ตอนที่ 10 : Kitten [ ลูกแมว ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 460
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 44 ครั้ง
    28 ธ.ค. 61


บทที่ 9

Kitten

"ไม่ตอบ ฉันจะถือว่าเธอไม่ปฏิเสธ"

"มะ ไม่... ไม่เอา!"

ฉันปฏิเสธเสียงสั่นทันทีเมื่อได้สติกลับคืนมา พลันรู้สึกว่าคนตรงหน้าอันตรายมากเกินไป ทั้งที่ฉันตั้งใจไว้แน่วแน่แล้วว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ให้เขาแตะต้องฉันมากไปกว่าจูบ แต่... แต่... มันเลยเถิดมาจนถึงจุดนี้ได้ยังไงกัน ฉันขยับตัวถอยหนีออกมาจากร่างสูงที่นอนคร่อมอยู่ข้างบนด้วยความหวาดกลัว สองมือสองเท้าเย็นเยียบเหมือนโดนน้ำแข็งสาดใส่เข้าโครมใหญ่ แม็กนั่มมองฉันอย่างไม่ค่อยพอใจนักแล้วผละออกด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะถูกใจกับคำตอบของฉันเลยแม้แต่น้อย หัวใจของฉันคงสั่นสะท้านในอกในขณะที่ค่อยๆ ขยับตัวออกห่างเขา เบะปากใส่กับความชอบฉวยโอกาสของร่างสูงตรงหน้า เขาอันตรายเกินไปที่จะไว้ใจ... ถึงเขาจะถามความสมัครใจของฉันแล้วก็เถอะ... ถ้าหากว่าไม่ใช่เพียงเพราะเหตุผลเดียวที่ฉันยึดเหนี่ยวไว้ในใจนั่น ป่านนี้ฉันก็คงจะ... คงไม่ต่างอะไรกับยัยน่ัน

เหตุผลเดียวของฉัน คือ ฉันจะไม่มีวันยอมให้ยัยตัวปลอมนั่นได้สิ่งที่ต้องการแน่นอน... ไม่มีวัน

แม็กนั่มเลิกคิ้ว สีหน้ายังคงไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟาด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปสักนิด คงไว้ซึ่งความเย็นชา หยิ่งยโส โอหัง ตาขวางและไร้หัวใจ หากแต่สิ่งที่ฉันสัมผัสได้ลึกๆ จากเขาคือหมอนั่นกำลังเข้าใจฉันผิด เขาอาจจะ... ให้ตายสิ ฉันดีดตัวลุกขึ้น รีบแต่งตัวให้เข้าที่เข้าทางหลังจากที่โดนแม็กนั่มเปลื้องออกทีละชิ้นๆ ด้วยมือปีศาจทั้งสองข้างของเขา เท้าทั้งสองข้างวิ่งตามร่างสูงโปร่งที่เดินหนีเข้าไปในห้องครัวเพื่อทำทีเป็นเก็บแก้วกาแฟที่หยิบออกมา หมอนั่นยืนค้ำกับเคาน์เตอร์เครื่องล้างจาน หันหลังให้ฉันที่ยืนกล้าๆ กลัวๆ อยู่ด้านหลัง

"จะตามมาทำไมอีก?" น้ำเสียงเย็นชาเหมือนตอนที่พบกันทีแรกถามขึ้นก่อนโดยไม่หันมามองหน้า

ฉันหลุบตามองพื้นด้วยความรู้สึกผิดเต็มประดา ทั้งที่ฉันไม่ได้เป็นฝ่ายผิดเลยสักนิด แต่ฉันกลับ...

