[The Gang #9] The Dark Side of the Moon : พระจันทร์ด้านมืด

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,497 Views

  • 93 Comments

  • 147 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    29

    Overall
    2,497

ตอนที่ 11 : Genetics [ ครอบครัว ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 230
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    25 ธ.ค. 61


บทที่ 10

Genetics

ฉันได้แต่นั่งมองหน้าเขาจากในตู้ใต้เคาน์เตอร์นั่นหลังจากที่ฝืนใจฉีกยิ้มส่งให้เขาจนเมื่อยแก้ม แม็กนั่มยังคงนั่งนิ่งตรงหน้าด้วยท่าทีเย็นชาไม่ต่างอะไรกับวันแรกที่เจอกัน ดวงตาทั้งคู่มองฉันอย่างนิ่งเฉยไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงหรือหวั่นไหวของอารมณ์แม้แต่น้อยนิด ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลางดงามเหมือนเดิมไม่มีผิดทั้งที่เพิ่งตื่นจากหลับ ภาพตรงหน้าของเขายิ่งย้ำเตือนว่าคนอย่างฉันไม่มีวันที่จะเทียบเท่าคู่ควรกับเขาได้เลยสักนิดเดียว

ให้มันได้อย่างนี้สิ ฉันคิดในใจแล้วกลืนน้ำลายรวมกับกลุ่มก้อนสะอื้นในคอลงไปด้วย

ก็จริงอย่างที่เขาว่า ไม่ดีพอ และไม่มีอะไรที่ทำให้เขาหยุดที่ฉันได้เลย

"เธอจะนั่งอยู่ในนั้นอีกนานไหม ?" เขาถามแล้วมองฉันนิ่งอย่างเย็นชา "...ออกมาได้แล้ว"

อืม... ไม่มีคำพูดสักคำที่แก้ตัวว่าสิ่งที่พูดออกมาก่อนหน้านี้กับเพื่อนของเขาไม่ใช่ความจริง

ฉันพยักหน้าแล้วดึงตัวเองออกมาจากตู้ใต้เคาน์เตอร์อย่างยากลำบากจนหัวโขกเข้ากับขอบตู้ด้านบนดังโครมใหญ่ แม็กนั่มถอนหายใจเฮือกด้วยความรำคาญแล้วยื่นมือให้ฉันจับ ก่อนจะดึงตัวฉันออกมาอย่างง่ายดาย การกระทำที่ไร้หัวคิดของเขาทำให้หัวใจของฉันเต้นแรงในขณะที่มือยังเกาะกุมไว้กับมือใหญ่และนิ้วที่เรียวยาวขอร่างสูง เผลอเงยหน้าขึ้นสบตามองดวงตาคู่นั้นอย่างไม่อาจละสายตาได้...

ใจพาลคิดไปถึงจูบนั้นที่ยังทำเอาฉันพร่ำเพ้อคิดละเมอไปไกลจนเจ็บขนาดนี้...

ที่แท้แล้วมันไม่มีอะไรเลย

"ยืนมองอะไรอยู่ล่ะ? ไม่ทำข้าวเช้าให้กินหน่อยหรือไง หิวจะตายอยู่แล้ว" แม็กนั่มว่าแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้

ฉันยืนอึ้ง กระพริบตาปริบๆ มองเขาอย่างงุนงง อะไรนะ...

"จะ จะกินข้าวเช้าที่ฉันทำเหรอ??" ฉันถามด้วยเสียงสั่นๆ ตาโตเบิกกว้างมองเขาด้วยความตกใจจนแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า ในขณะที่เขานั่งท้าวคางมองฉันด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเย็นชา "ปกตินายสั่งคนทำอาหารมาไม่ใช่เหรอ แล้วนายก็บอกว่าฉัน..."

"ฉันก็สั่งเธออยู่นี่ไง..." แม็กนั่มว่าแล้วจิบกาแฟ "รีบด้วย เพราะฉันหิว เธอทำฉันไม่ได้กินข้าวเย็นเมื่อคืนนี้"

ฉันเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรง... ทำไมนะ ทั้งที่ฉันควรจะโกรธ ควรจะเสียใจ แต่มือไม้แข้งขากลับทำอาหารให้เขากินตามคำสั่งของเขาอย่างง่ายดายไม่มีขัดขืนยึกยักราวกับต้องมนตร์สะกด ฉันหันหลังให้เขาและเริ่มหั่นผัก เนื้อ ตั้งกระทะบนเตาไฟฟ้า ฯลฯ ในขณะที่สัมผัสได้ว่าสายตาคมของร่างสูงจ้องมองตรงมาจากด้านหลัง สายตาของเขายังทำให้ฉันหนาวๆ ร้อนๆ ไปทั้งตัวเหมือนอย่างเคย มือที่กำมีดในมือสั่นเทาในขณะที่ลงมีดหั่นผักเมื่อเผลอนึกถึงคำพูดของคนที่อยู่ข้างหลังเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมานี้...

เขาไม่เคยคิดอะไรกับฉัน ไม่เคย... ไม่มีอะไรทั้งนั้น

อย่าคิดไปเอง อย่าฝันไปเอง...

"โอ๊ย!!!"

มีดในมือร่วงลงกระแทกกับเขียงไม้ดังโครม สติที่หลุดลอยทำให้ฉันเผลอทำมีดทำครัวคมกริบบาดนิ้วตัวเองจนได้ เลือดสดๆ สีแดงไหลซึมออกมาจากปากแผลอย่างรวดเร็วก่อนจะหยดเผาะลงบนเขียงไม้สีขาวนวลบนเคาน์เตอร์ ร่างสูงของแม็กนั่มเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้ารำคาญปนหน่ายใจ ก่อนจะดึงมือซ้ายของฉันขึ้นมาบีบไว้แล้วพินิจพิจารณาดูแผลที่นิ้วชี้มือซ้ายของฉัน

"ฉันจะโทร. เรียกทีมแพทย์ อยู่นิ่งๆ ห้ามขยับ"

เขาว่าโดยที่ยังจ้องนิ้วของฉันเขม็ง มือข้างหนึ่งเอื้อมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์โทร.ออก

เดี๋ยว เดี๋ยว... ทะ ทีมแพทย์??? ฉันอ้าปากค้างแล้วส่ายหน้ารัวๆ ยิ่งทำให้เขาบีบข้อมือของฉันแรงขึ้นอีก

"ฉันแค่โดนมีดบาดนิ้วนะ ไม่ได้โดนแทงสักหน่อย!" ฉันแหวใส่แล้วพยายามดึงมือกลับจากอุ้งมือมารของเขา

ทั้งที่ใจจริงอยากจะด่าตามไปด้วยซ้ำ คนบ้าอะไร แค่มีดทำครัวบาดนิ้วเป็นแผล ถึงกับต้องโทร.เรียกหมอ!

