Invisible Boy Next to Me ❀ ปิ๊งรักข้างหัวใจ นายตัวดี

ตอนที่ 7 : E : Event

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 ธ.ค. 61


6

E : Event

 

หมดเวลาแล้ว!” ฉันร้องกรี๊ดในใจ พลางเอื้อมมือไปหยิบแบบทดสอบตรงหน้าคนตัวสูงมาวางกองรวมกับหนังสือเล่มอื่นๆ บนตั้งเดียวกัน จากนั้นก็ผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ ราวกับเพื่อเฉลิมฉลองให้กับความรู้สึกที่เหมือนเพิ่งหลุดพ้นจากภาระทั้งปวง เฮ้อออ~ เสร็จสิ้นกันสักทีสินะ สำหรับมิชชั่นวันนี้ นายจะกลับเลยมั้ยเอ่ยถามออกไป เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมเก็บของ

“…” แถมยังเมินเฉยต่อคำถาม เอาแต่ก้มๆ เงยๆ เหมือนหาอะไรสักอย่างอยู่นั่นจนฉันนึกรำคาญ

ของหายเหรอ

เปล่าเขาส่ายหน้าหวือ ผมหาเศษตั๋วที่ฉีกทิ้งไปเมื่อกี้น่ะ

ทำไมฉันขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะมุดหัวลงไปช่วยเขามองหาด้วยอีกแรง นายอยากจะเก็บมันไว้เป็นที่ระลึกเหรอ ว่าพลางเลิกคิ้วเล็กน้อย ถึงจะพูดทีเล่นทีจริงก็เถอะ แต่ถ้าเขาใส่ใจขนาดนั้นจริงๆ ฉันจะยอมนั่งพับเพียบหาให้เลยเอ้า

หืม? ก็ต้องเอาไปทิ้งอยู่แล้วสิเขาเบรกฉันดังเอี๊ยด พร้อมกับเบิกตาโตเหมือนประหลาดใจ

ตามด้วยคำพูดทิ้งท้าย ซึ่งแทบจะทำให้ฉันอ้าปากเหวอตายในท่าตะแคงคอ

มันคือขยะนะ

 





วันต่อมา

ท่ามกลางห้องเรียนที่เงียบสงบซะจนได้ยินเสียงมอนิเตอร์ของเครื่องปรับอากาศทำงานเนื่องจากภายในห้องเหลือสิ่งชีวิตแค่ไม่กี่คน ฉันอยากจะให้ทุกคนเริ่มต้นด้วยการมโนภาพถึงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ซึ่งกำลังนั่งจิ้มไหล่ของผู้ชายตัวโตที่เอาแต่เล่นเกมอยู่นับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะยอมแพ้มานั่งจิ้มนิ้วตัวเองหน้าโง่ในที่สุด

นี่มันผิดคาดไปหมด

ถ้าให้ว่ากันตามท้องเรื่องแล้ว เมื่อวานเขาดูโอเคกับการติวมากๆ เขาดูตั้งใจ เขาดูสนุก อีกทั้งบรรยากาศระหว่างฉันกับเขาก็ออกมาดีซะจนฉันนึกว่าเราสองคนสนิทกันมากกว่าเดิมแล้วซะอีก แต่เฮ้! ดูสิ ในตอนนี้ทุกอย่างมันไม่คืบหน้าเลยแม้แต่นิด

ฉันยังอยู่ตรงนี้

เขายังอยู่ตรงนี้

กองหนังสือฉันก็ยังอยู่ตรงนี้ #ใต้คางค่ะ

ลีโอฉันไหว้ล่ะ ไปติวกันเถอะ

แป๊บน้ำเสียงรำคาญราวกับตั้งกำแพงเอ่ยออกมา

จ้าฉันพยักหน้า

ยิ้มหวาน

นอนรอ

ซะเมื่อไหร่!

นายแป๊บมาครึ่งชั่วโมงแล้วนะ

ใจคอจะติวกันแค่วันละสามสิบนาทีเรอะ!

ฉันบึนปากอย่างหงุดหงิดกับท่าทางไม่ยินดียินร้ายของเขา ใบหน้าเนียนใสเรียบนิ่ง แถมยังแข็งทื่อจนไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งเร้าราวกับรูปปั้นเดวิดของไมเคิล แองเจโลในห้องศิลปะ ทำให้ฉันอยากจะแช่งมือถือใจบาปนั่นให้แบตหมดไปซะ (แต่เขาดันพกพาวเวอร์แบงก์มาด้วยน่ะสิ ฮือออ)

ลีโอ!” ฉันตะโกนเรียกชื่อเขาเสียงดังอย่างหมดความอดทน นายอยากได้อะไร อยากต่อรองอะไร พูดมาเลย

หา?ใบหน้าด้านข้างของเขาขยับเพียงแค่ปาก หน้าที่ที่ทำให้ผมสนใจ นั่นเป็นเรื่องที่เธอจะต้องคิดไม่ใช่เหรอ

ก็ฉันคิดไม่ออกนี่นาฉันย่นจมูกให้กับความเล่นตัวของอีกฝ่าย ก่อนจะเขม่นตามองเขาอย่างโยนความผิด พอเสนอว่าจะเอาตั๋วรับฟังคำขอมั้ย นายก็บอกว่า ผมไม่สนใจมุกซ้ำๆ ดูน่าเบื่อแบบนั้นหรอกนะน่ะ แง แล้วงี้จะให้ฉันทำยังไงล่ะ

กลับบ้านสิ

นี่!”

