[The Gang #9] The Dark Side of the Moon : พระจันทร์ด้านมืด

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,514 Views

  • 93 Comments

  • 147 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    46

    Overall
    2,514

ตอนที่ 6 : Reluctant [ ต่อต้าน ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 329
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    3 พ.ย. 61


บทที่ 5

Reluctant

[ Magnum ]

จะหกโมงเช้าแล้ว แต่ผมยังไม่สามารถข่มตาให้หลับได้...

ร่างบางที่นอนอยู่ข้างๆ หายใจเบาเป็นจังหวะในขณะที่ผมได้แต่นอนลืมตาจ้องมองเพดานสีขาวเรียบๆ เหนือหัวขึ้นไปสี่เมตร... สมองพลางคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พยายามทบทวนแล้วทบทวนอีก... ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโง่เง่าเข้าไปทุกที ก็มันไม่มีทางเลยที่เรื่องแบบนี้จะมีอยู่จริง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่โลกใบนี้จะมีคนสองคนที่รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกันทุกอย่าง หากแต่นิสัยข้างในกลับเป็นคนละขั้ว... แม้กระทั่งฝาแฝดก็ยังไม่เหมือนกันขนาดนี้ แล้วนี่...

มือข้างหนึ่งของผมก่ายหน้าผากในขณะที่ร่างบางพลิกตัวเบาๆ หันมาทางผม

ร่างบางในชุดคลุมอาบน้ำสีขาวเรียบลื่นบางเบากำลังนอนหลับสนิทไม่รู้ตัว ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มตัดกับผิวสีน้ำนมของเธอแผ่ออกบนหมอนใบโตที่เธอหนุนและกอดไว้แน่น เสียงหายใจเบาๆ เป็นจังหวะทำให้รู้ว่าเจ้าของร่างคงยังหลับลึกและไม่ตื่นขึ้นมาในเร็วนี้ๆ แน่ ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย สายตากวาดมองไปตามดวงตาทั้งสองข้างที่กำลังหลับพริ้ม แพขนตาปิดสนิททาบทับกับแก้มเนียนใสจนเห็นเส้นเลือด... ริมฝีปากบางของเธอเผยอออกนิดๆ ในขณะที่มือเล็กข้างหนึ่งที่โผล่พ้นออกมาจากชุดคลุมอาบน้ำวางอยู่บนต้นแขนของผม... เพราะมือข้างนั้นทำให้ผมไม่กล้าขยับตัวไปไหนด้วยกลัวว่าเธอจะตื่น และผมยังไม่อยากให้เธอตื่นขึ้นมาโวยวายเมื่อพบว่าผมกำลังนอนอยู่บนเตียงเดียวกันกับเธอ...

นอนด้วยกัน... ผมคิดในใจแล้วมองไหล่บางที่คู้อยู่บนเตียง

ภายใต้ชุดคลุมอาบน้ำสีขาวบางเบาคือร่างเล็กที่เจ้าของของมันพยายามปิดบังสุดชีวิตไม่ยอมให้ผมได้เห็นแม้แต่ในยามนอนหลับ หากแต่เธอจะรู้ไหมว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายใต้เนื้อผ้านั่น ร่างเล็กที่เธอพยายามบดบังไว้แทบตายกลับกลายเป็นเด่นชัดอยู่ในความทรงจำของผมจากเมื่อคืนนั้น...

แสงสว่างจากข้างนอกส่องเข้ามาผ่านกระจก ผมเพ่งสายตาจ้องมองผิวขาวเหมือนน้ำนมที่เนียนนุ่มที่ไร้จุดด่างพร้อยหากไม่นับแผลเป็นเล็กๆ ที่เอวของเธอ ผิวขาวที่เคยเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนด้วยความเขินอายและร้อนเร่าในวันก่อน... ผมสีน้ำตาลเข้มที่นุ่มลื่นและปรกลงมาปิดใบหน้าเล็กไว้ ผมของเธอที่ยาวจนถึงแผ่นหลังเล็กและจรดปลายไปถึงสะโพก ผมของเธอที่ชุ่มเหงื่อมากมายเพราะความร้อนในคืนนั้น...

มือทั้งสองข้างกำแน่นอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้เจ้าของร่างเล็กที่นอนอยู่ด้านข้างรู้ตัว

หากแต่... ร่างเล็กยิ่งเบียดเข้ามาใกล้ ศีรษะของเธอเบียดแนบชิดอยู่กับไหล่ซ้าย ลมหายใจร้อนเป่ารดต้นแขนของผมในขณะที่มือเล็กเริ่มรุกล้ำขยับเขยื้อนเข้ามาวางบนหน้าอกของผมในที่สุด ด้วยท่านอนอันแสนจะไร้ความเกรงใจของเธอ ทำให้ร่างกายของเธอเบียดแนบชิดเข้ามาใกล้อย่างที่เธอในตอนตื่นไม่มีวันทำ ร่างกายของเธอเข้ามาใกล้โดยที่มีเพียงแค่ผ้าโง่ๆ ไร้ประโยชน์กั้นกลางเราสองคนไว้ ใกล้จนได้ยินเสียงหัวใจที่อยู่ลึกเข้าไปในพหน้าอกนุ่มนวลที่เต้นเป็นจังหวะแผ่วเบา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงหน้าท้องแบนราบที่แนบติดกับอยู่แขนซ้ายราวกับเธอมองผมเป็นหมอนข้าง ร่างบางขยับตัวยุกยิกอีกครั้งก่อนจะยืดขาที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อคลุมอาบน้ำวางพาดลงบนตัวของผม ก่อนจะกลับไปหลับสนิทอีกครั้ง

ต้นขาของเธอที่โผล่พ้นออกมาจากชุดคลุมอาบน้ำนั่น...

ผมกำมือตัวเองแน่นในขณะที่พยายามเบือนสายตาหนี หากแต่ไร้ประโยชน์สิ้นดี ในเมื่อท่านอนของเธอตอนนี้กำลังบังคับให้ผมนอนนิ่งกลายๆ และไม่สามารถขยับไปไหนได้เลยสักนิดเดียว สายตาของผมจึงได้แต่จ้องมองต้นขาเรียวและขาวเนียนที่โผล่พ้นออกมา ขาเรียวยาวทั้งสองข้างของเธอยังคงติดตาจากภาพความทรงจำในคืนนั้น เมื่อเข่าทั้งสองข้างของร่างบางที่เปลือยเปล่าที่คุกเข่าลงตรงหน้าผม ใบหน้าเล็กเงยหน้าจ้องมองขึ้นมาด้วยดวงตาไร้เดียงสาหากแต่อาจทำให้ผู้ชายคนอื่นเสียสติได้ด้วยการปรายตามองเพียงแค่ครั้งเดียว...

ผมที่ไม่เคยแม้แต่จะนอนกับผู้หญิงคนเดิมซ้ำเป็นครั้งที่สองกลับจำได้ถึงทุกรายละเอียดบนร่างกายของเธอ

เพราะท่านอนของเธอ เพราะเธอเองที่ทำให้มือซ้ายของผมอยู่ห่างเพียงไม่กี่มิลลิเมตรจากส่วนนั้น...

ต้นขาที่แยกออกจากกันเพราะเธอพาดกอดผมไว้ยิ่งทำให้ไม่เหลืออะไรปกปิดร่างกายส่วนนั้นของเธอไว้ได้อีก สมองของผมปิดการทำงานแทบจะทันทีเมื่อความรู้สึกบางอย่างในร่างกายมีอำนาจเหนือสติสัมปชัญญะ มือซ้ายที่วางนิ่งอยู่บนพื้นเตียงขยับอย่างแผ่วเบาเข้าไปที่ต้นขาด้านใน ก่อนจะเคลื่อนเข้าไปหาผิวส่วนที่บอบบางทั้งยังนุ่มและอุ่นจนร้อนผ่าวเหมือนลมหายใจที่เป่ารดไหล่เป็นจังหวะในเวลานี้... แวบหนึ่ง ผมกลัวว่าเธอจะตื่นขึ้นมา จึงเหลือบหันไปมองร่างบางที่กำลังถูกคุกคามด้วยเงื้อมมือของผมตอนนี้... ก่อนที่จะแอบถอนหายใจตามด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก

เธอยังคงนอนหลับสนิท...

