[The Gang #9] The Dark Side of the Moon : พระจันทร์ด้านมืด

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,514 Views

  • 93 Comments

  • 147 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    46

    Overall
    2,514

ตอนที่ 3 : Psychosomatic [ ประสาทกิน ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 315
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    28 ต.ค. 61


บทที่ 2

Psychosomatic

สมองของฉันมึนตื้อไปหมดในขณะที่รถพุ่งไปข้างด้วยความเร็วสูงจนภาพรอบข้างกลายเป็นเพียงเงาเบลอๆ เขียวๆ ของถนนริมขอบทางหลวงมุ่งเข้าเมือง ฉันงงเหลือเกินกับความหลงตัวเองของผู้ชายตรงหน้า ทำไมเขาถึงคิดว่าเพราะเขาหล่อ(มากๆ) แล้วผู้หญิงทุกคนต้องอยากจะนอนกับเขาล่ะ บ้าไปแล้วเหรอ ปากหมาขนาดนี้ ต่อให้หล่อขนาดไหนฉันก็ไม่ยอมแม้แต่จะถลกกระโปรงให้ดูหรอก คิดว่าผู้หญิงทุกคนจะต้องหลงหน้าหล่อๆ ของนายหรือไง ประสาท

"ขอพูดให้เคลียร์เลยนะ ฉันไม่ยอมมีอะไรกับนายแน่นอน" ฉันว่าแล้วหันไปมองเขาด้วยสายตาหงุดหงิด

ดวงตาดุจ้องตอบแล้วเลิกคิ้ว ริมฝีปากบางกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็นน่ากลัว มือข้างหนึ่งเสยผมเบาๆ

...แต่เขาไม่พูดอะไรต่อสักนิด ทิ้งให้ฉันยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่แต่ทำอะไรไม่ได้ ทั้งยังสั่นด้วยความกลัว

แม็กนั่มหักเลี้ยวเข้าคอนโดฯ หรูแห่งหนึ่งในย่านใจกลางเมือง ก่อนจะจอดรถไว้ที่หน้าคอนโดฯ แล้วเปิดประตูเดินออกไปเลยโดยที่ิทิ้งให้รถจอดพร้อมกับกุญแจเสียบคาอยู่อย่างนั้น วินาทีต่อมาฉันถึงร้องอ๋อในใจเมื่อพนักงานคนหนึ่งของคอนโดฯ วิ่งออกมาแล้วนั่งแทนแม็กนั่มบนเบาะที่นั่งคนขับ ฉันรีบเปิดประตูแล้ววิ่งลงไปหาหมอนั่นอย่างไม่มีทางเลือก

ดวงตาดุมองฉัน พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยาะๆ

"ไหนว่าไม่ได้อยาก แล้วลงตามมาทำไม?" เขาถามแล้วหันหลังให้ สาวเท้าเดินอย่างรวดเร็วเข้าไปในคอนโดฯ

"ถ้าไม่ตามนายลงมาแล้วจะให้ฉันไปหาความจริงหมาที่ไหนอีกล่ะ!" ฉันแหวใส่แล้วยืนกอดอก ใจสั่นรัวไปหมด

นะ นะ นี่ฉันยืนอยู่หน้าคอนโดฯ ของผู้ชาย ทะ ทะ ทั้งๆ ที่เขาบอกว่าจะ จะ...

แม็กนั่มไม่พูดต่อ เขาสาวเท้าเดินต่อเข้าไปในลิฟต์ ทิ้งให้ฉันไม่เหลือตัวเลือกอื่นนอกจากเดินตามเขาไป ทันทีที่เท้าเหยียบเข้าไปในลิฟต์ สติของฉันปะทุเปรี๊ยะขึ้นมาแล้วด่าฉันในใจว่าทำไมฉันถึงไม่วิ่งออกมาแล้วเรียกแท๊กซี่กลับหอพักไปซะ แต่นั่นก็สายไปแล้ว ลิฟต์แก้วพุ่งขึ้นตามชั้นสูงของคอนโดฯ ใจกลางเมืองอย่างน่าเวียนหัวเมื่อมองลงไปยังวิวด้านล่างใต้ฝ่าเท้า

"แล้วเธอก็ตามฉันมาที่ห้องด้วย" แม็กนั่มว่าแล้วดูนาฬิกาข้อมือ พอดีกับลิฟต์ส่วนตัวที่เปิดออก หมอนั่นเดินนำออกไป

ไอ้เท้าเจ้ากรรมของฉันก็เดินตามเขาไปด้วย แต่ถ้าไม่เดินตามจะให้ทำยังไงเล่า จะให้กระโดดตึกลงไปเลยเหรอ ตลก

"ฉันจะกลับ!!" ฉันตะโกนใส่แผ่นหลังของเขาแล้วหยุดยืนนิ่ง กำมือที่สั่นไว้แน่น "พาฉันกลับไปส่งเดี๋ยวนี้เลยนะ!!"