"แล้วฉันจะทำยังไง ปล่อยให้เธอตายในห้องฉันเหรอ?" แม็กนั่มพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาจนน่าขนลุก

ฉันถอนหายใจเฮือก ก่อนจะยกมืออีกข้างขึ้นมาตบบ่าของแม็กนั่มเบาๆ ในขณะที่เขามองฉันอย่างไม่พอใจ

"แม็กนั่ม ตั้งแต่มนุษย์เราวิวัฒนาการมาจากลิง ฉันว่าโลกนี้ยังไม่เคยมีใครที่ตายเพราะโดนมีดทำครัวบาดนิ้วหรอกนะ" ฉันว่าอย่างพยายามข่มสติอารมณ์พร้อมกับกลั้นเสียงหัวเราะไม่ให้เล็ดรอดออกมาจากปาก "ถามจริงๆ เถอะ นายไม่เคยโดนมีดบาดหรือหกล้มหรือไง???"

เขาขมวดคิ้วมุ่น แล้วส่ายหน้าพร้อมกับยักไหล่

"...ทำไมจะไม่เคย ก็ทุกครั้งที่เป็นแผลเลือดไหล ที่บ้านก็จะให้หมอมาดู"

เขาว่าแล้วเขย่งเท้าเปิดตู้ติดผนังที่อยู่เหนือเคาน์เตอร์ครัวแล้วหยิบกล่องปฐมพยาบาลที่ฝุ่นเขรอะราวกับว่าไม่เคยมีใครแตะต้องมาชาติเศษออกมา ฉันกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วเริ่มชั่งใจระหว่างจะรอให้เลือดไหลไปเรื่อยๆ แล้วเสี่ยงขาดเลือดตาย กับต้องลุ้นว่าแผลจะติดเชื้อจนตายกับไอ้กล่องแสนสะอาดนั่น... แม็กนั่มเปิดกล่องที่ฝุ่นคลุ้งออกแล้วเปิดหาพลาสเตอร์ที่ฉันถามถึง

"นายไปโรงพยาบาลทุกครั้งที่เป็นแผลเล็กๆ น้อยๆ เลยเหรอ?" ฉันถามแล้วเผลอใช้มือข้างหนึ่งกุมหัว

หมอนั่นพยักหน้าแทนคำตอบ อืม...

พระเจ้าช่วย ไม่รวยจริงๆ ทำไม่ได้จริงๆ นะเนี่ย

"...คนปกติที่ไหนเขาก็ทำกันทั้งนั้น" แม็กนั่มว่าแล้วยักไหล่อีกครั้ง

ปกติบ้านนายสิ อย่างฉันนี่จมน้ำเกือบตายถึงจะได้เข้าโรงพยาบาลนะ

แม็กนั่มหยิบแผงพลาสเตอร์ยาออกมาแผงใหญ่ โชคดีที่มันอยู่ในกล่องจึงไม่มีฝุ่นเกาะเขรอะน่ากลัวเหมือนอย่างข้างนอก ฉันดึงมือตัวเองไปล้างน้ำสะอาดที่อ่างล้างจาน ก่อนจะใช้กระดาษทิชชู่ซับน้ำออกจากแผลลวกๆ ในขณะที่แม็กนั่มมองฉันด้วยสีหน้าขยะแขยงราวกับว่าฉันกำลังละเมิดกฏหมายร้ายแรงอย่างน้อยสิบห้าข้อ... สีหน้าไม่พอใจส่งตรงเสียดแทงใส่ที่ฉันไม่ยอมให้เขาตามทีมแพทย์มาที่นี่ เฮ้อ ตาบ้า มันก็แค่มีดบาด... ใครเขาไปหาหมอเพราะมีดบาดกันยะ นอกจากนายน่ะนะ แถมนี่ยังจะเรียกหมอมาอีก

ฉันพยายามฉีกซองพลาสเตอร์ด้วยฟันและมืออีกข้างที่เหลือด้วยความทุลักทุเลอย่างไม่เป็นผล

"เอามานี่" แม็กนั่มถอนหายใจแล้วยื่นมือออกมาดึงซองพลาสเตอร์ยาออกไปจากปากฉัน

ปลายนิ้วของเขาที่สัมผัสกับริมฝีปากทำให้หัวใจของฉันเต้นผิดจังหวะได้อย่างง่ายดาย

เขาดึงนิ้วของฉันไป ก่อนจะทาบพลาสเตอร์ทับลงบนแผลอย่างเก้ๆ กังๆ พอกันกับฉันที่มีมือที่ใช้การได้เพียงแค่มือเดียวในตอนนี้ อย่างน้อยหมอนั่นก็พยายามแล้ว เอาเถอะ ฉันแอบขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าเขาทาบแถบกาวลงตรงๆ บนแผลของฉันแทนที่จะเป็นแถมสำลี เออฉันเชื่อแล้วว่ามันไม่เคยต้องทำแผลเองจริงๆ ให้ตายเถอะ... แบบนี้ตอนลอกออกมีหวังฉันคงได้กัดลิ้นตัวเองจนขาดใจตายเพราะความเจ็บแน่ๆ แต่จะบ่นได้ยังไงล่ะ...

ฉันเผลอเงยมองใบหน้าจริงจังของคนตรงหน้าที่พยายามจะติดพลาสเตอร์ยาให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

ทั้งงดงามและไม่อาจเอื้อมถึง... ไม่ว่าจะไขว่คว้าสักเพียงไหน ก็ไม่มีวันได้เขามาไว้ข้างกาย...

"เสร็จ..." เขาว่าด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดไม่พอใจ "แต่ฉันไม่ไว้ใจไอ้เศษผ้านี่เลยสักนิด"

เศษผ้า... หมอนี่จะรู้ไหมนะว่าคน(ที่สมองปกติ)ทั้งโลกเขาใช้เศษผ้านี่มาตั้งหลายร้อยปีแล้ว



"ซื้อแมว????"

"เออ แมว"

"แมว!!!"

"..."

"แมว เมี้ยว!?~"

ฉันร้องออกมาเบาๆ กระพริบตาปริบๆ มองถนนตรงหน้าที่รถเริ่มบางเบาลงหลังจากที่แม็กนั่มพาฉันและเขาออกมานอกเมืองได้สักระยะหนึ่ง หมอนั่นลากฉันออกมาทันทีที่กินข้าวเช้า(ฝีมือเชฟ)เสร็จเรียบร้อยโดยที่ไม่บอกว่าจะพาฉันไปไหนจนกระทั่งตอนนี้ อะไรนะ ฉันไม่ได้หูฝาดใช่ไหม มะ แมว แมว แมว!!! ฉันถลึงตามองเขาด้วยความงุนงง

"เพราะใครล่ะที่ทำให้ฉันต้องบอกเพื่อนว่าฉันเลี้ยงแมว ทั้งที่ไม่ได้เลี้ยงแมวเวรอะไรสักตัว!"