ร่างเล็กยังคงจังหวะการหายใจสม่ำเสมอไว้ในขณะที่มือข้างซ้ายของผมค่อยๆ ไล้ขึ้นมาอย่างแผ่วเบาบนผิวหนังบอบบางที่ไร้การปกปิด มือซ้ายฉวยโอกาสกับร่างกายของเธอที่เรียบเนียนและนุ่มนิ่มเหมือนปุยเมฆบางเบา... ความนุ่มละมุนและอบอุ่นที่ปลายนิ้วมือทำให้สติของผมปั่นป่วนจนคิดอะไรไม่ออกนอกจากอยากจะบดขยี้ร่างกายของเธอให้แหลกสลายลงกับมือที่ตรงนี้เวลานี้ไปซะ เวรเอ๊ย ทั้งที่เคยคิดว่าจะไม่ยุ่งด้วยแท้ๆ แต่ร่างกายมันกลับ...

ผมหลับตาที่จ้องมองเพดาน เหงื่อไหลซึมทั่วร่างกายที่เดือดระอุทั้งๆ ที่เครื่องปรับอากาศยังคงพ่นลมเย็นออกมาไม่หยุด... บ้าเอ๊ย ทำไมยัยนี่ถึงได้หลับสนิทนักนะ... ถ้าเธอตื่นขึ้นมา ผมสาบานได้เลยว่ายังไงผมก็ต้องหยุด แต่ในเมื่อเธอไม่ตื่น... ผมกัดฟันกรอด ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวนอนตะแคง ก่อนจะดึงมือซ้ายที่จมลึกกลับมาด้วยความเสียดายนิดๆ ศอกซ้ายงอขึ้นเพื่อยันศีรษะไว้ให้หันหน้าเข้าไปหาร่างเล็กที่ส่งเสียงประท้วงออกมาเบาๆ จากริมฝีปากเล็กอย่างไม่รู้ตัวเมื่อผมคว้ามือของเธอออกจากหน้าอกตัวเองแล้ววางลงบนเตียง

สายตาทั้งสองของผมจับจ้องที่ริมฝีปากบางที่เผยอออกเล็กน้อย ก่อนจะแตะนิ้วมือข้างเดิมที่ใช้ฉวยโอกาสร่างกายอันนุ่มนวลของเธอลงบนริมฝีปากของตัวเอง ลิ้มชิมรสชาติที่แอบซ่อนไว้ในส่วนที่ลึกล้ำที่สุดของร่างบางตรงหน้าในขณะที่แสงอาทิตย์ของวันใหม่เริ่มสาดส่องเข้ามาใส่ใบหน้า... แสงสว่างที่ช่างแตกต่างกับสติของผมในตอนนี้ที่คล้ายว่าจะเลือนหายและดำมืดลงไปทุกที... ในขณะที่ดื่มด่ำรสของเธอจากปลายนิ้วจนสาแก่ใจ ร่างกายที่กบฏต่อสมองสั่งให้ผมเดินหน้าต่อโดยไม่ต้องคิดอะไรอีก

ในขณะที่เธอยังคงหลับตาพริ้ม มืออีกข้างที่ยังคงว่างอยู่วางลงบนไหล่บางอย่างแผ่วเบาและนิ่มนวล ก่อนจะใช้เพียงนิ้วเดียวไล้ลงมาตามส่วนโค้งของร่างกายจนถึงต้นคอ และต่อไปจนสัมผัสกับเนินอกขาวนวลที่โผล่พ้นเนื้อผ้าออกมา ผมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะใช้นิ้วมือที่สั่นเทาค่อยๆ คลายปมของเสื้อคลุมที่หลวมโพรกออกก่อนจะสอดนิ้วเข้าไปใต้เนื้อผ้าบางและสัมผัสกับผิวอุ่นนุ่มใต้ฝ่ามือที่ทำให้ทั้งร่างกายสั่นสะท้าน... โครงร่างบางเล็กของเธอยิ่งดูเหมือนจะเล็กและบอบบางลงไปอีกเมื่อตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือใหญ่ของผมอย่างไร้ทางต่อต้านและไม่รู้สึกตัวเช่นตอนนี้ หน้าอกของเธอขยับขึ้นลงเป็นจังหวะตามลมหายใจในขณะที่นิ้วของผมค่อยๆ กดจมลงไปในผิวเนื้อนุ่มนวลเหมือนกับปุยนุ่นก่อนจะหยุดไว้เพียงแค่นั้น... ทั้งที่ในใจอยากจะฉีกกระชากเธอให้แหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี

เธอยังคงนอนหลับได้ยังไง!!!!!

ทั้งที่ผมนอนไม่หลับมาทั้งคืน

เธอมัน... เธอคือตัวปัญหา...

ถ้าไม่มีเธอสักคน ป่านนี้ชีวิตผมคงไปได้สวย...

ถ้าไม่มีเธอสักคน ป่านนี้ผมอาจจะได้เข้าเดอะแก๊งไปแล้ว แต่เพราะเธอ...

ผมลุกขึ้นทันทีด้วยความหัวเสียที่พุ่่งเข้ามาจู่โจม ร่างบางข้างๆ ส่งเสียงอย่างไม่พอใจก่อนจะพลิกตัวหันหลังให้แล้วหลับต่ออย่างไม่น่าเชื่อ ผมถอนหายใจเบาๆ ในขณะที่นั่งข้างเตียง มองมือทั้งสองข้างของตัวเอง พยายามทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น พยายามทบทวนสิ่งที่ทำลงไปเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่าน... ร่องรอยของความอบอุ่นยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้ว รสชาติอ่อนจางบางเบายังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น

มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นด้วยความเคียดแค้นใจที่บอกไม่ถูก ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเข้าไปในห้องน้ำ


[ Chanchao ]

"ตื่น"

"อือ"

"ตื่น!!!"

ฉันสะดุ้งแล้วร้องกรี๊ดเมื่อรู้สึกว่าตัวลอยบินหวือขึ้นในอากาศได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้กำลังฝัน เพราะไอ้ผีบ้าที่ไหนก็ไม่รู้กระชากตัวฉันขึ้นมาอย่างรุนแรงไร้ความปรานีแล้วยกฉันขึ้นพาดบ่าทั้งๆ ที่ฉันยังไม่ทันได้ลืมตาตื่นดี ฉันทั้งร้องทั้งพยายามทุบตีกรีดร้องเพื่อให้หลุดจากพันธนาการแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าฉันมีเพียงชุดคลุมอาบน้ำที่ปกคลุมร่างกายทั้งยังหมิ่นจวนเจียนจะหลุดอยู่รอมร่อ ปมที่ผูกไว้ตอนก่อนอนกลับคลายซะจนแทบจะแยกออกจากกัน เปิดเผยเนื้อหนังมังสาทุกส่วนที่พยายามปกปิดมาโดยตลอด

ไม่รู้ว่าฉันหลับไปตอนไหน เมื่อไหร่ ยังไง และคำถามที่สำคัญคือ กับใคร... ถะ ถะ ถะ ถ้าไม่ใช่...

ฉันอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ความง่วงหายไปหมด แม็กนั่ม!!!!!!!

แม็กนั่ม... ร่างสูงของหมอนั่นรวบตัวฉันอุ้มพาดบ่าไว้อย่างง่ายดายด้วยวงแขนแข็งแรงราวกับฉันเป็นเพียงกระสอบนุ่น เสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจดังจากปากของเขาที่กำลังพาฉันเดินไปยังห้องน้ำ ฉันไม่รู้ว่าฉันเผลอหลับไปตอนไหนเมื่อคืนนี้ ฉันจำได้แค่ว่าฉันร้องไห้ แม็กนั่มกอดฉันไว้แน่น แล้วฉันก็... จำอะไรไม่ได้อีกเลยจนเช้าตอนนี้ที่เขาจับฉันอุ้มไว้ และ... ม่ายยย ม่ายยยยย ฉันจะไม่ยอมเสียตัวให้นายในเช้าวันนี้แน่นอน และเช้าวันอื่นๆ ก็ด้วย!

พูดให้ถูกคือ ฉัน จะ ไม่ ยอม เสีย ตัว ให้ นาย!

ต่อให้ฉันต้องขายไตทั้งสองข้างแล้วตายเพื่อใช้หนี้ห้าล้านนั่นฉันก็จะทำ!!!

"ปล่อยฉัน!" ฉันตะคอกแล้วทุบคนที่จับฉันอุ้มพาดบ่าไว้ "ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลย!!"

