Invisible Boy Next to Me ❀ ปิ๊งรักข้างหัวใจ นายตัวดี

ตอนที่ 12 : O : Only

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    21 ม.ค. 62


10

O : Only

 

ไม่แน่ใจว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่

แต่มันคงจะนานมากพอให้แสงแดดอ่อนแรง เนื่องจากดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลาลับตา คล้อยตกไปจากกลุ่มเมฆตามกาลเวลา ในขณะที่ดอกทานตะวันกำลังโน้มกิ่งลงต่ำราวกับกำลังหลบหน้าท้องฟ้ายามเย็นสีแดงส้ม

ฉันยังนั่งกอดเข่าอยู่ท่ามกลางเหล่าธรรมชาติ สายตาเหม่อมองออกไปอย่างไร้ทิศเหมือนกับคนหลงทาง

ทำยังไงดี

รู้สึกได้ถึงมือถือที่กำลังสั่นครืดเนื่องจากสายเรียกเข้าของหมอก บ่งบอกว่าเลยเวลานัดมานานมากแล้ว แต่ฉันไม่อยากจะออกไปเจอหน้าใคร จึงปล่อยให้มันร้องเรียกฉันอยู่อย่างนั้น รอจนกว่าแรงสั่นจะเงียบหายไป พร้อมกับมิสคอลครั้งที่สาม ฉันก็ถอนหายใจออกมา

รู้ทั้งรู้ว่าหมอนั่นจะต้องเป็นห่วงฉันอยู่แน่ๆ แต่ฉันยังไม่พร้อมเผชิญหน้ากับเขา

เพราะกลัวว่าเขาจะรู้เรื่องข่าวไม่ดีของฉัน กลัวว่าถ้าเขาถาม ฉันจะตอบเขาไปว่ายังไง

ไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว

ตึก ตึก ตึก ตึก

ได้แต่คิดว่าอยากอยู่ตรงนี้คนเดียว อยากจะฝังตัวเองไปกับสถานที่แห่งนี้ซะเลยด้วยซ้ำ แต่ฉันกลับได้ยินเสียงฝ่าเท้าหนักๆ ซึ่งกำลังดังเข้ามาใกล้ ค่อยๆ กระทบกับผืนหญ้าทีละนิด เรียกให้สายตาของฉันปรายไปมองต้นเสียงด้วยความสงสัย ในเมื่อไม่น่าจะมีใครรู้จักที่นี่

ยู!”

ยกเว้นเขา

ลีโอ?

ฉันกะพริบตาถี่อย่างไม่อยากเชื่อ เมื่อคนที่นึกว่าโดดเรียนกลับบ้านไปแล้วกำลังยืนหอบตัวโยนโดยก้มหลังพลางใช้สองมือใหญ่ยันเข่าตัวเองไว้ ราวกับเพื่อยึดไม่ให้ร่างสูงโปร่งต้องล้มลง ฉากหลังของเขามีแสงสว่างยามเย็นที่ช่วยย้อมเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนให้เป็นประกายเจิดจ้า ทำให้ฉันรู้สึกตาพร่ามัวไปครู่หนึ่ง จนมองเห็นว่าผู้ชายตรงหน้ากำลังยิ้มกว้างราวกับดวงตะวัน

ความคิดในหัวกำลังตีกันยุ่ง

ทั้งที่เพิ่งตัดสินใจว่าอยู่คนเดียวดีกว่าแท้ๆ

แต่จู่ๆ ฉันก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าถ้าเป็นเขาล่ะก็คงไม่เป็นไร

ถึงไม่อยากเผชิญหน้ากับใครคนไหน แต่ถ้าเป็นเขาล่ะก็

เจอตัวสักที!” เขายิ้มเหมือนหายเหนื่อย ก่อนจะเดินเข้ามาหาอยู่นี่เองเหรอ เห็นเพื่อนที่กลับกับเธอทุกวันบอกว่ายังไม่กลับบ้าน ผมก็เลยตามหาเธอตั้งนาน

นายหายไปไหนมาลมหายใจขาดช่วงไป เมื่อสัมผัสได้ว่าของเหลวร้อนๆ กำลังระรื้นมากองที่บริเวณขอบตา