"แล้วพรุ่งนี้เธอก็จะวิ่งตามฉันที่โรงเรียนอีกงั้นเหรอ ไม่เอาด้วยหรอก น่ารำคาญเป็นบ้า" หมอนั่นว่าแล้วยิ้มเยาะ ทาบคีย์การ์ดกับประตูห้องแล้วเปิดประตูเดินเข้าไป ทิ้งให้ฉันยืนงงอยู่หน้าห้อง ก่อนที่หมอนั่นจะโผล่ออกมาอีกรอบด้วยสีหน้ากวนอารมณ์ ยักคิ้วให้แล้วยักไหล่ตามเมื่อเห็นฉันยังคงยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงหน้าห้อง "งั้นก็โอเค เชิญเธอหาทางกลับเองให้ได้ก็แล้วกัน"

เออ ได้สิ ไม่ใช่เด็กห้าขวบหลงทางนะเฟ้ยที่จะโดนทิ้งแล้วร้องไห้กลับบ้านไม่ได้ ฉันกำลังจะหมุนตัวกลับ ทว่า...

มือขาวๆ ของหมอนั่นยื่นออกมาจากบานประตู พร้อมกับกระเป๋าเงินของฉันที่จำได้ว่ามันเคยอยู่ในกระเป๋ากระโปรงของฉัน

 

"นายมันทุเรศที่สุด"

"ฉันถือว่าเป็นคำชมแล้วกัน"

แม็กนั่มหันไปปิดประตูห้องทันทีหลังจากที่ฉันเดินเข้าไปในคอนโดฯ ของเขาแล้ว วินาทีที่ฉันเหยียบย่างเท้าเข้าไปข้างในนั้น สัมผัสของความแพงระยับพุ่งเข้ากระแทกใจจนขนลุกในความรวยเกินไปของเขา พื้นทั้งห้องปูด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาดเช่นเดียวกับพื้นผิวของเคาน์เตอร์ โต๊ะต่างๆ ในคอนโดฯ ที่ควรจะถูกเรียกว่าเป็นคฤหาสน์ลอยฟ้ามากกว่าในขณะนี้ เพดานเหนือหัวสูงชะลูดอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเพียงห้องที่อยู่ภายในตึก ภายในทั้งหมดตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่หรูหราในโทนสีขาวดำ ฉันอ้าปากค้างในขณะที่ชื่นชมความงามของห้องเขา แล้วตัดภาพไปที่ห้องเช่าของฉันที่ช่างไร้รสนิยมสิ้นดี

สายตาของฉันสะดุดเข้ากับเปียโนขนาดใหญ่ยักษ์สีขาวที่ติดกับหน้าต่างบานใหญ่รับแสงจากภายนอก

"นายเล่นเปียโนด้วยเหรอ?" ฉันถามแล้วมองแม็กนั่ม แล้วก็ต้องกรี๊ดออกมาด้วยความตกใจ "นะ นะ นายจะทำบ้าอะไร๊!!!"

แม็กนั่มปลดกระดุมเสื้อนักเรียนออกแล้วโยนทิ้งไว้บนพื้นในขณะที่เดิมเข้ามาหาฉันพร้อมกับร่างกายท่อนบนที่เปล่าเปลือย ฉันถอยหลังกรูดด้วยความตกใจ ใบหน้าแดงแปร๊ดทันทีอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม แม้พยายามจะไม่มองแต่ก็อดมองกล้ามเนื้อหน้าท้องซิกส์แพ็คของคนตรงหน้าไม่ได้เลย จากเดิมที่หน้าตามบรมโคตรหล่ออยู่แล้วยิ่งหล่อขึ้นอีกมหาศาลหลายเท่าตัวจนฉันอยากจะร้องไห้ แล้วกระโดดลงไปตายด้านล่างซะให้จบกันเสียทีกับความน่าอับอายนี้

"เธอรู้ใช่ไหมว่าต่อให้ถอยต่อไปสุดท้ายเธอก็จนมุมฉันอยู่ดี" แม็กนั่มว่าอย่างเย็นชาแล้วมองฉันที่ยืนขาสั่นพั่บๆ ตรงหน้า

"แล้วนายจะให้ฉันวิ่งเข้าไปหานายรึไง!!!" ฉันตะคอกใส่ ใบหน้าร้อนวาบ พยายามเบือนสายตามองไปทางอื่น ไม่เอา ไม่มอง

"ยอมรับความจริงแล้วรีบๆ ทำให้มันจบๆ ไปเหอะ ฉันมีนัดกับเพื่อน" แม็กนั่มว่าแล้วดูนาฬิกาข้อมือ เงยหน้ามองฉันตรงหน้าด้วยแววตาหงุดหงิดปนรำคาญที่เห็นฉันต่อต้านแบบนี้ ริมฝีปากบางพูดต่อ "แล้วอีกอย่าง เรื่องเปียโนนั่น เธอก็ถามไปแล้วเมื่อคืน จะถามอีกทำไม... รู้ไหมว่ามันน่ารำคาญแค่ไหนที่ต้องบอกเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ"

"ฉัน-ไม่-เคย-เจอ-กับ-นาย" ฉันพูดเน้นทีละคำชัดๆ ก่อนที่หลังจะชนกับกระจกหน้าต่างบานยักษ์ "ต้องให้พูดอีกครั้ง??"