"เธอจะไม่ไปโรงเรียนจริงๆ เหรอ?" แม็กนั่มถามเสียงเรียบ "ตอนนี้ยังโง่ไม่พออีกเหรอ?"

น้ำเสียงเรียบๆ ของเขายิ่งทำให้คำถามที่ร้ายกาจนั่นฟังดูน่าชิงชังมากขึ้นอีกสามเท่า

ฉันไม่ตอบ แต่เบะปากใส่แม็กนั่มเมื่อเขาวางฉันลงบนพื้นโลกอีกครั้ง

"เผื่อนายไม่รู้นะ ฉันมีขา" ฉันว่าแล้วกอดอกมองเขาอย่างถือดี "ฉันเดินเองได้..."

"อ้าวเหรอ จริงๆ แล้วฉันก็เห็นเธอมีหัว แต่ไม่เคยเห็นเธอใช้สมองเลย"

แม็กนั่มสวนกลับมาอย่างเย็นชา ทำเอาฉันขุดโคตรเหง้าบรรพบุรุษของเขาออกมาสาปส่งในใจ ทั้งๆ ที่บังคับตัวเองให้ใจกล้าหน้าด้านเลิกกลัวสายตาหมอนั่นจนกล้าเถียงกลับไปบ้างแล้วแท้ๆ แต่ดันโดนสวนกลับมาแบบนี้ ฉันก็ไปต่อไม่ถูกเลยเหมือนกัน ได้แต่ยืนฮึดฮัดด้วยความโกรธอยู่คนเดียว หมอนั่นดูท่าจะพอใจที่เห็นฉันเถียงไม่ออกเสียด้วยสิ แบบนั้นมันยิ่งน่าโมโหเข้าไปใหญ่ ยิ่งรวมกับหน้าหล่อๆ ทั้งๆ ที่เพิ่งจะตื่นนอนนั่น... ให้ตายเหอะไอ้คนบ้าเอ๊ย... ทั้งๆ ที่ผมสีดำชี้โด่ชี้เด่นั่นฟูฟ่องไม่เป็นทรง... แต่ทำไมนะทำไม ทำไมนายถึงยังหล่อได้มากขนาดนี้

ฉันต้องใช้ความพยายามอย่างสูงที่สุดที่จะไม่ลดระดับสายตาลงไปต่ำกว่าคอของเขา...

ทั้งที่เมื่อคืนก็จำได้ว่ามันยังใส่เสื้ออยู่แท้ ไหงตอนเช้าเสื้อนายหายไปได้ยังไง... หึ้ย...

อย่ามอง โอย ขาวจัง อย่ามอง อืม ซิกส์แพค ...อย่ามองสิเฟ้ยยยยยยยยย

"มองอะไรนักหนา มารยาท..." เขาพูดเสียงเบาแล้วมองหน้าฉันตอบ

ถามได้ มองหน้ากับหุ่นไง หึ นอกจากหน้าหล่อๆ กับหุ่นแล้ว นายก็ไม่มีอะไรดีไปกว่านั้นให้มองอีกแล้วนี่

ทว่าฉันก็ได้แค่คิด ขืนต่อปากต่อคำต่อไปแบบนั้นคงจะไม่ได้ไปโรงเรียนกันพอดี และพูดถึงโรงเรียน...

"ฉันไม่มีชุดนักเรียน" ฉันว่าแล้วขมวดคิ้ว "ฉันต้องกลับหออยู่ดี"

แม็กนั่มกลอกตาแล้วยืนมองฉัน ก่อนจะถอนหายใจเบื่อๆ

"...เสียเวลา" เขาว่าแล้วกลอกตาใส่ฉัน อะ อะไรกัน นายจะให้ฉันแก้ผ้าไปเรียนเรอะ

ฉันขมวดคิ้วด้วยความงุนงงกับท่าทีของเขา พร้อมๆ กับประตูห้องของเขาที่เปิดออกพร้อมกับแม่บ้านสองคนและไม้แขวนชุดนักเรียนสองชุดในมือทั้งชายและหญิง ฉันเบิกตากว้างมองชุดนักเรียนตาปริบๆ เสื้อแขนยาวสีขาว เข็มกลัด เน็คไทและกระโปรงสั้นสีดำ ชุดนักเรียนไม่ผิดแน่ แล้วมองหน้าหมอนั่น แม็กนั่มยักไหล่แล้วคว้าชุดนักเรียนชายจากมือของแม่บ้านแล้วเดินหายเข้าไปในอีกห้องหนึ่งในคอนโดฯ ของเขาที่ฉันยังไม่มีโอกาสได้เข้าไป ก่อนจะปิดประตู เขาหันหลังกลับมามองฉัน

"ช่วยลอกคราบยัยนี่ที" แม็กนั่มสั่งแม่บ้านแล้วส่ายหัวเบาๆ กับฉัน



แหม ดูดีๆ ฉันก็สวยเหมือนกันนะ...

ฉันอมยิ้มแล้วมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกหน้าต่างภายในห้องเรียนเป็นครั้งที่ร้อยหลังจากที่มาถึงโรงเรียนแล้ว ฉันวันนี้ที่แตกต่างกับฉันคนเมื่อวานราวฟ้ากับเหวเมื่อใบหน้าในวันนี้ได้ทำความรู้จักกับเครื่องสำอางราคาแพงระยับที่แม่บ้านของแม็กนั่มจัดหามาประเคนให้ ถึงจะอย่างนั้น แน่นอนว่าแม็กนั่มก็ยังไม่มีทางที่จะมาโรงเรียนพร้อมกันกับฉัน ฉันเบะปากเมื่อนึกถึงคำพูดและน้ำเสียงเย่อหยิ่งของเขาตอนที่ต้องแยกกันหน้าคอนโดฯ

'จำใส่หัวน้อยๆ ของเธอไว้ด้วยว่าเราไม่รู้จักกัน'

โธ่เอ๊ย ทำยังกับว่าฉันอยากจะหายใจใช้ออกซิเจนร่วมโลกกับนายตายล่ะ ไอ้คนบ้า ตัวเฮงซวย ห่วยแตก

รู้จักกับนายไม่ถึง 24 ชั่วโมง ชีวิตฉันก็ประสบกับหายนะมามากกว่าที่เคยเจอมาทั้งชีวิต

ไม่อยากจะคิดถึงอนาคตต่อจากนี้เลยสักนิดเดียว

ฉันเผลอใช้นิ้วม้วนผมสีน้ำตาลของตัวเองที่ม้วนเป็นลอนใหญ่ๆ ที่ยังคงความนุ่มลื่นสลวยเป็นธรรมชาติด้วยฝีมือของแม่บ้านเมื่อตอนเช้า พร้อมกับใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา รวมกับชุดนักเรียนหญิงชุดใหม่พอดีตัวเป๊ะรีดเรียบกลีบผ้าคมกริบที่ไม่รู้ว่าแม็กนั่มเสกมาจากไหน ผลคือ ในวินาทีแรกที่ฉันก้าวเท้าเข้าไปในห้องเรียน ทุกสายตามองมาที่ฉันด้วยความตกใจแล้วซุบซิบกันเบาๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับไปเป็นปกติ ฉันอดมองตัวเองในกระจกบ่อยๆ ไม่ได้... ถ้าไม่ใช่เพราะแม็กนั่ม ฉันคงไม่มีโอกาสได้เห็นด้านนี้ของตัวเอง

"เอ้อ... จะ... จันทร์เจ้า..."

เสียงกระซิบเบาๆ จากเพื่อนร่วมห้องโต๊ะข้างๆ ทำให้ฉันหันไปมองแล้วเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

"คะ... ค่ะ? ทำไมเหรอ?" ฉันตอบกลับเสียงเบาอย่างทำตัวไม่ถูก น้อยคนนักที่จะคุยกับฉันในห้องเรียน

ผู้ชาย ผู้ชายทักฉันก่อน!!