น่าตลกที่มันเป็นเพียงแค่ประโยคคำถามธรรมดา แต่ทำไมฉันถึงต้องรู้สึกอ่อนแอมากมายขนาดนั้น แล้วทำไมฉันถึงต้องรู้สึกอยากฟังคำตอบของเขามากมายขนาดนี้ ในเมื่อมันไม่ได้เกี่ยวข้องกันสักนิด สำหรับความรู้สึกบางเบาในใจฉันที่อ่อนแรงจนเหมือนจะหลุดติดมือไปกับสายลมได้เลย

“…”

“…”

ระหว่างเราสองคนมีความเงียบแทรกตัวขึ้นมาจนน่าอึดอัด

และฉันก็นึกขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายเคยบอกฉันไปแล้ว เพราะแบบนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องตอบฉันซ้ำอีก

แต่สายตาของเขาที่กำลังทอดมองมาเหมือนกับมีความในใจซ่อนอยู่อย่างท่วมท้น ก็ทำให้ฉันรู้สึกสับสนเหลือเกิน

อ่าจริงด้วยสินะ

เขาคงจะรู้เรื่องทั้งหมดแล้วงั้นสิ

นายไปช่วยเพื่อนๆ ของนายเรียบร้อยแล้วเหรอ

อือ

แล้วนายกลับมาทำไมอีกเนี่ย คงจะตกใจกับเพื่อนๆ ในห้องแย่เลยใช่มั้ย

“…”

อย่าโกรธพวกเขาเลยนะ แล้วก็ขอโทษด้วยที่ฉันทำให้นายต้องมาเจอกับข่าวลือแย่ๆ

หา? เธอทำอะไร

เพราะว่าฉันปกป้องนายไว้ไม่ได้

ยู…” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อของฉัน

แต่มันกลับกระตุ้นความรู้สึกในส่วนลึกให้แพร่กระจายมากขึ้นไปอีก

ฉันรีบยกมือขึ้นมาปิดหน้าทันที หลังจากไม่สามารถควบคุมน้ำตาตัวเองได้อีกต่อไป แต่ก็ยังพอมองเห็นอีกฝ่ายที่กำลังค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าผ่านม่านน้ำตา และมองเห็นแม้กระทั่งนัยน์ตาสีดำคู่สวยของอีกฝ่ายที่กำลังจับจ้องมายังฉันด้วยความแน่วแน่อย่างเด่นชัด ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องสำคัญ

หัวใจของฉันถึงกับหยุดเต้นไปวูบหนึ่งเหมือนกับต้องมนตร์

สีหน้าของเขาเหมือนกับขอร้องให้ตั้งใจฟังไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าจะต้องมีใครสักคนปกป้องใคร

“…”

ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมที่เป็นฝ่ายได้ปกป้องเธอบ้างเถอะ

น้ำเสียงราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ ขัดกับคำพูดจริงใจที่ราวกับผูกมัดฉันเอาไว้ ทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงหัวใจของตัวเองที่กำลังเต้นแรงอย่างน่าตกใจ

ใบหน้าของฉันเอ่อร้อนขึ้นมาเรื่อยๆ

นี่เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกว่าคนตรงหน้าดูสมกับเป็นผู้ชายจริงจังขึ้นมา

