จองตั๋วเครื่องบินกลับบ้านในคืนนั้นโดยไม่รอคำอนุญาต  พอติดต่อพี่ชายได้ก็โล่งใจที่แม่ปลอดภัยแล้ว  หมอแจ้งว่าเส้นเลือดในสมองตีบ แต่โชคดีที่มาโรงพยาบาลได้ทันเวลา

                เรื่องควรจะจบลงแบบเทพนิยาย แต่นี่ยังไม่ถึงตอนจบ....

                หลังติดต่อบริษัทและเพื่อนร่วมวงไม่ได้อยู่ร่วมสัปดาห์วันเจตน์ก็ตัดสินใจบินกลับไป  ทว่าสิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงตึกร้าง ๆ พร้อมป้ายขยี้ซ้ำเติมว่า ปิดกิจการ เท่านั้น  เจ๊งไปแล้ว!!  ไอ้บริษัทเส็งเคร็งนั่น!!

                ท่ามกลางชีวิตฉิบหายมืดแปดด้านเพื่อนร่วงวงก็ติดต่อกลับมาพร้อมเรียกไปนัดพบที่ร้านทำผม  วินาทีที่เปิดประตูเข้าไปเจตน์ก็ผงะ  เพื่อนสแว๊ก ๆ ผมรากไทรไดร์ตรงของเขาโล้นเลี่ยนเป็นพระพุทธรูป  มันบอกว่าจะเข้ากรมแล้ว  พอกันทีกับชีวิตเทรนนี่  สันยงสัญญาห่าเหวอะไรที่เซ็นไว้ก็ลืม ๆ ไปซะเถอะ  ค่ายเรามันล่มจมไปแล้ว....

                ชาวต่างชาติยืนเคว้งอยู่กลางโซลนครกินคนร่วมอาทิตย์  ในที่สุดเจตน์ก็หอบเอาหัวใจที่พังยับเยินกลับสู่บ้านเกิด

 

ไอ้คติ YOLO  ความพยายามอยู่ที่ไหน  จะออกไปแตะขอบฟ้าห่าเหวอะไรนั่นน่ะพอเถอะ!!  ไปตายซะ!!!

 

กลับสู่ชีวิตจริงราวกับที่ผ่านมาแค่ฝันไป  เขาเรียนต่อจนจบ  ระหว่างนั้นก็คอยช่วยแม่ทำกายภาพบำบัดไปด้วย  ชีวิตในแสงไฟค่อย ๆ หรี่ลงจนดับสนิทในวันนี้.....

วันที่เริ่มงานในออฟฟิศ.....

 

“สวัสดีครับ  เจตน์  จงรักษ์ครับ”

“นามสกุลอะไรล่ะ”

“จงรักษ์ครับ”

                “........” ตาลุงวัยกลางคนมองลอดแว่นคล้ายจะถามว่า กวนตีนเหรอ?

                “ชื่อเจตน์  นามสกุลจงรักษ์ครับ”

                “อืม” เจตน์ไม่เข้าใจว่าแค่เข้าใจชื่อผิดมันเป็นการหักหน้ากันตรงไหน แต่ช่างเถอะ  เขาคงไม่ได้ร่วมงานกับพวก HR เท่าไหร่อยู่แล้ว “จง...เอ๊ย! เจตน์”

            จะเรียกนามสกุลแทนชื่อก็เรียกเถอะ....

                “แผนกประสานงานอยู่ชั้น 4 ห้องสุดท้ายทางขวามือ” คนพูดเลิกคิ้วขึ้น “ต้องให้ไปส่งไหม”

                “ไม่ต้องครับ”

 

            โดนเกลียดขี้หน้าตั้งแต่วันแรกแน่นอน....

                เจตน์รู้ตัวดีว่าเขามนุษยสัมพันธ์แย่แบบติดลบ  ตัวสูงใหญ่              เหมือนตึกแถมยังหน้าตายไร้อารมณ์  ความประทับใจแรกพบมีแต่ชังน้ำหน้าเท่านั้น  ทั้งที่พูดจาสุภาพ แต่คู่สนทนาก็ทำเหมือนเขาไปเหยียบเท้าอยู่ดี  มาถึงตรงนี้ก็ได้แต่ภาวนาให้เพื่อนร่วมงานกลุ่มใหม่ไม่แย่เกินไปนัก

                เวิร์ลไวด์เซลคอมปานีเช่าพื้นที่อยู่บนชั้น 3 และ 4 ของตึกย่านเอกมัย  อาคารเก่าถูกรีโนเวทให้ทันสมัยมีเส้นสแตนเลสวิ่ง ๆ อยู่ตามพื้นและผนังที่ไม่รู้ว่าเพื่ออะไร  เจตน์อยู่ที่ชั้น 4 มองทางเดินปูด้วยพรมสีน้ำเงินทอดยาวไปด้านหน้า เพราะเป็นชั้นสำหรับพนักงานล้วน ๆ จึงจัดแต่งแบบแค่พออยู่ได้  ต่างกับชั้น 3 ที่ใช้รองรับลูกค้า

                ห้องสี่เหลี่ยมถูกแบ่งเป็นล็อก ๆ ตามแผนก เพราะเลยเวลาเข้างานมาแล้วทางเดินจึงร้างผู้คน  เจตน์ไม่อยากจินตนาการถึงช่วงเช้าก่อนปิดเครื่องสแกนนิ้วเลยว่าไอ้ถนนพรมน้ำเงินเส้นนี้จะวุ่นวายขนาดไหน  นี่แหละสาเหตุที่เขาไม่อยากทำงานในออฟฟิศใหญ่  เอาเถอะ...อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่ต้องแย่งกันใช้ลิฟต์...