หนวกหูน่าเขาบ่นพลางหันตัวหนี

ท่าทีของคนหัวรั้นราวกับสร้างป้อมปราการเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนโลกส่วนตัวได้อีกครั้ง ทำให้ฉันถอนหายใจออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของคนตัวสูงเขม็งด้วยความรู้สึกสับสนยากจะอธิบาย ไม่ใช่ว่าเหนื่อยใจหรอกนะ เพราะไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่ยอมแพ้แค่นี้แน่ แต่ให้เรียกว่าหนักใจตรงที่เดาใจอีกฝ่ายไม่ได้มากกว่า

ถ้ารู้ว่าเขาชอบอะไรก็คงจะดีหรอก

นอกจากเกมแล้วเขายังชอบอะไรอีกล่ะ

คิดเร็วเข้าสิยู!

ผมจะกลับบ้านแล้วนะ

เดี๋ยวซี่!” ฉันเอ่ยห้ามเสียงสูงโดยไม่ตั้งใจ ขอฉันคิดก๊อน

ผมไม่อยากรอแล้ว ผมยังต้องไปตามล่าแรร์มอนสเตอร์อีก มัวแต่อยู่ตรงนี้เสียเวลาจะตายแต่เสียงทุ้มก็ตอบกลับมาอย่างไม่ยอมลงให้เช่นกัน แถมคนตัวสูงยังพรวดตัวลุกขึ้นราวกับจะยืนยันในคำพูดของตัวเองอีก ซึ่งนั่นก็ทำให้ฉันลนลานจนอยากจะร้องไห้ ให้ตายเถอะ อย่าทำอย่างกับว่าของแบบนี้มันคิดกันได้ง่ายๆ ได้หรือเปล่า

ให้เวลาฉันหน่อยสิ เพราะแค่ถ้านายตั้งใจติว พรุ่งนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวกลางวัน นายก็คงจะไม่สนใจใช่มั้ยล่ะ

ผมสนใจนะเขาหันมาตอบรับหน้านิ่ง

อ้าว!” งงเลยจ้า จริงเหรอ

นั่นฉันคิดได้อย่างแรกเลยนะ ฮือ

จนกระทั่งเขาถือวิสาสะเลื่อนฝ่ามือเข้ามาคว้ากองหนังสือทั้งหมดบนโต๊ะของฉันไปแบกไว้เอง ก่อนจะเดินดุ่มๆ ออกไปจากห้องเรียนเร็วจี๋ มันก็ทำให้ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น แล้วก็ทำให้ฉันที่อยากจะร้องไห้ออกมาในทีแรก ร้องไห้ออกมาจริงๆ (หนึ่งหยด)

นี่ฉันเสียเวลาตั้งครึ่งชั่วโมงไปเพื่ออะไรก๊านนน

ไม่รอช้า ฉันรีบวิ่งไล่ตามลีโอทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลามากไปกว่านี้ และโชคดีที่เขาก็ดูกระตือรือร้นราวกับคนละคนอย่างน่าเหลือเชื่อ ด้วยการจัดเรียงหนังสือกับอุปกรณ์สำหรับการเรียนทุกอย่างไว้บนโต๊ะม้าหินอ่อนเรียบร้อย ภาพตรงหน้าทำให้ฉันนึกถึงลีโอในช่วงเย็นของเมื่อวานนี้จนเผลอยิ้มบางๆ ออกมา ก่อนจะเดินไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่เป็นที่ประจำของตัวเอง

วันนี้เอาวิชานี้นะว่าพลางเลือกหยิบหนังสือเล่มที่อยู่ใกล้มือที่สุดขึ้นมา โดยไม่ถามความเห็นของอีกฝ่าย ซึ่งพอฉันตัดสินใจแบบนั้น ผู้ชายตรงหน้าก็แค่ยักไหล่เหมือนไม่มีปัญหา ทั้งที่ฉันคิดว่าเขาน่าจะโอดครวญสักนิด เพราะนี่มันวิชายากตัวหนึ่งเลยทีเดียว แต่เขากลับคว่ำมือถือลงไปกับโต๊ะ ประสานมือไว้ด้วยกัน สายตาจริงจังของเขากำลังมองมายังฉันอย่างตั้งใจ

โฮ่~ แบบนี้ฉันเสียค่าข้าวกลางวันให้นายแน่นอนฉันพูดยิ้มๆ

ลีโอยิ้มกลับมาผมก็ไม่ได้มาเพื่อแพ้อยู่แล้วพร้อมกับคำพูดที่ดูเหมือนประกาศสงคราม

เป๊งงง (เสียงระฆัง)

ยกที่หนึ่ง #ผิด

ฉันหลุดขำออกมาให้กับท่าทางเอาจริงเอาจังเกินเหตุของเขา ก่อนจะเริ่มบรรเลงถ้อยความในบทเรียนที่ค่อนข้างฟังดูเข้าใจยาก แต่ก็กลั่นกรองออกมาให้ฟังดูเข้าใจง่ายตามที่เตรียมไว้เมื่อคืน พร้อมกับไฮไลท์ตัวหนังสือเฉพาะจุดสำคัญให้เขามองตามไปด้วย

ลีโอพยักหน้าอย่างเข้าใจ

งั้นข้อนี้ก็ต้องใช้สูตรนี้สิ

ช่าย~

วุ่นวายชะมัดเขาเบ้หน้า

เอาน่าฉันว่าเสียงอ่อนอย่างให้กำลังใจ พยายามเข้า!”