เก่งนักนะ เรื่องประชดชาวบ้านเขานี่... ยกนิ้วให้นายเลย ฉันคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป

"มะ... เมื่อกี้... ฉันขอโทษ" ฉันว่าแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ มือทั้งสองข้างเกาะกุมประสานกันอยู่ตรงหน้าอย่างทำตัวไม่ถูก เผลอกัดริมฝีปากตัวเองจนเจ็บแปลบ เสียงถอนหายใจเบาดังจากคนตรงหน้า ทว่ายังคงใจแข็งเหลือเชื่อไม่ยอมแม้แต่จะหันมามองฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังแม้แต่น้อย "...ฉันไม่ได้รังเกียจนายนะ หรือไม่ได้ยอมรับฟังสิ่งที่นายพยายามบอกนะแม็กนั่ม ที่ฉันอยากบอกคือ... ถ้าเราทำแบบนั้น ยัยนั่น ตัวปลอมของฉัน ยัยนั่นจะได้ทุกอย่างที่เธอต้องการ นายเองก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นหรอกใช่ไหม..."

แม็กนั่มถอนหายใจอีก ก่อนจะก้มหน้าแสร้งทำเป็นเงยหน้ามองผนังตรงหน้า แผ่นหลังกว้างที่หันหลังให้ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกผิด... แต่มัน... บ้าเอ๊ย อะไรกันท่าทางแบบนี้ วิธีการของแม็กนั่มนี่มันยิ่งกว่ามารยาหญิงร้อยแปดเล่มเกวียนซะอีก น่าหมั่นไส้เป็นบ้า... ฉันเบะปากใส่แผ่นหลังของเขา อยากจะกระโดดถีบยอดหน้าหมอนี่สักทีถ้าหากว่าฉันไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเขาอีก หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าไม่มีเขา ป่านนี้ชีวิตของฉันคงจบสิ้นไปแล้ว

"นายจะโกรธอะไรเล่า! ตัวเองเป็นคนบอกให้ฉันกล้าแท้ๆ!" ฉันแหวใส่แล้วแอบแลบลิ้นใส่เขาจากด้านหลัง

"..."

"หายโกรธเถอะน้า ฉันทำข้าวเย็นให้กินนะ..."

"..."

"งั้นฉันพานายไปเลี้ยงไอติมก็ได้ ฉันยังพอมีเงินอยู่นะ..."

"..."

"หรือถ้านายไม่อยากกินที่ร้าน... เดี๋ยวฉันไปซื้อมาให้กินก็ได้..."

"..."

"ที่บอกว่าข้าวเย็นน่ะ รู้ไหมว่าน้ำจิ้มข้าวมันไก่ของฉันอร่อยมากๆ เลยนะ..."

ฉันพูดจบ ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบไปเกือบหนึ่งนาทีเต็ม ความเงียบที่ทำให้ฉันใจไม่ดี หรือว่าเขาจะโกรธฉันขึ้นมาจริงๆ นะ... แบบนั้นฉันก็ยิ่งซวยเข้าไปใหญ่เพราะคนเดียวในโลกนี้ที่เข้าใจสถานการณ์ของฉันก็คือเขา ...ทว่าเสียงหัวเราะค่อยๆ ดังออกมาจากคนตรงหน้า ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมหันมาหาฉันแล้วหัวเราะออกมาดังลั่นจนน้ำตาเอ่อคลอในดวงตาที่เคยดุดันคู่นั้น ฉันกัดริมฝีปากตัวเองด้วยความอับอายและเจ็บใจลึกๆ ที่โดนเขาต้มเอาซะเปื่อย มือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่ข้างลำตัวด้วยความหงุดหงิด

แต่... แม็กนั่มหัวเราะ... แม็กนั่มที่ตาขวางเหมือนหมาบ้าระยะสุดท้ายตลอดเวลานั่นน่ะนะ หัวเราะ...

สายตาของฉันถูกตรึงไว้กับใบหน้าที่งดงามเหมือนงานประติมากรรมชิ้นเอกของพระเจ้าตรงหน้า แม้จะอยู่ในความมืดสลัว หากแต่แววตาที่เคยดุดันเย็นชาเปลี่ยนไปอย่างที่แม้แต่ฉันยังไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ได้แต่อ้าปากค้างน้อยๆ กับเสียงหัวเราะอย่างมีชีวิตชีวาเหมือนมนุษย์ทั่วไปผิดกับน้ำเสียงและสายตาหงุดหงิดเย็นชาเป็นปกติที่เขามักจะใช้เสมอ รอยยิ้มกว้างอบอุ่นที่ระบายบนใบหน้านั่นก็เหมือนกัน... รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของฉันพองโตขึ้นมาอีกสองเท่า... รอยยิ้มที่จุดประกายให้โลกสดใสของเขา...