                ดวงตาเรียวลอบสังเกตผ่านกระจกห้องต่าง ๆ  พนักงานหลายชีวิตนั่งประจำตำแหน่งที่หลังโน้ตบุค  บ้างก็รัวแป้นพิมพ์อย่างบ้าคลั่ง  บ้างก็หาเรื่องอู้ชวนกันคุยข้ามโต๊ะ  บรรยากาศแบบนี้เจตน์ไม่คุ้นเคยนัก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาหมกตัวอยู่แต่ในห้องซ้อม  จิตนาการไม่ออกเลยว่าวันหนึ่งจะต้องมายืนในที่แบบนี้....

                รองเท้าหนังสีดำหยุดชะงักตรงหน้าป้าย ฝ่ายประสานงานและฝ่ายขาย  เจตน์สูดลมหายใจเข้าสุดปอดก่อนจะผลักประตูเข้าไป

                “สวัสดีครั---”

 

            โป๊ะ!

                เศษกระดาษกระจายเข้าหน้าเด็กใหม่  เจตน์ที่หุบปากไม่ทันถึงกับต้องรีบถุยมันออกมา  ระหว่างที่ยังมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้ารุ่นพี่ก็ปรบมือกันเกรียวกราว

                “ยินดีต้อนรับเด็กใหม่จ้า” ลมหายใจคนฟังสะดุดเล็กน้อย  อย่าบอกว่าต้องมาเจอโซตัสในที่ทำงานอีกนะ “เอ้า!  โทษที ๆ พี่กะจังหวะยิงผิด”

                “เจ๊อะ  ทำน้องเขากลัว”

                “มะ...ไม่เป็นไรครับ” หรือต่อให้เป็นเขาก็ไม่อาจมีปากมีเสียง  เจตน์ปัดกระดาษที่ติดเต็มใบหน้าออก เพราะไม่รู้จะเอามือไม้ไปวางตรงไหนเลยยกขึ้นประนมไว้ที่อก “เอ่อ...สวัสดีครับ”

“น้องจงรักษ์ใช่ไหม”

เจ้าของชื่อเกือบหลุดถอนหายใจ “เจตน์ครับ”

 

ให้ตายสิ....ไอ้บริษัทนี้จะไม่มีคนทักชื่อถูกเลยหรือไง....

 

เคร้ง!!

 

                ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังวุ่นวายอยู่นั้นกองแฟ้มก็ร่วงหล่นกระแทกพื้น  เรียกให้ทุกสรรพสิ่งหันขวับไปยังต้นเสียง  ทั้งที่เป็นคนเริ่มแท้ ๆ แต่ชายซุ่มซ่ามคนนั้นกลับเบิกตากว้างราวกับเห็นผี  ก่อนจะยกมืออันสั่นเทาชี้ตรงมายังเด็กใหม่....

 

 

“จะ...เจย์เอดท์!!

 

เท่านั้นแหละเจ้าของชื่อก็หน้าซีดเผือด....

 

ไอ้.....ฉิบ.....หาย.....

 

“อ้าว!  รู้จักกันมาก่อนเหรอ” เจ้าของพลุกระดาษมองซ้ายขวาไปมา  ตอนนั้นเองที่ชายปริศนาเดินจ้ำอ้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเจตน์

“เจย์เอดท์จริง ๆ ด้วย”

“มะ....ไม่...”

“แหม  ไหนว่าชื่อเจตน์  ทำไมเมื่อกี้พอสเรียกเจย์เอ็ดอะไรปะ  ชื่อเหมือนพระเอกแจ่มใสเลย”

 

ตาย! ตาย! ตาย!

ระยำบัดซบไปหมด  เจตน์สบถรัวยิ่งกว่าท่อนแร็พ  สมองว่างเปล่าพยายามฉุดรั้งตัวเองขึ้นมาจากหลุมนรก และเมื่อเห็นอีกฝ่ายอ้าปากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็ทำงานโดยฉับพลัน

 

“พะ..เพื่อนสมัยมัธยมครับ!!

“หา!?”

ไม่ทันให้คู่ต่อสู้ได้ตอบโต้  เจตน์ก้าวไปด้านหน้า สายตาพุ่งตรงไปยังป้ายชื่อพนักงานบนคอเหยื่อ อ่านมันอย่างหน้าด้าน ๆ เหมือนท่องอาขยาน “พสุ ธนากรกุล เป็นเพื่อนสมัยมัธยมเรียนห้องม.4/2  ถนัดวิชาภาษาอังกฤษ  โง่คณิต  เด็กกิจกรรม  เวลาว่างชอบเตะบอลครับ!!

เพราะตกใจมากเลยเผลอโกหกไปใหญ่โตอลังการงานสร้าง   เจตน์เหงื่อแตกพลั่กด้วยกลัวสัญชาตญาณดิบของตนเอง  ราวกับเพิ่งรู้จักอีกร่างที่ซ่อนอยู่  ไม่น่าเชื่อว่าคนเงียบ ๆ อย่างเขาจะมีสกิลตอแหลไฟแล่บถึงเพียงนี้.....