"...ฉัน ขอโ..."

"เพราะใครล่ะที่ร้องเมี้ยวๆ จนฉันไปต่อทางอื่นไม่ได้!"

"...ฉันพยายามจะช่วย..."

"อย่าพยายามเสนอความคิดเห็น ถ้าฉันไม่ได้ขอ... จำได้ไหม?"

"..."

"ฉันบอกเพื่อนไปแล้วว่าฉันเลี้ยงแมว ถ้ามันมาหาฉันแล้วไม่เจอไอ้แมวเวรนั่น เธอจะให้ฉันแถว่าอะไร?"

"..."

"...เออ อนุญาตให้พูดได้..."

"นายก็บอกเพื่อนไปสิว่ากินแมวเข้าไปแล้ว" ฉันว่าแล้วแยกเขี้ยวใส่

"หึ... เดี๋ยวนี้ปากกล้านะเราน่ะ" หมอนั่นว่าแล้วหันมามองฉันด้วยสีหน้าเย็นชา

หัวใจของฉันเผลอไหววูบกับคำพูดแทนฉันเหมือนเด็กน้อยนั่น...

เขาจะรู้ไหมว่ามันทำให้ฉันยิ่งหวั่นไหวไปอีกโดยไม่รู้ตัว

"ขอโทษด้วยแล้วกันที่ทำให้นายลำบากต้องหาแมวมาเลี้ยง" ฉันว่าแล้วเผลอมองปลายเท้าตัวเองอย่างรู้สึกผิด

"ก็... ไม่ได้ว่าอะไร..." เขาว่าในขณะที่เคาะพวงมาลัยไปด้วย สายตายังคงจับจ้องไปตามทางถนนเงียบๆ

ฉันแอบเบือนหน้าหนีแล้วเบะปาก แล้วไอ้ที่ตะโกนด่าปาวๆ เมื่อกี้คืออะไรหืม ชมเชยความดีฉันเหรอ

"แล้วนายน่ะ เคยเลี้ยงแมวหรือไง?" ฉันกอดอกแล้วถามแล้วเขาลอยๆ

"ฉันเหรอ? ทำไมฉันต้องเลี้ยง" เขาว่าแล้วยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ

อะไรนะ

คำตอบของเขาทำให้ฉันหันขวับไปมอง ตาโตเบิกกว้าง

"แล้ว... นายคิดว่าแมวมันทำกับข้าวกินเองได้เหรอ?"

"เธอไง... เธอต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูแมวฉัน"

"อะไรนะ???"

"ก็เธอเป็นคนทำให้ฉันต้องไปหาแมวมาเลี้ยง เธอต้องรับผิดชอบมันสิ" แม็กนั่มว่าด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์เหมือนกำลังอธิบายเรื่องการแบ่งเซลล์ให้ฉันฟัง ร่างสูงเลิกคิ้วแล้วเกาแก้มเบาๆ ก่อนจะหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาวางไว้บนดั้งเมื่อแดดยามสายเริ่มส่องแสงแยงตาเขา ส่วนฉันได้แต่ทำตาโตเท่าไข่ห่าน "ไหนๆ เธอก็กลับไปอยู่รังหนูของเธอไม่ได้แล้ว เลี้ยงแมวของฉันไปก่อนแล้วกัน แล้วฉันจะเลี้ยงเธอแทนค่าจ้าง"

"แต่ ฉะ... ฉันไม่เคยเลี้ยงแมวแพงๆ เลยนะ แค่แมวไทยที่หลงมาอยู่กับที่บ้าน แล้วก็..."

"ถ้าแมวฉันตาย..." แม็กนั่มว่าแล้วหักเลี้ยว รอยยิ้มระบายบนริมฝีปากบาง "ฉันจะฆ่าเธอด้วย..."

ให้ตายเถอะ ฉันน่าจะร้องออกมาเป็นเสียงเสือ หมอนี่จะได้ซื้อเสือมาเลี้ยงและโดนเจ้าเสือกินให้ตายๆ ไปซะ



"น่ารักจังเลยย แงงงง"

ฉันว่าแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆ กรงแมวปุกปุยขนฟูสีขาวสะอาด มันมองฉันด้วยสีหน้าเกลียดชังที่ฉันส่งเสียงปลุกให้มันตื่นขึ้นมา แต่ใครจะทนไหว ตาโต๊โตเหมือนตุ๊กตา ตัวก็นุ่มนิ่มฟู ปุกปุยเหมือนตุ๊กตาเลย ฉันแทบจะเลื้อยลงไปนอนชักดิ้นชักงอกับพื้นเพราะกระอักความน่ารักของน้องแมวในขณะที่แม็กนั่มมองฉันด้วยสีหน้าขยะแขยง เขายังไม่แตะแมวแม้แต่นิดเดียวในขณะที่ฉันแทบจะเข้าไปนอนในกรงของแมวทั้งหลายด้วยความอยากได้แมวทุกตัวในฟาร์มนี้

"เจ้าตัวนั้นเป็นพันธุ์เปอร์เซียนแท้ครับ สีขาวล้วน ตาสีฟ้า ราคาก็ถือว่าอยู่ใน..."

"ไม่เอา คนเลี้ยงเยอะ เกร่อ" แม็กนั่มว่าแล้วคว้าหลังคอเสื้อของฉันลากออกมา

"...ครับ" เจ้าของฟาร์มว่าอย่างจำใจแล้วเดินตามแม็กนั่มต้อยๆ

ฉันเข้าใจนะคะถ้าคุณน้าอยากจะกระทืบหมอนี่ให้เละคาเท้า เพราะฉันเองก็อยากมานานมากแล้ว

หึย ไอ้คนบ้า ไม่รู้จักความสุนทรีย์ ไม่มีจิตใจอารีรักสัตว์โลกเลยสักนิด มิน่าล่ะจิตใจถึงได้แข็งกระด้างแบบนี้

ในขณะที่ฉันกำลังพึมพำด่าเขาในใจ ร่างสูงกลับหยุดเดินขึ้นมาทันทีอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาฉันเกือบจะชนโครมเข้ากับแผ่นหลังแข็งของเขาที่เดินนำหน้า ฉันใช้มือกุมดั้งที่เกือบจะแหมบลึกลงไปอีกพร้อมๆ กับมองตามสายตาของแม็กนั่ม ใบหน้าหล่อเงยขึ้นมองกรงสีดำเล็กๆ ที่มีลูกแมวสองตัวนอนด้วยนอนเงียบๆ ไม่ส่งเสียงร้อง สายตาทั้งคู่ของเขามองด้วยความสนใจ ฉันชะเง้อมองลูกแมวที่ดูเหมือนกำลังตื่นขึ้นมาเพราะสายตาและรังสีพิฆาตของแม็กนั่มที่แผ่ออกมา(ที่แม้แต่แมวยังสัมผัสได้)

"เอ้อ ไอ้สองตัวนั่นเป็นตัวที่ผมพยายามผสมออกมาให้เป็นแมวแคระ แต่ดูไม่น่าจะอายุยืนเกินหนึ่งปี..."

