[The Gang #9] The Dark Side of the Moon : พระจันทร์ด้านมืด

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,497 Views

  • 93 Comments

  • 147 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    29

    Overall
    2,497

ตอนที่ 9 : Everything comes at a price. [ ราคา ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 297
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    28 ธ.ค. 61


บทที่ 8

Everything comes at a price.

"ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ทั้งที่เธอยอมนอนกับคนทั้งโรงเรียนแบบนั้น แต่ไอ้แม็กนั่มก็ยัง..."

"ฉันไม่เคยนอนกับหมอนั่น และไม่เคยนอนกับใครทั้งนั้น!!!"

ฉันแหกปากตะโกนโดยหวังว่าพนักงานที่อยู่ข้างนอกจะได้ยินจะเข้ามาช่วย แต่ทุกอย่างเงียบงัน ฟรังก์ผลักฉันเข้าไปในห้องของโรงแรมม่านรูดในขณะที่ฉันพยายามหนี ฉันเพิ่งจะเคยเข้ามาที่แบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต หัวใจเต้นถี่ด้วยความกลัว มือเย็นไปหมด พยายามมองหาทางหนี หรือไม่ก็อะไรก็ได้ที่จะใช้เป็นอาวุธได้ แต่ไม่มีเลย ไม่มีอะไรเลยนอกจากเตียงปูด้วยผ้าปูสีขาวเรียบๆ ที่อยู่กลางห้อง และตู้เสื้อผ้าไม้หนาหนักที่ฉันคงยกขึ้นมาทุ่มใส่หัวฟรังก์ไม่ไหว

ร่างสูงยืนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์มองฉันที่พยายามยืนให้ห่างจากเขามากที่สุดเท่าที่พื้นที่ในห้องจะอำนวยให้ได้

"หรือว่าเพราะเธอเอาแต่ดิ้นไม่ยอมมัน มันถึงชอบนัก?" ฟรังก์ว่าแล้วย่างสามขุมเข้ามาหาฉันด้วยทีท่าใจเย็น

"ฉันไม่เคยยอมใครทั้งนั้นนะ!!!" ฉันว่าแล้วเปิดลิ้นชักตู้เสื้อผ้าเพื่อควานหาอะไรสักอย่างที่จะปาใส่หมอนั่นได้

"ฉันละงงจริงๆ ว่าแม็กนั่มมันหลงเธอตรงไหนวะ..." ฟรังก์ว่าแล้วเดินเข้ามาใกล้อีก ส่วนฉันแทบจะยัดตัวเองลงตู้เสื้อผ้าหากว่าทำได้ สาบานในใจว่าต่อจากนี้จะไม่ขึ้นรถใครสั่วๆ อีกแล้ว ยอมเดินยอมเหนื่อย ยอมเสี่ยงดีกว่าต้องเจอกับอะไรพรรค์นี้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ก็ขอให้รอดชีวิตออกไปให้ได้ก่อนเถอะ ฉันหลับตาปี๋ ใบหน้าหล่อเอียงคอมองฉัน "สวยเหรอก็งั้นๆ เอง คนก่อนๆ ของมันยังสวยมากกว่าเยอะ น่ารักเหรอก็มีคนอื่นที่น่ารักกว่าอีกเป็นร้อย เพราะงั้นฉันก็เลยคิดว่ามันน่าจะเป็นอะไรที่อยู่ใต้เสื้อผ้าของเธอแน่ๆ"

หัวแม่เท้าฉันหรือไง นั่นก็อยู่ใต้ถุงเท้าเหมือนกันนะไอ้บ้า!!!

ฉันได้แต่ด่าในใจ ไม่กล้าพูดไปเพราะรู้ว่าปากจะพาฉันซวยอีก

"ขอร้อง ปล่อยฉันไปเถอะ แล้วฉันจะไม่บอกใครเลยว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ได้โปรดเถอะนะ" ฉันว่าด้วยแววตาเว้าวอนขอ

"...แถมยังโง่ด้วย..." ฟรังก์ว่าแล้วขมวดคิ้ว ยืนมองฉันนิ่ง "เธอคือส่วนผสมของทุกอย่างที่แม็กนั่มเกลียดเลยนะรู้ไหม?"

"ไม่รู้และไม่อยากรู้ด้วย ปล่อยฉันนะ!!!" ฉันแหกปากตะโกนใส่หมอน่ันสุดเสียงเมื่อร่างสูงเข้ามาใกล้ "ปล่อย!!!!"

มือที่ลนลานเพราะความกลัวล้วงเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เอาล่ะ อย่างน้อยถึงโทร.หาใครไม่ได้แต่ก็ปาหัวคนให้เจ็บได้บ้างล่ะ ฉันคิดในใจแล้วเงื้อมือสุดแขน เล็งหัวของฟรังก์แล้วออกแรงปาใส่สุดแรงเกิด โทรศัพท์กระแทกปังเข้ากับหน้าผากของฟรังก์อย่างจัง ร่างสูงเซวูบก่อนจะใช้มือแตะหน้าผากของตัวเองที่มีเลือดซึมออกมา

เขามองนิ้วที่ตัวเองที่เคลือบด้วยเลือดสีแดงสด หางตากระตุกเบาๆ

ไม่นะ ฉันคงไม่ได้ทำให้หมอนั่นโกรธกว่าเดิมใช่ไหม

"อ้อ เธอเป็นพวกชอบให้ใช้ความรุนแรงด้วย?" ฟรังก์ถามแล้วเช็ดเลือดที่มือกับชายเสื้อ พุ่งเข้ามาหา มือทั้งสองข้างบีบต้นแขนของฉันไว้ พระเจ้าช่วย นี่ฉันทำอะไรลงไป ฉันเพ่ิงจะยั่วโมโหมันจริงๆ ใช่ไหม ฉันส่ายหน้ารัวๆ หลับตาปี๋ ทำไมนะทำไม ทำไมต้องเป็นฉันที่เจอเรื่องแบบนี้ตลอด ทำไมถึงไม่เป็นยัยน่ันที่เป็นคนสร้างเรื่องทุกอย่างขึ้นมา ในขณะที่ฉันหลับตา มือที่แข็งเหมือนคีมจับคางของฉันไว้แล้วล็อคให้ฉันมองหน้าตาที่ร้ายกาจของเขา "แบบนี้ก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมไอ้แม็กนั่มถึงติดใจนัก เธอคงทนมือทนเท้ามันได้มากกว่าผู้หญิงคนอื่นล่ะสิมันถึงยังไม่สลัดเธอทิ้งตั้งแต่ครั้งแรก..."

ฉันส่ายหน้า เบือนสายตาหนี พยายามที่จะไม่กลัว แต่ตัวสั่นเทิ้มไปหมด เพราะยัยนั่นคนเดียว เพราะยัยน่ัน...

"อยากให้ฉันช่วยไหม? แต่ต้องมีอะไรแลกกันหน่อยน้า~"

เสียงของตัวเองดังขึ้นในหัว เสียงที่ฉันนึกเกลียดและขอบคุณไปในเวลาเดียวกัน เพราะรู้ว่าข้อเสนอของยัยน่ันจะมาพร้อมข้อแลกเปลี่ยนที่ร้ายกาจ แต่ทว่าหากฉันไม่รับข้อเสนอนั้น มีหวังว่าฉันจะไม่รอดจากเงื้อมมือของฟรังก์เป็นแน่ ตายตอนหน้ายังดีกว่าตายตอนนี้ อย่างน้อยก็ยังต่ออายุไปได้อีกสักหน่อย สัญชาติญาณเอาชีวิตรอดของสั่งให้ฉันยอมรับ ในขณะที่สมองยังต่อต้านเต็มที่

ช่วยฉันด้วย! อะไรก็ได้! ฉันยอมทำทั้งนั้น!!