“โอ้โห สนิทกันน่าดูเลยนะเนี่ย” พี่สาวคนนั้นอ้าปากหวอเพราะฟังไม่ทัน “ดีเลยพี่จะได้ให้พอสช่วยดูแล----”

“ขะ...ขอผมไปเข้าห้องน้ำกับ......พะ...พอสแป๊บนึงนะครับ”

“เอ๋?  ได้สิ แต่อย่านานนะ”

 

หมับ!!

ไม่เปิดโอกาสให้เลือก  ไอ้เด็กใหม่คว้าแขนเพื่อนรักเดินดุ่ม ๆ ออกไปทันที  ท่ามกลางความสงสัยของเหล่าพนักงานที่โดนแย่งซีนเก้อ  เอาเถอะ....ก็เพื่อนมัธยมอะเนอะ  คงชินนิสัยไปเข้าห้องน้ำเป็นหมู่คณะ

 

เสียงรองเท้าดังรัว ๆ ไปตลอดทางเดิน  เจตน์ชะงักที่ประตูห้องน้ำเล็กน้อยทว่าเขาเลือกที่จะมุ่งต่อไปยังประตูบันไดหนีไฟแทน

ฝ่ามือชุ่มเหงื่อบีบมือเย็นเฉียบของอีกฝ่ายไว้แน่น  ระหว่างที่สมองยังไม่ทันประมวลผลดีเจตน์ก็ปิดประตูดังปัง  ขังสองเราไว้ในโถงบันไดหนีไฟเพียงลำพัง

เพราะยังเรียบเรียงประโยคไม่ถูกเจตน์จึงมองสำรวจ ตัวอันตรายไปพลาง ๆ  พสุเป็นชายรูปร่างผอม  สูงประมาณจมูกเจตน์  ย้อมผมสีน้ำตาลอ่อนแถมดัดหยิกเป็นทรง  เจาะหูข้างละหนึ่งรู  สวมเสื้อโปโลบริษัทแต่ใส่กางเกงขาเดฟกับรองเท้าบูทข้อสั้น  ถือว่าแฟชั่นจัดจ้านประมาณหนึ่ง  ไหนจะฉีดน้ำหอมอีก....

เจตน์ผละมือออกจากอีกฝ่าย  ระหว่างคุ้ยค้นคำพูดในสมองไม่ทันเสร็จดีพสุก็ชิงเอ่ยขึ้นมาก่อน

“เจย์เอดท์จริง ๆ ด้วย!!” ไอ้หมอนั่นตบเข่าฉาด “แว้บแรกนึกว่าไม่ใช่ แต่พอมองใกล้ ๆ แล้วใช่เลย  นายแก้ทรงจมูกมาใหม่เหรอ”

ถึงจะอยากให้มีคนเรียกชื่อถูกแต่ไม่ใช่แบบนี้โว้ย!

“ไม่....ฉันไม่...”

“เฮ้ย!  ไม่ต้องเขินน่า  ฉันเป็นแฟนคลับนายนะ” นอกจากไม่หยุดแล้วมันยังกระตือรือร้นจะโชว์สกิลแฟนพันธุ์แท้อีก “นี่ไงฉันโพสต์ท่า J.8ight เป็นด้วย”

เดี๋ยวนะ....ไอ้ท่านั้นมัน.....

ไม่ทันห้ามมันก็ชี้นิ้วลงพื้นเป็นรูปตัวเจ “แอม-เจยยยยย์”

สองแขนยกขึ้นไขว้กัน  ข้างหนึ่งชูเลขห้า  อีกข้างทำสัญลักษณ์ปืน  พร้อมกับตะโกน “เอดท์!!

ความอับอายในวัยเยาว์แล่นวาบไปทั่วร่าง  ย้อมร่างสูงใหญ่ให้แดงก่ำไปทั้งตัว และเพื่อตอกย้ำความรักที่มีให้ไอ้พสุก็พล่ามต่อ

“ชื่อผมสะกดว่า J-8-i-g-h-t  อย่าลืมเลขแปดล่ะ!

“พอ!!  หยุด!!” เจตน์เผลอตบลงไปบนกำแพง  กักขังอีกฝ่ายไว้ใต้อ้อมแขน  เหมือนจะโรแมนติก แต่สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งกว่า BTS ในชั่วโมงเร่งด่วน “รู้แล้วว่านายรู้จัก”

“อา....เห็นใกล้ ๆ ดูดีกว่าในคลิปอีก”

 

บัดซบ!!  ชีวิตครั้งใหม่ของไอ้เจตน์จะบัดซบเกินไปแล้ว!!  ไม่น่าเชื่อว่าไอ้ช่องยูทูปยอดวิวหลักร้อย  คอมเม้นหลักสิบ  เป็นแม่ไปแล้วสอง  เพื่อนอีกห้า  หน้าม้าวิ่งกันกุบกับ ทั้งที่ไร้ตัวตนขนาดนั้นแต่ไอ้หมอนี่ดันเคยดู.....

แถมยังจำรายละเอียดกระทั่งท่า ‘J.8ight’ ได้อีก.....