เพื่อข้าวกลางวันเขาเสริมต่อคำพูดของฉันด้วยนัยน์ตาคู่ใสที่ดูเหมือนมีเปลวไฟโหมออกมา เพื่อข้าวกลางวันก่อนจะพูดย้ำให้ชัดเจนอีกครั้ง ราวกับสะกดจิตใต้สำนึกให้ตระหนักได้ว่าตัวเองตั้งใจถึงขนาดนี้ไปเพื่ออะไร

ฮ่าๆๆแงงง น่าเอ็นดูจัง

เชื่อมั้ยว่าเขาไม่แตะมือถือเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้มันจะสั่นเพราะเกมแจ้งเตือนมากแค่ไหน

จนในตอนสุดท้าย เมื่อบทเรียนระหว่างเราสองคนเดินทางมาถึงจุดจบ ซึ่งต้องมีแบบทดสอบให้อีกฝ่ายทำเป็นธรรมเนียม เขาก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าเวลาสามสิบนาทีที่เหลือก็มีค่าอยู่เหมือนกัน

เพราะเขาทำได้เกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์อย่างเหนือความคาดหมายอีกครั้ง

นายหัวดีอ่ะฉันชมอย่างจริงใจงงเลยเนี่ยว่าทำไมเกรดแย่ เพราะไม่ตั้งใจเรียนงั้นเหรอ สุดยอดอ่ะ

ก็…” ลีโออึกอักนิดหน่อย เหมือนกำลังจะตอบอะไรสักอย่าง

นี่!”

“…”

พวกเธอได้ยินข่าวของนายหมอกหรือยัง?!”

ถ้าฉันไม่บังเอิญได้ยินเสียงซุบซิบนินทาจากโต๊ะม้าหินอ่อนข้างหลัง ดึงความสนใจไปทั้งหมดซะก่อน

หมอกไหน หมอกห้องบีเหรอ

เออสิ

ใบหน้าขาวจัดของผู้ชายตรงหน้าพร่าเลือนหายไปจากสายตาฉันเพราะโดนแสงอาทิตย์ยามเย็นสะท้อนลงมาจนทำให้เห็นแต่สีแดงส้มตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าสิ่งที่ฉันสัมผัสได้อย่างแจ่มชัดก็คือประโยคต่อมาที่ต่อให้พวกเธอจะซุบซิบกันเบาแค่ไหน ฉันก็ยังรู้สึกว่ามันดังมากอยู่ดี

เพื่อนฉันก็เล่ามาเหมือนกัน เธอคิดว่ามันจริงหรือเปล่า

จริงงง เพื่อนของเพื่อนฉันในห้องนั้นเห็นมากับตาเลยว่านายหมอกไปสารภาพรักกับอันนา โอ๊ย! อันนาน่ะสวยอย่างกับนางฟ้า แล้วนายหมอกก็อย่างกับนักเลงสุดๆ โคตรไม่เจียมตัวเลยอ่ะ

ว่าแต่อันนาตอบไปว่าไง ตกลงมั้ย

ไม่แน่นอนสิยะ อันนาน่ะเลือกคบคนแม้กระทั่งเพื่อนอยู่แล้ว แฟนเนี่ยเลิกพูด

ฮะๆ ว่าแล้วเชียว

แต่เพราะปฏิเสธเขาไปนั่นแหละก็เลยเกือบจะโดนต่อยอ่ะ พีคมาก น่ากลัวมาก

จริงดิ?! แค่ไม่รับรักเองมะ ทำไมถึงต้องรุนแรงขนาดนั้น

ก็คงจะปกติของนักเลงป่ะ พอไม่พอใจก็ใช้กำลังนั่นแหละ

ยัยพวกนี้

ฉันหันขวับไปจ้องตาคนต้นเสียงพร้อมกับความรู้สึกทำนองว่าอยากจะยกโต๊ะม้าหินอ่อนทุ่มใส่หัว

แค่เพียงครู่เดียวเท่านั้น ก่อนจะหันหลังกลับมาควบคุมสติตัวเองไม่ให้ทำแบบนั้นลงไปจริงๆ

และน่าแปลกที่หลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้ยินเสียงนกเสียงกาต่อไปอีก อาจเป็นเพราะกลุ่มนักเรียนขี้เม้าท์หายหัวไปจากที่นี่แล้วก็ได้ ในตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกโล่งใจที่พวกเธอยอมเงียบกันไปสักที แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็รู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่เพิ่งจะได้ยิน