หัวใจของฉันเต้นแรงอยู่ในหน้าอก ก่อนจะตามมาด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายได้

ยิ่งฉันรู้จักนายมากขึ้นเท่าไหร่ ฉันยิ่งกลับรู้สึกว่านายยิ่งอยู่สูง ยิ่งอยู่ห่างไกลเกินเอื้อมมากขึ้นไปเท่านั้น

ความคิดนั้นทำให้หัวใจที่เคยพองโตของฉันแห้งเหี่ยวลงในพริบตา...

"นี่เธอหมดมุกจะเล่นแล้วจริงๆ ใช่ไหมถึงต้องเอาน้ำจิ้มอะไรนั่นมาล่อฉัน โอ๊ย..." แม็กนั่มพูดด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่นในขณะที่ยังหยุดหัวเราะไม่ได้ มือข้างหนึ่งกุมหน้าท้องตัวเองที่แข็งเพราะหัวเราะไม่หยุด ฉันอยากจะปาหัวมันด้วยอะไรสักอย่างเหลือเกิน และอยากจะปาหัวตัวเองให้แตกละเอียดด้วย โดยเฉพาะตอนที่ปล่อยให้หัวใจมีอิทธิพลมากกว่าสมองแบบนี้ ฉันสะกดกลั้นความรู้สึกหวั่นไหวในหัวใจไว้ พยายามไม่ให้ตัวเองคิดเกินเลยไปมากกว่านี้ ส่วนแม็กนั่มได้แต่ยิ้มกริ่มแล้วมองฉันพลางพยายามกลั้นขำอีก "แล้วยัง... อะไรนะ เลี้ยงไอติม ซื้อไอติมให้ฉันกิน โอ๊ย... เธอนี่มัน... ให้ตายเถอะ ใช้สมองส่วนไหนคิดเนี่ยยัยบ๊อง"

ใบหน้าของฉันบึ้งตึงด้วยความหงุดหงิด เพราะใครล่ะที่ทำให้ฉันต้องพูดอะไรโง่ๆ แบบนั้นออกมา คนบ้า!

"งั้นก็ไม่ต้องกินข้าวไม่ต้องกินอะไรทั้งนั้นแหละ ไอตงไอติมก็ไม่ต้องกินมันแล้ว พาฉันไปส่งหอด้วย!"

ฉันกระแทกเสียงใส่คนตรงหน้าอย่างอาจหาญ อย่างที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะกล้าทำ แล้วกระทืบเท้าเดินปึงปังออกไปจากครัวด้วยความหงุดหงิด ทิ้งตัวลงนั่งกอดเข่าบนโซฟาตัวเดิมที่ย้ำเตือนถึงเหตุการณ์เมื่อครู่แล้วแลบลิ้นใส่คนที่อยู่ในห้องครัวโดยที่ไม่กลัวเลยว่าเขาจะเห็นแล้วฆ่าฉันทิ้ง

กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ หมอนี่คงชินกับความน่ารำคาญของฉันได้บ้างแล้วล่ะมั้ง ฉันถอนหายใจเฮือก ถือวิสาสะหยิบหมอนอิงนุ่มๆ ขึ้นกอดไว้แล้วเอาคางเกยด้วยความเซ็ง เซ็ง... ไอ้คนบ้านั่น เฮอะ อีกเดี๋ยวกลับหอไปก็คงจะหมดเวรหมดกรรมกับหมอนี่แล้ว ฮึ้ยยยย ไอ้คนงี่เง่าเต่าตะพาบเอ๊ย

ใช่สิ้ ทั้งโลกนี้มีแค่แม็กนั่มผู้สูงส่งคนเดียวนี่ทำตัวเอาแต่ใจได้ ฉันควรจะรู้ที่ต่ำที่สูงใช่ไหมล่ะ ใช่ไหม!! ฮึ่ย

"ฉันจะกิน... เธอจะทำไม..."