 

“นาย....” เจตน์ก้มมองอีกฝ่าย “ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด”

“เอ๊ะ!” คนด้านล่างตาโต “ทำไมอะ  เท่จะตาย!  นายเป็นเทรนนี่ที่เกาหลีเชียวนะ”

“ไม่เท่อะไรทั้งนั้นแหละ” แรงกดที่กำแพงค่อย ๆ คลายออก  เจตน์ผละออกจากอีกฝ่าย “ฉันไม่อยากพูดถึงมัน”

“อ๋อ  ความลับบริษัทสินะ” ดูเหมือนพสุจะเออออเองไปเรียบร้อยแล้ว “นายหายไปตั้งเกือบปี  เปลี่ยนลุคไปเยอะเลยนะ  อันที่จริงฉันชอบตอนทำผมสีควันบุหรี่มากกว่า แต่สีดำตัดสั้นแบบนี้ก็-----”

“มันเจ๊งไปแล้ว”

“หา!?”

“บริษัทเจ๊งไปแล้ว” เจตน์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันถึงได้มาสมัครงานนี่ไง  จะไม่มีการเดบิวต์อะไรทั้งนั้น”

“แต่นาย.....เสียงดีมากเลยนะ”

 

มันไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ต้องสู้ต่อสักหน่อย.....

 

เจตน์ถอนหายใจ “พอแล้วล่ะ  จากนี้ไปฉันเป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดา”

                “..........”

                “นายห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร” ชายหนุ่มเสียงอ่อนลงเล็กน้อย เพราะแสดงทางสีหน้าไม่เก่งเจตน์จึงเริ่มกังวลว่าอีกฝ่ายจะยอมจบ แต่โดยดีหรือเปล่า  เขาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้พยายามทำคิ้วตก ๆ ให้ดูน่าสงสาร “ขอร้องนะ”

                “อ่า...อืม...” พสุอ้าปากพะงาบ ๆ หากมองไม่ผิดหน้าเขาแดงขึ้นนิดหน่อย “ถ้านายไม่ชอบก็จะไม่พูดนะ”

                “ขอบใจ”

 

คนฟังถอนหายใจโล่งอก  เจตน์พยักหน้าให้เป็นการขอบคุณ  เมื่อหมดธุระแล้วก็รีบหันหลังกลับ  ขณะจะผลักประตูออกไปนั้นเองบางอย่างก็วาบขึ้นมาในหัว  ชายหนุ่มหันหลังกลับไปย้ำอีกครั้ง....

 

“แล้วก็ห้ามเรียกชื่อนั้นด้วย!

 

...........................................................

 

                พี่ชื่อข้าวนะ  ส่วนนี่พี่กุ้งหัวหน้าฝ่ายขายจ้า

 

จำได้สิ....  พี่ข้าวหัวหน้าฝ่ายประสานงานที่เขาสังกัด  อายุสามสิบสี่จะแต่งงานเดือนหน้า  เป็นสาวหมวยขาว ๆ ที่ยิงพลุกระดาษอัดหน้าเขา  ภายนอกดูใจดี แต่เจตน์สัมผัสได้ถึงความฉะฉานในการพูดจา  ส่วนพี่กุ้งเป็นชายวัยใกล้สี่สิบ  สวมเสื้อผ้าแบรนด์เนม  ดูขี้แอค  เขาพยักหน้าให้เจตน์นิดเล็กน้อยแล้วหันไปคุยกับลูกน้องต่อ  แน่นอนว่าความประทับใจแรกพบค่อนข้างติดลบ แต่ช่างเถอะ....เขาไม่ใช่หัวหน้าเจตน์

นอกจากนั้นก็มีพี่หน่อย พี่ครีม  พี่ชมพู่  แล้วก็....เอ่อ....ช่างมันเถอะ  ที่เจตน์จำได้แม่นหน่อยคือพี่เบสกับพี่วิทย์ที่ดูแลเรื่องภาษาเยอรมันกับอาหรับ เพราะเป็นผู้ชายเพียงสองคนในแผนกเดียวกัน

ทั้งที่เป็นบริษัทใหญ่ แต่ดันจับฝ่ายประสานกับฝ่ายขายมายัดรวมกันโดยจัดโต๊ะแบ่งเป็นฝั่งซ้ายขวา หันหน้าไปทิศเดียวกันเหมือนห้องเรียน  โต๊ะทำงานเป็นแบบเซตละสองที่นั่งมีฉากกั้น  เจตน์ถูกพามายังแถวสุดท้าย  โต๊ะของเขาไม่มีคนแชร์พื้นที่ด้วย ซึ่งก็ดีเหมือนกัน

พี่ข้าวอธิบายถึงสโคปงานให้ฟัง  เจตน์มีหน้าที่ติดต่อกับคู่ค้ารวมไปถึงบริษัทชิปปิงจากเกาหลี  ฟังดูเล็กน้อย แต่ร้านค้าที่อยู่ในระบบมีเป็นร้อย  รายการสินค้านับพันแบบ  แถมยังลำดับการส่งของหรือเรียกเก็บเงินไม่พร้อมกันด้วย  คนที่ไม่ได้ใช้สกิลในการอ่านนานถึงกับมึนไปชั่วขณะ