ไม่มีใครดีใจทั้งนั้น ถ้าหากเพื่อนสนิทของตัวเองโดนมองไม่ดี (ถึงในกรณีของหมอกจะบ่อยมากก็เถอะ)

แถมยังไม่ใช่เรื่องชกต่อยธรรมดาเหมือนทุกที แต่ขอโทษทีเถอะ คนอย่างหมอกน่ะต่อให้จะเคยปะทะกับผู้ชายโตๆ จนชนะมานับร้อยครั้ง แต่กับผู้หญิงธรรมดาน่ะ เขาไม่มีทางทำได้ลงคอแน่ ฉันไม่มีวันมองเพื่อนผิดไปหรอก ทว่าสารภาพรักเนี่ยสิ คราวนี้มีเรื่องชู้สาวมาเกี่ยวข้องงั้นเหรอ จะบอกว่าโกหกทั้งหมดก็คงไม่ใช่ใช่มั้ยล่ะ

แปลกจังแฮะ

ยู…” จนเสียงทุ้มของอีกฝ่ายเรียกสติฉันกลับมา

ฮะ? อ่อ ขอโทษทีฉันจึงรีบละล่ำละลักขอโทษ ก่อนจะโฟกัสคนตรงหน้าให้เต็มตา

ลีโอกำลังตีหน้านิ่ง เท้าคางมองฉันอย่างพิจารณา ใจลอยไปไหนมาเหรอเขาถาม

ในขณะที่หัวฉันกำลังจะระเบิดเพราะเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย

อย่างน้อยก็เช่นเมื่อกี้ ฉันได้ทำเรื่องเสียมารยาทลงไปซะแล้ว

เรื่องเพื่อนน่ะฉันตอบผ่านๆ แบบไม่ลงรายละเอียด แล้วรีบกลับไปคุยกับเขาต่อว่าแต่นายพูดถึงไหนละ

ทั้งที่เอาเข้าจริง ฉันก็ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองถามอะไรออกไป หรืออยากรู้ไปทำไม

ตอนนี้ฉันเอาแต่สนใจความรู้สึกของหมอก

ผมไม่ได้พูดอะไรนี่…”

งั้นเหรอ

เธอไปเถอะ

จนไม่ทันมองให้ลึกลงไปถึงคำตอบของอีกฝ่ายที่ดูไม่พอใจกับท่าทีกระวนกระวายของฉัน

 





วันต่อมา

พักกลางวัน

ข่าวลือเกี่ยวกับหมอกที่สารภาพรักอันนาแพร่กระจายไปทั่วโรงเรียนรวดเร็วซะยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ทำให้ฉันไม่มีกะจิตกะใจเรียนเลยตลอดช่วงเช้า เพราะตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่รั้วโรงเรียนยันเดินเข้ามานั่งในห้อง พูดเลยว่าไม่มีนาทีไหนที่ทุกคนจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่เอาจริงๆ นะ ถึงแม้หมอกอาจจะชอบอันนาจริงก็เถอะ แต่เรื่องนอกเหนือจากนั้นมันดูเกินจริงไปหน่อย มันอาจจะมีใครสักคนใส่สีสันเข้าไปให้เรื่องสนุกปากก็ได้ ทำไมถึงไม่มีใครเอะใจเลยนะ แล้วก็ทั้งที่ไม่มีใครรู้จักเขาดีสักนิด ทำไมถึงกล้าตั้งป้อมกับเขาซะขนาดนั้น

ไม่มีใครถามหาความจริงจากเขาเลยหรือไงกัน

อันที่จริง ขากลับบ้านพร้อมกับหมอกเมื่อวาน ฉันก็กะจะทักเขาถึงเรื่องนี้แล้วล่ะ แต่เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดีจึงไม่ได้ความอะไรสักอย่าง และอีกอย่างฉันก็ไม่ได้คิดว่าเรื่องมันจะบานปลายไปทั่วโรงเรียนแบบนี้ ถึงได้มานั่งหงุดหงิดอยู่อย่างนี้ยังไงเล่า อ๊ากกก

วันนี้ลีโอตั้งใจเรียนนะเนี่ย ไม่ง่วงนอนแล้วเหรอ

ครับ

เอ๊ะ?

จู่ๆ เสียงคุยกันตามประสาระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ หรือก็คืออาจารย์ประจำวิชาที่กำลังจะเดินออกจากห้องไปกับเพื่อนข้างโต๊ะ ก็ทำให้ฉันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้แล้วเพิ่งจะหันไปสังเกต

และในตอนนั้นเองที่สายตาของเราสองคนประสานกันอย่างไม่ตั้งใจ

“…” นัยน์ตาสีดำของเขากับใบหน้าเนียนใสเพียงแค่เลิกคิ้วนิดๆ อย่างทักทาย

และกว่าฉันจะรู้ตัวว่าต้องทักทายเขากลับไป เนื่องในโอกาสที่เราสบตากันเป็นครั้งแรกของวันด้วยการยิ้มให้