แต่ถ้านับว่าเป็นแค่การปลอบใจธรรมดาก็ต้องถือว่าเขาทำมันได้สำเร็จ

ทั้งรู้สึกทึ่ง ทั้งรู้สึกเขิน จนลืมที่จะร้องไห้ออกมาไปซะแล้ว

เธอเองก็แย่เหมือนกันไม่ใช่เหรอเขาพูดเหมือนกับเป็นห่วง

แต่ฉันกลับหันหลังให้กับความรู้สึกนั้น ด้วยการเบือนหน้าหนี

คำพูดของคนใจร้ายพวกนั้นทำให้ฉันรู้สึกหน่วงในหัวใจ

นายคงช่วยอะไรฉันไม่ได้หรอก

ทำไม

เรื่องของฉันมันจบแล้วล่ะว่าพลางหัวเราะขืนๆ อย่างเจ็บปวด

พูดจริงๆ นะ แต่เรื่องของฉันน่ะ มันน่าจะต้องใช้เวลานานโขทีเดียวกว่าข่าวคราวจะหายซาไปเอง ทั้งเรื่องคบกับลีโอ ทั้งเรื่องคบกับหมอก จึงกลายเป็นว่าฉันกลายเป็นผู้หญิงแย่ๆ ไปซะแล้ว ซึ่งระหว่างนั้น ก็คงจะต้องหนีไปกบดานหลบหน้าผู้คนไปสักพักก่อน

นี่ยู…”

หือ? อะไรเหรอ

เธอรู้มั้ยว่าผู้ชายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากให้อ้อนนะว่าพลางยกยิ้มมุมปากขึ้นบางๆ ทำให้ฉันเผลอยิ้มงงๆ ตอบกลับไปด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจหน่อยๆ อะไรของเขา? จะมาแกล้งหยอกให้หายเครียดหรือไงแค่พูดว่าขอบใจแล้วเชื่อใจกันก็พอแล้วล่ะ~

“…!”

แต่ก็ไม่คิดเลยเหมือนกันว่าตัวเองจะดันตกหลุมพรางให้กับคำพูดปั้นแต่งเพื่อเอาใจผู้หญิงแบบนั้นเอาง่ายๆ ซะได้ โอ๊ย นี่ฉันเป็นเด็กหญิงเจ็ดขวบเหรอเนี่ย ใจบางอะไรเบอร์นี้ T///T

เอ้า!”

ในขณะที่เจ้าของใบหน้าเนียนใสที่ดูอันตรายสำหรับฉันไปแล้วกำลังยื่นมือหนาของเขามาตรงหน้าฉัน

เขาเลิกคิ้วราวกับเชื้อเชิญให้ฉันจับมือนั้น

เหมือนกับที่ฉันเคยยื่นมือให้เขาจับมาก่อน

คราวนี้ผมจะช่วยเธอเอง

 





การรับปากว่าจะช่วยฉันของลีโอ ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดที่สวยหรู หรือพูดเพื่อให้ฉันสบายใจไปอย่างนั้น

แต่เขาพิสูจน์มัน ด้วยการกระทำของเขาเอง

โดยพักหลังมานี้ ฉันสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายมักจะมาถึงโรงเรียน และรีบเข้ามานั่งที่ประจำในห้องเรียนตั้งแต่เช้าตรู่ ผิดกับเมื่อก่อนลิบลับที่มักจะโอ้เอ้มาช้าอยู่เสมอ เขาอ้างว่าที่ทำแบบนั้นก็เพราะฉัน เพื่อที่อย่างน้อยเขาจะได้ช่วยแบ่งเบาในส่วนของสายตาทิ่มแทงกับเสียงซุบซิบนินทา ไม่ให้ฉันต้องแบกรับมันไว้เพียงลำพัง

พวกเธอสองคนมาเร็วกันดีจังนะจ๊ะ มาช่วยครูหน่อยสิ~

ถึงแม้เขาจะถูกอาจารย์ยุวดีเรียกให้ช่วยงานเป็นเพื่อนฉันก็เถอะ แต่เขาไม่แสดงสีหน้าอิดออดเลยแม้แต่นิด

ในตอนแรก ฉันก็แอบคิดอยู่นะว่าเขาจะรีบมาโรงเรียนตั้งแต่เช้าได้สักกี่วัน

ว้าววว วันนี้ก็มาเร็วเหรอจ๊ะ ทั้งสองคนสุดยอดไปเลย!”

แต่เขาทำแบบนี้อยู่ซ้ำๆ มาได้หนึ่งอาทิตย์แล้ว

ฉันค่อนข้างแปลกใจกับท่าทางที่เปลี่ยนไปของเขา

ไหนจะไม่ยอมแตะมือถือ จนกว่าจะถึงเวลาเลิกเรียน แถมยังไม่นอนหลับในคาบอีกด้วย

มีผู้กล้าคนไหนอาสาแก้โจทย์ข้อนี้ให้อาจารย์มั้ยเอ่ย

ผมครับ!”