"ว่าง่ายดีนี่..." เสียงนั้นว่าแล้วเงียบไป ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง "ความช่วยเหลือกำลังจะไปถึงนะคะ กรุณารอสักครู่น้า~"

ฉันไม่รู้หรอกว่าความช่วยเหลือที่ว่านั่นคืออะไร และข้อแลกเปลี่ยนที่ว่านั่นคืออะไร แต่ตอนนี้ สิ่งเดียวที่ฉันต้องการคือหนีไปจากไอ้ง่าวคนนี้ที่กำลังจะกลืนกินฉันด้วยสายตาโรคจิตคู่นั้น และเริ่มจะไม่ใช่แค่สายตาอย่างเดียวเมื่อฉันเห็นว่าเขาเริ่มจะเคลื่อนไหวส่วนอื่นเข้ามาใกล้ด้วย ฉันขอถอนคำพูดทุกอย่างที่ว่าเขาต่างกันกับแม็กนั่มลิบลับ เพราะหมอนี่ ไอ้บ้านี่... ทุเรศกว่าแม็กนั่มอย่างเทียบกันไม่ติดเลยสักนิดเดียว

ฉันกรี๊ดออกมาเสียงดังเมื่อมือใหญ่กระชากกระดุมเสื้อนักเรียนของฉันขาดกระเด็นทั้งแฝง

"นมก็งั้นๆ ไม่ได้ใหญ่อะไรขนาดนั้น" ฟรังก์วิจารณ์แล้วยักไหล่ สายตาจับจ้องที่หน้าอกของฉัน

แล้วมันหนักส่วนไหนของนาย แม่นายเป็นแม่โคหรือไงถึงได้มีปมกับนมฉัน!!! ฉันกัดฟันกรอดแล้วกอดอกตัวเองไว้

"ไม่เอาน่า รู้ๆ กันอยู่ว่ายังไงก็ไม่รอด เธอคิดว่าใครจะมาช่วยเธอได้วะ?"

ฟรังก์ถามแล้วนั่งยองๆ ลงข้างๆ ฉันที่ได้แต่นั่งชันเข่ากอดอกตัวเองแน่นด้วยความกลัวราวกับว่าใครจะมาฉกหน้าอกของฉันไป สายตาเจ้าเล่ห์ปนเวทนาที่ร้ายกาจจอมปลอมมองฉันใช้แล้วใช้นิ้วไล้แก้มของฉันขึ้นลงเบาๆ อย่างน่าขนลุก ก่อนจะใช้นิ้วเชยคางให้ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของฉันร้อนผ่าวและเอ่อคลอด้วยน้ำอุ่น ทว่ายังคงสะกดกลั้นไว้ได้ไม่ให้เขาเห็นความอ่อนแอ

"แสดงเก่งจังเลยนะ เกือบจะเชื่อสนิทใจละว่าเธอไม่ยอมจริงๆ ถ้าไม่ยอมจริงๆ เธอก็ไม่ควรจะขึ้นมาบนรถของฉันตั้งแต่ ตั้งแต่ตอนนั้นฉันก็รู้แล้วว่าเธอน่ะง่ายชะมัด ถ้าไม่ใช่เพราะแม็กนั่ม ฉันคงไม่รู้หรอกว่าหน้าตาอย่างนี้น่ะเหรอจะกล้านอนกับผู้ชายคนอื่นไปทั่ว" ฟรังก์พูดพร้อมจับปอยผมของฉันขึ้นมาสูดดมกลิ่นเข้าไปลึกๆ

น่าขยะแขยงที่สุด ฉันกัดฟันกรอดจนกรามขึ้นเป็นสัน มือทั้งสองที่กอดอกตัวเองไว้กำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในต้นแขน ทั้งท่าทาง การกระทำ และคำพูดของหมอนี่น่าขยะแขยงที่สุด ต่อให้แม็กนั่มจะเลวทรามต่ำช้าสักเท่าไหร่ก็ไม่อาจเทียบได้กับความทุเรศของคนตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย

"เอาเหอะ เธอหยุดแสดงได้ละ ฉันมีธุระต้องรีบไปทำต่อ รีบๆ ทำให้มันเสร็จๆ ไปก็แล้วกัน"

เขาว่าแล้วคว้าข้อมือทั้งสองข้างของฉันไว้แล้วเบนออกจากหน้าอกที่ฉันพยายามปกปิด แรงมหาศาลผลักฉันลงนอนราบแผ่ลงบนพื้น ก่อนที่จะกดแขนทั้งสองข้างของฉันตรึงไว้เหนือหัวด้วยแรงที่ไม่อาจต่อต้านได้แล้วจึงใช้เน็คไทของฉันมัดข้อมือทั้งสองไว้กับขาข้างหนึ่งตู้เสื้อผ้าที่หนาหนัก ฉันพยายามถีบขาหนี พยายามดิ้น แต่น้ำหนักของเขาที่กดทับอยู่ทำให้ฉันแทบจะหายใจไม่ออก ฟรังก์วางมือลงบนต้นขาข้างหนึ่ง ก่อนจะลูบไล้ขึ้นไปข้างบนเรื่อยๆ

สัมผัสจากมือข้างนั้นที่ทำให้ร้อนวาบไปทั้งตัว

สัมผัสที่น่าสะพรึงกลัวจนทำให้ใจสั่นระทึก

สัมผัสที่ทำให้ฉันเผลอนอนกลั้นหายใจตัวเกร็ง

ปัง!!!!

"ฟรังก์ ปล่อย"

เสียงตะคอกที่ทรงพลังอำนาจดังขึ้นจากด้านหลังแทบจะพร้อมกันกับตอนที่ประตูห้องหลุดโครมร่วงลงมากองบนพื้น ร่างสูงของแม็กนั่มยืนอยู่ที่ประตู ฟรังก์ผงะออกจากตัวฉันไปยืนอยู่ที่มุมห้องด้วยความงุนงง ใบหน้าหล่อราวรูปปั้นของแม็กนั่มเพ่งมองฟรังก์ด้วยความโกรธจัด สายตาของฉันสังเกตเห็นมือข้างหนึ่งของเขาหิ้วอะไรบางอย่างไว้ อะไรบางอย่างที่เหมือน... มนุษย์ ??

ทั้งฉันและฟรังก์อ้าปากค้างด้วยความตกใจ โดยเฉพาะหมอนั่น

ฉันเพ่งสายตามอง พอดีกับตอนที่แม็กนั่มโยนร่างของใครก็ตามที่เขาหิ้วไว้ในมือลงกระแทกกับพื้นดังโครมใหญ่ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นออกมาจากปากของชายคนนั้นที่โดนทุ่มลงไป ร่างนั้นนอนคู้เป็นกุ้งไอแค่กๆ ออกมาเป็นเลือดด้วยความเจ็บปวด เขาคือพนักงานโรงแรมคนที่ปิดม่านให้ฟรังก์ในตอนนั้น... คนที่ฉันมั่นใจว่าเขาต้องได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากฉัน แต่เขากลับทำเป็นไม่สนใจ... ฉันพยุงตัวเองลุกขึ้นแล้วกอดอกเพื่อปิดบังร่างกายตัวเองไว้แน่น ก่อนจะเบียดร่างกายที่สั่นเทาของตัวเองเข้าไปในซอกระหว่างตู้เสื้อกับมุมห้องเฝ้ามองแม็กนั่มที่กวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยแววตาอำมหิต

ขายาวๆ พาร่างสูงโปร่งเข้าไปหาเพื่อนของเขาด้วยสีหน้าที่เกรี้ยวกราดดุร้าย ฟรังก์ที่ยืนอยู่มุมห้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจแทบเสียสติ หากแต่ขายาวของแม็กนั่มที่ก้าวไปหายิ่งสาวเท้าเข้าไปเร็วขึ้น ไอความโกรธปะทุและแผ่ออกมาจากร่างสูงจนแม้แต่ฉันยังสัมผัสได้ แม็กนั่มยืนนิ่งตรงหน้าเพื่อนตัวเองก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างกระชากคอเสื้อของฟรังก์ขึ้นมาแล้วยกตัวเขาขึ้น

"มึงเป็นเหี้ยอะไรวะฟรังก์?"

"อะไรวะ แค่ของเล่นแค่นี้มึงหวงอะไรนัก?"

"แล้วพ่อมึงไม่สอนเหรอว่าต้องขออนุญาตเจ้าของก่อน?"