“เจตน์ล็อกอินตรงนี้นะ  ใช้ยูสเซอร์ของพี่คนเก่าไปก่อน” ชายหนุ่มคลิกเม้าส์ตามที่หัวหน้าบอก “กรอกตามป้ายที่ติดบนโต๊ะน่ะ”

“ครับ”

“ลำบากหน่อยนะ  บริษัทใหญ่ แต่พนักงานมีกันอยู่แค่นี้”

“ครับ” พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมคนก่อนถึงลาออก แต่เผลอตอบออกไปตรง ๆ แบบนั้นคงไม่ดี  เจตน์เลยอ้อมแอ้มต่อ “เอ่อ....ก็ดีครับ”

แม้จะไม่แน่ใจว่าตรงไหนดีแต่สาวหมวยก็สอนงานต่อ “เจตน์ต้องกรอกเลขยอดสั่งตรงนี้นะ  แล้วมันจะสรุปรวมออกมาตรงนี้  เวลาประชุมต้องส่งเรื่องให้พี่รวบรวมยอดขายก่อน  แล้วพวกมาร์เก็ตติ้งเขาจะปรับยอดสั่งสินค้าเอง  เตรียมใจไว้เลยว่าปรับจำนวนทุกครั้งหลังประชุม”

“ครับ....”

“บางทีถ้าพาร์ทเนอร์มาดูงานที่ไทยเจตน์ก็ต้องไปต้อนรับนะ  ถ้ารายเล็กก็ไปกับฝ่ายขาย แต่ถ้าตัวเป้งต้องไปกับบอส แต่ไม่ต้องเครียดนะ  ฝั่งเกาหลีรายใหญ่ไม่ค่อยมาหรอก”

ไม่แน่ใจนักว่ากะโหลกระเบิดไปแล้วหรือยัง  เจตน์แน่นิ่งพยายามยัดข้อมูลปริมาณมหาศาลลงไปให้หมด แต่สมองก็ถุยทิ้งถุยขว้างออกมาบ้าง  สุดท้ายก็ได้แต่บอกตัวเองว่าช่างมันเถอะ  อันไหนจำไม่ได้ค่อยถามอีกที

ครึ่งเช้าหมดไปกับการอัดข้อมูลเต็มอัตรา  พอเงยหน้าขึ้นมาดูนาฬิกาก็พบว่าอีกห้านาทีเข็มยาวเข็มสั้นจะรวบกันที่เลข 12 พอดีแล้ว  พนักงานหลายคนเริ่มลุกออกจากที่นั่งเตรียมออกไปแย่งโต๊ะในร้านอาหารก่อนชาวบ้าน

                “อ้าว  เที่ยงแล้วเหรอ” คุณหัวหน้าเงยหน้าขึ้นจากจอคอม “เจตน์ไปกินข้าวกับพวกพี่ ๆ เขาสิ”

                “เอ่อ....”

                “ความจริงก็อยากพาน้องไปแนะนำร้านแถวนี้อยู่หรอกนะ แต่พอดีพี่มีนัดแล้วน่ะ” ดูสีหน้าก็รู้แล้วว่าหมายถึงผู้ชายที่จะแต่งงานกันเดือนหน้า “เดี๋ยวพี่ให้วิทย์พาไปนะ  เป็นผู้ชายเหมือนกันน่าจะสนิทกันเร็ว”

                “พี่ข้าวครับ....คือ....”

                “หือ?”

                “แม่ผมห่อข้าวมาให้  ถ้าไม่กินแกคงจะน้อยใจ” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ล้วงกล่องข้าวสีชมพูออกมาจากกระเป๋าเป้  ตั้งมันลงบนโต๊ะอย่างเลือดเย็น “ไว้พรุ่งนี้นะครับ”

                “งั้นพี่ไปก่อนนะ”

 

                และทันทีที่หัวหน้าออกห้องไปฝูงชนก็ลุกฮือกรูกันออกประตูราวกับฝูงซอมบี้หิวโหย  พี่สาวสามคนมาชวนเด็กใหม่กินข้าวเหมือนกัน แต่เจตน์ปฏิเสธไป  เขานั่งอยู่ด้านหลังเท้าคางมองดูพนักงานทยอยออกไปทีละคน  ไม่น่าเชื่อว่าเข็มยาวไม่ทันแตะเลขสิบสองห้องก็ว่างเปล่าแล้ว  พลังแห่งพักเที่ยงช่างน่ากลัวจริง ๆ

                ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ บรรยากาศวุ่นวายเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา  เจตน์รักการนั่งเงียบ ๆ คนเดียวมากกว่าแย่งชิงร้านอาหารในยามเที่ยงเป็นไหน ๆ

                พอได้อยู่กับตัวเองในความสงบนั้นกลับวูบโหวงชอบกล  เจตน์จัดระเบียบความคิดตัวเองแทบไม่ถูก  เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขายังอยู่ในห้องซ้อมที่เกาหลี  ส่องกระจกตาเป็นประกายเมื่อคิดถึงวันเดบิวต์  ใครจะไปคิดว่าไม่กี่เดือนต่อมาชีวิตจะพลิกผันได้ถึงเพียงนี้  เจตน์ไม่เคยจินตนาการภาพตัวเองนั่งอยู่หน้าคอมเลยสักนิด แต่ตอนนี้เขากลับนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมไร้กระจก  จืดชืดราวกับจิตวิญญาณหายไป แต่มันคือความเป็นจริงของชีวิต

จากนี้จะต้องอยู่แบบนี้สินะ....