การที่มีคนทักฉันก่อน และคนๆ นั้นยังเป็นผู้ชายด้วยกลายเป็นสิ่งอัศจรรย์สำหรับชีวิตฉันเหลือเกิน เขายิ้มให้ด้วยท่าทางสบายๆ ในขณะที่ฉันกำลังขลุกขลักเพราะทำตัวไม่ถูก ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องเรียนหรือเรื่องงานกลุ่มที่เลือกไม่ได้ ฉันแทบจะไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนี้เลย หนึ่ง เพราะฉันไม่ได้รวยเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ และ สอง ฉันที่ไม่สวยยิ่งแล้วใหญ่ สองประการนั้นทำให้ฉันแทบจะไม่มีตัวตนในโรงเรียนนี้

แต่เขาคนนี้ เพื่อนร่วมห้องคนนี้... แม้จะไม่อาจเอาไปเทียบกับความหล่อระดับเหนือมนุษย์ของแม็กนั่มได้เถอะ แต่เขาก็ยังดูดีกว่าคนเกินกว่าครึ่งโลกอยู่ดี บวกกับรอยยิ้มน่ารักๆ ที่ต่างจากตาขวางๆ ไอ้เวรแม็กนั่มนั่นด้วยแล้ว ฉันอดตัวลอยด้วยความรู้สึกดีใจนิดๆ ไม่ได้เลย... แอร๊ยยยยย เห็นไหม ฉันไม่ได้คิดไปเองคนเดียวว่าฉันเองก็น่ารักเหมือนกัน ถึงจะไม่อาจเทียบกับพวกดาวโรงเรียนได้ก็เถอะ แต่ฉันก็ไม่ได้หน้าตาเลวเกวกเฬวรากอะไรขนาดนั้น

"เออ... ปกติตอนเที่ยงกินข้าวที่ไหนเหรอ ?" เขาถามขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ แสนน่ารักบนใบหน้า

เพื่อนที่นั่งข้างๆ ของเขาหันมาอมยิ้มแปลกๆ ให้ฉันแล้วก้มหน้าเขียนหนังสือต่อด้วยมือที่สั่นเทา

ฉันกัดริมฝีปากแล้วเบือนหน้าหนีด้วยความเขินอายแปลกๆ จนใบหน้าร้อนผ่าว

"แรด"

เสียงของตัวเองในหัวดังขึ้น ฉันถอนหายใจแล้วเอามือท้าวคางอย่างหงุดหงิด พยายามที่จะไม่ตอบโต้เสียงนั้นกลับไป แต่ก็อดคิดในใจไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่แรด ฉันรีบปิดปากสนิทแล้วตั้งสติก่อนที่ฉันจะกลายเป็นอีบ้าพูดกับตัวเองต่อหน้าผู้ชายคนนี้เหมือนอย่างที่ฉันเป็นต่อหน้าแม็กนั่มเมื่อคืน ไม่ว่ายังไง ฉันจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำสองด้วยการบอกใครต่อใครที่ดูน่าจะเชื่อใจได้ว่ามีฉันอีกคนหนึ่งในโลกนี้ ไม่มีทางอีกแล้ว

"ฉัน... ชื่อ โปเต้ นะ" ผู้ชายคนนั้นพูดขึ้นอีกครั้งแล้วยิ้ม "เราไม่เคยคุยกัน ฉันเลยไม่รู้ว่าเธอจะรู้จักฉันรึเปล่า..."

ฉันรู้ว่านายชื่ออะไรน่าา เรียนด้วยกันมาตั้งนาน ฉันรู้ชื่อทุกคนแหละ มีแต่พวกนายนั่นแหละที่ไม่รู้จักฉัน

"อื้อ..." ฉันว่าแล้วอดยิ้มให้เขาไม่ได้ เพราะความอายทำให้ฉันไม่กล้าสบตาเขา “ฉัน... จันทร์เจ้า”

"งั้นตกลงเที่ยงนี้ไปกินข้าวด้วยกันโอเคนะ ?"

"หา... อืม เอ่อ... อะไรนะ??" ฉันขมวดคิ้วงุนงงอย่างอ้ำอึ้ง "ว่าไงนะ??"

เดี๋ยวๆ คำถามมันเปลี่ยนจากกินข้าวที่ไหนไปเป็นกินข้าวด้วยกันนะตั้งแต่ตอนไหนกัน

"ถ้าเธอไม่ปฏิเสธ ฉันจะถือว่าตกลงก็แล้วกัน" เขาพูดพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะเงียบไปและไม่พูดอะไรต่ออีก

ฉันได้แต่กรี๊ดในใจด้วยความดีใจ มือขวากำปากกาแน่นในขณะที่มือซ้ายแทบจะจิกลงไปในโต๊ะนักเรียนไม้ การเป็นคนสวยมันดีแบบนี้นี่เอง ถ้าไม่ใช่เพราะแม็กนั่ม ฉันคงไม่อาจสัมผัสความรู้สึกนี้ได้ชั่วชีวิต... ต้องขอบคุณเขางั้นสินะ ? แต่... หมอนั่นจะรู้สึกยังไงนะที่มีผู้ชายอื่นมาพูดกับฉันแบบนี้ เขาจะโกรธไหม ไม่สิ หมอนั่นจะโกรธไปเพื่ออะไรล่ะ เขาคงดีใจที่สลัดฉันทิ้งได้สักทีมากกว่า

ฉันหันไปหาโปเต้ ก่อนจะพยักหน้าแทยคำตอบรับแล้วยิ้มให้อย่างเขินอาย



"ทำไมเราถึงไม่เคยคุยกันเลยนะ ตลอดสามปีที่เรียนด้วยกันมานี่"

"แหะๆ คือ... ฉันไม่กล้าทักใครก่อนหรอกนะ แบบว่า... ฉัน... ขี้อาย"

ฉันว่าแล้วเกาแก้มตัวเองเบาๆ อย่างทำอะไรไม่ถูกเพราะคนตรงหน้า

โปเต้อมยิ้มหลังจากฉันพูดจบ โอ๊ยยยย ขอถอนคำพูดที่ว่าเขาหล่อเทียบแม็กนั่มไม่ได้เลยได้ไหม โอเค ถึงแม้ว่าจะเทียบกันไม่ได้ก็จริง แต่รอยยิ้มของเขาทำคะแนนในส่วนที่หายไปได้บานเบอะ ยิ่งเมื่อเอาโปเต้ไปเทียบกับไอ้บ้าหน้าหงิกตาขวางนิสัยทรามนั่นที่แทบจะไม่เคยยิ้มเลย ฉันคงต้องยอมรับว่าโปเต้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าแม็กนั่มล้านเท่าหลังจากที่ได้คุยนั่นนี่โน่นกับเขาในระหว่างกินข้าวเที่ยงด้วยกันอย่างสันติ ซึ่งไม่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้แน่นอนกับผู้ชายประสาทกินที่ชื่อว่าแม็กนั่มคนเดียวคนนั้น

"ฉันรู้..." โปเต้ว่าแล้วใช้ส้อมเขี่ยข้าวในจานตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้นมอง "ก็ไม่เห็นเธอจะคุยกับใครเลย"

หมอนี่รู้ได้ไง... ยะ ยะ อย่าบอกนะว่า เขามองฉันอยู่ตลอดนะ...

"ก็บอกแล้ว ฉันไม่กล้าทักใครก่อนน่ะ" ฉันว่าแล้วเบือนหน้าหนีด้วยความอาย ใบหน้าร้อนแดงไปหมด ทำอะไรไม่ถูกจนได้แต่เขี่ยข้าวในจานไปๆ มาๆ ไม่กล้าสบดวงตาคู่ตรงหน้าที่สดใสและเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นที่จะทำความรู้จักกับฉันคนนี้ "ก็... ทุกคนดูสนิทกันทั้งนั้น"

"ฉันเป็นเพื่อนคนแรกของเธอได้นะ" โปเต้ว่าแล้วยิ้มยิงฟันอย่างน่ารัก

โอยยย ละลาย ไม่ไหวแล้ว

แรดดดดดด

เสียงในหัวดังขึ้น ฉันเลือกที่จะไม่โต้ตอบอะไรกลับไป

"จะดีเหรอ... คือ ฉันหมายถึง" ฉันว่าแล้วเม้มปาก กำช้อนส้อมในมือแน่น กลัวว่าคนตรงหน้าอาจจะมองภาพของฉันผิดไป ถึงวันนี้ฉันจะสวยขึ้น แต่ข้างในฉันก็คือจันทร์เจ้าคนเดิมอยู่ดี "คือ... ฉันไม่ใช่พวกลูกคุณหนูรวยๆ หรือสวยๆ เหมือนเพื่อนผู้หญิงคนอื่นหรอกนะ ไม่เด่น ไม่ดัง เรียนก็ไม่เก่งเท่าไหร่ด้วย ส่วนนาย..."

"ฉันไม่สนหรอกว่าเธอจะสวยหรือรวยไหม" โปเต้ว่าแล้วยักไหล่ "แล้วไงล่ะ เราคบกันที่หน้าที่เงินหรือที่ใจล่ะ?"