“…” เขาก็เบือนหน้าหนีฉันไปก่อน

อะไรกัน บรรยากาศกระอักกระอ่วนนี่

เฮ้! ฉันไม่ลืมหรอกน่าถ้าทำสีหน้าตึงแบบนั้นเพราะกลัวว่าฉันจะลืมสัญญาล่ะก็ ไม่ใช่หรอกนะ ว่าแล้วก็สะกิดไหล่กว้าง รอให้อีกฝ่ายหันหน้ามา แล้วก็พยักหน้าให้อย่างจริงจัง นายอยากกินอะไรล่ะ ป่ะ ไปกัน เดี๋ยวยูคนนี้จะเลี้ยงลีโอเอง~

ไม่เอาแล้วเขาเขยิบไหล่ออก ผมมีเงินซื้อเองได้

อ้าวฉันแอบเหวอเบาๆ เมื่อเห็นว่าเขาหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเกมอย่างหน้าตาเฉย นายไม่หิวเหรอ

ไม่ เขาตอบโดยหันใบหน้าด้านข้างให้ฉันเห็น พร้อมกับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

แต่ทำไมเขาถึงขมวดคิ้วอยู่ล่ะ ฮือออ

ด้วยความกังวลไปหมดซะทุกเรื่องของตัวเอง ฉันจึงรู้สึกตงิดใจกับท่าทางแปลกๆ ของเขา จนไม่สามารถตอบกลับไปว่า โอเค เข้าใจแล้วออกไปได้ มันรู้สึกไม่สบายใจยังไงก็ไม่รู้ ในเมื่อเขาดูตั้งใจติวเพื่อให้ฉันได้เลี้ยงเขาตั้งขนาดนั้นนี่นา

การบอกปัดรางวัลที่เขาเพิ่งจะชนะมา มันจึงดูไม่สมกับเป็นตัวเขาเอาซะเลย

เพราะแบบนั้น ฉันจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปตรงหน้าโต๊ะของอีกฝ่าย ทำให้เห็นสีหน้ากับสายตาของเขาชัดๆ

ถึงเขาจะก้มหน้าเล่นมือถืออยู่ ฉันก็จะย่อตัวลงแล้วแหงนหน้าดู!

ใบหน้าขรึมของเขาสว่างจ้าเนื่องจากแสงของหน้าจอ ค่อยๆ เหลือบมองฉันอย่างช้าๆ

แล้วเขาก็จะได้เห็น

อะไรของเธอเนี่ย

นายยิ้มแล้ว!”

เปล่าสักหน่อย

โกหกนี่ฉันลงทุนทำหน้าตาน่าเกลียดสุดๆ ให้เขาเลิกนอยด์เลยนะ อิอิ ด้วยการเบ้ปากให้ดูร้ายเหมือนนางร้ายในละครหลังข่าว เหมือนออเจ้าพี่กิ๊ก สุวัจนีก็แล้วกัน :( ตึงตึงตึ๊งตึง ตึงตึงตึ่งตึงตึงตืงงง~

ลีโอรีบก้มหน้าไปสไลด์หน้าจอจับมอนสเตอร์ต่อทันที ราวกับจงใจหลบตา แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังดูออกว่าเขากำลังพยายามเกร็งหน้ามากแค่ไหน ฮะๆ ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะถึงแม้จะไม่รู้ว่าเขากำลังไม่พอใจเรื่องอะไร แต่ดูเหมือนว่าฉันจะกู้สถานการณ์กลับมาได้นิดนึงแล้ว

เอาไง จะให้ฉันเลี้ยงข้าวนายได้ยัง

ยัง

แน่ะ!

เขาขึงหน้าสุดฤทธิ์ไม่ให้หลุดยิ้มออกมา

วินาทีนั้นล่ะมั้งที่ฉันรู้สึกว่าเขาดูตลกชะมัด และอยากรู้ขึ้นมาว่าเขาจะทนปฏิเสธไปได้นานสักเท่าไหร่

ถึงห้องสักที! ในโรงอาหารนี่คุยกันอย่างแซด

นี่ทำพูดไป แกก็ต้องระวังตัวไว้นะ ถ้าเกิดมีใครมาชอบก็ปฏิเสธเขาไปดีๆ ล่ะ เดี๋ยวจะโดน

ชู่ววว~ นังบ้า ยูยังอยู่นะ

แต่ก็เป็นฉันเองที่ยืนตื๊อลีโอต่อไปได้ไม่นาน

อย่างกับคนบ้าที่ถูกเรื่องบางเรื่องกระทบต่อจิตใจนิดเดียว ก็พร้อมจะก้าวออกไปจากที่ตรงนี้ทันทีที่มีคนเป่านกหวีดให้ออกตัววิ่ง

เพราะทันทีที่เสียงนินทาดังขึ้นมากระทบโสตประสาทอีกครั้ง ก็ราวกับฉันถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากออกมาให้พบกับความจริง ทำให้ความสนุกสนานที่มีต่อคนตรงหน้าจางหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงแค่สติที่ยังพอจะรู้ตัวอยู่บ้างว่าสองเท้ากำลังวิ่งออกไปจากห้องเรียนโดยเร็วที่สุดเท่านั้น