"ฉันเกลียดที่จะต้องพูดเป็นครั้งที่สอง แต่ฉันชอบเวลาเธอใช้ปากทำอย่างอื่นมากกว่า"

เพียะ!

แม้กระทั่งฉันเองก็ตกใจ มือข้างหนึ่งกุมมือข้างที่ฟาดใบหน้าของเขาไว้แน่น ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างด้วยความตกใจ ปากอ้าค้างพูดอะไรไม่ออกอยู่หลายนาที แม้กระทั่งคนตรงหน้าก็ยังยืนนิ่งไปตามทิศทางที่มือของฉันฟาดลงไป ก่อนที่นิ้วเรียวจะค่อยๆ ไล้ขึ้นไปจับแก้มขาวที่เริ่มเห็นเป็นรอยนิ้วมือแดงๆ ปรากฏขึ้น สติของฉันเริ่มกลับมาอีกครั้งในอีกหลายนาทีให้หลัง

"ขะ ขอโทษ..." ฉันว่าแล้วเอื้อมมือไปหาเขาด้วยความรู้สึกผิดอย่างไม่รู้ตัว ฉัน ฉันไม่เคยคิดจะทำร้ายนายเลยนะ แค่...

แม็กนั่มคว้าข้อมือของฉันไว้แล้วบีบแน่นจนเจ็บ เขาโกรธแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยสักนิด

มือข้างนั้นของฉันที่เกือบจะแตะใบหน้าของเขาอยู่ในกำมือของนิ้วมือเรียวยาว ดวงตาทั้งสองจ้องมองเขม็งด้วยความโกรธจัดอยู่ตรงหน้า แสงอาทิตย์ยามเย็นตกกระทบกับใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้ายิ่งช่วยส่งให้ดูดีจนลืมหายใจไปอีกขั้นหนึ่ง ฉันเกลียดตัวเองเหลือเกินที่ทั้งๆ ที่เขาโกรธจนแทบจะกินหัวฉันได้อยู่แล้ว แต่ไอ้สมองไม่รักดีของฉันดันกำลังชื่นชมความงามของเขาอยู่ซะอย่างนั้น ทั้งที่ขาทั้งสองข้างของฉันสั่นพั่บๆ ด้วยความกลัว ทั้งที่ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มร้อนผ่าว แต่ฉันไม่อาจละสายตาจากเขาได้เลย

"เธอ..."

"ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้..."

"เลิกปั่นหัวฉันได้แล้ว!!!"

แม็กนั่มตะคอกเสียงดังใส่ฉันจนสาบานได้ว่ากระจกด้านหลังสั่นตามคลื่นเสียง ฉันพยายามหดตัวเองให้เล็กที่สุดด้วยความหวาดวะแวงคนตรงหน้า มือที่บีบข้อมือของฉันยิ่งบีบแรงขึ้นจนเจ็บ ดวงตาทั้งสองข้างไม่กล้าสบตามองเขา อะไรกันเนี่ย ตลอดชีวิต ฉันไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนแย่เท่าเขามาก่อน นอกจากหน้าหล่อๆ แล้ว เขาก็ไม่มีอะไรดีเลยสักนิดเดียว

"ฉันไม่รู้ว่านายพูดเรื่องอะไร..." ฉันตัดสินใจพูดขึ้นเสียงเบา ไม่กล้ามองหน้า "แต่ฉันไม่รู้เรื่อง ฉันไม่เคยเจอนาย ไม่..."

"หยุดพูดได้แล้ว น่ารำคาญ"

แม็กนั่มตะคอกใส่หน้าฉันอีกครั้ง พร้อมกับเหวี่ยงตัวฉันให้หันหน้าออกไปทางกระจกหน้าต่างที่สูงตั้งแต่เพดานจรดพื้น ภาพวิวกรุงเทพฯ จากมุมสูงชะลูดตรงหน้าชวนให้คลื่นไส้เมื่อมองลงไปด้านล่าง มือแข็งกดคอของฉันให้ใบหน้าแนบติดกับแผ่นกระจกเย็นๆ ลมหายใจของฉันที่เป่ารดบนพื้นเงาวับเกิดเป็นหมอกวงเล็กๆ ตามจังหวะการหายใจที่ถี่รัว

"ฉันไม่เคยมาที่นี่! สาบานได้!" ฉันรีบพูดในขณะที่ยังพูดได้ แต่คนข้างหลังดูเหมือนจะไม่ใส่ใจเลยสักนิด