เชื่อมั้ยว่าเขาตั้งใจเรียนมากกว่าฉันกับทิมรวมกันซะด้วยซ้ำ

แต่การกระทำของเขาก็เหมือนกับดาบสองคมล่ะนะ จะให้พูดยังไงดีล่ะ คือมันก็เหมือนกับตาชั่งที่ถูกทำให้เอียงไว้อยู่แล้วตั้งแต่แรกนั่นแหละ ที่ต่อให้จะพยายามเปลี่ยนวัตถุดิบยังไง มันก็ยังคงเอียงอยู่อย่างเดิม เพื่อนในห้องไม่มีทางมองเขาในแง่ดีภายในอาทิตย์เดียวหรอก

ไม่เข้าใจว่าอีตานั่นกำลังพยายามทำอะไรอยู่กันแน่เนี่ย?!”

ประจบอาจารย์อยู่ล่ะมั้ง พักนี้อาจารย์ทุกคนถึงได้เอ็นดูหมอนั่นกัน

เพราะว่าอยากเอาหน้างั้นเหรอ พวกเราดูแย่ไปเลย บ้าชะมัด

แต่อย่างน้อยมันก็ดีกับตัวเขาเอง

ในการเรียนรู้ที่จะทำตัวดีขึ้นเพื่อใครสักคน

 





วันเวลาล่วงเลยผ่านไปจนฉันไม่ทันตั้งตัว

กว่าจะรู้ตัวอีกที โรงเรียนของเราก็ผ่านช่วงเวลาหฤหรรษ์สุดโหดอย่างสัปดาห์สอบกลางภาคมาได้สักพักหนึ่งแล้ว ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ก็ถือว่าเป็นความทรงจำที่ทั้งดีและทั้งน่าใจหาย จนถ้าหากจะให้บันทึกในไดอารีเก็บไว้ล่ะก็ คงจะยาวไปซะสิบหน้ากระดาษ แค่เฉพาะในส่วนของการบรรยายความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนร่วมห้องที่เต็มไปด้วยอคติกับฉันและลีโอ ก็น่าจะบรรยายกันไม่หวาดไม่ไหวแล้วล่ะ

แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาไม่ได้สนใจที่จะจ้องจับผิดเราสองคนเท่ากับเมื่อก่อน

ยิ่งเวลาผ่านไป ข่าวลือหนาหูในทางไม่ดีก็ค่อยๆ เบาบางลง ให้เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า กาลเวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่างเองล่ะมั้ง? ยิ่งเห็นได้ชัดก็ช่วงสอบกลางภาคที่ทุกคนหันมาสนใจในเรื่องของตัวเองที่ต้องตั้งใจเรียนให้เกรดออกมาดี ไม่ใช่มัวแต่สนใจแต่เรื่องของคนอื่น

ดังนั้น จำนวนคนที่ตั้งป้อมต่อฉันกับลีโอ โดยเฉพาะพวกเกาะตามกระแส จึงน้อยลงไปเรื่อยๆ เหลือแต่กลุ่มใหญ่ๆ อย่างพวกพิงค์กับเอมี่นั่นแหละที่ยังคอยจับกลุ่มนินทาเราสองคนอย่างเหนียวแน่น ราวกับอยู่เหนือกฎแห่งกาลเวลา จนนึกแล้วก็อดรู้สึกเหนื่อยใจไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ฉันจะหลุดพ้นจากชนักติดหลัง (ซึ่งไม่ได้ก่อ) นี้ จึงได้แต่เฝ้ารอว่าสักวันจะเกิดเหตุการณ์อะไรบางอย่างขึ้น ให้เป็นจุดเริ่มต้น ถึงความเปลี่ยนแปลงสักที