                มือวางทาบลงบนกล่องพลาสติก  ผิวของมันเย็นเยียบต่างจากข้าวอุ่นร้อนที่แม่เพิ่งคดให้เมื่อเช้า  เขาแงะมันออกช้า ๆ เพื่อพบกับ......

 

            “น้องเจตน์สู้ ๆ”

 

                เคร้ง!

                ส้อมในมือซ้ายร่วงลงบนโต๊ะก่อนร่างทั้งร่างจะผงะไปด้านหลัง  เจตน์เบิกตากว้าง “นะ...นาย....”

                “แม่นายน่ารักจัง”

                “พสุ...”

                “เรียกพอสเถอะ” อีกฝ่ายเดาะลิ้น “เราเป็นเพื่อนมัธยมกันไม่ใช่เหรอ”

                เจตน์น้ำท่วมปาก จะเถียงก็ไม่ได้ตอแหลเองเจ็บเองนักเลงพอ  หน้าร้อนฉ่าที่มีคนอื่นมาเห็นกล่องข้าวเปี่ยมรักของมารดา  เมนูเพื่อลูกน้อยวันนี้คือหมูทอดโปะด้วยไข่เจียวกุ้งสับมีซอสมะเขือเทศเขียนด้านบนว่า น้องเจตน์สู้ ๆ

                “มีรูปดาวด้วยอะ  ฉันก็อยากได้บ้าง”

                คนฟังรีบใช้หลังช้อนละเลงซอสไปทั่วไข่เจียว  ท่าทีกลบเกลื่อนความเขินแบบนั้นทำเอาพอสหลุดขำออกมา “อะไรเล่า  ฉันไม่แย่งนายกินหรอก”

                เจตน์มองอีกฝ่ายด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ  ไอ้หมอนี่ชักจะคุกคามเขามากเกินไปแล้ว  ตั้งแต่เรื่องเจย์เอดท์นี่ยังลามมาถึงไข่เจียวแม่น้องเจตน์  มันชักจะรู้เยอะไปแล้วนะ....

                เพราะสายตาที่เหมือนกำลังวางแผนฆ่าปิดปากทำให้พสุรีบยกมือยอมแพ้ “อย่าโกรธน่า  ฉันอิจฉานายจริง ๆ นะที่ไม่ต้องกินข้าวเซเว่นน่ะ”

                ไม่รอให้เด็กใหม่เชื้อเชิญคุณฝ่ายขายก็ทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ว่างด้านข้าง  แถมยังขยับเข้ามาใกล้ฉากกั้นหน้าตาเฉย  พสุฉีกยิ้มให้ “ขอกินข้าวด้วยนะ”

                ชายหนุ่มดึงถุงเซเว่นบนโต๊ะมาแกะออก  เจตน์เหลือบมองด้วยหางตาเหมือนจะเป็นแซนด์วิชอะไรสักอย่าง  อุตส่าห์ดีใจที่ได้นั่งโต๊ะคนเดียว  กลายเป็นว่ามีที่ว่างให้ไอ้หมอนี่กินข้าวด้วยเสียอย่างนั้น

                “บ่ายนี้มีประชุมแต่ละฝ่ายแหละ”

                “อืม”

                พอสพูดต่อทั้งที่อาหารเต็มปาก “ช่วงนี้ยอดขายของฝั่งจีนพุ่งมาก ๆ  นายเข้ามาใหม่คงโดนกดดันไปด้วยแหงม ๆ”

                “อืม”

                “แต่ไม่ต้องห่วงนะ  ฝ่ายขายน่ะเก่งกว่าที่คิด  เดือนที่แล้วฉันปิดยอดได้เป็นอันดับสามเชียวนะ”

                “อ๋อเหรอ”

                “อย่าเย็นชานักซี่” พอสเคี้ยวขนมปังกร้วม ๆ ก่อนจะรีบกลืนลงคอเพื่อพูดต่อ “เราอายุเท่ากันสนิทกันไว้ดีกว่านะ”

                “นายรู้ได้ไง”

“ก็บอกว่าแล้วว่าเป็นแฟนคลับ”

“.........”

“ไม่เชื่อเหรอ?” ชายหนุ่มวางของกินในมือลงแล้วยกขึ้นชูสองนิ้วไว้ที่ข้างขมับแบบสแว๊ก ๆ “I'm twenty years old. You can call me oppa if you want----”

“โอเค!  เชื่อแล้ว”

                “ใช่ไหมล่ะ!” เจ้าตัวยืดอกภูมิใจ “ฉันน่ะดูคลิปนี้ที่นายเต้นเพลง Get Lucky บ่อยจะตาย  ทำไมจะจำอายุไม่ได้ล่ะ แต่อย่างว่าแหละเนอะ  นายเต้นผิดจังหวะไปเยอะ”

                “พสุ...”

                “พอส”

                “ก็ได้....พอส” เจตน์ถอนหายใจ “นายต้องการอะไรกันแน่  คิดจะแบล็กเมล์ฉันเหรอ”

                “เฮ้ย! จะมองโลกในแง่ร้ายเกินไปแล้ว” พอสถึงกับขยำกระดาษห่อแซนด์วิชอย่างก้าวร้าวแล้วโยนลงโต๊ะ “อะไรทำให้นายคิดอย่างนั้น”

                “ก็นายเอาแต่พูดเรื่องน่าอายของฉันไม่หยุด”

            “ไม่เห็นน่าอายตรงไหนเลย!