เจ้าของฟาร์มพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลเล็กๆ หากแต่แม็กนั่มยิ่งเดินเข้าไปใกล้แมวคู่นั้น

"อืม ส่วนเธอเองก็คงอยู่กับฉันอีกไม่นาน... หลังจากนั้น... ก็คงไม่มีใครเลี้ยงต่อ"

แม็กนั่มพึมพำแทรกขึ้นเบาๆ แล้วใช้มือลูบคางตัวเอง

หมอนี่บ้ารึไง เลือกลูกแมวที่จะตายวันตายพรุ่งเพราะฉันเนี่ยนะ แล้วอีกอย่าง...

อยู่กับนายอีกไม่นานเหรอ

เจ็บแฮะ

ฉันแอบหลุบตามองพื้นในขณะที่แม็กนั่มเอาแต่สนใจแมวในกรง หัวใจพลางเต้นอย่างหนักหน่วงในหน้าอก คนๆ นี้ไม่ปล่อยให้ฉันมีความหวังเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกประตูที่เขาสามารถปิดใส่หน้าฉันได้ เขาเลือกที่จะปิดมันมากกว่าเปิดไว้ให้ฉันหวังต่อไปลมๆ แล้งๆ ต่อไป... แต่... นี่แหละแม็กนั่ม คนที่เลือกที่จะพูดความจริงที่เจ็บปวดมากกว่าเลือกที่จะโกหกเพื่อถนอมน้ำใจคนอื่น

แต่มันก็เจ็บมากอยู่ดี... ไม่เห็นเคยมีใครบอกเลยว่าความจริงจะเจ็บขนาดนี้

"นี่ ฉันเลี้ยงไม่ไหวหรอก มันดูป่วยหนักขนาดนั้น ถ้ามันตายไปก็บาปเปล่าๆ" ฉันว่าแล้วส่ายหน้าเบาๆ

"ฉันมีทีมสัตวแพทย์นะ" เขาเปรยเบาๆ ทำเอาเจ้าของฟาร์มเบิ่งตาโตด้วยความตกใจ

ค่ะ เท่าที่ได้รู้จักมันมา ฉันบอกได้เลยว่าไอ้หมอนี่มันพูดจริงยิ่งกว่าจริง

ฉันมองลูกแมวทั้งสองด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก ดวงตากลมโตใสๆ ทั้งสองคู่จ้องตอบฉันทั้งๆ ที่เพิ่งจะตื่นขึ้นมา ตัวหนึ่งเป็นลูกแมวขนปุกปุยสีดำสนิทตัวกลมๆ ที่ขาสั้นเต่อจนเหมือนไม่มีขา ดวงตากลมโตสีเหลืองอำพัน อีกตัวขนปุกปุยยาวสีขาวปลอดเหมือนกันทั้งตัว ดวงตาสีฟ้าใสจ้องมาที่ฉันอย่างหวาดระแวง เจ้าตัวสีขาวซุกหัวเข้ากับพุงของลูกแมวตัวสีดำสนิทด้วยความกลัวเมื่อแม็กนั่มยื่นหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิม

นั่นไง แม้แต่แมวยังรู้เลยว่านายน่ะร้ายกาจ...

ฉันแอบแสยะยิ้มใส่หมอนั่นตอนที่เขาหันหลังให้แล้วกลับไปสนใจน้องแมวทั้งสองเหมือนเดิม น่ารัก น่ารักอะไรขนาดนี้เนี่ย อยากจะจับมาฟัดๆๆๆๆ แล้วงับๆๆๆๆ ให้ร้องเมี้ยวทั้งวันทั้งคืนไปเลย หมั่นเขี้ยวจริงๆ เลยนะ ฉันคิดในใจแล้วย่นจมูกใส่แมวทั้งสองตัวที่ดูเหมือนจะถูกชะตากับฉันพิเศษ โอ๊ยยยย อยากกินเข้าไปเลยยย ฮืออ ตาฉันแทบจะกลายเป็นรูปหัวใจอยู่แล้ว...

กว่าจะรู้ตัวว่าฉันตกอยู่ในมนตร์สะกดของแมวคู่นั้น ก็ตอนที่พบว่าแม็กนั่มยืนมองฉันด้วยสายตาเพลียๆ

"ขะ... ขอโทษ" ฉันว่าแล้วถอยหลังกลับออกมาจากกรงลูกแมวทั้งสองตัว

หมอนั่นมองฉันแล้วส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปหาเจ้าของฟาร์ม

"เอาสองตัวนี่แหละ" เขาว่าแล้วยื่นบัตรเครดิตให้เจ้าของ

"เจ้าแคระสองตัวนี่ป่วยหนักมากนะครับ เลี้ยงดูยาก ต้องให้เวลากับมันมากเป็นพิเศษ โรคที่เป็นอยู่ตอนนี้อาจจะรักษาไม่หายด้วย ผมเกรงว่าถ้าคุณซื้อไปเลี้ยงแล้วเกิดอะไรขึ้นหรือมันตายไป ชื่อเสียงของฟาร์มผมจะ..." เจ้าของฟาร์มพูดขัด แต่ก็ถูกแทรกด้วยสายตาเย็นชากรีดแทงของแม็กนั่มที่กำลังยื่นบัตรเครดิตให้ ดวงตาดุของเด็กหนุ่มมองชายผู้แก่กว่าหลายเท่าตัวอย่างเหนื่อยๆ จนเจ้าของฟาร์มเริ่มเหงื่อตกแล้วรับบัตรเครดิตไปจากมือหมอนั่น "เอ่อ... ผมจะเตรียมการทุกอย่างให้เป็นพิเศษนะครับ"

เขาว่าแล้วเดินจากไปพร้อมกับบัตรของแม็กนั่มด้วยสีหน้าที่บ่งบอกได้ว่าเขาไม่มีทางเลือกมากนัก

แม็กนั่มหันกลับมา ก่อนจะเดินเข้ามายืนข้างๆ ฉันแล้วกอดอกมองลูกแมวสองตัวในกรง

"ทำไมนายถึงเลือกสองตัวนั่นล่ะ?" ฉันถามแล้วแอบหันไปมองใบหน้าด้านข้างของเขาอีกครั้งหนึ่ง

"ทำไมเธอถึงเงียบๆ สักห้านาทีไม่ได้เลยหืม?" เขาถามด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง ร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านข้างปรายตามองในขณะที่ฉันยืนตัวแข็งทื่อ นึกชังตัวเองที่เริ่มบทสนทนากับคนที่ไม่น่าสนทนาด้วยคนนี้ แม็กนั่มยิ้มเย็นแล้วมองไปที่กรงที่เจ้าของฟาร์มกำลังเอาตัวลูกแมวทั้งสองออกมา "...เพราะไอ้ตัวสีขาวๆ น่ะเหมือนเธอเปี๊ยบ..."