เสียงดังขึ้นจากเหนือหัว ฉันเงยหน้าขึ้นมอง

แม็กนั่มโผล่มายืนอยู่ตรงหน้าฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ร่างสูงถือกล่องไอศกรีมรสดับเบิ้ลช็อคโกแลตไว้ในมือราวกับจะประชดประชันคำพูดของฉันเมื่อก่อนหน้านี้ ใบหน้าบูดเบี้ยวหงุดหงิดพอกันกับฉันก้มลงมองฉันตอบด้วยความไม่สบอารมณ์ที่มากพอๆ กัน อะไรกันเล่าคนบ้า ฉันง้อนายแล้ว ยังไม่พออีกหรือไงกัน ไอ้คนทุเรศแล้วยังเอาแต่ใจ ฉันสิควรจะโกรธ แล้วทำไมมันดันกลายเป็นนายที่โกรธฉันแทนล่ะ ฉันเบือนหน้าหนีแล้วถอนหายใจหนักๆ ออกมาให้เขารู้ว่าฉันไม่พอใจมาก

"ฉันจะกลับหอแล้ว" ฉันว่าแล้วพยายามจ้องดวงตาคู่นั้นกลับ "นายต้องพาฉันไปส่งที่หอ... ตอนนี้เลย"

"ปล่อยกลับหอไปเธอจะได้โดนคนแบบไอ้ฟรังก์แห่เรียงคิวเธอน่ะสิ" เขาว่าด้วยสีหน้านิ่ง "ฉันไม่ให้เธอกลับ..."

ฉันกัดฟันกรอด หงุดหงิดจนพูดไม่ออก... มันก็จริงของหมอนั่น ตั้งแต่ที่ยัยตัวปลอมส่งข้อความนั่นไป ป่านนี้คงมีผู้ชายราวครึ่งโรงเรียนมารออยู่ใต้หอของฉันเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้สวยระดับดาวโรงเรียนก็ตามที แต่นั่นคือผู้ชาย เพศที่หื่นได้ทุกเวลาโดยธรรมชาติ... และฉัน(อีกคนหนึ่ง)คือผู้หญิงที่พร้อมจะเสมอมอบทอดกายให้ฟรีๆ มีหรือที่พวกเขาจะไม่เอา...

ช้อนสีเงินวาววับถูกผลักเข้ามาจนเกือบจะกระแทกเข้ากับกลางหน้าผากของฉันด้วยฝีมือของคนตรงหน้า

"และถ้าเธอไม่ยอมกิน ฉันจะเอาไอศกรีมทั้งกระปุกโปะหัวเธอ"

เขาว่าแล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ บนโซฟาตัวใหญ่แล้วเปิดกระปุกไอศกรีม

ถึงฉันจะไม่รู้จักเขาดี แต่ฉันรู้ว่าแม็กนั่มไม่ใช่คนขู่อะไรลอยๆ เพราะงั้นฉันจึงได้แต่จำใจหยิบช้อนสีเงินขึ้นมา

คนงี่เง่า คนบ้า คนชอบใช้กำลัง ขู่เข็ญ ร้ายกาจ อีตาบาดทะยัก...

แม็กนั่มมองหน้าเหมือนรู้ว่าฉันกำลังด่าเขาในใจ

"...ต้องให้จุดธูปเรียกก่อนไหมเธอถึงจะยอมกิน?" เขาถามแล้วมองหน้าฉันตาเขียว "กิน..."