มันตอออออออออแหลลลลลล ถ้าเธอไม่แต่งหน้ามา คิดเหรอว่าหมอน่ันจะทักเธอก่อน

เสียงในหัวของฉันดังขึ้นเตือนใจไม่หยุด หนอย... ฉันเผลอกำส้อมในมือแน่น

โอเค สติ สติ อย่าเป็นบ้าต่อหน้าผู้ชายหล่อ อย่าเด็ดขาดถ้ายังไม่อยากนกทันที

โอ๊ยยยย ว่าก็ว่าเถอะ ยัยนั่นทำมาเป็นด่าฉัน ใครกันล่ะที่ไปนอนกับแม็กนั่มจนเกิดเรื่องบ้าบอทั้งหมดนี่ขึ้น

ยัยนั่น(ฉันอีกคน)เคยคุยกับแม็กนั่มถึงห้าคำรึเปล่าก็ไม่รู้ก่อนจะเอาตัวไปถวายหมอนั่นถึงคอนโด

มันต่างกัน... ฉันไม่ใช่ยัยนั่น! นี่คือความสัมพันธ์ของคนสองคน ไม่ใช่... ไม่ใช่แค่อะไรแบบนั้น!

"ก็... ก็แล้วแต่นายก็แล้วกัน" ฉันว่าขึ้น พยายามกลั้นยิ้มแต่ทำไม่ได้ ได้แต่ยิ้มอายๆ แล้วพยายามหลบสายตาของเขา กลัวว่าถ้าเขาได้รู้จักตัวฉันจริงๆ ตัวฉันที่น่าเบื่อไม่มีอะไรดีคนเดิมคนนั้น แล้วเขาจะผิดหวังที่ฉันไม่ได้สวยเหมือนอย่างวันนี้ ฉันยิ้มแห้งๆ แล้วพยายามกินข้าวในจานต่อ "...ฉันเองก็อยากมีเพื่อนเยอะๆ เหมือนทุกคนในห้องนั่นแหละ แต่ก็..."

"อย่าเสียเวลากับยัยนี่เลย ไม่คุ้มหรอก"

ฉันยังไม่ทันพูดจบ เสียงหนึ่งแทรกขึ้นจากบนหัว หากแต่เสียงนั้นไม่ใช่ทั้งเสียงฉันหรือโปเต้ เสียงที่ดังอยู่เหนือหัวทำให้ฉันและโปเต้เงยหน้ามองตามตั้นเสียงด้วยความฉงนในใจ ก่อนที่ฉันจะกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วกัดฟันกรอดอย่างหงุดหงิดเพราะคนที่พูดแทรกขึ้นมาอย่างไร้กาลเทศะอย่างเขาคนนี้ ฉันกำช้อนในมือแน่นแล้วมองหน้าหล่อๆ ของไอ้บ้าที่ยืนมองฉันพร้อมกับรอยยิ้มเยาะเย็นชาอันเป็นดั่งเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของเขา

"แม็กนั่ม" โปเต้เรียกชื่อของคนตรงหน้า แล้วจ้องตอบ "ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ แต่ไม่ดีกว่า..."

แม็กนั่มส่งรอยยิ้มลวงๆ ที่ฉันเห็นแล้วถึงกับต้องเบะปาก ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโต๊ะกินข้าวของเรา

"ทำไมไม่เล่าเรื่องเราสองคนเมื่อคืนให้เพื่อนใหม่เธอฟังหน่อยล่ะ? จะได้สนิทกันมากขึ้นไง..."

แม็กนั่มทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงกลางมื้อเที่ยงของฉัน ใบหน้าหล่อเหลายักคิ้วให้อย่างผู้ชนะ พร้อมกับแสยะยิ้มราวกับปีศาจทิ้งท้ายแล้วเดินจากไปพร้อมกับกลุ่มเพื่อนของเขาที่เดินตามหลัง ฉันกำมือแน่น กลืนน้ำลายอย่างฝืดเคือง พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่พุ่งตัวไปกระชากผมด้านหลังของเจ้าของใบหน้าหล่อๆ เหมือนเทพบุตรแต่จิตใจร้ายกาจประดุจซาตานกลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์นั่นออกมา

"เรื่องเมื่อคืนอะไรเหรอจันทร์เจ้า..."

"ปะ... เปล่า"

"ตกลงว่า... เธอรู้จักกับแม็กนั่มจริงๆ เหรอ?"


"ถึงกับตามฉันมาถึงคอนโดฯ เลยเหรอเนี่ย?"

"นายจงใจทิ้งระเบิดฆ่าฉันต่อหน้าโปเต้!!!"

ฉันตะคอกใส่หน้าของแม็กนั่มทันทีที่หมอนั่นเปิดประตูรับฉันที่เดินเข้าไปด้วยความหงุดหงิดเต็มที่หลังจากเลิกเรียน ฉันที่สะสมความโกรธเกรี้ยวมาตลอดตั้งแต่พักเที่ยงจนเลิกเรียนรีบออกจากโรงเรียนเพื่อตามหาตัวหมอนั่นที่ลานจอดรถ และเมื่อพบว่าเขาไม่ได้อยู่ที่น่ัน ก็มีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่เขาจะสิงสถิตย์อยู่ได้ก็คือที่นี่ คอนโดฯ ของเขาเอง หากแต่แม็กนั่มดูเหมือนจะไม่ประหลาดใจสักนิดที่ฉันขึ้นมาถึงห้องของเขาในคอนโดฯ หรูกลางเมืองที่ระบบรักษาความปลอดภัยแข็งแรงแน่นหนาซะยิ่งกว่าการประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลกแห่งนี้ได้ ทั้งน้ำเสียงหมอนั่นยังเหมือนคาดไว้อยู่แล้วว่าฉันจะต้องมาที่นี่

หรือ...

ฉันอ้าปากค้างแล้วมองหน้าแม็กนั่มที่เพิ่งจะต้อนลูกแกะอย่างฉันเข้ากับดักแล้วล็อคประตูห้องตัวเอง

"หึ เธอต้องตั้งใจเรียนให้มากขึ้นนะ เผื่อว่าจะฉลาดขึ้นบ้าง จะได้เลือกคบคนถูกประเภทสักที"

หมอนั่นว่าแล้วส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินนำเข้าไปในห้อง ทิ้งให้ฉันยืนโง่อยู่คนเดียวต่อไป

โทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นของเขาเปิดทิ้งไว้ พร้อมกับเครื่องเล่นเกมและจอยสติ๊กที่วางอยู่บนโซฟา หมอนั่นเดินจากไปแล้วทิ้งร่างสูงลงบนโซฟานุ่มตัวใหญ่ในห้องนั่งเล่นโดยไม่สนว่าฉันที่ทำตัวไม่ถูกยังคงยืนอยู่ตรงนี้ ดวงตาคมปรายตาหันมามองฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปมองหน้าจอโทรทัศน์จอบางเฉียบบนผนังห้องอย่างไม่ไยดีแขกคนนี้ที่ยืนหัวโด่เลยสักนิดเดียว

ฉันรู้ว่าหมอนี่เจ้าเล่ห์พลิกแพลงตลบตะแลงขนาดไหน เพราะงั้นฉันจึงไม่ควรที่จะถือวิสาสะทำอะไรในห้องนี้

"ขอ... ขอฉันนั่งบนโซฟาได้ไหม?" ฉันถามเสียงเบา แม็กนั่มหันมามองด้วยใบหน้านิ่ง

"ไม่ได้" เขาปฏิเสธทันทีแล้วกลับไปเล็งเป้ายิงซอมบี้ในเกมต่อ

ไอ้... เฮ้อ... ฉันกำมือแน่น เออ ไม่นั่งก็ไม่นั่ง

"อย่ายุ่งกับเพื่อนของฉันอีกได้ไหม ฉันก็จะไม่ยุ่งกับนายเหมือนกัน" ฉันว่าด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะเข้มแข็ง

"ฉันเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์ออกคำสั่ง" แม็กนั่มว่าแล้วหันมามองฉัน "ห้าล้าน ลืมแล้วเหรอ?"