แม็กนั่มสวนกลับเพื่อนด้วยสีหน้าเย็นชา เท้าของฟรังก์ลอยขึ้นจากพื้นด้วยพลังมหาศาลรวมกับโทสะจากแม็กนั่มที่เกินกว่าคำว่าโกรธไปแล้ว มือที่กำคอเสื้อยิ่งกระชับแน่นขึ้นไปอีกจนฟรังก์เริ่มดิ้นอึกอักเพราะหายใจไม่ออก อย่าหวังว่าฟรังก์จะตอบคำถามของแม็กนั่มได้เลย แค่พยายามหายใจก็ยากแล้วสำหรับหมอนั่น

ตะ แต่... ดะ ดะ เดี๋ยวนะ คำพูดแบบนั้นของแม็กนั่มมันสื่อความหมายได้แค่อย่างเดียวเท่านั้น

แม็กนั่มเป็นเจ้าของของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ???

สายตาเข้มดุดันที่ทรงพลังและแข็งกร้าวมองจ้องเข้าไปในดวงตาของเพื่อน(ที่อาจจะเคย)สนิทด้วยโทสะที่พุ่งล้น มือที่กำรอบคอเสื้อพร้อมที่จะปลิดชีวิตของคนที่อยู่ในกำมือได้ทุกเมื่อ อารมณ์รุนแรงแผ่ออกมาจากร่างสูงจนแม้แต่ฉันเองที่หลบอยู่ยังสัมผัสได้ถึงความดุดันจากที่นี่ มุมตู้เสื้อผ้าที่ฉันขดตัวแอบมองพวกเขา ตัวสั่นกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้าที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนในชีวิต ความรังเกียจอย่างรุนแรงในสัมผัสของฟรังก์ที่รุกล้ำไปถึงต้นขายังคงเล่นซ้ำไปมาชัดเจนในหัว

แม็กนั่มจ้องมองฟรังก์นิ่งจนแทบไม่กระพริบตา มือที่กำไว้แน่นยิ่งแน่นและแรงกว่าเดิมจนฟรังก์เริ่มหน้าซีด

"ขะ... ขอโทษ" ฟรังก์พูดด้วยน้ำเสียงขลุกขลัก สูดลมหายใจเข้าเมื่อมือใหญ่ของแม็กนั่มผ่อนแรงลง "ขอโทษ กูจะ... ไม่ทำอีก!!"

แม็กนั่มกัดฟันกรอด สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเงยหน้าขึ้น ก่อนจะปล่อยมือขวาออกจากคอเสื้อของเพื่อน ฟรังก์เกือบจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกหากว่าแม็กนั่มไม่ได้เงื้อมือขวาขึ้นแล้วเหวี่ยงหมัดขวาตรงอัดกระแทกเข้ากับใบหน้าหล่อๆ เข้าอย่างจังจนฉันได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ

"แล้วอย่าโผล่หัวมาให้กูเห็นมึงอีก" แม็กนั่มว่าก่อนจะปล่อยมืออีกข้าง ทิ้งร่างฟรังก์ที่เหมือนจะหมดสติไปแล้วลงกับพื้นแข็งๆ ดังโครมใหญ่จนหมอนั่นลงไปนอนนิ่งไร้วี่แววของการหลบหนี

ใบหน้าหล่อหันขวับมาหาฉัน ก่อนถอนหายใจแล้วเดินเข้ามาหาพร้อมกับยื่นมือให้ฉันจับไว้ แม้ฉันจะยังลังเล แต่เขาก็เป็นคนเดียวที่รับรู้ถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉันตอนนี้ ฉันจึงคว้ามือของเขาจับไว้ แขนที่แข็งแรงดึงฉันให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะดึงตัวฉันเข้าไปกอดไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก น้ำตาไหลออกมาตอนไหนก็ไม่รู้มากมายไปหมดจนแม็กนั่มต้องลูบหัวฉันเพื่อปลอบให้ฉันหยุดร้องไห้ในอ้อมกอดของเขา ทว่าฉันห้ามน้ำตาตัวเองไม่ได้เลยจนแม็กนั่มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อีกครั้ง

"ถ้าไม่หยุดร้องไห้ ฉันจะทิ้งเธอไว้ที่นี่" เขาว่าแล้วลูบหัวของฉันเบาๆ แล้วรวบตัวฉันอุ้มไว้ในอ้อมแขน

การกระทำที่แสนจะอ่อนโยน... ช่างผิดกับคำพูดร้ายกาจนั่นราวฟ้ากับเหว



"เธออยากจะโทร. คุยกับพ่อแม่ไหม?"

แม็กนั่มถามหลังจากที่พาฉันขึ้นไปคอนโดฯ ของเขาเรียบร้อยแล้ว ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบแล้วนั่งขดตัวบนโซฟาอย่างที่ยังคงช็อคไม่หายอยู่ในห้องนั่งเล่นของเขา แน่ล่ะว่าสมองและจิตใจยังคงช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่แสดงออกว่าดีกับฉันขนาดนั้นแท้จริงแล้วโกหกมาตลอด... แถมฉันก็โง่ขนาดที่โดนหลอกได้ซ้ำสอง

ฉันมองตามแผ่นหลังแม็กนั่มที่ยืนอยู่หน้าโทรทัศน์จอบางด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก...

เขาช่วยชีวิตฉันไว้ถึงสองครั้งแล้ว...

"เธอน่าจะโทร. หาพ่อแม่หน่อยนะ ฉันคงช่วยปลอบอะไรเธอไม่ได้มากหรอก" แม็กนั่มพูดโดยไม่หันหน้ามา

"โทรศัพท์ฉันพังไปแล้ว"

"ตั้งแต่ตอนไหน?"

"ที่โรงเรียน ฉันโดนพวกหัวหน้าห้องสาดน้ำใส่... เพราะฉัน หมายถึงยัยน่ันน่ะ ส่งข้อความบ้าๆ นั่นไปให้แฟนของหัวหน้าห้องด้วย แล้วยัยนั่นก็เลย... นายคงเข้าใจใช่ไหม? ฉันก็เลยต้องอยู่ทำเวรตอนเย็น แล้วก็กลับช้ากว่าทุกๆ คน แล้วฉันก็เจอเข้ากับเพื่อนนายที่อาสาว่าจะพาฉันไปส่ง เขาบอกว่าเขารู้เรื่องฉันจากนาย แล้วก็..." ฉันว่าแล้วถอนหายใจ แม็กนั่มหันมาแล้วพยักหน้ารับโดยที่ไม่พูดอะไร "ฉันรู้สึกแย่โคตรๆ เลย... ตอนนั้นน่ะ... ไม่มีใครเข้าข้างฉันเลยสักคน ทั้งที่ทุกคนก็เห็นว่ายัยนั่นสาดน้ำใส่ฉันก่อนแท้ๆ"

"ฉันไง..." แม็กนั่มพูดรินนมใส่แก้วกาแฟ "แค่ฉันคนเดียวที่เชื่อเธอ แค่นั้นก็พอแล้ว เธอจะเอาอะไรอีก"

คำพูดของเขาทำให้ฉันนิ่งอึ้ง... หัวใจเต้นผิดจังหวะแปลกๆ ฉันเงยหน้ามองเขา

"...ขอบคุณนะ" ฉันพูดขึ้นในขณะที่แม็กนั่มเดินเข้าไปหาเครื่องชงกาแฟในครัว "ขอบคุณนะที่ไปช่วย..."

"ฉันคงไม่รู้หรอก..." แม็กนั่มว่าในขณะที่หยิบแก้วกาแฟสองแก้วเดินออกมาจากห้องครัวแล้วเดินมาหาฉัน ก่อนจะยื่นแก้วหนึ่งให้ฉันรับไว้แล้วนั่งลงบนโซฟาข้างๆ การกระทำที่ทำให้ฉันเผลอขยับหนีโดยไม่ตั้งใจเพราะจิตใต้สำนึกยังคงสะพรึงกลัวผู้ชายอยู่ลึกๆ จากเหตุการณ์เมื่อก่อนหน้านี้ "ถ้า... ยัยตัวปลอมนั่นไม่โทร.มาหาฉัน แล้วบอกว่าเธออยู่กับฟรังก์..."