ลืมไปด้วยซ้ำว่าตัวเองได้พูดคำว่าขอโทษออกมาให้อีกฝ่ายรับรู้หรือเปล่า

 

“หมอก!” ฉันเอ่ยเรียกร่างสูงโปร่งเสียงดังซะจนแทบจะเรียกได้ว่าตะโกน ทั้งที่เห็นได้แต่ไกลเลยว่าเขาไม่ได้หลับสักนิด และยิ่งเดินเข้ามานั่งใกล้ๆ ก็ยิ่งพบว่าความคิดตัวเองถูกต้อง เมื่ออีกฝ่ายกำลังนอนลืมตาอยู่ใต้ร่มไม้เฉยๆ แค่นั้นเอง หากแต่กว่าจะรู้ตัวว่าฉันได้ประชิดถึงตัวขนาดนี้ก็ตอนที่ฉันสะกิดไหล่เขาไปสามที “เหม่ออะไรอยู่ เรียกตั้งนานแล้ว”

เพราะเจอเรื่องเครียดพวกนั้นมาสินะ

ก็ปกติเขาจะไม่เคยไม่ระวังตัวเลยนี่นา

“อ่า โทษที” เขากะพริบตาถี่เหมือนงงๆ อยู่สักพัก ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นมานั่ง จากนั้นก็สบตาฉันอย่างมีคำถาม “เธอมาทำอะไรตรงนี้เนี่ย”

คำถามที่ยิงเข้ามาอย่างจังจนไม่ทันตั้งตัว

“ฉัน เอ่อแค่เบื่อๆ น่ะ” มันก็เหมือนกับเมื่อวานที่ฉันไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง วันนี้ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ฉันจึงไม่แปลกใจที่หมอกจะหรี่ตาลงเหมือนสังเกตเห็นท่าทางที่สื่อถึงพิรุธอย่างชัดเจนของฉัน

“เหรอ” แต่เขาก็พูดออกมาแค่นั้น

“…”

“…” ก่อนจะเงียบไปโดยไม่ทักท้วงอะไรต่อ

อ้าววว ไหงงั้นล่ะ

คนเค้าอุตส่าห์รอให้พูดหรือถามอะไรสักหน่อยแท้ๆ แง้!

“อะไร?” หมอกเลิกคิ้ว พร้อมกับหัวเราะอย่างไม่จริงจังนัก

“เปล่า” ฉันรีบเบือนหน้าหนีทันทีด้วยความรู้สึกเหมือนคนหลงทาง แบบโอ๊ย ฉันไม่ได้มาหาเขาเพื่อให้เขามานั่งหัวเราะหรอกถูกมั้ย เขาควรจะเครียดมากกว่านี้ แล้วฉันถึงค่อยถามว่าเป็นอะไร แต่เพราะมันไม่ใช่ จึงทำให้ฉันที่พูดไม่ออกอยู่แล้วไปไม่ถูกเข้าไปอีกจนต้องเปลี่ยนเรื่องไปพูดเรื่องที่ง่ายกว่าก่อน ด้วยการหยิบเมล่อนปังออกมาจากถุงพลาสติก “อ่ะนี่ ฉันซื้อมาฝาก”

มันก็จริงอย่างที่พวกคนในห้องว่า

ในโรงอาหารมีแต่เสียงข่าวลือจนน่ารำคาญหูอยู่เต็มไปหมด เพราะงั้นอีกฝ่ายคงน่าจะหิวแย่

“ฉันไม่รู้ว่านายชอบกินอะไร ก็เลยซื้ออันนี้มา”

“ขอบใจ” เขายิ้มให้ฉันบางๆ ก่อนจะรับขนมปังในมือฉันไป

อ๊ะ?

ในระหว่างนั้นเองที่สายตาของฉันเพิ่งจะเหลือบไปสังเกตเห็น

“ฉันไม่เคยเห็นนายผูกเนคไทมาก่อนเลย” ฉันเอ่ยทัก ทำให้อีกฝ่ายชะงักมือที่กำลังง่วนอยู่กับการแกะห่อขนมปัง จากนั้นก็ก้มหน้าไปมองทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับขมวดคิ้วให้ฉันโดยไม่พูดอะไรออกมาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่

อ่า

“แถมมีเสื้อนอกด้วย”

นั่นเป็นอีกครั้งที่สายตาของฉันเพิ่งจะเหลือบไปสังเกตเห็นสิ่งปกติสำหรับนักเรียนธรรมดา แต่เป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับคนตรงหน้า ยกอย่างเช่นเสื้อนอกสีกรมท่าที่เขากำลังนั่งทับอยู่นั่นไงล่ะ “เดี๋ยวนี้แต่งตัวเรียบร้อยเป็นกับคนอื่นเค้าด้วยเหรอ” ฉันถามยิ้มๆ

แต่หมอกไม่ตอบ นอกจากทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกสุดๆ ก่อนจะหันหน้าหนีไปอีกทาง