 

ครืด!!

เขาถูกอีกฝ่ายคว้าเท้าแขนของเก้าอี้ หมุนองศาให้หันมาเผชิญหน้ากัน  พอสจ้องเข้ามาดวงตาคู่นั้นสะท้อนภาพของเจตน์อย่างซื่อตรง

 

“เพราะฉันชอบเจย์เอดท์มาก ๆ ไง!  ทำไมฉันจะชมไม่ได้ล่ะ!

 

ประโยคนั้นทะลุทิ่มแทงเข้ามากลางใจของเจตน์  ทั้งเจ็บปวดและอุ่นวาบ  ราวกับรอยแผลในอกทะลักไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง....

“ไม่ต้องโกหก”

“ทำไมฉันต้องโกหกด้วยล่ะ  เสียงนายเป็นเอกลักษณ์จะตาย” พอสแกะกล่องป็อกกี้รสสตรอเบอร์รี่ออก  เคี้ยวอย่างหิวโหย “ทุ้มต่ำ แหบนิด ๆ  มีไดนามิก  ฉันชอบเวลานายดึงจังหวะไม่ให้เหมือนต้นฉบับ  มันเฟรชมาก ๆ จนหยุดฟังไม่ได้เลย”

“อืม”

“แถมยังสื่ออารมณ์ดีมาก ๆ  ฉันชอบคลิปที่ร้องเพลง เปิด ที่สุดเลย”

“อืม”

“หูแดงหมดแล้ว”

                “..........”

 

                เจตน์แทบสำลักไข่เจียวออกมา  เขาก้มหน้าลงจนสันจมูกแทบเสียบเข้าไปในหมูทอด  ไอร้อนผ่าวลอยกรุ่นอยู่บนผิวหน้าจนสัมผัสได้  ไม่ไหว.....จะตายแล้ว......

                นอกจากแม่ก็เพิ่งเคยมีคนบอกว่าชอบเสียงเขา.....

            มัน....มีความสุขขนาดนี้เลยเหรอ...

 

                “จะว่าไปแล้วเจย์เอดท์-----”

“เรียกเจตน์เถอะ” เจ้าของสเตจเนมน่าอายตักข้าวใส่ปากคำใหญ่แล้วพูดต่อด้วยเสียงอู้อี้ “ไหว้ล่ะ”

“งั้น.....เจตน์”

“อะไร”

“เปล่า  อยากฟังเสียงเฉย ๆ”

 

ขอถอนคำพูด ไอ้เวรนี่ต้องแกล้งเขาอยู่แน่ ๆ!!!

 

                “อย่าทำหน้าน่ากลัวแบบนั้นสิ”

                “ฉะ...ฉันจะไปล้างกล่องข้าว”

 

                ครืด

                เก้าอี้เลื่อนออกอย่างแรงจนไถไปกระแทกผนังดังปัง!!  เจตน์ลนลานจนเสียงจังหวะตอนลุกจนเอวกระแทกเข้ากับฉากกั้นโต๊ะ

 

                แอ่ก!!

                ชายหนุ่มขบฟันแน่นคีพคาแรคเตอร์ทั้งที่เจ็บฉิบหายวายวอด  นรกชัด ๆ!! นี่ใครตั้งกล้องกลั่นแกล้งเขาอยู่หรือเปล่าวะ!

                “ไปดีมาดีล่ะ” คุณฝ่ายขายโบกมือหย็อย ๆ “พรุ่งนี้ก็ห่อข้าวมากินด้วยกันอีกนะ”

 

            เรื่องอะไรล่ะ.....

 

                หนีเสือปะจระเข้แท้ ๆ รู้อย่างนี้ออกไปกินข้าวกับพี่ในแผนกเสียก็ดี  เจตน์ชักไม่แน่ใจแล้วว่ากำลังถูกบูลลี่ในที่ทำงานหรือเปล่า  อายุเท่ากันแต่ในแง่การทำงานพอสก็ถือเป็นรุ่นพี่ หรือนี่จะเป็นระบบโซตัสหว่า...

เจตน์รับมือไม่ถูกเกิดมาเพิ่งเคยคนแบบนี้  ไอ้สีหน้าท่าทางวิบวับเจ้าเล่ห์นั่นอีก  ไม่รู้ว่าถ้าอยู่ ๆ ผีเข้าเอาเรื่องไอ้เจย์เอดท์ไปป่าวประกาศเขาจะมีชีวิตต่อในสังคมออฟฟิศได้อย่างไร แค่คิดว่าต้องย้ายที่ทำงานอีกเจตน์ก็ปวดร้าวไปถึงก้านสมอง

ตัวอันตรายต้องอยู่ห่าง ๆ ไว้...

                ทั้งที่คิดแบบนั้น แต่ลึก ๆ เจตน์กลับสลัดภาพดวงตาเป็นประกายออกจากหัวไม่ได้เลย  ไอ้ประโยคที่บอกว่าชอบเสียงของเขานั่นน่ะ....

 

คนอะไรประหลาดชะมัด.....