"แหม ดีใจจังที่ยังไม่ลืมกัน คิ~"

เสียงตัวเองดังขึ้นในหัว ฉันหลับตาลง กำแก้วแน่น

มาแล้ว... สิ่งที่ฉันกลัว แม็กนั่มมองฉันด้วยสีหน้าที่เริ่มชินกับอาการแปลกๆ ของฉัน

"ยัยนั่นใช่ไหม? ต้องการอะไรแลกเปลี่ยนก็บอกมา" เขาว่าด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ท้าวคางมองฉัน "ยัยนั่นว่าไง?"

"สองทาง" เสียงของฉันในหัวตอบแม็กนั่ม น้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความขบขันที่ปิดไว้ไม่มิด "เลือกเอาแล้วกันนะ คิ"

มีอะไรก็รีบพูดมา ฉันตอบในใจ ฉันรบกวนแม็กนั่มมามากพอแล้ว

"หนึ่ง แม็กนั่มต้องยอมนอนกับเธอ"

"ไม่!!!" ฉันเผลอตะโกนออกมาเสียงดังจนแม็กนั่มมองฉันด้วยสายตาแปลกๆ ทำให้ฉันต้องยกมือไหว้เขา "ขะ ขอโทษที..."

"งั้น สอง ฉันจะได้ไปเรียนแทนเธอ"

"ยัยน่ันว่าไง?" ใบหน้าหล่อเหลาของเขายื่นหน้าเข้ามาถามอย่างหงุดหงิด

ฉันกัดริมฝีปากตัวเอง พูดไม่ออก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะเรียบเรียงประโยคใหม่ให้มันดู เอ่อ... หื่นกามน้อยกว่านั้นไหม ใบหน้าของฉันขึ้นสีทั้งยังร้อนผ่าวขึ้นมาจนดูน่าประหลาดในสายตาของแม็กนั่ม อีกนานแค่ไหนจนกว่าหมอนี่จะคิดว่าฉันเป็นบ้าเต็มตัว ฉันที่เริ่มจะคุยกับตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังอาการเขินอายแบบประหลาดๆ ที่เดี๋ยวมาเดี๋ยวไปนี่อีก ฉันเผลอกำชายประโปรงแน่นจนยับย่นแล้วพยายามสบตากับแม็กนั่มอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทั้งที่ใบหน้าฉันเองเริ่มขึ้นสีจนแดงซ่านไปถึงใบหู

"ยะ... อย่างแรก... คือนายต้องยอมนอนกับฉัน"

"..."

"หรือไม่งั้นก็... ยัยนั่นต้องได้ไปโรงเรียนแทนฉัน"

ใบหน้าของแม็กนั่มนิ่งสนิททันทีที่ฉันพูดจบ ไม่รู้ว่าเพราะเขาตกใจหรือไม่ก็คาดไว้ได้ก่อนอยู่แล้วกันแน่

"ตัดสินใจยากสินะ เอางี้แล้วกัน เพราะฉันสวย ใจดี และมีเมตตามาก ฉันจะให้เวลาเธอกับแม็กนั่มหนึ่งชั่วโมง... ถ้าอีกหนึ่งชั่วโมงเธอยังตัดสินใจไม่ได้ล่ะก็... เตรียมตัวดังเป็นพลุแตกได้เลย คิๆ ฉันเตรียมเซตภาพน้องจันทร์เจ้า ม.4 สุดเซ็กซี่ในชุดบันนี่ขยี้ใจไว้รอละ บอกไว้ก่อนเลยว่าเด็ดมากชนิดที่ว่าใครได้ดูแล้วงูไม่ผงกนี่ต้องตายด้านแน่ๆ"

"แม็กนั่ม ยัยน่ันจะปล่อยภาพโป๊ของฉัน!!!! ถะ ถะ ถ้าเราไม่ตัดสินใจภายในหนึ่งชั่วโมง" ฉันโพล่งขึ้นเสียงดัง "ช่วยด้วย!!!"

หมอนั่นกลอกตาแล้วใช้มือขยี้ผมที่จัดทรงไว้บนหัวจนยุ่งเหยิงไปหมดด้วยความเครียดปนโทสะ

ดวงตาเรียวหลับลง มือข้างหนึ่งก่ายหน้าผากอย่างพยายามใช้ความคิด

"ฉันจะฆ่ายัยน่ัน" เขาว่าในขณะที่ยังหลับตาเพื่อสงบสติอารมณ์ "สาบานเลย ถ้าฉันได้เจอยัยนั่นอีก ฉันจะฆ่ายัยนั่นแน่"

"แต่ก่อนหน้านั้น ฉันคงตายก่อนแน่" ฉันว่าแล้วใช้มือกุมหัวตัวเอง "ทำไงดี ฉันจะทำยังไงดี ถ้า ถ้า... ถ้าพ่อแม่ฉันเห็นเข้า"

มือทั้งสองของแม็กนั่มคว้าต้นแขนของฉันจับไว้นิ่ง บังคับให้ฉันสบตามองเขา

"ใจเย็นน่า..." เขาว่าแล้วมองหน้าฉันนิ่งด้วยสีหน้าจริงจัง ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นบาง ฉันที่ยังคงสติแตกยิ่งใจเต้นหนักไปอีกเมื่อเขามองหน้าฉันแบบนั้น เขาจะรู้ไหมว่าการที่เขาทำแบบนี้ยิ่งทำให้ฉันสติแตกมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก "ใจเย็นๆ แล้วตั้งสติคิดก่อน ตอนนี้ถึงเวลาที่เธอต้องเลือกแล้ว... ฉันตัดสินใจแทนเธอไม่ได้ เพราะมันคือชีวิตของเธอที่เธอต้องเลือกเอง"

เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ฉันขมวดคิ้วมุ่นแล้วส่ายหน้าเบาๆ

"ฉัน... ไม่ยอมให้ยัยนั่นไปโรงเรียนแทนฉันแน่ๆ ชีวิตฉันในโรงเรียนคงปี้ป่นย่อยยับ" ฉันว่าแล้วใช้มือกุมหัว

"งั้นก็ข้อแรกเหรอ..." แม็กนั่มพูดแล้วมองฉันด้วยสิ่งที่ฉันสาบานว่าคือรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนริมฝีปากนั่น

"น่ันก็ไม่เอา!!" ฉันแหวใส่เขาแล้วเบะปากใส่ "นายคิดจะฉวยโอกาสตอนที่ฉันลำบากหรือไง??? คนบ้า!"

"ฉันก็แค่เสนอ" เขาว่าตอบแล้วมองฉันด้วยสีหน้าที่พยายามเก็บรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต่เก็บยังไงก็ไม่มิด

ฉันกัดฟันกรอด มองหน้าหมอนั่นด้วยความหงุดหงิดที่เขาเห็นสิ่งสำคัญในชีวิตฉันเป็นเรื่องเล่นๆ

"นายนี่มัน..." ฉันขบกรามแน่น มองหน้าเขาอย่างหมั่นไส้เต็มที "ไม่ว่ายังไงก็ยังทุเรศไม่เปลี่ยน!"

เขายักไหล่อย่างไม่ปฏิเสธคำกล่าวหาของฉัน เออ อย่างน้อยก็ยังดีที่ยังยอมรับ แต่ยังไงนายก็ยัง... ฮึ้ย... ตาบ้า

"ฉันไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงกลัวนักนะ มันก็ไม่ได้แย่มากขนาดที่เธอคิดสักหน่อย และอย่างน้อยกับฉัน... ฉันจะไม่ทำให้เธอรู้สึกแย่หรอก" แม็กนั่มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแล้วมองหน้าฉัน เขากำลังพูดราวกับว่า 'มัน' เป็นเรื่องธรรมดาไม่สลักสำคัญอะไรเหมือน... เหมือนการกินข้าว อาบน้ำ แต่งตัวไปเรียน เหมือนอะไรที่ต้องทำทุกวันจนไม่มีใครเห็นค่า คิ้วของฉันขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจกับความคิดเห็นของเขา "ฉันรู้ว่าเธอคิดยังไง... ฟังนะ ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอไปเอาความคิดที่ว่าครั้งแรกของผู้หญิงเป็นสิ่งสำคัญมากมายอะไรขนาดนั้นมาจากไหน..."