แหม~ อะไรกันเล่า ทำหน้าอย่างกับไม่มั่นใจในตัวเองแบบนั้นน่ะ

“แต่ไหนๆ จะแต่งแล้วก็น่าจะทำให้มันเรียบร้อยหน่อยนะ” พอเห็นท่าทางแบบนั้น ฉันก็อดไม่ได้ที่จะตำหนิออกมาเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปขยับเนคไทของอีกฝ่ายใหม่ให้เรียบร้อย “แบบนี้ดูดีกว่าตั้งเยอะ”

หมอกเกร็งไหล่นิดหน่อยเหมือนไม่ชิน แต่สุดท้ายก็หัวเราะออกมา

ฉันคงจะคิดว่าเสียงหัวเราะนั่นคือคำขอบคุณไปแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าเขากำลังจ้องหน้าฉันแล้วก็หัวเราะน่ะนะ

ว่าแต่

“ที่จู่ๆ ก็แต่งตัวเรียบร้อยขึ้นมา เป็นเพราะเรื่องนั้นหรือเปล่า”

ไม่รู้ทำไมฉันถึงเลือกถามเอาตอนนี้ รู้แต่ว่าปากมันโพล่งออกไปเองราวกับถึงจังหวะของมัน

“…” แต่ฉันรู้สึกไม่ดีเลยที่หมอกเงียบไป

แสดงว่าใช่สินะ

ที่เหม่อเมื่อกี้ก็เพราะเครียดอยู่จริงๆ ด้วย

“นายไม่เป็นไรนะ” ฉันถามออกไปแล้วมันทำให้เขาเครียดมากขึ้นหรือเปล่า

บางทีเขาอาจจะพยายามไม่นึกถึงมันแล้วก็ได้ แต่ฉันก็ทำให้เขาไปนึกถึงมันอีก อะไรทำนองนั้น

อ๊ะ!”

“จะให้เป็นอะไรล่ะ” หมอกพูดกลั้วหัวเราะ พร้อมกับเอื้อมมือมายีหัวฉันอย่างหมั่นเขี้ยว “อย่าห่วงเลยน่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่โดนนินทา”

ไม่รู้ว่าเขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ หรือพูดเพื่อให้ฉันสบายใจกันแน่ แต่ฉันก็พยักหน้าเออออตามน้ำคนตรงหน้าไปก่อน พลางแกะห่อขนมปังมากินเงียบๆ ตามหมอก แต่สุดท้ายก็ทนอยู่แบบนั้นไม่ได้นาน ฉันอยากจะถาม จนกว่าจะเคลียร์ทุกข้อสงสัย

“แล้วมัน เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”

เขาแค่นหัวเราะ “แล้วเธอว่าจริงมั้ยล่ะ”

ให้ฉันทายได้เหรอ?

“นายอาจจะชอบอันนาจริง” ฉันเงียบไปคิดสักพัก “แต่เรื่องที่อาละวาดเพราะเค้าไม่รับรักเนี่ย ดูไม่น่าเป็นไปได้เลย” และคำตอบของฉันก็ทำให้หมอกเลิกคิ้วเหมือนประหลาดใจ

เอ๊ะ? ฉันพูดผิดตรงไหน

“ก็นายไม่ใช่คนแบบนั้น”

“…”

“นายเป็นคนดีจะตาย ฉันรู้”

“ฉันไม่ใช่คนดีแบบที่เธอว่าหรอก” เขาหัวเราะแค่นๆ อีกครั้ง

“ทำไมจะไม่ใช่” พูดจาเหมือนไม่เชื่อใจตัวเองแบบนี้ได้ยังไง “ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีเรื่องเพราะช่วยคนอื่นหรอก”

“…” คราวนี้หมอกไม่เถียง

“แล้วอีกอย่าง ฉันรู้นะว่าที่นายแต่งตัวแบบนั้นเพราะไม่อยากให้เสียชื่อโรงเรียน”

“…” เขาเงียบไป

ในเมื่อเขารู้ดีว่าฉันกำลังหมายถึงอะไร

กระเป๋าเสื้อสูทตัวนอกกับเข็มกลัดที่ปักอยู่บนเนคไทจะมีตราของโรงเรียนประดับอยู่อย่างโดดเด่น ซึ่งแน่นอนว่าโรงเรียนของเราค่อนข้างมีชื่อเสียงมากพอที่จะทำให้คนภายนอกจำได้ทันที ดังนั้น พอเข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ใส่มา และพอรู้ว่าเขาก็แค่พยายามปกป้องมันในแบบของเขา ฉันก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ทุกที

“เห็นมั้ย หมอกเป็นคนดีจะตาย”

บทสรุปของฉันทำให้คนตรงหน้าหัวเราะออกมา ก่อนจะค่อยๆ โยกหัวฉันเบาๆ เหมือนอย่างที่ชอบทำ

“ขอบใจ”

สีหน้าของหมอกในตอนนี้บอกให้ฉันรู้ว่าเขารู้สึกดีขึ้นแล้ว

อย่างน้อยฉันคนนี้ก็ยังพอจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง

อ๊ะ ใกล้หมดคาบพักละ งั้นไว้เจอกันตอนเย็นนะหมอกฉันทำตาโตทันทีอย่างเพิ่งรู้สึกตัวว่าเวลาได้ผ่านไปนานแค่ไหน จึงรีบผงกหัวบอกลาอีกฝ่ายลวกๆ จากนั้นก็เก็บซองเมล่อนปังทั้งของตัวเองและของเขาไปทิ้งให้ ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่ง มุ่งหน้าไปยังห้องเรียน