"นายสั่งฉันได้ แต่นายยุ่งกับเพื่อนของฉันไม่ได้" ฉันแย้งเสียงแข็ง กำมือแน่น

"เพื่อน? หึ" แม็กนั่มว่าแล้วหัวเราะเบาๆ อย่างเย้ยหยัน "ถ้าเธอคิดว่าโปเต้อยากเป็นเพื่อนกับเธอ ก็ไปหาหญ้ามากินสักกำ"

"อย่าคิดว่าคนอื่นเขาไร้มนุษยสัมพันธ์ แถมยังเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนนายสิ!!!"

ฉันแหวใส่อย่างเหลืออด

แม็กนั่มมองฉันด้วยสีหน้าประหลาดใจเมื่อพบว่าฉันกล้าที่จะต่อปากต่อคำกับเขามากขึ้น แววตาทั้งคู่ฉายแววครุ่นคิด ก่อนที่ริมฝีปากจะฉาบด้วยรอยยิ้มเย็นที่อาบยาพิษร้าย

"เธอคิดว่าฉันเลวแค่ไหนกัน? อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยโกหกเธอ... ถ้าสมองยังไม่พังเธอคงยังจำได้ ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่ชอบที่เธอพูดมาก ไม่ชอบที่เธอทำตัวน่ารำคาญ" เขาว่าแล้วแล้วละสายตาจากโทรทัศน์มามองหน้าฉันนิ่งและเย็นชา เออ จำได้แน่นอนอยู่แล้ว เฮ้อ คำพูดเสียดแทงตรงไปตรงมาของหมอนั่นช่างเจ็บปวดรวดร้าวเสียนี่กระไร ฉันมันน่ารำคาญมากขนาดนั้นเลยหรือไง นายถึงทำตัวเหมือนหงุดหงิดตลอดเวลาที่ฉันอยู่ใกล้แบบนี้ แม็กนั่มพูดต่อ "แต่อย่างน้อยนะ อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยโกหกว่าอยากจะเป็นเพื่อนเธอ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว..."

"จริงๆ แล้ว...??"

"จริงๆ แล้วมันอยากจะอย่างอื่นกับเธอ เหมือนอย่างที่ฉันกำลังทำอยู่นี่"

แม็กนั่มต่อให้ด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบเจ้าเล่ห์

"ไม่มีทาง โปเต้ไม่มีทางทำตัวเหมือนนายหรอก เขา... เขาเป็นคนดีจะตาย นายแค่หาเรื่องใส่ร้ายเขาเพราะนายแค่ไม่ชอบหน้าเขาเท่านั้นแหละ!" ฉันตะคอกใส่แล้วยืนท้าวสะเอวใส่เขา หมอนั่นเลิกคิ้ว อมยิ้มบางในขณะที่ฉันยังคงพูดต่อ "รู้ไว้นะว่าโลกนี้น่ะไม่มีใครร้ายกาจได้เท่านายหรอก!"

"แปลว่าเธอยังรู้จักโลกนี้น้อยไป น้อยไปมากด้วย" แม็กนั่มว่าแล้วหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะเหลือบสายตาคมกริบมามองฉันอย่างเคร่งเครียดและจริงจัง "ยังไงก็ช่าง อย่าไปยุ่งกับไอ้เวรนั่นอีก ไม่ว่าจะคุยหรือทำอะไรก็ตาม ถ้าเธอจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับไอ้เวรนั่น เธอต้องมั่นใจว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย"

...”

จำไว้ซะว่าฉันไม่ชอบใช้ของร่วมกับใคร ดังนั้นเธอต้องทำตามที่ฉันบอกทุกคำพูด"

เขาออกคำสั่งเรียบๆ แต่เป็นคำสั่งที่ทำให้อุณหภูมิหัวของฉันพุ่งปรี๊ดด้วยความหงุดหงิด สรุปไอ้ที่ฉันพยายามอธิบายมายาวเหยียดบานเบอะทั้งหลาย ไอ้งั่งตรงหน้าไม่เข้าใจเลยสักนิดใช่ไหม คำพูดของฉันเข้าหูซ้ายแล้วทะลุออกหูขวาเขาไปหมดหรือยังไง หรือว่าไม่อาจแทรกซึมลงไปในระบบโสตประสาทอันแสนสูงส่งของเขาได้เลยสักนิด???

ออกคำสั่งกับฉัน ทำตัวแย่กับฉัน ฉันไม่ว่า แต่กับคนรอบตัวฉัน คนที่ดีกับฉัน... แบบนั้นฉันยอมไม่ได้!

"...นะ ไหนนายสั่งฉันว่าที่โรงเรียนเราต้องไม่รู้จักกันไง! แล้วนายมายุ่งกับเรื่องของฉันก่อนทำไมเล่า! ฉันเกือบจะได้เพื่อนคนแรกในโรงเรียนแล้วด้วยซ้ำหลังจากที่ต้องทนทุกข์ทรมาณกับความไม่มีตัวตนของตัวเองมาตั้งสามปีกว่า แล้วนายก็... นายก็ทิ้งระเบิดตู้มมม! ทุกอย่างพังหมดเลย!" ฉันพ่นคำพูดในใจพรวดออกมาใส่เขาในขณะที่ยืนข้างๆ จอโทรทัศน์อย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่แม้แต่จะกล้ายืนบังเขาอย่างที่ควรจะทำถ้าต้องการเรียกร้องความสนใจจากเขาจริงๆ

บ้าเอ๊ย ถึงขนาดนี้แล้วฉันยังไม่กล้าจะลุกขึ้นยืนหยัดต่อต้านความงั่งของไอ้หมอนี่เลยสักนิด

แม็กนั่มถอนหายใจ วางจอยสติ๊กในมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองฉันที่ยืนท้าวสะเอวมองเขา

"ถูกของเธอที่ฉันสั่งเธอให้ทำ ใช่ ฉันสั่ง แล้วเธอจะทำอะไรได้" เขาว่าแล้วยักไหล่ ยกขาข้างหนึ่งขึ้นนั่งไขว่ห้าง

"หยุดกวนประสาทกันได้แล้ว นายอยากจะเลิกยุ่งกับฉัน ฉันก็ทำให้แล้วไง นายยังจะต้องการอะไรอีก???"

"เธอมากกว่าที่ต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ถ้าแค่อยากจะด่า โทร.มาก็พอมั้ง เบอร์ฉันเธอก็มีอยู่แล้ว"

"ไม่มี! และต้องให้พูดกี่ทีว่าฉันไม่เคยโทร.และจะไม่โทร.หานาย!"

"เหรอ..."

"และไม่เคยรู้จักมักจี่กับนายด้วย ไม่อยากจะรู้จักด้วยเลย!!"

ฉันยืนกำมือแน่นตะคอกใส่แม็กนั่ม หงุดหงิดจนหัวร้อนไปหมด รู้สึกเหมือนไฟสุมอยู่ในอกแต่ไม่อาจจะพ่นใส่หน้าหล่อๆ ของคนตรงหน้าได้ ทั้งที่ฉันโกรธจนจะลุกเป็นไฟขนาดนี้ แม็กนั่มกลับนั่งมองฉันด้วยสีหน้าเรียบอย่างใจเย็นพร้อมกับพยักหน้าหงึกๆ ที่ต่อให้หมาดูก็ยังรู้เลยว่าเขาจงใจกวนฉันตอบกลับมาชัดๆ

"ฉันพาเธอเข้ามาในห้องนี้..."

"อะไร... อะไรของนาย"

"เธอผลักฉันลงนอนบนโซฟาตัวนี้"

"ฉันไม่เคยทำแบบนั้น!"

"เธอจูบฉันที่นี่” แม็กนั่มว่าแล้วชี้ไปที่ต้นคอขาวๆ ของเขา ก่อนจะเลื่อนไปที่หน้าท้อง "และที่นี่ด้วย..."