"เอ่อ... ฉันเป็นผู้หญิงนะ นายจะให้ฉันเที่ยวนอนกับคนนั้นคนโน้นคนนี้มั่วซั่วไปเลยงั้นเรอะ? คนบ้า"

ฉันเถียงกลับไป

"ผู้หญิงแล้วไงล่ะ เกิดมาเป็นผู้หญิงแล้วเธอไม่สมควรที่จะมีความสุขในชีวิตเหรอ? มันก็แค่ครั้งแรก มันก็แค่... เซลล์ที่รวมกลุ่มกันเป็นเนื้อเยื่อบางๆ ให้ตายเถอะ ทำไมฉันจะต้องลงรายละเอียดให้เธอขนาดนี้ด้วยเนี่ย!" เขาสวนกลับมาทันทีแล้วใช้มือขยี้ผมด้วยความหงุดหงิดตัวเอง สายตาขุ่นเคืองมองฉันอย่างไม่พอใจที่ฉันยังคงหน้าแดงแปร๊ดและร้อนฉ่าเหมือนเตาหมูกระทะและยังคงทำใจยอมรับความเห็นของเขาไม่ได้ "...ฟังนะ ฉันไม่รู้ว่าเธอกลัวอะไร แต่ถ้าเธอกลัวว่าคนอื่นจะมองเธอไม่ดีล่ะก็... รู้ไว้เถอะว่ามันคือตัวเธอ ร่างกายเธอ ทำไมต้องให้คนมาคิดแทนเธอด้วย"

แม็กนั่มพยายามอธิบาย ฉันกัดริมฝีปากตัวเองแล้วเบือนหน้าหนีด้วยความไม่พอใจและอายจนใบหน้าแดงซ่านเพราะไม่เคยเปิดอกคุยเรื่องนี้กับใครมาก่อนในชีวิตแม้กระทั่งพ่อแม่แท้ๆ ถึงไอ้ที่เขาพูดมันจะถูกก็จริง... แต่อีกใจหนึ่งของฉันยังไม่อยากเชื่อเพราะไอ้เหตุผลสวยหรูเขาพยายามยกขึ้นอาจจะเป็นอีกหนึ่งในลูกไม้ที่พยายามจะทำให้ฉันยอมนอนกับเขาก็ได้ และอย่างหลังคงมีความเป็นไปได้มากกว่าการที่เขาพยายามเทศนาให้ฉันเป็นตัวของตัวเอง

"นายพูดมันก็ง่ายสิ" ฉันว่าแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น "นายเป็นผู้ชายนี่ นายจะทำอะไรก็ได้"

ดวงตาแข็งกร้าวกลอกตามองเพดานแล้วนั่งลงข้างๆ ฉันบนโซฟาตัวเดียวกัน

"เธอลองถามตัวเองดูก็แล้วกันว่าทำไมเธอจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่ใครก็ไม่รู้สร้างไว้ คนที่กำหนดว่าเธอควรจะมีชีวิตอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่เธอสมควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยที่ไม่ต้องฝืนใจตัวเอง เพียงเพราะเธอกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเธอเป็นผู้หญิงใจง่าย" แม็กนั่มพูดด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีอารมณ์ขุ่นเล็กๆ "และฉันไม่ได้บอกว่าให้เธอไปนอนกับผู้ชายไม่เลือกหน้านะ สุดท้ายแล้วมันก็แล้วแต่เธอ... เพราะนี่คือตัวเธอ... อย่าให้คนอื่นมาตัดสินความเป็นตัวเธอ อย่าให้คำพูดของฉันตัดสินใจแทนเธอ เธอต้องกล้าให้มากกว่านี้ กล้าที่จะเลือกทางเดินชีวิตให้กับตัวเอง... เพราะมันคือชีวิตของเธอ แค่เธอคนเดียว"

"ก็ใช่ จริงอย่างที่นายว่า แต่... ต่อให้ฉันคิดแบบนี้ แล้วคนอื่นที่ไม่ได้คิดเหมือนกันล่ะ..."

ฉันว่าแล้วกัดริมฝีปากตัวเอง

"เธอกลัวว่าสักวันหนึ่งเธอจะเจอผู้ชายที่เธอรักมาก แต่เขารับไม่ได้ที่เธอไม่ใช่คนแรกของมันใช่ไหมล่ะ?"

เขาถามด้วยสีหน้าที่รู้ดีก่อนจะเบือนหน้าหนีไปหัวเราะเบาๆ ราวกับอ่านใจของฉันออก

"ฉันไม่รู้เลยว่าตรรกะบ้าอะไรที่ทำให้คนอื่นๆ คิดว่าผู้หญิงที่ไม่เก็บความบริสุทธิ์ไว้จนแต่งงานคือผู้หญิงใจง่าย ถ้าฉันรู้นะว่าใครเป็นคนสร้างความคิดบ้าๆ แบบนี้ขึ้นมา ฉันสาบานจะไปต่อยปากเลยมันให้แตกยับให้เธอดูเลย แล้วคนที่เชื่อเป็นตุเป็นตะอีก... มันน่าโดนหนักยิ่งกว่า" เขาว่าอย่างหน่ายๆ แล้วกลอกตาอย่างหงุดหงิดเต็ม คำพูดที่ราวกับว่าจะแซะฉันนิดๆ จนฉันรู้สึกจี๊ดๆ ในอก "โทษนะ แต่คนถ้าสันดานคนมันจะเหี้ยซะอย่าง มันก็เหี้ยมาตั้งแต่เกิดแล้วล่ะ ไอ้คำว่าพรหมจารีย์นั่นไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรด้วยสักหน่อย หรือเธอจะบอกว่าถ้าฉันได้เปิดซิงเธอปุ๊บเธอจะกลายเป็น... อืม... เป็นเหมือนยัยนั่นไปเลยรึไง หืม"

"..." ฉันพูดไม่ออก ได้แต่เบือนหน้าหนีด้วยความอายกับความตรงไปตรงมาที่มากเกินไปของเขา

"...จริงดิ ผู้หญิงคิดแบบนี้เหมือนกันทุกคนเลยรึไงวะ" เขาว่าแล้วส่ายหน้าในขณะที่มองหน้าฉัน ใบหน้าหล่อเหลาเลิกคิ้วแล้วยื่นมือออกมาวางลงบนหัวของฉันที่ขดตัวเล็กลีบลงเพราะคนตรงหน้าที่ตั้งท่าเหมือนผู้ใหญ่จนเกินตัว สายตาที่แข็งกร้าวเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นมาแวบหนึ่ง "ถึงฉันจะไม่เคยคิดจะคบกับใครจริงๆ จังๆ ก็เถอะ แต่เอาเป็นว่า... ถ้าผู้ชายคนไหนที่ให้คุณค่ากับเธอน้อยลงเพราะมันไม่ใช่คนแรกที่ได้นอนกับเธอล่ะก็... มันคนนั้นก็ไม่คู่ควรกับเธอหรอก เธอน่ะมีค่ามากกว่านั้น"

แม็กนั่มพูดจบ ฉันกัดริมฝีปากตัวเองแล้วถอนหายใจเบาๆ และละสายตาจากใบหน้าที่หล่อเหลาเหมือนรูปสลักหินอ่อนของแม็กนั่ม เหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง เมืองใหญ่ที่วุ่นวายในกลางคืน พลางอดคิดขมขื่นในใจไม่ได้... เขาก็พูดได้สิ เขาเป็นผู้ชาย ฉันเป็นผู้หญิง เขาหล่อแทบตาย แต่ฉันสิต้องพยายามมากแค่ไหนเพื่อให้คนในโลกนี้รับรู้ว่ายังมีคนอย่างฉันอยู่

"แล้ว... จะมีสักกี่คนในโลกนี้ที่คิดแบบนั้น" ฉันพูดช้าๆ โดยไม่ได้มองหน้าเขา "ฉันไม่มีตัวเลือกมากหรอกนะ"

"ฉันนี่ไง"

เขาพูดแล้วยักไหล่ ก่อนจะใช้มือขยี้ผมบนหัวฉันเบาๆ ดวงตาของฉันเบิกกว้างมองเขา...