เสียงเข้มออกคำสั่ง ฉันจำใจใช้ช้อนนั่นตักไอศกรีมขึ้นมานิดหน่อยเข้าปาก ก็อร่อยดีอยู่หรอก อันที่จริงคืออร่อยกว่าไอศกรีมแบรนด์ไหนๆ ที่เคยกินมาในชีวิตนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็นั่นแหละ มันไม่แปลกหรอก สำหรับคนที่มีเงินมากมายอย่างแม็กนั่มคงจะซื้ออะไรก็ตามที่ดีที่สุดเท่าที่เงินเขาจะซื้อได้นั่นแหละ ฉันตักไอศกรีมใส่ปากอีกคำหนึ่ง... เฮ้อ เพียงแต่ว่าความหงุดหงิดมันมีมากกว่าความอยากกินนี่สิ... ฉันถอนหายใจแล้วทิ้งช้อนไว้ในกระปุกไอศกรีมของเขา ใบหน้าหล่อหันขวับมามองฉันด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรที่แม้แต่หมาแมวยังสัมผัสได้

"ฉันกินแล้วไง!" ฉันว่าแล้วมุ่นหัวคิ้วใส่ หมอนี่ยังไม่พอใจอีกหรือไง!

ดูเหมือนคำตอบของฉันจะกระตุ้นต่อมผีเข้าของแม็กนั่มเข้าพอดี หมอนั่นจ้วงไอศกรีมขึ้นมาคำใหญ่ ก่อนจะใช้มือเอื้อมอ้อมหลังมารั้งคอของฉันให้เข้าไปใกล้ พร้อมกับยัดไอศกรีมคำมโหฬารเทียบเท่ากองขี้ช้างใส่ปากฉัน ความเย็นของไอศกรีม ความขมของช็อคโกแลต และความหวานตีกันจนปวดหัวจี๊ด ทว่าหมอนั่นไม่ยอมให้ฉันคายออกมา มือใหญ่ทั้งสองข้างจับใบหน้าของฉันล็อคไว้ให้กลืนไอศกรีมนั้นลงไปในที่สุด... ไอ้ ไอ้บ้า... ฉันไอค่อกแค่กแล้วมองเขาด้วยสายตาอาฆาตแค้น

"ถ้าติดคอจะทำไง!" ฉันแหวใส่แล้วหยิบช้อนขึ้นมาตั้งท่าจะตีหัวเขาจริงๆ

"เธอก็ตายไง" หมอน่ันตอบหน้านิ่งแล้วตักไอศกรีมกินต่อ "กิน..."

ฉันแยกเขี้ยวใส่หมอนั่น ก่อนจะตักไอศกรีมคำเล็กๆ ใส่ปากต่ออย่างไม่เร่งรีบ ส่วนแม็กนั่มควานหารีโมทกดเปิดโทรทัศน์จอบางเฉียบบนผนังตรงหน้า นิ้วเรียวยาวกดเลื่อนหารายการที่หวังว่าเราสองคนพอจะดูร่วมกันได้ ตัวฉันอยากดูละครหลังข่าว ส่วนหมอน่ันอยากเล่นเกมกับเครื่อง PS4 ที่ตั้งอยู่บนพื้นหน้าโทรทัศน์ จนสุดท้ายแล้วฉันกับเขาก็ต้องลงเอยที่การเป่ายิ้งฉุบกันเพื่อตัดสินว่าใครจะได้ครอบครองโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่น ผลคือฉันเป่ายิ้งฉุบชนะแม็กนั่ม แต่หมอนั่นก็ยังได้เล่นเกมอยู่ดี... #%$!฿$!^%@~

"ไปนอนก่อนเลยไป"

เขาใช้มือปิดไมค์แล้วกระซิบออกคำสั่งกับฉันในขณะที่มือยังคงกำจอยสติ๊กในมือแน่น หูฟังราคาเกินแสนครอบอยู่บนหัวหล่อๆ ที่ฉันอยากจะเดินไปหยิบมีดในครัวมาบั่นทิ้งอยู่บ่อยๆ ดวงตาทั้งคู่จ้องมองหน้าจอโทรทัศน์เบื้องหน้าด้วยสีหน้ามุ่งมั่น(ที่จะเล่นเกม) เป็นภาพที่แปลกตาจนฉันแทบกลั้นยิ้มไว้ไม่ได้เลย ตอนนี้เขาก็คือเด็กน้อยวัยสิบเจ็ดคนหนึ่งที่ติดเกม ตอนนี้เองที่หมอนี่ค่อยทำตัวน่ารักน่าชังสมวัยหน่อย ถึงแม้ว่าในเวลาอื่นเขาจะไม่ต่างอะไรจากปีศาจที่ถือกำเนิดในนรกขุมที่ลึกที่สุดก็เถอะ