ตึก ตึก ตึก ตึก

แฮ่ก แฮ่ก

วันนั้นมาถึงแล้ว

ได้ยินเสียงฝ่าเท้าของตัวเองดังกึกก้อง

ตัดภาพมาที่ฉันที่กำลังวิ่งหน้าตั้งอย่างเอาเป็นเอาตายจากบอร์ดประกาศกลางโถงหน้าชั้นเรียนไปยังห้องเรียน พร้อมกับข่าวใหม่ล่าสุด ชนิดที่แม้แต่อาจารย์ประจำชั้นก็ยังต้องแปลกใจ ไม่สิ ดีใจมากๆ ต่างหาก รวมถึงฉันด้วย จนแทบจะอดทนรอป่าวประกาศอย่างเป็นทางการไม่ไหว

ผลั้วะ

ดังนั้น ในวินาทีที่สองเท้าได้ก้าวผ่านประตูห้อง หัวใจของฉันจึงเต้นแรงอย่างตื่นเต้น พร้อมกับคำพยางค์แรกที่หลุดออกจากปาก

ห้องเรามีคนติดท็อปสิบด้วยล่ะ!”

สายตาของเพื่อนร่วมห้องหยุดชะงักงันจากสิ่งที่กำลังติดพัน ก่อนจะหันหน้ามามองฉันด้วยท่าทางสนใจ สีหน้าเหมือนกับคอยลุ้นว่าเทอมนี้ชื่อของใครจะไปติดอยู่บนบอร์ดประกาศนั่น มีเพียงบางคนที่ถอนหายใจ ตามด้วยส่งเสียงโอดครวญออกมาราวกับทักท้วง

อะไรกัน ก็ยูกับทิมอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ

ฉันส่ายหัวไปมา

จริงอยู่ว่าฉันกับทิมติดหนึ่งในสิบ

แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ฉันดีใจจนแทบเนื้อเต้นสักหน่อย

มีอีกคน!”

ใครล่ะ นีน่า? หรือส้มโอ

ไม่ใช่ คนนี้ไม่ได้ติดท็อปสิบ แต่ติดท็อปที่หนึ่งของชั้นเรียนเลยนะ

เอ๋?!!” ทันใดนั้น เพื่อนในห้องก็ทำหน้าเหวออย่างพร้อมเพรียงกัน พลางเบิกตาโต บางคนถึงกับยืดตัวขึ้นด้วยความอยากรู้ราวกับเป็นปรากฏการณ์ เนื่องจากปกติแล้วห้องของเรา ใช่ว่าจะติดท็อปอันดับแรกของโรงเรียนได้บ่อยนัก ในเมื่อตำแหน่งนี้มักจะถูกห้องอื่นคาบไปกินซะมากกว่า

ไม่ใช่ยัยริสาห้องบีงั้นเหรอ

เฮ้ย? ถ้างั้นใครอ่ะยู

ฉันอมยิ้ม พลางโบกประกาศนียบัตรในมือซึ่งเป็นรางวัลจากท่านผอ. สำหรับผู้ทำคะแนนได้สูงสุดของโรงเรียน

บนแผ่นกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งปรากฏตัวพิมพ์เป็นชื่อของอีกฝ่ายที่ถูกสลักไว้อย่างสวยงาม

เรียกให้สายตาของคนมองจ้องมันแบบแทบทะลุเพื่อให้เห็นถึงเนื้อความข้างในนั้นไปกันใหญ่

แต่มันก็น่าตลกดีนะ สำหรับเพื่อนในกลุ่มของพิงค์กับเอมี่ที่กำลังจ้องมองมาทางฉันด้วยท่าทางสนใจไม่ต่างกับเพื่อนคนอื่นด้วย จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากคำตอบถูกเฉลยออกมาแล้ว พวกเธอจะแสดงสีหน้าเจ็บใจออกมามากแค่ไหน เมื่อคนคนนั้น อาจจะเป็นคนที่พวกเธอคอยดูถูกชิงชันมาโดยตลอด