ก้อนเนื้อในหน้าอกสั่นไหวภายใต้ความอบอุ่นจากมือของคนตรงหน้าที่วางอยู่บนศีรษะ

อะไรนะ...

นายว่าไงนะ...

หัวใจของฉันเต้นแรงจนแทบระเบิดออก

"แหมคุยกันสนุกเลยจ้าาาาา ตัดสินใจได้แล้วยังเอ่ยยย ปิ๊งป่อง~"

ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงของตัวเองดังขึ้นในหัว ดึงฉันขึ้นจากภวังค์ที่แม็กนั่มเสกขึ้น

ปะ... ปิ๊งป่องบ้านแกสิ!!! ฉันนึกด่าในใจอย่างโกรธแค้น แม็กนั่มมองฉันแล้วเลิกคิ้วเหมือนเริ่มรู้แกว

"ตกลงว่าไง หนึ่งหรือสอง หรือจะเลือกทั้งคู่ก็ได้นะ ฉันไม่ว่าหรอก~"

"ฉันเลือกแล้ว" ฉันพูดออกมาเสียงดัง แม็กนั่มนั่งนิ่งมองฉันด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลง

"ว่าไงล่ะเด็กดี?"

"ฉันจะไม่เลือกทั้งสองอย่าง" ฉันว่าให้แม็กนั่มได้ยินด้วย มือทั้งสองกำแน่น ถึงเวลาที่ฉันต้องเข้มแข็ง

"โอเค แปลว่าอยากดังสินะ ได้" ยัยนั่นว่าด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กๆ เสียงเคาะคีย์บอร์ดและคลิกเม้าส์ดังออกมาจากในหัว

"ถ้าเธอช่วยฉันตั้งแต่ก่อนที่ฟรังก์จะแตะต้องฉันล่ะก็... ฉันคงจะยอมเธอได้ กลับกัน เธอรู้ทั้งรู้ว่าฉันตกอยู่ในอันตราย แต่กลับรอจนกระทั่งหมอนั่นเกือบจะทำอะไรฉันไปแล้ว" ฉันว่าแล้วมองหน้าแม็กนั่มที่ดึงมือของตัวเองกลับไปท้าวคางตัวเอง ดวงตาเข้มมองฉันพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก "แต่ถึงยังไงก็ตาม เธอช่วยฉันไว้ ฉันยอมรับ... เพราะงั้นฉันจะขอต่อรองกับเธอ..."

"เธอคิดว่าเธออยู่ในสถานะที่จะต่อรองได้หรือไง??" เสียงของฉันตอบกลับมาอย่างหงุดหงิด "ฉันมีรูปเธออยู่นะ!!"

"เธอจะได้ไปโรงเรียนสลับวันเว้นวันกับฉัน เธอต้องทำการบ้านด้วย และเธอต้องทำเกรดให้ได้เกิน 3.5"

ข้อเสนอของฉันทำเอาแม็กนั่มถึงกับปิดปากกลั้นหัวเราะ

แต่ฉันพูดจริง... ไหนๆ ยัยนี่ก็จะพาชีวิตฉันไปสู่ความชิบหายแล้ว ฉันต้องหาทางเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสให้ได้ อย่างน้อยการไปเรียนสลับวันเว้นวัน ฉันอาจจะพอแก้ไขหายนะอะไรก็ตามที่ยัยน่ันก่อไว้ได้ทันท่วงที และเพราะยัยน่ันมีนิสัยที่ตรงข้ามกับฉันแทบจะทุกอย่าง(เช่น ความกล้าหาญในเรื่องบ้าๆ และความแรด) ดังนั้นถ้าฉันเดาไม่ผิด แปลว่ายัยนี่จะต้องหัวดีและเรียนเก่งเพราะผลการเรียนของฉันอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางล่าง ถ้ายัยน่ันยังอยากจะแรดล่ะก็... อย่างน้อยก็ต้องทำเกรดให้ดีพอที่จะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้

"...ก็ได้ แต่ยังน้อยไป"

"ฉันจะ..." ฉันพูดแล้วกลั้นหายใจ ก้มหน้ามองมือตัวเองที่วางอยู่บนตัก "ฉันจะ... จะ... จูบแม็กนั่ม..."

แม็กนั่มมองฉันด้วยสีหน้าประหลาดใจ คางเลื่อนหลุดออกมาจากมือที่ค้ำยันไว้ ก่อนจะเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้ม

"...ทุกวัน"

"วันเว้นวัน"

"...ทุกวัน จบ!"

ยัยน่ันตัดบท การเชื่อมต่อขาดลง ร่างกายของฉันทรุดวูบเอนหลังพิงกับโซฟานุ่มพร้อมกับเอนหัวพิงกับพนักพิงที่ด้านหลังด้วยความโล่งอกอย่างไม่อาจจะเปรียบกับอะไรได้เลย รอดไปอีกวันแล้วสินะฉัน... อย่างน้อยยัยน่ันก็ยังพอเจรจาได้ มือข้างหนึ่งของฉันวางอยู่บนหน้าอกข้างซ้าย สัมผัสถึงหัวใจที่เต้นถี่รัวด้วยความตื่นตระหนก... ความกลัวแทบตาย กลัวว่ายัยน่ันจะปล่อยภาพนั้นออกไป กลัวว่าชีวิตต่อจากนี้ไปจะต้องพังทลายเพราะการเจรจาที่อาจจะพังไม่เป็นท่า ฉันหลับตาลง น้ำตาที่เอ่อคลอเพราะความกลัวแห้งเหือดหายไปแล้ว แต่มันสำเร็จ ฉันทำสำเร็จแล้ว...

ขอบคุณแม็กนั่มที่มอบความกล้าให้กับฉัน ถึงมันจะไม่ใช่อย่างที่เขาหวังไว้ก็เถอะ

แต่ทั้งหมดนั่น... ที่ฉันกล้าพูด ที่ฉันกล้ายืนหยัดเพื่อตัวเอง... ทั้งหมดก็เป็นเพราะคำพูดของเขาเมื่อกี้

ฉันคิดแล้วมองใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับงานประติมากรรมของเขา เผลอยิ้มออกมานิดๆ อย่างไม่รู้ตัว

"พร้อมแล้วสินะ..."

แม็กนั่มโพล่งถามขึ้นพร้อมกับเอียงคอนิดๆ มองฉันที่เผลอจ้องเขา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ชวนให้เสียววูบปรากฏบนใบหน้าที่ทำให้ฉันต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังสั่นไหว ทั้งที่แท้จริงแล้วคือหัวใจที่เต้นอย่างหนักหน่วงรุนแรงในอก

"พร้อมล้าววว พร้อมตั้งแต่เมื่อวาน พร้อมมาตั้งแต่เกิดแล้วว กรี๊ดดดด~ แอร๊ยยย ว้ายๆๆ เขินจังเบยยย"

เสียงในหัวที่ดังขึ้นยิ่งทำให้ใบหน้าของฉันขึ้นสี ใบหูทั้งสองข้างร้อนฉ่าไปหมดเหมือนไฟสุม อายจนไม่กล้าสบตามองหน้าเขา พร้อมบ้าบออะไร เขินบ้าอะไรเล่า ยัยแรดนั่น ฉันประสานมือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่บนตัก สายตากำลังมองข้อนิ้วตัวเองที่เปลี่ยนเป็นสีขาว พร้อมกับเริ่มนับจำนวนนิ้วมือตัวเองเล่นๆ ในใจเป็นสัญญาณว่าฉันเริ่มสติแตกและประสาทกินเรียบร้อยแล้ว

หัวใจเต้นถี่รัวหนักขึ้นในทุกวินาทีที่เผชิญหน้ากับเขา ความอึดอัดเริ่มโรยตัวลงครอบคลุมเราสองคน ความอึดอัดที่บางทีอาจจะมีแค่ฉันคนเดียวที่สัมผัสได้ เพราะหมอน่ันดูสบายๆ ไม่เดือดร้อนใจอะไรจนฉันแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง คงเพราะฉันนั้นใกล้จะเป็นลมล้มพับเต็มที หากแต่ร่างสูงถอนหายใจเบาด้วยความรำคาญนิดๆ ก่อนจะแสร้งทำเป็นเบือนหน้าหนีแล้วคว้าตัวฉันรั้งเข้าไปแนบแผงอกแข็งแกร่งอย่างรวดเร็วไม่ทันให้ฉันได้ตั้งตัว

อ๊ะ...”