เขาพูดด้วยสีหน้านิ่งเหมือนทุกอย่างที่ออกมาจากปากเขาช่างปกติธรรมดา ในขณะที่ฉันใบหน้าแดงแปร๊ดด้วยความอาย... นะ นี่มันบัดสีบัดเถลิงที่สุด ฉันกัดริมฝีปากตัวเองด้วยความอาย แทบจะจำใจทนฝืนยืนในห้องนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว ฉันเบือนหน้าหนีสายตาคมเข้มดุดันมองมา ก่อนที่รอยยิ้มเย็นเจ้าเล่ห์จะคลี่ระบายบนริมฝีปากบางอย่างพออกพอใจกับท่าทางที่ฉันแสดงออก

"แล้วเธอก็ปลดกระดุมฉัน... แบบนี้" แม็กนั่มว่าแล้วใช้นิ้วเรียวค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อนักเรียนของตัวเอง

"หยุดเลย!!!" ฉันตะคอกใส่แล้วมองไปรอบๆ อย่างเร่งร้อน ก่อนจะหยิบหนังสือเล่มบางที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วโยนใส่

หมอนั่นเบี่ยงตัวหลบทันแล้วลุกขึ้นยืนรอยยิ้มหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยแววตาเคร่งเครียดและเย็นเยียบที่ชวนให้ขนลุก ฉันผงะ สะดุ้งด้วยความตกใจจนถอยหลังไปชนกับชั้นหนังสือที่อยู่ด้านหลังดังโครม

"แล้วฉันก็จับมือเธอรวบไว้แบบนี้... แล้วเธอก็พยายามดิ้น... แต่ก็ทำได้แค่นั้น" เขาว่าในขณะที่พุ่งเข้ามาประชิดตัว มือข้างหนึ่งรวบข้อมือของฉันไว้แน่นเหนือหัว แผงอกแข็งดันกระแทกเข้ามาอย่างไร้เมตตาจนแผ่นหลังของฉันแนบกับสันหนังสือหนาๆ ด้านหลัง ก่อนรอยยิ้มปีศาจจะกรีดวาดบนใบหน้าของเขาที่โน้มลงมาหา "เพราะฉันไม่ชอบให้ผู้หญิงมีอำนาจเหนือกว่าฉัน..."

"มะ มันก็เรื่องของนาย แล้วฉันก็ไม่มีวันทำแบบนั้นด้วย!!" ฉันตะคอกใส่น้ำเสียงสั่น กลัวจนก้าวขาไม่ออก

มันจะเป็นแบบเมื่อวานอีกแล้วใช่ไหม คราวนี้ฉันผิดเองใช่ไหมที่มาหาให้เขาเชือดถึงห้องแบบนี้

"ดิ้นสิ ฉันไม่ขัดอยู่แล้ว ถ้าเธอคิดจะหนีก็เอาให้เต็มที่..." ใบหน้าของเขาโน้มลงมากระซิบเบาๆ ใส่หู

เพราะคำพูดนั้นทำให้ฉันพยายามจะดึงตัวออกจากพันธนาการที่แน่นหนาของมือทั้งคู่ แต่ไม่อาจที่จะต้านทานเรี่ยวแรงมหาศาลของเขาที่บีบข้อมือไว้ได้เลย ฉันดิ้นสุดแรงเกิด ใส่พลังลงไปเต็มที่ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากความหวังของฉันค่อยๆ ริบหรี่ลงเรื่อยๆ จนพาลให้กำลังใจดับลงไปด้วย ฉันเบือนหน้าหนีใบหน้าร้ายกาจตรงหน้าด้วยดวงตาที่ร้อนผ่าว พูดอะไรไม่ออก

"ทำได้แค่นี้เองเหรอ?" ริมฝีปากบางกระซิบเบาที่ใบหู ฉันขนลุกพรึบทั้งตัว "ดิ้นอีกสิ... เพราะฉันจะเอาคืนเธอให้สาสมเลย"

คำพูดของเขาทำให้ฉันเข่าอ่อน กลลวงอีกแล้ว กับดักอีกแล้ว กี่ครั้งกันที่ฉันต้องตกหลุมคนพรรค์นี้

ฉันกัดริมฝีปากตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาที่ทำให้ฉันหนาวๆ ร้อนๆ ที่ต้นคอ

"ฉัน... ฉันต้องทำยังไงนายถึงจะเชื่อว่าฉันไม่ใช่คนที่นายนอนด้วยในคืนนั้น"

"ก็ไม่ต้องทำยังไง" แม็กนั่มว่าแล้วยักไหล่ ฉันกระพริบตามองเขาปริบๆ อย่างงุนงง เขา... เขาเชื่อเหรอ?? แม็กนั่มยิ้มเย็นแล้วมองฉัน ซึ่งบ่งบอกถึงลางไม่ดี "...เพราะมันไม่มีประโยชน์หรอก เหตุผลของเธอนั่นน่ะ อะไรนะ? ตัวเธออีกคนหนึ่งโผล่มางั้นเหรอ เธอคิดว่าตัวเองกำลังแต่งนิยายแฟนตาซีอยู่หรือไง จะฝันก็ไปหลับก่อนเถอะ จะแต่งเรื่องอะไรก็ช่วยทำให้มันน่าเชื่อมากกว่านี้หน่อย เด็กเตรียมอนุบาลยังไม่เชื่อเธอเลย"

เขาพูดในขณะที่ใบหน้าหล่อๆ นั่นห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งนิ้วด้วยซ้ำ ฉันหลับตาปี๋ไม่กล้ามองด้วยความกลัวจนตัวสั่น

"ละ แล้ว... จะต้องให้ฉันทำยังไงนายถึงจะเชื่อว่าฉันไม่ได้มาที่นี่เพราะอยากจะ... อยากจะนอนกับนาย"

ฉันพูดอย่างขลุกขลักในขณะที่เบือนหน้าหลบลมหายใจร้อนๆ ของเขา รู้สึกเหมือนร่างกายปั่นป่วนไปหมด

"ก็ไม่ต้องทำยังไง..."

"ฉะ ฉันสาบานเลย... ฉันไม่เคยนอนกับนาย ฉัน... ไม่เคยมีอะไรกับใครเลยด้วยซ้ำ"

ฉันว่าแล้วเงยหน้าสบตากับเขาเพื่อให้เขารู้ว่าฉันพูดจริง อย่างน้อยสายตาของฉันก็ไม่โกหก ดูเหมือนจะได้ผลเมื่อแม็กนั่มชะงักแล้วมองลึกเข้ามาในนัยน์ตาของฉันแวบหนึ่ง ดวงตาที่ทำให้ฉันขนลุกวูบได้ทั้งตัวเสมอ... ฉันเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความหวั่นใจ ได้โปรด เชื่อฉันเถอะ เชื่อฉัน... ถึงแม้ในมุมมองของนายจะไม่น่าเชื่อเลยสักนิดก็ตามที

"มีแค่ทางเดียวที่จะพิสูจน์ว่าเธอโกหกรึเปล่า..."

คำพูดเย็นชาหลุดออกมาจากริมฝีปากบางของคนตรงหน้าพร้อมกับแววตาที่ไร้หัวใจ ก่อนที่เขาจะจับฉันพลิกตัวหันหน้าเข้าหาชั้นวางหนังสือ หันหลังให้เขา ใบหน้าของฉันซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวสุดขีดในหัวใจเมื่อมือใหญ่วางลงบนต้นขาของฉันจากด้านหลัง เข่าข้างหนึ่งของเขาแยกขาทั้งสองข้างของฉันออกจากกัน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอตลอดเวลาที่มือข้างนั้นไล้ขึ้นมาตามความยาวของขาจนถึงชายกระโปรง ฉันกัดริมฝีปากของตัวเองที่สั่นเทา หันหน้ากลับไปหาเขาและส่ายหน้าให้กับดวงตาที่ไร้ความปรานีคู่นั้นอย่างสิ้นหวังและอ้อนวอนขอ หากแต่เขายิ่งกลับแสยะยิ้มด้วยความพอใจและสอดมือเข้าไปใต้กระโปรงนักเรียนโดยที่ฉันไม่อาจดิ้นหลุด

รอยยิ้มเย็นชาระบายบนริมฝีปากบาง วินาทีนั้นฉันรู้ตัวว่าไม่รอดแน่นอนแล้ว

หัวใจเต้นแรงและหนักหน่วงในหน้าอกจนเจ็บเมื่อนิ้วเรียวสัมผัสเข้ากับต้นขาด้านใน นิ้วที่ร้อนเหมือนแท่งเหล็กลนไฟสัมผัสกับผิวหนังที่ไวต่อความรู้สึกทำให้ฉันสะดุ้งเฮือก ลืมการหายใจไปชั่วขณะ ตัวสั่นเทาในขณะที่นิ้วเรียวค่อยๆ แทรกผ่านเนื้อผ้าบางเข้ามา รุกล้ำเข้าไปภายในส่วนที่ลึกที่สุดและบอบบางที่สุดร่างกาย

วินาทีนั้น ขาทั้งสองข้างของฉันกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แขนขาหนักจนทรงตัวต่อไปไม่ไหว ได้แต่เอนร่างพิงกับแผงอกแข็งด้านหลัง มือทั้งสองข้างของเขาที่เคยรวบฉันไว้ค่อยๆ ปล่อยให้แขนทั้งสองหลุดร่วงลงมา วงแขนกว้างโอบรัดร่างกายที่อ่อนยวบแนบชิดไว้ที่ระดับหน้าอก ก่อนจะค่อยๆ สอดมือเข้าไปในคอเสื้อนักเรียน และกระชากกระดุมสองเม็ดแรกหลุดออกอย่างง่ายดาย นิ้วยาวไล้ตามเนินโค้งลงไปอย่างแข็งกร้าวจนสัมผัสได้ถึงความอัดอั้นภายในร่างกายของเขาที่กำลังถูกปลดปล่อยออกมาจากมือใหญ่ที่บดขยี้อยู่กับผิวเนื้อนุ่มราวกับต้องการทำลายให้ฉันกลายเป็นผุยผง

เจ็บ...” ฉันร้องออกมาเสียงเบา แทบจะไม่เป็นคำพูด “ฉันเจ็บ...”

แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ยิน หรือไม่... เสียงร้องขอด้วยความเจ็บปวดของฉันอาจจะเป็นสิ่งที่เขาอยากได้ยินซะด้วยซ้ำ

ความเจ็บปวดยังคงอยู่ เมื่อมือร้อนผ่าวอีกข้างที่เกาะกุมส่วนล่างไว้ค่อยๆ เบียดแทรกผ่านเข้ามาจนถึงผิวหนังภายใต้เนื้อผ้าในที่สุด และมันคือปราการชิ้นสุดท้ายที่กางกั้น ร่างกายของฉันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวที่ครอบคลุมทั่วทั้งหัวใจ รู้สึกราวกับฟ้าผ่าลงกลางหัวใจเมื่อนิ้วเรียวค่อยๆ สอดแทรกเข้ามาผ่านทางรอยแยกที่เปียกชื้น ก้อนเนื้อในหน้าอกบีบตัวอย่างรุนแรงจนฉันไม่อาจจะทานทนเก็บความรู้สึกนี้ไว้ได้จนต้องเปล่งเสียงร้องออกมาดังขึ้นเมื่อนิ้วที่ร้อนวาบค่อยๆ กดจมเข้าไปในร่างกาย

ครืด...

เสียงโทรศัพท์ของแม็กนั่มในกระเป๋ากางเกงของหมอนั่นสั่น เขาหลับตาลงด้วยความหงุดหงิด

แวบหนึ่งฉันคิดว่าฉันรอดแล้ว ทว่าหมอนั่นกลับไม่สนใจแล้วหันมาหาฉันอีกครั้ง

ครืด...

โทรศัพท์ของเขายังคงสั่นต่อไปในกระเป๋ากางเกง แม็กนั่มกัดฟันกรอดจนกรามขึ้นเป็นสัน มือข้างที่จับหน้าอกของฉันผละออกก่อนจะล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูโดยที่มืออีกข้างยังคงไว้ที่ตำแหน่งเดิม หากแต่อะไรบางอย่างบนหน้าจอทำให้เขาหยุดชะงักแล้วมองหน้าฉันสลับกับจอโทรศัพท์ แล้วกลับมามองหน้าฉันอีกรอบ นิ้วเรียวยาวที่สั่นเทาของเขากดรับสายพร้อมกับเปิดลำโพงโทรศัพท์ในขณะที่ดวงตาทั้งคู่ยังจ้องเขม็งที่ฉันนิ่ง

ฉันอ้าปากค้างด้วยความงุนงงในการกระทำของเขา

ทำไมแม็กนั่มจะต้องอยากให้ฉันได้ยินด้วยล่ะว่าเขากำลังคุยกับใคร...

"ไง..." เสียงนั้นพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย "ไหนว่ามึงไม่นอนกับผู้หญิงซ้ำสองไง เสือถูกถอดเล็บแล้วเหรอวะ"

ฉันมองหน้าเขานิ่ง หัวใจเต้นเต้นหนึบอย่างเจ็บปวดเมื่อเริ่มจะนึกออกลางๆ ว่าคนที่อยู่ปลายสายเป็นใคร

โปเต้...

แม็กนั่มใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากของฉันไว้แล้วส่งสัญญาณให้ฉันฟังคนในสายต่อ

"กูแค่โทร.มาบอกมึงว่าแผนปั่นหัวของมึงไม่ได้ผลหรอก"

"..."

"ตอนนี้จันทร์เจ้าอยู่กับกูแล้ว..."

โปเต้พูดจบ แม็กนั่มมองฉันเหมือนเห็นผี










รู้เรื่องนะแม็กนั่ม...

รู้เรื่องงงงงงงงงงงงงงงงง

แกแอบทำไรน้องงงงงงงงงงงงงง หยุดเดี๋ยวนี้ ทำมาเป็นบอกว่าเกลียดงั้นงี้ ไม่ชอบหน้า ไม่สนใจ ไม่นอนกับใครซ้ำสอง ปากด่าสารพัด แหมๆๆๆๆ อยากจะแหมไปถึงดาวเสาร์จ้าาาาาา ปากด่าก็ด่าไป แต่มือแกทำอีกอย่างไปแล้วอะ ต่อจากนี้ต่อให้ด่าจันทร์เจ้าปาวๆ ใครจะไปเชื่อจ๊ะแหมมมมม อิอิ มีความหมั่นไส้เบาๆ

และใช่ค่ะ แม็กนั่มอยากเข้าเดอะแก๊ง แต่กระดูกชิ้นใหญ่สุดที่ขวางคอตอนนี้น่าจะเป็น... จันทร์เจ้า ?

จริงๆ แล้วแม็กนั่มมีคุณสมบัติทุกประกาศที่จะเข้าแก๊งเลยนะ 5555 หล่อ รวย สันดานเสีย เมียเยอะ 55555555555 เอ๊ะอันหลังนี่ไม่ค่อยแน่ใจ แต่สันดานเสียๆ นี่พบได้ทั่วไปในเดอะแก๊ง ขนาดคนที่เหมือนจะดีอย่างเจ็ทก็ไม่ได้ดีเลยสักนิสสสส บางทีคุณแม็กนั่มอาจจะเป็นพวกร้ายแต่เปลือกก็ได้ ? (หรือร้ายจริงก็ไม่รู้ 555)

ส่วนเรื่องที่ว่าแม็กนั่มอยากเข้าไปแทนใคร ติดตามกันต่อน้าาาาาาาาาาา


ขอบคุณมากๆ ค่ะ สำหรับทุกคอมเม้นและกำลังใจที่ช่วยเติมแรงในการปั่น 

ปลื้มปริ่มมาก หวังว่าจะชอบเรื่องนี้นะคะ <3

Decaffeine



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #28 nyvanida0324 (@nyvanida0324) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 21:28
    ชอบมากกกก แต่งได้ดีมากเลย ติดตามอยู่นะค่ะ
    #28
    1
    • #28-1 Decaffeine (@caffeine13) (จากตอนที่ 6)
      8 พฤศจิกายน 2561 / 21:28
      ขอบคุณมากๆ เลยน้าาาาาา
      #28-1
  2. #26 zerer (@zerer) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 00:44
    แหวกแนวดี ชอบบบ
    #26
    1
    • #26-1 Decaffeine (@caffeine13) (จากตอนที่ 6)
      3 พฤศจิกายน 2561 / 21:26
      เย้ๆ ขอบคุณน้าาาา
      #26-1
  3. #25 S@DA (@sin4) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 / 23:04
    จันทร์เจ้าจะแต่งสวยยังไงก็ได้ แต่จะเสี่ยงเสียตัววันละสามมื้อก่อนอาหารแบบนี้ไม่ได้
    #25
    1
    • #25-1 Decaffeine (@caffeine13) (จากตอนที่ 6)
      3 พฤศจิกายน 2561 / 21:26
      555555555 ต้องคอยดูว่าจะรอดไปได้สักกี่น้ำ
      #25-1
  4. #24 Be Yah (@xvalya_8) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 / 19:49
    พอรู้ว่าจันทร์เจ้ามี 2 คน แม็กนั่มจะทำไงละทีนี้ เดาเลยน่าจะอยากเข้าเดอะแก๊งไปแทนฟรอสอะนะ
    #24
    0
  5. #22 iam0912 (@apichaya3344) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 / 18:01
    ชอบมากกก ติดตามค่า
    #22
    0