"เหมือนตรงไหน??" ฉันแทบจะโพล่งถามออกมาในทันที แม็กนั่มหัวเราะเย็นๆ แล้วมองฉันด้วยสายตาระอาใจ

เหมือนฉัน... ฉันกำมือแน่น แปลว่านายเองก็สังเกตุฉันอยู่ใช่ไหม แปลว่านายเองก็เห็นฉันอยู่ในสายตา...

"...ขี้กลัว อ่อนแอ น่ารำคาญ แถมยังชอบทำตัวเป็นภาระคนอื่นเขาตลอด"

เขาว่าด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ โดยที่ไม่แม้แต่จะมองหน้าฉันเลยสักนิด...

เพราะถ้าเขามอง เขาคงรู้ว่าน้ำใสๆ กำลังเอ่อคลอในดวงตาทั้งสองข้างของคนข้างๆ เขาตอนนี้ เพราะคำพูดที่กรีดแทงจนหัวใจสั่นสะท้าน... ขี้กลัว อ่อนแอ น่ารำคาญ เป็นภาระ... ที่เขาพูดมามันก็ถูกทั้งหมด ฉันทั้งนั้นที่เป็นคนหาเรื่องให้เขา ฉันเม้มริมฝีปากแน่น ไม่โต้ตอบใดๆ กลับไป คำพูดที่เจ็บปวดและทำร้ายจิตใจ นี่คงเป็นข้อดีอย่างเดียวของเขาสินะ แม็กนั่มไม่ใช่คนโกหก

เสียงถอนหายใจเบาจากคนด้านข้างทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมองทั้งที่ดวงตาทั้งสองยังร้อนผ่าว

"แต่ฉันก็ไม่ได้เกลียดที่เธอเป็นแบบนั้นหรอกนะ..."

ฉันหันขวับไปมองเขาทันที สายตาทั้งสองได้แต่มองหน้าเขานิ่งอย่างสับสนและงุนงงไปหมด สายตาดุจ้องฉันกลับด้วยความเย็นชาและไร้ความรู้สึกประหนึ่งเหมือนคำพูดก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น เสียงแมวร้องเบาๆ คลอเป็นฉากหลังระหว่างเราสองคนในขณะที่ความเงียบและความอึดอัดเข้าจู่โจม... มือข้างหนึ่งของฉันวางทาบบนหน้าอกตัวเองที่หัวใจกำลังเต้นอย่างเชื่องช้าทว่าเจ็บปวด... ทั้งที่รู้ว่าเขาเป็นคนยังไงแท้ๆ แต่ก็ยังจะก้าวลงไปติดกับดักของเขา... ฉันจะไปโทษใครได้ล่ะนอกจากตัวเอง

เจ้าของฟาร์มเดินเข้ามาพร้อมกับกรงของลูกแมวสีเทาและขาวสองตัวนั้น ทำลายความเงียบระหว่างเราสองคนไปในทันที ฉันเบี่ยงสายตาหลบหนีในขณะที่แม็กนั่มพยักหน้าเอ่ยปากขอบคุณเบาๆ พร้อมกับรับกรงของเจ้าแมวสองตัวนั้นแล้วเดินนำไปที่รถของเขา

"กลับกันได้แล้ว มีเรื่องต้องทำอีกเยอะ"

ริมฝีปากบางพูดโดยที่ไม่มองหน้าฉันในขณะที่กดปุ่มสตาร์ทรถที่จอดทิ้งไว้

และนั่นคือคำพูดสุดท้ายระหว่างเราสองคน... ความเงียบเกาะกินตลอดระยะทางกลับไปยังกรุงเทพฯ



วินาทีที่ฉันได้ปล่อยแมวให้ออกจากกรงแล้วเดินต้วมเตี้ยมในห้องของแม็กนั่มคือวินาทีที่ปลดเปลื้องความอึดอัดทั้งหมดทั้งมวลที่ฉันต้องแบกรับไว้ตลอดระยะเวลากลับจากฟาร์มนั่น ฉันถอนหายใจเบาๆ ในขณะที่นั่งพับเพียบบนพื้น มองเจ้าแมวน้อยทั้งสองตัวเล่นกับพรมในห้องนั่งเล่นของหมอนั่น เอาล่ะ แววความบรรลัยมาแล้ว ไอ้แมวสองตัวนี้ต้องทำลายของในห้องหมอนี่ย่อยยับแน่ๆ

"ไอ้ตัวสีขาวน่ะตัวเมียใช่ไหม?" แม็กนั่มถามแล้วมองลูกแมวทั้งสองด้วยสีหน้าหงุดหงิด ฉันขมวดคิ้วแล้วหยิบเจ้าแมวน้อยขึ้นมาพลิกตัวดู มันร้องแง้วใส่ฉันอย่างออดอ้อนให้เกาพุง ฉันพยักหน้าให้เขา แม็กนั่มพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเจ้าแมวอีกตัวสีดำสนิทขึ้นมาจากพื้น "...ไอ้สีขาวนั่นของเธอ ส่วนตัวนี้น่ะของฉัน"

ฉันอมยิ้มแล้วมองเขา น่ารักละสิ หลงมันแล้วใช่ไหมล่ะ ทำเป็นเก๊กไปได้ ไอ้คนหน้าตายเอ๊ย

"ฉันยังนึกไม่ออกเลยน้าว่าจะตั้งชื่อให้มันว่าอะไรดี~"

ฉันว่าแล้วเงยหน้ามองแม็กนั่มที่นั่งอยู่บนโซฟาโดยที่มีเจ้าตัวสีดำนอนนิ่งสนิทอยู่บนตัก ภาพที่น่ารักน่าชังซะจนอยากจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปหากว่ามันไม่ได้เพิ่งจะพังไปเมื่อวันก่อนเพราะยัยโมเมบ้าบอนั่น แม็กนั่มที่หล่อเหมือนเทวดาร่วงลงมาจากท้องฟ้า(หากแต่นิสัยราวกับปีศาจ)กับแมวน้อยปุกปุยนุ่มนิ่มที่ช่างตรงกันข้ามกับเขา ให้ตายเถอะ หัวใจของฉันสั่นไหวอีกครั้ง แม็กนั่มลูบหัวแมวอย่างแผ่วเบาอ่อนโยนด้วยมือใหญ่ที่ใหญ่กว่าลูกแมวทั้งตัว ในขณะที่มืออีกข้างกดโทรศัพท์เล่นไปด้วยโดยไม่สนใจคำพูดของฉัน ฮึ่ย