มือข้างหนึ่งของเขารวบผมของฉันไว้ในมือ ก่อนที่ลมหายใจร้อนจะปะทะเข้ากับต้นคอด้านหลัง ฉันสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจกลัว ไม่เคยมีใครกล้าทำอุกอาจกับฉันแบบนี้มาก่อนในชีวิต ก่อนที่สัมผัสร้อนแรงจะประทับลงบนต้นคออย่างรุนแรงและดุดันราวกับสัตว์ป่ากำลังหิวโหย ฉันได้แต่ยืนช็อคด้วยความตกใจไปเกือบนาทีก่อนจะเริ่มออกแรงดิ้นสุดชีวิตเท่าที่จะทำได้ในขณะที่ริมฝีปากนั้นรุกล้ำบนผิวกายลงมาอีกเป็นครั้งที่สอง ความรู้สึกแปลกๆ ปนกับเจ็บแผ่กระจายไปทั่วทั้งตัวโดยเริ่มจากต้นคอจุดนั้นที่ริมฝีปากของเขาสัมผัสฉันก่อน

"ไม่ได้นะ!!!" ฉันพยายามร้องห้าม แต่มือข้างหนึ่งของแม็กนั่มเอื้อมมาปิดปากของฉันไว้แน่นจนได้แต่ส่งเสียงอู้อี้

ฉันกลัว หัวใจเต้นถี่รัวรุนแรงจนแทบจะระเบิด ขาสั่นจนแทบจะยืนไม่ไหว ฉันกลัวเขา... ไม่ไหวแล้ว ทนไม่ไหวแล้ว

น้ำตาของฉันไหลออกมาหยดหนึ่งทั้งที่พยายามกลั้นแล้ว เพราะน้ำตาของฉันคงไม่สามารถสะกิดใจคนตรงหน้าได้หรอก คนทุเรศไร้หัวใจขนาดนี้มีเหรอจะอ่อนไหวเพราะน้ำตาแค่หยดเดียว ฉันกัดริมฝีปากตัวเองแน่นไม่ให้ส่งเสียงสะอื้นออกมาในขณะที่คนด้านหลังเริ่มเอื้อมมืออีกข้างที่ไม่ได้ปิดปากของฉันมาด้านหน้าแล้วปลดกระดุมเสื้อนักเรียนของฉันออก

ฉันสะบัดตัว ส่ายหน้า พยายามดิ้นหนีจนน้ำตาร่วงเผาะออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

"เธอ... ร้องไห้?" แม็กนั่มชะงัก หยุดการกระทำแล้วถามขึ้นอย่างงุนงง

"ปล่อยฉัน..." ฉันว่าเสียงสั่นเมื่อเขาหยุด "ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!!"

"ฉัน..."

"ไปตายที่ไหนไปเลย ไอ้ทุเรศ หน้าตัวเมีย!!"

 

ฉันวิ่งหนีออกมาจากห้องของแม็กนั่มโดยที่ไม่ลืมจะคว้ากระเป๋าเงินออกมาด้วย ทั้งยามและพนักงานของคอนโดฯ มองตามหลังฉันด้วยความประหลาดใจที่วิ่งออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม กว่าจะรู้ตัวอีกที เท้าเปลือยเปล่าทั้งสองข้างก็พาฉันมาหยุดอยู่ในซอยแปลกๆ ที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ท้องฟ้าด้านบนเริ่มมืดลงแล้ว และฉันก็อยู่ในส่วนไหนก็ไม่รู้ของกรุงเทพฯ

สายตาของฉันส่ายมองซ้ายขวาสลับกันด้วยความหวาดกลัว กลัวว่าหนีเสือมาปะจระเข้ หรืออาจจะร้ายกว่านั้น

"หลงทางเหรอครับคนสวย?"

มือข้างหนึ่งวางแตะลงบนไหล่ของฉันพร้อมกับยิงคำถามใส่ ผู้ชายท่าทางใจดีอายุไม่ห่างกับฉันมากนักคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า ฉันสะดุ้งเฮือกแล้วกระโดดหนีถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความกลัวที่ยังคงฝังลึกตั้งแต่เมื่อครู่นี้ หัวใจเต้นตึกตัก ใบหน้าเริ่มถอดสีและพูดไม่ออก ทำไมฉันช่างขี้ขลาดขนาดนี้นะ แบบนี้เขาก็รู้กันหมดสิว่าฉันกลัวจนขี้แทบไหล

"ปะ เปล่าค่ะ" ฉันว่าแล้วส่ายหน้า "พอดีฉันมาเยี่ยมเพื่อนที่นี่"

"เพื่อนชื่ออะไรเหรอ ฉันรู้จักทุกคนในซอยนี้นะ เผื่อฉันจะช่วยได้"

"ฉัน... กำลังจะกลับแล้วค่ะ" ฉันว่าแล้วหันหลังรีบสาวเท้าเดินออกไปให้ห่างจากเขา

"เดี๋ยวนะ เธอกำลังเข้าไปในซอยนะ แล้วซอยมันก็ตันด้วย ให้ฉัน..."