ตามด้วยนั่งลงบนที่นั่งประจำ

พอได้คุยกับหมอก ฉันก็เลิกคิดมากในระดับหนึ่ง เพราะดูเหมือนเขาจะรับมือกับข่าวลือบ้าๆ นั่นได้สบายๆ ฉันจึงไม่ต้องพะว้าพะวงคอยเป็นห่วงความรู้สึกของเขาจนไม่เป็นอันเรียนอีก และเพราะสบายใจขึ้นแล้วนั่นแหละ ฉันถึงได้มีอารมณ์สุนทรีย์มาสังเกตสิ่งรอบข้างมากขึ้น

ซึ่งภาพคุ้นตาของฉันก็คือ ปลายหางตาของฉันที่มักจะมองเห็นคนข้างๆ ที่กำลังนั่งหลังงอก้มหน้าเล่นเกมจับโปเกม่อนอย่างเคร่งเครียดระหว่างรออาจารย์เข้ามาหรือไม่ก็นอนฟุบหน้าไปกับโต๊ะอยู่เสมอ ต่อให้ฉันจะกำลังยุ่งแค่ไหน อาการยุกยิกกับเสียงหายใจฟึดฟัดเหมือนขัดใจของเขาก็จะสามารถดึงความสนใจของฉันไปได้

หากแต่สายตาของฉันในตอนนี้กลับไร้ซึ่งวี่แววของลีโอ

ฉันเงยหน้าดูเวลาจากนาฬิกาข้างฝาสลับกับเก้าอี้ที่ว่างเปล่าอย่างไม่เข้าใจว่าในเวลาแบบนี้เขาจะหายไปไหนได้

ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก

อาจารย์กำลังจะมาแล้วนะ

ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก

กระเป๋านักเรียน มือถือ กระเป๋าตังค์ก็ยังอยู่

หรือว่าเขาจะไปห้องน้ำ?

อืมมม~ น่าจะใช่

ฉันพยักหน้าให้กับข้อสันนิษฐานนั้น

ติ๊กต่อก

จนกระทั่งความจริงปรากฏออกมาว่าเขาไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลยตลอดช่วงบ่าย

มันแย่ตรงที่ฉันไม่สามารถตอบคำถามอาจารย์ประจำวิชาได้เลยว่าเจ้าตัวหายไปไหน และมันโคตรแย่ตรงที่ทันทีที่สลัดเรื่องหมอกออกไปจากหัวได้ เรื่องของลีโอก็ทำให้ฉันไม่มีสมาธิเรียนอีกแล้วเพราะมัวแต่คิดว่าเขาจะแอบโดดเรียนไปเล่นเกมหรือทำอะไรแปลกประหลาดเหมือนที่ผ่านมาหรือเปล่า

โว้ยยย!

บางทีฉันก็เบื่อตัวเองนะที่ชอบวิ่งเต้นไปกับเรื่องของคนอื่นแบบนี้

ถึงแม้จะเลิกเรียนแล้ว แต่ลีโอก็ยังไม่กลับมา ซึ่งฉันไม่แน่ใจว่าทำไมตัวเองถึงยังรอเขาอยู่ได้ ทั้งที่เพื่อนทุกคนกลับบ้านกันไปหมดแล้ว

เพราะรอให้เขากลับมาติวเหรอ

หรือเพราะของของเขายังอยู่ก็เลยช่วยดูให้

ฉันมั่นใจแค่ว่าถ้าสัมภาระของเขายังอยู่ตรงนี้ ก็แสดงว่าเขายังไม่ไปไหน

เขาจะต้องกลับมาเอาแน่

แกร่ก

อ๊ะ! มาแล้ว?

เสียงประตูหน้าห้องที่จู่ๆ ก็ถูกใครบางคนผลักเข้ามาทำให้ฉันรีบร้อนหันไป

ยังรอมันอยู่อีกเหรอ

แต่นั่นไม่ใช่เขา

เธอเอาของพวกนั้นไปฝากไว้กับ จารย์เหอะ มันไม่กลับมาหรอก

ฉันเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจให้กับคำพูดดังกล่าว

จากเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งในห้อง ที่ฉันจำได้ว่าเขาเคยอยู่ห้องเดียวกับลีโอ



 






สวัสดีปีใหม่นะคะทุกคน! <3

ถ้าชอบ อยากติดตามต่อก็กด Like แฟนเพจที่หน้านิยายหลัก
และกดเป็นแฟนพันธ์แท้ที่นี่ได้เลย >O<


B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #4 anearest (@anearest) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 16:56

    ฮืออ ลีโอหายไปเพราะน้อยใจรึเปล่าลูกกก

    #4
    1
    • #4-1 Baby Boo. (@mukdarat1994) (จากตอนที่ 7)
      3 มกราคม 2562 / 12:50
      หายไปไตหาหัวจามตามหาหัวใจแน่ๆ เลยเด้อ 5555555+
      #4-1