"...ลูน่า" เขาเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์แล้วพูดขึ้น ก่อนจะชี้ไปที่แมวน้อยสีขาว "ส่วนไอ้ตัวนี้ชื่อโซล"

"ภาษาต่างดาวเหรอ ?" ฉันถามแล้วเลิกคิ้วมองเขาด้วยสีหน้าปุเลี่ยนๆ "...เยอะสมกับเป็นแมวของนายจริงๆ"

หมอนั่นแสยะยิ้มเย็น ก่อนจะลูบหัวโซลแล้วถอนหายใจกับแมวเบาๆ พร้อมกับตีสีหน้าเศร้าที่มันน่ากระทืบนัก

"โทษทีนะที่คนเลี้ยงของแกนอกจากขี้กลัว อ่อนแอ น่ารำคาญ ชอบทำตัวเป็นภาระ แล้วยังโง่ด้วยอีก เฮ้อ..." เขาพึมพำกับแมวหากแต่เสียงดังพอให้ฉันได้ยิน หรือจริงๆ แล้วคือเขาจงใจว่าให้ฉันได้ยินโดยใช้ไอ้แมวน่ันเป็นข้ออ้าง ทำเอาฉันเบะปากใส่หมอนั่นตรงๆ ในขณะที่แม็กนั่มทำเป็นกระซิบกับแมวอีกครั้ง "...โง่จนไม่รู้เลยว่าลูน่าแปลว่าดวงจันทร์ ส่วนแกน่ะเป็นดวงอาทิตย์"

พระจันทร์... ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วมองหน้าเขาอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง...

ก็คุ้นๆ เหมือนจะรู้ แต่ก็ไม่เคยคิดถึง...

ไม่เคยคิดว่าเขาจะตั้งชื่อแมวตัวเองด้วยชื่อของฉันคนนี้ คนที่เขาไม่ให้ความสำคัญอะไรเลยสักนิด

ใครมันจะห้ามใจตัวเองไม่ให้คิดมากไหว... ใครมันจะห้ามใจตัวเองไม่ให้คิดเกินเลยกับคนตรงหน้าได้...

สายตาของฉันทอดมองไปยังแม็กนั่มที่นั่งอยู่บนโซฟากับโซล ในขณะที่ฉันนั่งบนพื้นกับลูน่า... ทั้งที่อยู่ใกล้ตรงนี้ แค่ตรงหน้า แต่ราวกับว่าเขาอยู่ไกลจนเอื้อมมือไม่ถึง เหมือนพระอาทิตย์กับพระจันทร์ แม้จะอยู่ในจักรวาลเดียวกันทว่ากลับห่างไกลอย่างไม่มีวันเอื้อมถึง พระจันทร์ที่เมื่อเทียบกับพระอาทิตย์แล้วนั้นก็เป็นได้เพียงแค่เศษฝุ่นหินก้อนหนึ่งในจักรวาลเท่านั้น... พระอาทิตย์ร้อนแรงสาดแสงสำแดงพลัง ในขณะที่พระจันทร์ทำได้เพียงแค่อาศัยแสงของอาทิตย์เพื่อทอแสงอ่อนในยามค่ำคืนเท่านั้น...

พระอาทิตย์ของฉันที่อยู่ไกลแสนไกล ร้อนแรงยิ่งกว่าไฟ และไม่อาจเข้าใกล้ได้โดยที่ไม่เจ็บปวด...

ทั้งที่รู้ตัวว่าต้องเจ็บ แต่ฉันกลับอยากจะเข้าใกล้เขาให้มากกว่านี้ อยากจะรู้จักตัวตนของเขาให้มากกว่านี้ อยากจะรู้ว่านอกจากท่าทีร้ายกาจเย็นชาและคำพูดแข็งกระด้างที่เขาแสดงออกมา ยังมีอะไรแอบซ่อนไว้ใต้ใบหน้าหยิ่งยโสนั่นอีกไหม... ฉันอยากจะรู้ว่าชีวิตของเขาก่อนที่เขาจะเจอกับฉันเป็นยังไง ต่อให้ต้องเจ็บปวดก็อยากจะรู้จักเขาให้มากกว่านี้อีกสักนิด เผื่อว่าฉันจะเข้าใกล้เขาได้อีกสักหน่อย

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฉันแทบจะไม่รู้จักแม็กนั่มเลยแม้แต่นิดเดียว... ไม่รู้เลยว่าครอบครัวของเขาเป็นยังไง บ้านจริงๆ ของเขาอยู่ที่ไหน เขามีพี่น้องไหม พ่อแม่ของเขาเป็นคนยังไง อันที่จริง ฉันไม่เคยแม้แต่จะได้ยินเขาคุยโทรศัพท์กับพ่อแม่เลยสักครั้งเดียวด้วยซ้ำ ราวกับว่าแม็กนั่มตัวคนเดียวมาตลอด...

อันที่จริง... มันอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้...

ปัง!!!

ทั้งฉันและลูน่าสะดุ้งโหยงจนเกือบจะร้องกรี๊ดและเมี้ยวออกมา ส่วนแม็กนั่มเพียงเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มือถือในมือและลูบหัวโซลที่ยังนอนสงบนิ่งต่อไป สายตาทั้งสองข้างมองหาต้นเสียงปังที่มาจากประตูหน้านั่น ฉันกระพริบตาปริบๆ แล้วมองหน้าแม็กนั่มที่ขมวดคิ้วมุ่นอยู่บนโซฟาด้วยความกังวล กลัวว่าจะเป็นเพื่อนของเขามาเจอฉันเข้าอีก

ไททัน...”

ห๊ะ ?

ฉันยังคงงุนงง ในขณะที่แม็กนั่มผุดตัวลุกขึ้นนั่งด้วยสีหน้าตึงเครียดจนฉันเริ่มรู้สึกว่าฉันไม่ควรจะนั่งอยู่ในห้องนี้ ทว่าก่อนที่ฉันจะทันเอ่ยปากถามเขาว่าไททันที่เขาพูดถึงคืออะไร มันคืออนิเมสัญชาติญี่ปุ่นใช่ไหม (Attack on Titan) หรือดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์กันแน่ เงาตะคุ่มของร่างสูงกลับก้าวเข้ามายืนในห้องนั่งเล่น ตรงหน้าฉัน...

ริมฝีปากของฉันอ้ากว้างออกเมื่อเห็นคนตรงหน้าชัดๆ เต็มสองตา สรรพเสียงรอบกายเงียบงันไปหมด หรือไม่ก็เป็นที่ประสาทสัมผัสของฉันที่หยุดทำงานไปแล้ว ราวกับว่าวิญญาณถูกสูบออกไปจากร่างเพราะภาพตรงหน้า...

ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งเหมือนรูปสลักและผิวใสเรียบเนียนสะอาดเกลี้ยงเกลาหมดจดเหมือนหินอ่อน ผมสีดำสนิทที่จัดทรงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยทุกระเบียดนิ้ว คิ้วเข้มเหนือดวงตาดุดันคมกริบคู่นั้นเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นฉัน จมูกโด่งเป็นสันที่รับกันกับทุกสัดส่วนบนใบหน้าอย่างไร้ที่ติ ริมฝีปากบางที่เผยอออกเล็กๆ แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมา ร่างสูงพอกันกับแม็กนั่มอยู่ในชุดสูทสีดำสนิท เนคไทดำ เสื้อเชิ้ตขาว และรองเท้าหนังสีดำสนิท ทุกอย่างบนร่างกายของเขาเกินกว่าคำว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติไปมาก

หัวใจของฉันบีบรัดตัวเองอยู่ในอก สายตาคู่นั้นที่เพียงเหลือบมองมากลับทำให้ฉันรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ราวกับว่ากำลังถูกเขาล้วงเอาความลับที่ลึกลับและดำมืดที่สุดในใจออกมาประกาศให้กับคนทั้งโลกได้รับรู้ ราวกับว่าทุกรูขุมขนในร่างกายยอมแพ้เพียงแค่ถูกสายตานั้นกราดมอง...

ความรู้สึกนี่มัน... เหมือนกับตอนที่ฉันได้เห็นหน้าแม็กนั่มชัดๆ ครั้งแรก ทว่ามันกลับเข้มข้นยิ่งกว่ากันอย่างเทียบไม่ติด สายตาคมกริบมองปราดที่ฉันที่นั่งตะลึงบนพื้นเพียงแวบเดียวก่อนจะหันไปหาแม็กนั่มที่นั่งอยู่บนโซฟา

มาทำไม ?” แม็กนั่มถามด้วยน้ำเสียงเครียดๆ "มีอะไรก็รีบว่ามา...”

รอยยิ้มเย็นเยียบระบายบนริมฝีปากบาง รอยยิ้มที่เหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก หากแต่ร้ายกาจกว่า

อ้า... เป็นเด็กน้อยมันก็ดีอย่างนี้เอง ลืมอะไรไปซะง่ายๆ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น แถมทำอะไรไว้ก็มีคนตามล้างตามเช็ดให้ตลอด อืม..." น้ำเสียงนุ่มว่าอย่างราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความกดดันบางอย่างที่ชวนให้ขนลุก "วางใจได้ กูก็ไม่อยากเข้ามาในรูหนูที่มึงเรียกว่า... ที่อยู่ ? บ้าน ? คอนโดฯ ? เออ อะไรก็ช่างเถอะ... เอาเป็นว่าถ้าเลือกได้กูก็ไม่อยากจะมาหรอก"

ฉันอ้าปากค้าง ระ รูหนู ????? ที่นี่เนี่ยนะ ???? นี่มันหนึ่งในเพนท์เฮาส์ที่แพงและหรูที่สุดในประเทศเลยนะ

มีอะไรก็รีบว่ามา แล้วรีบไป" แม็กนั่มพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์ขึ้นทุกที "หรือรีบไปซะเลยก็ได้"

ใจเย็นน่า... เด็กๆ ก็ใจร้อนยังงี้" เขาว่าแล้วยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ทุกคำพูดของเขาพยายามยั่วโมโหแม็กนั่มเต็มที่ และดูเหมือนจะได้ผลเกินร้อยซะด้วย ฉันกลืนน้ำลายเอื๊อกในขณะที่เริ่มรู้สึกว่าฉันเป็นส่วนเกินของบทสนทนานี้เข้าไปทุกวินาที หากแต่ชายตรงหน้ากลับไม่แม้แต่จะมองฉันอีกเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

บางที เขาอาจจะชินกับการที่แม็กนั่มมีผู้หญิงในห้องก็ได้มั้ง...

รีบพูด แล้วรีบไป" แม็กนั่มเอ่ยปากอย่างหงุดหงิดอีกครั้ง

งานเลี้ยงครบรอบสี่ร้อยปีของตระกูล...”

น้ำเสียงเรียบนิ่งพูดออกมาอย่างเฉยเมยราวกับว่าเราสามารถที่จะพบตระกูลที่มีอายุสี่ร้อยปีได้ดาษดื่นทั่วไปตามท้องตลาด ฉันอ้าปากค้างแล้วค้างอีกเพราะความตกตะลึงอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ในขณะที่ชายในชุดสูทล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านใน และหยิบซองกระดาษสีขาวขลิบด้วยขอบสีทองออกมายื่นให้แม็กนั่มรับไว้ด้วยมือตัวเอง นิ้วมือเรียวยาวของแม็กนั่มเพียงคีบจับไว้โดยที่พยายามรักษาระยะห่างไว้ให้มากที่สุด

...งั้นก็กลับไปได้แล้ว" แม็กนั่มวางซองลงข้างตัวแล้วพูดเสียงเบา

ยังมีอีกเรื่อง... จากย่า" ชายคนนั้นว่าแล้วยิ้ม "คนที่จะไปงานกับมึงได้ ต้องเป็นคนที่คู่ควรเท่านั้น"

ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง ฉันสาบานได้ว่าคำพูดของเขาพุ่งเป้ามาที่ฉัน

...”

คนที่คู่ควรกับมึง คนที่คู่ควรกับตระกูลของเรา ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ได้ และไม่ใช่ผู้หญิงที่มึงเก็บได้จากข้างถนน"

...”

แต่ก็นั่นแหละ... พ่อกับแม่คงผิดหวังในตัวมึงไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว" ร่างสูงว่าแล้วยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ คำพูดที่รุนแรง ร้ายกาจ กรีดแทงให้ฉันเจ็บจี๊ดเข้าไปถึงกลางอก ขนาดฉันยังรู้สึกขนาดนี้ แล้วแม็กนั่มจะเป็นยังไง... ฉันกัดริมฝีปากในขณะที่มองใบหน้าเย็นชาของคนทั้งสอง "...อันที่จริง ถ้าให้กูแนะนำ มึงไม่ต้องโผล่ไปงานซะยังดีกว่า พ่อแม่คงมีความสุขมากกว่าที่ไม่ได้เห็นจุดด่างพร้อยของวงศ์ตระกูลอย่างมึงโผล่หน้าไปร่วมงานด้วย"

...”

ฉันกำมือแน่นจนเจ็บ... ร้ายกาจอะไรขนาดนี้ อยากจะตบปากคนๆ นี้ให้ฉีก โทษฐานที่บังอาจว่าหมอนั่น

มึงก็แค่โทร.ไปขอโทษย่าซะ แค่นั้นก็...”