"ไปบ้านฉันดีกว่า"

อีกเสียงดังขึ้น ต้นคอของฉันเย็นวาบด้วยความกลัว นี่ไง ไอ้ที่บอกว่าหนีเสือปะจระเข้ สมพรปากไหมล่ะจันทร์เจ้า ฉันกำมือแน่นแล้วค่อยๆ หันหลังไปมองเจ้าของเสียงที่สองด้วยสีหน้าที่ซีดเผือดเหมือนกระดาษ แล้วก็ต้องตกใจยิ่งกว่าเมื่อพบว่าพวกมันไม่ได้มีแค่สองคน ฉันแทบจะเป็นลมเมื่อเห็นผู้ชายตัวโตสูงชะลูดห้าคนโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ยืนมองฉันด้วยสีหน้าขบขัน

"ทำตัวเป็นคนดีมากๆ หมาตัวอื่นถึงคาบไปแดกหมดไง" ผู้ชายคนที่สองหันไปว่าเพื่อน "ไง เธอ ไปกินขนมกันหน่อยไหม"

ฉันส่ายหน้ารัวๆ ในทันทีแทนคำปฏิเสธ กลัวจนพูดไม่ออก กลัวจนแม้แต่จะก้าวขาวิ่งยังทำไม่ได้ ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ

"ไปหน่อยน่า เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง" ชายคนที่สามว่าแล้วก้าวเข้ามาข้างหน้าแล้วมองฉันด้วยแววตาเจ้าเล่ห์หื่นกาม

"หูหนวกกันทั้งห้าคนเลยหรือไง?? ผู้หญิงบอกว่าไม่ก็คือไม่สิ"

เสียงสวรรค์จากไหนก็ไม่รู้ดังขึ้นช่วยชีวิตฉันไว้ ผู้ชายทั้งห้าหันไปมองด้วยความตกใจที่ใครก็ไม่รู้กล้าเหยียดหยามพวกเขาถึงถิ่น ฉันกลืนน้ำลายเอื๊อกด้วยความรู้สึกทะแม่งๆ เพราะเสียงนั้นคือเสียงผู้หญิง เสียงผู้หญิงที่คุ้นเคย คุ้นมาก... มากชนิดที่ว่าได้ยินมาตลอดทั้งชีวิต... ได้ยินทุกครั้งที่ฉันอ้าปากพูด... ใช่ เสียงของฉันเอง

ผู้หญิงคนหนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืดของซอย พวกผู้ชายมองฉันกับเธอคนนั้นสลับกันอย่างงุนงง

มะ ไม่ได้ฝันไปแน่น... ฉันกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในอุ้งมือ ความเจ็บทำให้รู้ว่าฉันไม่ได้กำลังฝันหรือตายไปแล้วแน่นอน ตาโตเบิกกว้างมองคนตรงหน้าด้วยความตกใจยิ่งกว่าผู้ชายทั้งห้าคนพวกนี้ ฉัน... ฉันอีกคนโผล่ออกมาอีกแล้ว ฉันอีกคนที่ไม่ใช่ฉัน ฉันที่เคยคิดว่าเป็นแค่ความฝัน แต่มันคือความจริง

"ฉันมารับเธอกลับหอ" ร่างนั้นหันมาบอกฉันด้วยสีหน้านิ่ง น้ำเสียงทรงพลังอย่างที่ฉันไม่มีวันจะทำได้ แม้ภายนอกเธอจะเหมือนฉันทุกอย่างราวกับ copy แล้ว paste ด้วยคอมพิวเตอร์ แต่ภายในนั้น ลึกๆ แล้วฉันสัมผัสได้ว่าไม่มีอะไรที่ยัยนี่เหมือนกันกับฉันเลยสักนิดเดียว "...ส่วนพวกนายหมดประโยชน์แล้ว จะไปไหนก็ไป ยัยนี่ไม่ต้องการความช่วยเหลือแล้ว"

ผู้ชายทั้งห้าคนมองหน้ากันอย่างทำอะไรไม่ถูก

"เอ่อ..."

"พวกนายจะไปเองหรือจะให้ฉันอุ้มไปส่งที่บ้าน?"

เดี๋ยวๆๆๆ ไอ้บทพูดแสนจะมาดแมนแฮนด์ซั่มนั่นมันอะไรกัน

พวกผู้ชายมองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนจะวิ่งปรู๊ดหายเข้าไปในซอยลึก ตัวฉันอีกคนหันมามองหน้าฉันอย่างเวทนาแล้วส่ายหน้าเบาๆ อย่างรำคาญใจราวกับว่าฉันเพิ่งจะทำให้ยัยนั่นเดือดร้อน ทั้งที่ยัยนั่นเป็นคนทำให้ฉันเดือดร้อนมากกว่าซะอีก ฉันกำมือแน่น สมองปั่นป่วนไปหมด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเริ่มพูดยังไงดี สรุปยัยนี่เป็นใคร ยัยนี่คือฉันงั้นเหรอ ถ้ายัยนี่เป็นฉัน แล้วฉันเป็นใคร โอ๊ย

"อย่าโง่นักได้ไหม?" ยัยนั่นถามแล้วถอนหายใจ กลอกตา ยืนท้าวสะเอว "...ฉันช่วยเพราะฉันไม่อยากให้ร่างกายของเธอต้องเกลือกกลั้วกับไอ้สวะขยะชั้นต่ำพวกนี้หรอกนะ จะนอนกับใครก็เลือกพวกที่มีหัวนอนปลายเท้าหน่อยแล้วกัน และฉันมาช่วยเธอไม่ได้ทุกครั้งหรอกนะ ไปล่ะ"

"เดี๋ยว เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งไป!" ฉันร้องทักขึ้นทันทีที่ยัยนั่นหันหลังเดินหนี "แล้ว... แล้วฉันจะกลับยังไง???"