ฉันผงะหนีในวินาทีที่เขากระชากตัวฉันเข้าไปใกล้พร้อมกับริมฝีปากร้อนที่ทาบทับลงมาอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนเหมือนล่องลอยอยู่ในความฝัน... ทุกอย่างแผ่วเบาเหมือนขนนก เหมือนล่องลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่อบอุ่น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความดุดันที่บดขยี้ลงมาพร้อมกับน้ำหนักของร่างกายที่กดทับลงจนฉันต้องเอนตัวนอนลงบนโซฟาตัวยาว ความเร่าร้อนรุนแรงที่แฝงไปด้วยความดิบเถื่อนของคนตรงหน้ากำลังจะฆ่าฉันให้ตายเพราะอากาศที่เหลือน้อยเต็มที่ในปอด

ฉัน... หายใจไม่ออก!!!

ราวกับว่าเขาอ่านใจฉันออก ริมฝีปากร้อนผละออกเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อให้ฉันสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะโถมลงเข้ามาหาอีกครั้ง และหนักหน่วงกว่าเดิม รสชาติและกลิ่นหอมของกาแฟที่ติดปลายลิ้นแผ่กระจายไปทั่วทั้งปากเช่นเดียวกับความร้อนที่ทำเอาฉันเหงื่อไหลเปียกชุ่มโชกไปทั้งตัวโดยไม่รู้ตัว ทั้งร่างกายอ่อนยวบในวงแขนของเขาเหมือนถูกไฟหลอมละลาย

ครั้งนี้ เขาแทบจะไม่ต้องจับมือของฉันล็อคไว้เหนือหัว ในเมื่อฉันเองก็ไม่ได้ต่อต้านเขาอีกต่อไป อาจจะเรียกได้ว่าฉันเองก็เต็มใจซะด้วยซ้ำ แหงล่ะก็มันเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่ฉันต้องทำเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองจากยัยปีศาจนั่น แต่... แต่แบบนี้... ฉันแทบไม่กล้าลืมตามองคนที่นอนคร่อมอยู่ข้างบน เมื่อริมฝีปากร้อนที่เริ่มทำมากกว่าที่ตกลงกันไว้... จูบร้อนของเขาไล่ลงจากคางของฉันไปจนถึงต้นคอ สร้างรอยที่แดงก่ำเหมือนกลีบดอกไม้ประทับไว้บนผิวหนัง ก่อนที่จะค่อยๆ เลื่อนลงต่ำมาเรื่อยๆ จนถึงเนินอก นิ้วยาวของเขาปลดกระดุมเม็ดแรกออกก่อนที่ฉันจะรู้ตัว มืออีกข้างสอดเข้ามาใต้ชายกระโปรงนักเรียนอย่างลื่นไหลช่ำชองพร้อมๆ กับที่จูบร้อนไล่ลงไประหว่างเนินอกทั้งสอง ทิ้งรอยสีแดงอ่อนจางไว้บนผิวที่ไวต่อสัมผัสยิ่งกว่าอะไร

ลมหายใจของฉันเริ่มขาดเป็นห้วงเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสแปลกปลอมนอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้

มือใหญ่ค่อยๆ แยกต้นขาทั้งสองของฉันออกจากกัน ในขณะที่ใบหน้าของเขาฝังอยู่กับหน้าอก ริมฝีปากระอุอุ่นเม้มกัดผิวหนังอ่อนบางผ่านเนื้อผ้าบางเบาของชุดนักเรียนจนฉันได้แต่นอนเกร็งนิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ลมหายใจร้อนที่เป่ารดกำลังหลอมละลายให้ฉันกลายเป็นเพียงของเหลวที่ไร้ซึ่งแรงต่อต้านเขา กว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น กระโปรงของฉันถูกเลิกขึ้นไปอยู่บนหน้าท้องเรียบร้อยแล้วในขณะที่นิ้วเรียวยาวไล้สัมผัสบนผิวหนังอ่อนนุ่มตั้งแต่เอวกระโปรงลงมาเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้าแต่ชวนให้ใจหายและหายใจไม่ออก ทุกครั้งที่นิ้วนั้นสัมผัสถูก ฉันรู้สึกเหมือนไฟล้านโวลต์กำลังขับเคลื่อนไหลผ่านเข้ามาในร่างกาย ทรมาณและยากเย็นเกินกว่าจะทนไหว...

ร่างสูงที่นอนคร่อมฉันลุกขึ้น แวบหนึ่งฉันเกือบจะโล่งใจและเสียดายอย่างไร้ยางอายไปในเวลาเดียวกัน

หากแต่เขาไม่ได้ลุกขึ้นเพียงเพราะเขาอยากจะผละหนี เขาลุกขึ้นเพื่อที่ขยับตัวถอยลงไปด้านล่าง... ฉันกลั้นหายใจเฮือกเมื่อเห็นใบหน้าของเขาค่อยๆ กดจมลงบนหน้าท้องที่เกร็งตัวจนเจ็บด้วยความหวาดหวั่นและหวั่นไหว หัวใจเต้นแรงจนปวดหนึบ ร่างกายทั้งร่างสั่นระริกเมื่อริมฝีปากร้อนสัมผัสลงบนหน้าท้องอย่างแผ่วเบา หากแต่สัมผัสที่รู้สึกกลับรุนแรงจนอดจะส่งเสียงร้องออกมาไม่ได้... มือข้างหนึ่งของเขาสอดไว้ใต้แผ่นหลังช่วงล่างเพื่อดันไว้ให้ฉันไม่งอตัวหนี เขาต้องเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้ขนาดไหนกันนะถึงเดาเรื่องพวกนี้ออกได้อย่างง่ายดายขนาดนี้

มืออีกข้างที่ยังว่างของแม็กนั่มค่อยๆ เกี่ยวขอบเอวของกางเกงชั้นในข้างหนึ่งออกด้วยนิ้วเดียว ก่อนจะเลื่อนลงมากกองไว้ที่ต้นขาอย่างเงียบเชียบแผ่วเบาในขณะที่ริมฝีปากยังคงวุ่นวายกับผิวหน้าท้องของฉัน และยังคงไม่ลืมที่จะทิ้งรอยแดงเป็นจ้ำไว้เช่นเดียวกับผิวที่ต้นคอ กว่าที่ฉันจะรู้ตัวว่าเขาได้ทำอะไรลงไป ก็เป็นตอนที่มือของเขาวางทาบทับอยู่บนผิวส่วนนั้นที่แทบจะเปลือยเปล่า นิ้วมือเรียวยาวที่สอดแทรกผ่านเนื้อผ้าเข้าไปอย่างเชี่ยวชาญก่อนจะไล้ตามรอยแยกตรงนั้นอย่างแผ่วเบาแต่กลับทำให้ฉันแทบจะหวีดร้องออกมาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิตนี้ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเงยหน้าขึ้นมามองฉัน

เขาดึงมือข้างนั้นออกมา ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอกในขณะที่สายตาเข้มมองพินิจพิจารณานิ้วนั้นที่เปียกชื้นและสะท้อนแสงไฟก่อนจะอมยิ้มเย็นเยียบ รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของฉันสั่นไหวด้วยความตื่นกลัว บางทีฉันอาจจะโล่งใจเร็วเกินไปหน่อยก็ได้...