จุดด่างพร้อยอะไรเล่า ผิดหวังบ้าบออะไรกัน!!!!!” ฉันระเบิดคำพูดใส่ชายตรงหน้าที่ไม่แม้แต่จะมองเห็นฉันในสายตามาก่อนจนกระทั่งตอนนี้ที่ฉันทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว สายตาของชายทั้งคู่ในห้องมองมาที่ฉันที่ปากสั่นระริกและใบหน้าแดงร้อนด้วยความโกรธอย่างงงวย "นายมันไอ้ตัวทุเรศ ไร้มารยาท ถือวิสาสะเข้าบ้านคนอื่นแล้วยังจะพูดจาไร้สาระ ฉันไม่รู้หรอกว่าระหว่างนายกับหมอนี่มีปัญหาอะไรกัน แต่ที่แน่ๆ ในฐานะมนุษย์ด้วยกัน นายนั่นแหละคือจุดด่างพร้อยของสปีชีส์!!”

สิ้นคำพูดของฉัน ร่างสูงยังคงยืนนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง มีเพียงแค่คิ้วที่เลิกขึ้น

...แค่นี้ใช่ไหม ?” เขาถามสั้นๆ

ยัง! นายมัน... นายนั่นแหละคือความผิดหวังของมวลมนุษยชาติ! และฉันก็แทบจะขาดใจตายที่ต้องหายใจร่วมห้องเดียวกับนายแบบนี้ เพราะงั้นถ้าเสร็จธุระของนายแล้วก็รีบไปจากที่นี่ซะ แม็กนั่มเชิญนายออกดีๆ ตั้งหลายครั้งแต่นายก็ยังไม่เข้าใจอีก ฉันว่านายเอาเวลาที่มายืนจิกกัดคนอื่นไปเรียนจับใจความเหอะ"

คราวนี้เขาเบิกตากว้างนิดๆ ด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะมองไปที่แม็กนั่ม

อืม... นี่มึงไปเก็บมาจากไหน ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงขบขัน ก่อนจะหันมามองฉัน "น่าขำนะที่เธอบอกว่าตัวเธอเองอยู่ในสปีชีส์เดียวกับฉัน แถมยังพยายามหาจุดที่เรามีความรู้สึกร่วมด้วยการอ้างมนุษยชาติอะไรนั่นอีก คงไม่ใช่เพราะเธอเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าระหว่างเธอกับแม็กนั่มและฉันต่างกันอยู่กันคนละโลกหรอก ถึงได้พยายามพูดแบบนั้น"

อึก...

พอได้แล้ว" แม็กนั่มเอ่ยปากขึ้นในที่สุด น้ำเสียงนั้นเหมือนจะปรามฉันเบาๆ ทว่าสายตาของเขากลับไปเบนไปยังชายในชุดสูท "ไททัน มึงถึงกับมาส่งบัตรเชิญด้วยตัวเองแบบนี้ กูจะไม่ไปก็คงจะยิ่งทำให้ย่าโกรธมากขึ้นไปอีก เพราะงั้นแน่นอนว่ากูจะไปงานแน่นอน ...และคนที่กูจะพาไปจะไม่มีทางทำให้ใครผิดหวังแน่"

"อ้อ... แต่บังเอิญจริงๆ เลยที่กูเช็คประวัติของเด็กในโรงเรียนมึงทั้งหมดแล้ว ไม่มีใครเลยสักคนที่พอจะทำให้ย่าชายตามองได้ อย่างมากก็เป็นได้แค่ของเล่นน่าเบื่อฆ่าเวลาของมึง" เขาว่าแล้วยักไหล่ “แต่ก็ช่างเถอะ แทบจะรอให้ถึงวันงานไม่ไหวแล้ว กูอยากจะเห็นหน้าคนๆ นั้นจริงๆ ถึงจะน่าสงสารก็เถอะที่ต้องไปงานกับมึง...”

รอยยิ้มเย็นเยียบระบายบนริมฝีปากของแม็กนั่ม

คนๆ นั้นก็อยู่ตรงหน้ามึงนี่ไง...”

ฉันอ้าปากค้าง











Merry Christmas!!!!

มาแล้วววววว เค้าขอโทษ TTTTTTTTT

จริงๆ ที่หายไปคือไปรีไรท์มา ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปเลยไม่ได้ลงต่อ เค้าขอโทษจริงจังที่หายนะคะ หวังว่าจะยังอยู่รอกันน้า แล้วก็ ตอนนี้... ในที่สุดก็มีคนใกล้ตัวแม็กนั่มโผล่มาบ้างแล้ว ชายคนนั้นก็คือพี่ชายของเค้าาาาาาาา และอิมเมจพี่ชายของเค้าก็คืออออออออออออออ บุคคลข้างล่างนี้ คุณโดยอง NCT ค่า แหะๆ น่าจะเดาไม่ยากเนอะ 55555555 ส่วนใครที่ไม่รู้จัก ก็เชิญยลโฉมเค้าได้เลยค่าาาา 55555555 

ปกติจะไม่ค่อยอยากขอเม้น อยากให้เม้นตามความเต็มใจมากกว่า แต่ตอนนี้ ต้องการกำลังใจมากจริงๆ ค่ะ T^T

ขอบคุณล่วงหน้าน้า ขอบคุณที่ยังติดตามกัน ขอให้มีความสุขในวันคริสต์มาสค่ะ 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #70 nyvanida0324 (@nyvanida0324) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:59

    รออ่านอยู่นะค่ะ สู้ๆ เป็นกำลังใจให้
    #70
    0
  2. #69 aappss (@ap_rachinicorn) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:41
    อะไรจะขนาดนี้ ต้องรวยขนาดไหน ต้องเพอร์เฟ็คขนาดไหนถึงแสดงกิริยาแบบนี้คะคุณไททัน รอตอนต่อไปนะไรท์ สู้ๆจ้าา
    #69
    0
  3. #68 Be Yah (@xvalya_8) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:17
    โห...ตระกูลที่มีอายุยาวนานถึง 400ปี ยาวนานจากสมัยอยุธยาเลยมั้ยนี่ สุดๆแล้ว
    #68
    0
  4. #67 iam0912 (@apichaya3344) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 00:48
    รอค่าาา
    #67
    0
  5. #66 Candynista (@candynista) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 23:40
    รออยู่ตลอดเลยค่า
    #66
    0
  6. #65 puiziiza (@puuukalove9) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 23:04
    เย้ๆๆ รออยู่ๆๆ
    #65
    0
  7. #64 Zeening619 (@Zeening619) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 22:42

    สู้ๆ. น้า
    #64
    0
  8. #63 kunp (@zerer) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 22:12
    มาแล้ววว
    #63
    0