ยัยนั่นหันมามองฉันด้วยสายตาที่สื่อความหมายได้ว่าไม่ใช่ธุระกงการอะไรของยัยนั่นแล้วเดินต่อ

ฉันได้แต่ยืนอึ้ง มันช่างน่าแปลกประหลาดที่ได้เห็นตัวเองจากด้านหลังเดินจากไป

ฉันยืนมองร่างของตัวเองที่เดินหายไป จนกระทั่งเสียงล้อรถบดกับพื้นถนนเรียกสติของฉันให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

รถสปอร์ตสีดำเงาวาววับคันเดิมที่คุ้นตาที่ฉันนั่งมาจากโรงเรียนจอดเทียบบนถนนข้างๆ ฉัน เสียงเพลงดังกระหึ่มภายในรถลอดออกมาเมื่อเจ้าของรถเปิดกระจกติดฟิล์มดำออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อๆ ปนหงุดหงิดของเจ้าของรถที่นั่งอยู่ข้างในนั้น ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาปกปิดอยู่ภายใต้แมสสีดำ เขาไม่พูดอะไรนอกจากมองหน้า แก้มขาวๆ ที่โผล่ออกมาจากแมสปิดหน้าสีดำยังคงมีรอยมือสีแดงของฉันประทับอยู่ แม็กนั่ม... ไอ้เสือทุเรศที่ฉันวิ่งหนีออกมาจนปะเข้ากับจระเข้ห้าตัวเมื่อกี้นี้ เพราะความงุนงงฉันจึงได้แต่กระพริบตาปริบๆ มองเขา คำถามมากมายปะทุขึ้นในหัว

"เธอมีเบอร์ฉันได้ยังไง?"

"หา..."

"เธอโทร.มาหาฉันแล้วขอให้ฉันมาช่วย" แม็กนั่มทำท่ารำคาญแล้วเอามือท้าวคางกับขอบหน้าต่างรถ

"นายพูดเรื่องอะไร?" ฉันถามอีกครั้ง สาบานได้ว่ายังไม่ได้แตะโทรศัพท์มือถือเลยสักนิดตั้งแต่หนีออกมา

"เธอนี่มัน... ให้ตายเถอะ จะยืนบริจาคเลือดให้ยุงอีกนานไหม ขึ้นรถมาได้แล้ว" แม็กนั่มว่าแล้วกระดิกนิ้วเรียก

"อืม... ไม่ดีกว่า"

ฉันว่าแล้วส่ายหน้าก่อนจะรีบสาวเท้าเดินหนี ใครมันจะบ้าขึ้นรถคนที่เกือบจะ... ทำแบบนั้นกับฉัน

ในขณะที่ฉันพยายามเดินหนีออกไปให้ไกลจากแม็กนั่มที่จอดรถอยู่ด้านหลัง เสียงเครื่องยนต์ยิ่งใกล้เข้ามาอีก หมอนั่นหักเลี้ยวเข้ามาขวางทางเดินของฉันไว้ก่อนจะเปิดประตูแล้วก้าวยาวๆ เข้ามาหาฉัน ร่างสูงยืนดักหน้าฉันไว้ ก่อนจะถอนหายใจแล้วจ้องฉันเขม็งราวกับว่าจะบังคับให้ฉันขึ้นรถไปกับเขา ใครมันจะโง่ขึ้นไปอีกล่ะ ครั้งล่าสุดที่ฉันขึ้นรถไปกับนาย ฉันเกือบจะโดนนายทำอะไรต่อมิอะไร ถึงฉันจะเด๋อๆ ด๋าๆ แต่ก็ไม่ได้โง่นะ ไอ้คนบ้า

"ไม่ไปดีๆ ใช่ไหม?" เขาถามแล้วเลิกคิ้วมอง

ฉันส่ายหน้าแล้วรีบเดินหนีทันที ไม่อยากจะยุ่งด้วยแล้ว

มือที่แข็งแกร่งรวบตัวฉันไว้จากด้านหลังแล้วจับฉันขึ้นอุ้มพาดบ่าอย่างรวดเร็วจนฉันไม่มีแม้แต่เวลาจะวิ่งหนี ได้แต่ดิ้นอึกอักในวงแขนของแม็กนั่ม เขาโยนฉันใส่ที่นั่งข้างคนขับอย่างไร้ความเมตตาปรานี ก่อนจะคาดเข็มขัดให้แล้วรีบวิ่งกลับไปนั่งที่นั่งคนขับก่อนจะเหยียบคันเร่งออกรถทันทีอย่างกลัวว่าฉันจะเปิดประตูแล้วกระโดดหนีไป

"ไอ้โน่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่เอา ตกลงเธอต้องการอะไรจากฉันกันแน่??" แม็กนั่มว่าอย่างหงุดหงิดในขณะที่รถติดไฟแดง