 

 

TBC


สวัสดีค่ะ  ห่างหายไปเกือบปี  กลับมาแล้วค่า  ฮิ้ววววววววว

พอดีเรื่องยาวที่เขียนอยู่มันกดดันตัวเองมากเลยขอพักสมองมาเขียนเรื่อง(ค่อนข้าง)สั้นสักหน่อยค่ะ

อย่างที่บอกว่าเรื่องนี้เบาสมองมาก  อย่าคาดหวังสาระอะไรนะคะ  เราอยากเขียนอะไรเบียว ๆ แก้เครียดจากเรื่องยาว(ที่เบียวเช่นกัน 5555)

ตอนนี้แพลนเอาไว้ประมาณ 6 - 7 ตอนจบ  มาใส ๆ เบาสมองด้วยกันนะคะ ╭( ・ㅂ・)و ̑̑

อยากร่วมหวีด/เม้นต่าง ๆ ตามทวิตเชิญได้ที่ #เพราะพักพาพบ นะจ๊ะ  บางทีไม่ได้ตอบ ไม่ได้ RT เพราะเกรงใจคนฟอล  กลัวรก แต่อ่านทุกคอมเม้นจริง ๆ ค่ะ

ขอฝากน้องเจตน์น้องพอสไว้ใจอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยค่ะ //ก้มรอบทิศ

ป.ล. คติที่เจตน์พูดถึง YOLO = You Only Live Once ประมาณว่ามีชีวิตเดียวใช้ให้คุ้มจ้ะ

ป.ล. เผื่อใครนึกไม่ออก  ท่าเจย์เอดท์ก็คื้ออออออ.....




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 123 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

121 ความคิดเห็น

  1. #102 Mysterygrey (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 08:22
    สู้ๆนะเจเอต
    #102
    0
  2. #90 ก้อนดิน ปั้นดาว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 16:21
    เส้นทางที่ถูกปิดสินะ...สู้ๆนะ
    #90
    0
  3. #81 J.lasa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 10:29
    น่าสงสารเจตน์เขานะคะ ฮื่อ ชีวิตพลิกผันมาก แล้วยังมาเจอพอสอีก 55555 ไม่เป็นไรนะพอสแสดงพลังแห่งแฟนคลับเข้าไว้
    #81
    0
  4. #71 Tanee Lov (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 12:35
    น่ารักกกกก
    #71
    0
  5. #68 iayamachi (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:38
    ท่าโพสต์มือเจย์เอดนี่นึกถึงเจเจในเรื่องยูริออนไอซ์เลยค่ะ 55555 จริงๆจะเป็นไอดอลน่าจะต้องใช้สกิลเข้าส้งคมสูง น่าจะเอาสกิลที่ควรมีเพื่อการเป็นไอดอลมาใช้กับเรื่องงานดูเนอะ
    #68
    0
  6. #66 LookatBear♡ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 03:30

    ประทับใจความทำท่าประจำตัวได้นี้เหลือเกิน 55555555555

    #66
    0
  7. #64 gabriel.la(: (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:52
    เจตหลังจากโดนเทกลายเป็นคนไม่มีความมั่นใจเลยลูก พอสนี่แฟนคลัมนัมบาวันนนนน
    #64
    0
  8. #53 otiosesone (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 00:52
    ชอบท่าแนะนำตัว5555555 น่ารักกก
    #53
    0
  9. #32 AhnA* (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 17:28
    พอสคือชีวิตติ่งคอมพลีทมาก
    #32
    0
  10. #28 biggertmb (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 05:01
    ถึงจะหน่วงหน่อยๆเรื่องความฝันแต่ก็ขำมาก วงวารเจตต์ 555555555555555555
    #28
    0
  11. #24 lonlon. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 09:29
    คุณเจตน์น่ารักมากกกกกก ชอบความแม่น้องเจตน์
    #24
    0
  12. #23 luhan7_lulu (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 23:30
    โอยยย ความแฟนบอยนี้5555
    #23
    0
  13. #15 lalitas (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 10:32
    ตลกอะ 55555 ชอบนิยายทุกเรื่องเลยนะคะ แต่ก็ไม่เคยจะได้คอมเม้นซักที ขอโทษจริงๆค่ะ

    เรื่องนี้ก็น่ารักเหมือนเรื่องที่ผ่านๆมาเลย แถมแปลกด้วย หมายถึงตัวละครในเรื่องอะ แปลกสุดๆ 55555555

    ชอบมากเลยนะคะ รักมักๆ 💓💓💓 ฮือออออ
    #15
    0
  14. #10 Artemis~ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 16:52
    น่ารัก55555 คนฟังก็เขินใหญ่ ตอนคนชมตัวเอง
    #10
    0
  15. #8 mermin (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 12:55
    ชีวิตแฟนคลับของเขา 5555555555
    #8
    0
  16. #6 chachap (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 12:11
    ฮือ555555555 ตลกพอสส
    #6
    0
  17. #4 Soolll (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 21:50
    งุ้ยยยยยน่ารักชอบความตัวอันตรายของน้องพอส
    #4
    0
  18. #2 aeble (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 15:34
    เห็นชื่อนักเขียนนึกว่าตาฝาดไป รีบเข้ามาอ่านเลยค่ะ ตลกน้อง55555 เผลอทำท่าตามตั้งหลายรอบ555555
    #2
    0