สายตาของฉันกวาดมองไปทั่ว

ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าผู้ชายคนหนึ่ง

เจ้าของร่างสูงโปร่งคนนั้น กำลังนั่งเท้าคางอยู่ที่ที่นั่งประจำด้วยสีหน้าเหม่อๆ เหมือนกับหลุดไปมิติอื่นเรียบร้อย แถมยังอ้าปากหาวหวอดไปถึงสามรอบด้วยกันตั้งแต่ฉันหย่อนระเบิดลงมา โดยไม่ทันรู้ตัวเลยว่าเขาเองนั่นแหละ ตัวจั่วหัวสำคัญที่เป็นท็อปปิคของบทสนทนาในครั้งนี้

แต่คงจะเผลอจ้องนานไปหน่อย ใบหน้าเนียนใสจึงผงะเล็กน้อย เมื่อได้สบตากับฉันเข้าอย่างจัง

“…” เขาหรี่ตาลง แต่ก็หาวหวอดออกมาอีกครั้งอย่างไม่เอะใจอะไร จนผู้ส่งซิกส์อย่างฉันได้แต่ส่ายหน้าให้กับความไม่ประสีประสาเหมือนเคยของเขา

แต่เอาเถอะ

แบบนี้ก็สมกับเป็นเขาดีล่ะนะ

ว่าแล้วก็สูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด

มือโอบอุ้มคำเฉลยไว้อย่างมั่นคง เดินต่อไปข้างหน้า

เสียงฝ่าเท้าของฉันดังก้องในทุกๆ ย่างก้าว เนื่องจากมีแต่คนลุ้นจนไม่มีเสียงอื่นใดเล็ดลอดออกมา

เอ้า!”

“…”

ของนาย

ฮือฮา~

จนกระทั่งฉันเดินไปถึงโต๊ะของลีโอ ก่อนจะวางแผ่นกระดาษแสนล้ำค่าดังกล่าวลงบนมือหนา เสียงซุบซิบของคนในห้องก็ดังเซ็งแซ่ขึ้นมาทันทีอย่างกับผึ้งแตกรัง ราวกับมีใครบางคนไปกดสวิตช์

สรุปว่าสองคนนั้นไปติวด้วยกันจริงๆ ด้วย ไหงถึงกลายเป็นว่าพวกเขาไปทำอะไรด้วยกันดึกๆ ดื่นๆ ซะงั้นเล่า

อ้าวถ้างั้นทั้งสองคนก็เปล่าคบกันดิ? ไหนเธอบอกว่ายูคบกับลีโอไง ไปได้ยินมาจากไหนเนี่ยพิงค์กับเอมี่

แสดงว่าข่าวที่ว่ายูคบซ้อนก็ไม่จริงงั้นเหรอ

กลไกของความจริงกำลังไขลานไปตามทิศทางที่ถูกต้องอย่างที่มันควรจะเป็น

จริงๆ นายหมอกก็กำลังแก้ข่าวอยู่ด้วยว่าเรื่องของเขากับยูไม่จริง แต่อันนาเข้าใจผิดไปเองน่ะ

นี่~ เพราะว่าลีโอเค้าเป็นคนหัวดีอยู่แล้วงี้เอง เพราะงั้นถึงดูไม่ตั้งใจเรียนสินะ

แต่ช่วงหลังมานี้ เขาก็ทำตัวดีขึ้นมากเลยไม่ใช่หรือไง

ตกลงเขาเป็นคนยังไงกันแน่นะ~

ซุบซิบ ซุบซิบ

บราโว่! บราโว่! วู้ฮู่ววว ฉันยิ้มพอใจให้กับผลลัพธ์ ก่อนจะถอนสายตาจากเพื่อนร่วมห้องที่เอาแต่ขมวดคิ้วสับสนไปมองคนตัวสูงตรงหน้าที่กำลังนั่งเท้าคางพลางบึนปากใส่ ด้วยท่าทางเคืองๆ งอนๆ ไม่ต่างกับเด็กเอาแต่ใจ เหมือนในเวลาที่ต้องถูกแย่งความรักความสนใจไปไม่มีผิด

จิ้ม~

นี่ยู…”

จิ้ม~

เธอมีรางวัลให้ผมหรือเปล่า

อ่า…”

ถึงกับหัวเราะในลำคอเบาๆ

ในเมื่อคนตรงหน้าฉันในตอนนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่นิด