เวลาค่ำเป็นเวลาเลิกงานของพนักงานออฟฟิศทั้งกรุงเทพฯ ทำให้ปริมาณรถมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ระบบการจราจรจนแทบจะเรียกได้ว่ารถแต่ละคันเคลื่อนที่ไปได้แค่นาทีละห้าเซ็นติเมตรเท่านั้น นั่นแปลว่าฉันต้องใช้เวลาอยู่กับไอ้หมอนี่บนท้องถนนไปอีกนาน ไอ้ครั้นจะวิ่งหนีลงไปก็คงไม่พ้นโดนรถเหยียบแบนติดกับพื้นถนน ฉันได้แต่นั่งเบะปาก มือทั้งสองข้างจิกเบาะแน่น

"ฉันไม่ได้โทร.หานาย" ฉันว่าแล้วเอาหัวโขกกับกระจกหน้าต่างรถด้านข้างฉัน "โอ๊ย ฉันจะอธิบายนายยังไงดี"

"งั้นก็พอเถอะ ฉันไม่ได้อยากฟัง" แม็กนั่มว่าแล้วโบกมือไล่ให้ฉันพยุดพูด มือข้างหนึ่งเสยผมแล้วถอนหายใจเบาๆ

แม้กระทั่งในที่ที่มีแสงสว่างเพียงน้อยนิดจนแทบจะมองไม่เห็นใบหน้าแบบนี้ยังไม่อาจสยบความหล่อของเขาได้เลย

แม้แต่สิวสักเม็ดก็ไม่มี ใบหน้าของเขาเรียบเนียนใสจนผู้หญิงอย่างฉันยังอาย คิ้วเข้มได้รูปไม่รกและไม่บางเกินไป จมูกโด่งเป็นสันเรียวแต่เป็นธรรมชาติอย่างน่าอัศจรรย์จนฉันรู้สึกอิจฉา และที่เด่นที่สุดบนใบหน้าของเขาก็คือดวงตาคู่นั้น ดวงตาสีเข้มทรงเรียวกับขนตายาวๆ ที่ไม่ว่ามองมาเมื่อไหร่ก็ชวนให้หนาวๆ ร้อนๆ ไปทั้งตัวราวกับว่าสายตาคู่นั้นสามารถส่องทะลุเข้าถึงทุกความคิดในใจของฉันได้อย่างง่ายดาย

หล่อขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่มีผู้หญิงเป็นกองทัพพร้อมจะปกป้องเขาแบบนั้น

ฉันอยากรู้จังว่าการที่เกิดมาหน้าตาดีแบบนั้น มีแต่คนชื่นชมและแหงนหน้ามองมันเป็นยังไง...

"เธอจะจ้องหน้าฉันหาอะไร..." แม็กนั่มเปรยๆ แล้วหันมามอง แววตาทั้งคู่ให้ฉันสะดุ้ง

"ฉัน... แค่อยากจะบอกว่า ขอบคุณ..." ฉันพูดอึกอักแล้วเบือนหน้าหนี "แต่ฉันไม่ได้เป็นคนโทร.หานายอยู่ดี"

"เอาเหอะ เธอจะโกหกไปถึงไหนมันก็ไม่ใช่เรื่องของฉัน" แม็กนั่มพยักหน้ารับอย่างรำคาญแล้วหันมามองทั้งที่ฉันพยายามจะหลบตาเขา "ขอพูดให้ชัดเจนอีกครั้งก็แล้วกัน ให้ตายเหอะ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปที่โรงเรียน อย่าคุย อย่าเดินตาม อย่าตามหา และอย่ามายุ่งกับฉันอีก จำไว้ซะว่าเราไม่เกี่ยวข้องกัน ฉันไม่เคยรู้จักเธอ"

คำพูดใจร้ายของหมอนั่นทำให้ฉันเจ็บจี๊ดในอก

"นายต้องหยิ่งขนาดนี้เลยเหรอ..." ฉันบ่นพึมพำเบาๆ

"ฉันนึกว่าเราเข้าใจกันแล้วนะ เธอเป็นคนบอกเองในคืนนั้น"

"นั่นไม่ใช่ฉัน!"

"ถ้านั่นไม่ใช่เธอ ไม่ฉันก็เธอคงเป็นบ้า และฉันมั่นใจมากว่าจิตฉันยังปกติ"

"ไม่..." ฉันพูดเสียงเบาแล้วกัดริมฝีปาก ไม่กล้ามองหน้าเขา "ไม่มีใครเป็นบ้าทั้งนั้นแหละ..."

ถึงเวลาที่ฉันต้องยอมรับความจริง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความจริง เธอคนนั้นไม่ใช่แค่ความฝัน

"เมื่อวานตอนเย็นฉันกลับหอไป... แล้วก็เจอกับฉันอีกคนนั่งอยู่บนเตียง ในห้องฉันเอง"

"..."

"ฉันอีกคนโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้"

ความเงียบโรยตัวครอบคลุมเราสองคน มีเพียงเสียงของเครื่องปรับอากาศภายในรถที่ส่งเสียงหึ่งๆ เบาๆ อย่างน่าอึดอัด ดวงตาทั้งคู่แม็กนั่มมองฉันนิ่งอย่างที่ดูไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่อย่างน้อย... อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้หัวเราะเยาะใส่หน้าฉัน แวบหนึ่งฉันรู้สึกโล่งใจที่ได้ระบายออกไปสักทีหลังจากที่อดกลั้นมานานจนเกินจะทน แต่...

หมอนั่นระเบิดเสียงหัวเราะออกมาใส่ราวกับไม่อาจจะอดกลั้นเก็บไว้ได้อีกต่อไป แม็กนั่มหัวเราะจนตัวงอเอนพิงกับพวงมาลัยรถ หัวเราะราวกับว่าชีวิตนี้เขาจะไม่มีโอกาสได้หัวเราะอีก หัวเราะอย่างยาวนานซะราวกับว่าถ้าหยุดหัวเราะสักวินาที หมอนี่คงจะมีอันเป็นไป เสียงหัวเราะที่ร้ายกาจของเขาทำให้ฉันน้ำตาซึมด้วยความโกรธ ฉันรู้ว่ามันน่าตลก แต่นายต้องขำขนาดนี้เลยเหรอ

ใบหน้าของฉันแดงซ่านด้วยความอายที่เขาหัวเราะใส่ และโกรธตัวเองที่พูดออกไปทั้งๆ ที่ไม่น่าพูดออกไปเลยสักนิด

"ธะ... เธอนี่มัน..." แม็กนั่มว่าแล้วใช้มือกุมขมับตัวเอง พยายามหยุดหัวเราะ

"..."

"ตอนแรกฉันว่าจะไปส่งเธอที่หอ แต่ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว"

"เดี๋ยว! พาฉันกลับไปส่งที่หอเดี๋ยวนี้เลย!"

"ฉันจะพาเธอไปส่งโรงพยาบาลบ้า"

ฉันอ้าปากค้าง... ในขณะที่เขามองฉันด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม

จากน้ำเสียงของเขานั้น ฉันมั่นใจว่าเขาไม่ได้แกล้งขู่เล่นขำๆ แน่!!!





แอ๊ะ หายไปนานเพราะปรับแก้บรรทัดและเว้นวรรคอยู่ค่ะ เนื่องจากไม่ทราบมาก่อนเลยว่าบรรทัดและเว้นวรรคมันพังขนาดนี้ ถ้าไม่มีคนบอกมันคงจะพังต่อไปยาวๆ TT TT ขอบคุณรีดที่บอกมากๆ เลยนะคะ กราบแทบอกเลย งืออออ โอเคลงเพิ่มอีกตอนแล้ววววววว หวังว่าทุกคนจะชอบเรื่องนี้น้า
สำหรับคนในเรื่อง แน่นอนว่าเป็นตัวละครใหม่ทั้งเลย คือมันเป็นเรื่องที่อยู่ในจักรวาลเดอะแก๊ง เดี๋ยวมันจะเข้าไปหาเดอะแก๊งยังไง ก็จะรู้เอง เพราะงั้นต้องอ่านนะ 55555555555 สาเหตุที่ยังไม่ได้แต่งพวกคนที่เหลือๆ ในเดอะแก๊ง(โดนตบบบ) เพราะว่า บอกตรงๆ นะ ชีวิตต้องการความ fresh 5555 พูดจริงๆ คือมันเริ่มหมดมุกละ กำลังร่างเรื่องพวกเปตองใบตอง และนานาสารพันที่ยังไม่ได้แต่งไง ก็เลยขอแหวกมาบ้างเผื่อจะได้ไอเดียใหม่ๆ
ทุกวันนี้คือ นอนคิดๆ เรื่องนิยาย บางทีใกล้หลับแล้ว กลางดึก นึกอะไรขึ้นมาได้ก็ลุกขึ้นโน้ตไว้ในโทรศัพท์(แล้วลืมกลับมาอ่าน 555) มีใครเป็นเหมือนกันบ้างเนี่ย หายใจเข้าออกเป็นนิยายจริงๆ นะเนี่ยช่วงนี้

ขอบคุณมากนะคะ สำหรับทุกกำลังใจ สำหรับนักอ่านใหม่ๆ รบกวนไลค์เพจเค้าด้วยน้าาาา จะได้เม้ากันสะดวกดาย อิอิ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #14 puiziiza (@puuukalove9) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 20:28
    เป็นกำลังใจให้เสมอนร้า ^^ รอเเแก็งส์ อิอิ
    #14
    0
  2. #13 iam0912 (@apichaya3344) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 19:12
    ติดตามค่า
    #13
    0
  3. #12 S@DA (@sin4) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 18:28
    นั่มอ่าาาา น่ารักอ่าาาาา /รออ่านเปตองอยู่นะคะไรต์^^
    #12
    0
  4. #11 myssssss (@Tiwamonkey12) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 18:27
    สู้ๆนะคะไรท์สนุกมาก
    #11
    0