อา... ขนาดนี้แล้ว... เธอยังจะไล่ฉันออกไปไหนอีกไหม ?” เขาว่าแล้วยักคิ้วให้ ก่อนจะแตะนิ้วข้างนั้นลงกับริมฝีปากตัวเอง แลบลิ้นเลียลิ้มชิมรสชาติที่ติดออกมากับนิ้วมือนั้นอย่างไม่มีท่าทีรังเกียจเลยแม้แต่นิด ฉันได้แต่เบิกตากว้าง ใบหน้าขึ้นสีแดงร้อนผ่าวด้วยความอับอาย ขะ... เขากำลังทำอะไร ????

ยะ อย่านะ มันสกปรก” ฉันร้องห้ามด้วยริมฝีปากที่สั่นเทาจนแทบจะออกมาไม่เป็นประโยค

หากแต่เขากลับยิ่งแสยะยิ้มอย่างสาแก่ใจที่เห็นฉันกำลังทุกข์ทรมาณเพราะเขาตอนนี้

มือทั้งสองข้างแม็กนั่มรวบจับเอวของฉันไว้อย่างง่ายดาย ก่อนที่มือข้างหนึ่งจะสอดเข้าไปไว้ใต้แผ่นหลัง ดันให้ฉันต้องแอ่นตัวเองขึ้นมาหาในขณะที่ใบหน้าหล่อก้มแนบซุกลงไป ฉันแทบกรี๊ดออกมาด้วยความตกใจ หากแต่ร่างกายกลับทำได้แค่เปล่งเสียงร้องออกมาอย่างแผ่วเบา แขนขาไร้เรี่ยวแรงจะหนีและพาดห้อยลงกับพื้นด้านล่างข้างหนึ่งยิ่งเปิดทางให้เขารุกล้ำเข้ามาได้โดยง่ายยิ่งขึ้นไปอีก ฉันหายใจเร็วและแรงจนตัวโยนเมื่อลมหายใจร้อนจากจมูกโด่งเป่ารดอยู่บนผิวส่วนที่ไวต่อสัมผัสอย่างที่สุด

สัมผัสแผ่วเบาหากแต่รุนแรงและเดือดดาลของริมฝีปากนั้นประกบลงทาบทับ ฉันหลับตาปี๋ มือข้างหนึ่งกำเส้นผมบนหัวของเขาไว้ มืออีกข้างจับมือของเขาไว้แน่น จิกเล็บลงบนข้อมือของเขาอย่างไม่รู้ตัว ทุกอย่างเริ่มร้อน รุนแรง เหมือนไฟที่เผาผลาญหากแต่ร้อนแรงยิ่งกว่าจูบของเขานับล้านเท่า ทว่าเมื่อฉันคิดว่าตัวเองเริ่มตั้งสติได้ เขากลับไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น สัมผัสร้อนผ่าวเปิดรอยแยกทั้งสองออกจากกัน ความร้อนแรงที่เหมือนไฟบรรลัยกัลป์กำลังแผดเผาและโลมเลีย เสียงร้องครางหลุดออกมาจากริมฝีปากของฉันอย่างน่าอับอายเมื่อร่างกายถูกรุกรานอย่างรุนแรงจนพยายามบิดตัวหนีด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเพียงเล็กน้อยที่ยังเหลืออยู่ แต่นั่นไม่อาจหยุดคนอย่างแม็กนั่มได้

ความเร่าร้อนจากปลายลิ้นที่ถ่ายทอดออกมาใส่ผิวเนื้อบอบบางไวต่อความรู้สึกที่ไม่เคยมีใครได้มีโอกาสเห็นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในมนต์สะกดที่เขาได้ร่ายไว้ สมองมึนตื้อไปหมดเมื่อปลายลิ้นแตะสัมผัสถูกผิวส่วนนั้นในทุกๆ ครั้ง ร่างกายสั่นสะท้านเหมือนถูกไฟช็อต ทั้งที่ไม่มีอะไรป้องกันไม่ให้ฉันหนี แต่ฉันกลับไม่หนี ทั้งยังไม่มีท่าทีจะหนีเลยสักนิดเดียว

มะ ไม่ไหวแล้ว... เส้นสติสัมปชัญญะและศีลธรรมเส้นสุดท้ายขาดผึงออกในที่สุด ฉันบีบมือของเขาไว้แน่น

ทว่า

แม็กนั่มถอนจูบออกไป ใบหน้าหล่อเหลาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นที่ไหลซึมยังคงโน้มติดอยู่ไม่ห่าง

"หยุดใช่ไหม หรือจะไปต่อ?"

"..."

"ถ้าไม่ตอบ ฉันจะถือว่าเธอไม่ปฏิเสธ"









ถ้าชั้นเป็นแกนะ จันทร์เจ้า ชั้นจะหุบปากเงียบไปจนกว่าวันตายเลย

ถือเป็นกำไรชีวิต 555555555555555

เอาเถอะ ตอนนี้คนปากหมาลิ้นแข็งใจด้านอย่างคุณแม็กนั่มถึงขั้นกระทืบเพื่อนตัวเองแล้ว ตอนนี้เรื่องระหว่างแม็กกับจันทร์เจ้าคงเก็บไว้ไม่ค่อยอยู่อีกละล่ะ แต่ฟรังก์ก็คงไม่อยากเล่าคนอื่นหรอกมั้ง เพราะฟรังก์เองก็โดนตีนแม็กจนยับเหมือนกัน คือถ้าเล่าคนอื่นมันก็...  5555555 เหมือนแฉตัวเองกลายๆ เนอะ

ส่วนจันทร์เจ้า แกเข้าใจมั้ย ที่แม็กนั่มสอนอะ!!! ฟังเค้าบ้าง!!! จะหวงอะไรนัก ได้แม็กนั่มอะกำไรชีวิตนะยะ (ท่ดๆ)

เอ้อนี่ชอบคอมเม้นที่เรียกจันทร์เจ้าตัวก๊อปปี้ว่า จันทร์เจ้า 2 มาก 5555 เข้าใจง่ายดีอะ ชอบ

ว่าแต่... ช่วงนี้นิยายเงียบเหมือนกันเนอะ ก็เข้าใจแหละเราหายไปนานด้วย T^T

ยังไงก็ขอขอบคุณสำหรับคอมเม้นและกำลังใจน้าาาาาาา

Decaffeine

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #59 puiziiza (@puuukalove9) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 14:30
    เจ็บ อ่ะ

    เข้าใจความรู้สึกนี้
    #59
    0
  2. #54 aappss (@ap_rachinicorn) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 21:41
    เอาล่ะเว้ยยย จะถอยหรือไปต่อ อารมณ์จะค้างหนาจันทร์เจ้า55555
    #54
    0
  3. #48 nyvanida0324 (@nyvanida0324) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 08:55

    ไม่เงียบค่ะ สู้ๆนะ รออยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน
    #48
    0
  4. #47 Benza_mp (@benza_mp) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 07:58
    ไม่เงียบค่ะแอด น้องรอแอดอยู่ที่ท่าน้ำทุกวันเลย5555555
    #47
    0
  5. #46 IMERNERN (@earnny1424) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 02:37
    มาต่อเถอะค่ะะ น้องจะกรี๊ดดดด
    #46
    0
  6. #45 Candynista (@candynista) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 02:22
    รออยู่ตลอดเลยค่าาา นี่แบบ รอหลายตอนค่อยอ่าน5555 แต่มาเม้นเรื่อยๆค่าา
    #45
    0
  7. #44 Be Yah (@xvalya_8) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 00:47
    2 คนนี้ไม่รู้หรอกเราแอบอยู่หลังโซฟา
    #44
    0
  8. #41 kunp (@zerer) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 21:12
    ใจจะวายยยยย
    #41
    0
  9. #40 ทีเอเอ็ม (@matzr) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 20:14
    กี๊ดดดดดด
    #40
    0
  10. #39 myssssss (@Tiwamonkey12) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 20:03
    สู้ๆสนุกมากเลยรอเสมอออ
    #39
    0
  11. #38 iam0912 (@apichaya3344) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 19:42
    ค้างมากเเงงงง
    #38
    0