ถ้าหากไม่นับว่าลีโอมักจะมีมุมมองใหม่ๆ ให้ฉันต้องคอยรู้สึกประหลาดใจอยู่เรื่อยล่ะก็ เขาก็ยังมีอาการเรียกร้องความสนใจจากฉันอยู่ตลอดเวลาเหมือนเดิม ชนิดที่ฉันไม่สามารถเมินเฉยต่อเขาได้เลยสักครั้ง

อย่างน้อย อีกฝ่ายก็มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือฉันให้รอดพ้นจากเหตุการณ์เลวร้าย

แล้วก็เพื่อนในห้องถึงกับเกรงใจฉันจนไม่กล้าเรียกใช้งานบ่อยๆ เหมือนอย่างเมื่อก่อนแล้วด้วย ด้วยความรู้สึกผิดจากความเข้าใจผิดนั่นแหละ แฮ่! สบายตัวไปตั้งเยอะเลย

ต่อไปนี้ฉันไม่ต้องทำเวรแทนใครแล้ว เพราะงั้นนายอยากให้ฉันเลี้ยงอะไรหรือเปล่าล่ะเย็นนี้

อืมมม~เขาทำหน้าคิดหนัก สองอุ้งมือหนาที่กำลังเท้าคางอยู่บีบแก้มตัวเองจนเกิดรอยบุ๋มขึ้นอย่างน่าเอ็นดู

น่ารักชะมัดเลยอีตานี่! ///

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

ในตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักได้ว่า ไม่ใช่เพราะความสำนึกในบุญคุณที่เขาเคยช่วยเหลือฉันไว้ตามสัญญา ฉันจึงไม่สามารถเมินเฉยต่อไอ้เจ้าอาการเรียกร้องความสนใจของเขาได้ อะไรทำนองนั้นหรอก

ก่อนอื่น เธอไปยกเลิกกับหมอนั่นว่าวันนี้มีนัด ไม่ต้องรอกลับบ้านด้วยกันก่อนเลย

โอเค…”

แต่มันคงเป็นเพราะฉันอยากจะต่อเวลาให้ตัวเองได้อยู่กับเขานานกว่านี้แม้เพียงหนึ่งนาทีก็ยังดีซะมากกว่า

ออกจะดูเป็นความต้องการที่แปลกประหลาดไปสักนิด แต่ฉันก็ต้องยอมจำนนให้กับความรู้สึกนั้น

 

เพราะถึงตอนนี้ฉันจะเป็นหัวหน้าห้องที่อาจจะไม่ต้องแบกรับภาระทุกอย่าง

แต่ผู้ชายคนนี้ก็คือเพื่อนข้างโต๊ะของฉันที่ต้องคอยดูแลค่ะ








 







จบแล้วสำหรับมินิซีรีส์ของนิยายเรื่องนี้ >w< แต่เดี๋ยวก่อนยังมีบทส่งท้ายค่ะ
ทำไมเรื่องนี้มันใสขนาดนี้มิตรภาพ (รึเปล่านะ) ช่างแสนสวนงาม
อนาคตข้างหน้าพัฒนาไปได้ไกลแน่นอน 5555555+ รออัพบทส่งท้ายแป๊บนะ
เกาะกันไว้ก่อนให้แน่นๆ <3<3

ถ้าชอบ อยากติดตามต่อก็กด Like แฟนเพจที่หน้านิยายหลัก
และกดเป็นแฟนพันธ์แท้ที่นี่ได้เลย >O<


B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #9 bii_ (@Sitasitaknow) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 21:30
    อยู่ดีๆก็จะจบไม่ทันตั้งตัวเลย(แม้ตอนก่อนจะใบ้ให้แล้วก็ตาม มันลืมปายย TT) บทจะน่ารักก็ทำเอาหลงได้เรื่อยๆเลยนะลีโอ
    ขอบคุณในความอบอุ่นของเรื่องนี้นะคะ <3
    #9
    1
    • #9-1 Baby Boo. (@mukdarat1994) (จากตอนที่ 12)
      22 มกราคม 2562 / 00:35
      รอบทส่งท้ายก่อนน้า //เกาะ <3<3
      #9-1