หมอนั่นหันมาแล้วชี้ไปที่ประตูห้องนอนของแขกที่เขายกให้ฉันนอนชั่วคราวระหว่างการลี้ภัยนี้

ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบจากปากเพราะไม่อยากให้เพื่อนคนอื่นที่เล่นเกมกับเขารู้ว่าตอนนี้แม็กนั่มอยู่กับฉัน

หมอนั่นเลิกคิ้วแล้วมองหน้าฉันด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กๆ กที่ฉันฉลาดพอที่จะรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร... ไม่ควรที่จะแสดงตัวให้ใครรู้ ฉันยิ้มแห้งๆ แล้วเบือนหน้าหนีจากสายตาของเขา แม็กนั่นเบนสายตากลับไปมองโทรทัศน์และเกมของเขาเหมือนอย่างเดิม ส่วนฉันได้แต่ยืนนิ่งด้วยความรู้สึกชาหนึบบนใบหน้า

ฉันไม่ได้โง่หรอก ถึงหมอนั่นจะคิดว่าฉันน่ารำคาญไปบ้าง แต่ฉันก็รู้ว่าที่ของฉันอยู่ที่ไหนในโลกของเขา ฉันไม่มีวันที่จะเทียบกับคนแบบนายได้ ไม่มีเลย แค่เกิดมา เราสองคนก็ต่างกันมากอยู่แล้ว ฉันคือคนประเภทที่ต้องแหงนหน้ามองคนอย่างเขามาตลอดชีวิต ทั้งเรื่องต้นทุนชีวิตที่เกิดมาในกองเงินกองทอง สมองที่ชาญฉลาด ผลการเรียนที่เลิศเลอไร้ที่ติ มีเพื่อนห้อมล้อมมากมาย นั่นยังไม่รวมใบหน้าหล่อเหลาดูดีจนไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้มีอยู่จริงด้วยซ้ำ ฉันอยากจะมีชีวิตอย่างเขามาตลอด แต่มันก็เป็นได้แค่ฝันที่ไกลเกินเอื้อม

แม็กนั่มหันมามองฉันอีกพักหนึ่งก่อนจะยักไหล่ แล้วหันกลับไปสนใจกับหน้าจอโทรทัศน์ต่อ ฉันเดินอย่างเงียบเชียบแล้วนั่งลงบนพื้นพรมนุ่มด้านหน้าโซฟาตัวใหญ่หน้าจอโทรทัศน์ที่แม็กนั่มกำลังนั่งเล่นเกม สายตาทั้งสองของฉันจับจ้องบนจอ พยายามทำความเข้าใจกับอะไรก็ตามที่กำลังเกิดขึ้นในหน้าจอนั้น หมอนั่นกำลังยิงๆๆๆ ฝ่ายตรงข้าม โยนระเบิดบึ้ม พร้อมกับคุยกับเพื่อนเขาผ่านไมค์ที่ติดกับหูฟังด้วยคำศัพท์ทางเทคนิคของเกมที่ฉันไม่ค่อยเข้าใจความหมายของแต่ละคำที่ออกมาจากปากเขาเท่าไหร่นัก

ฉันฉวยโอกาสนี้แอบมองเขาจากด้านข้าง เรียกได้ว่าเกือบจะเป็นการจ้อง...

ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดจนไม่อยากจะเชื่อว่าเขามีตัวตนอยู่จริง แต่เขาก็อยู่ตรงหน้านี้จริงๆ...

การได้รู้จักกับนาย ทุกอย่างเป็นเหมือนฝันที่ไม่อาจจะเป็นจริงได้ ถึงจะเหมือนฝันร้ายในช่วงแรกๆ ก็เถอะ แต่ฉันก็ดีใจที่ได้รู้จักนายนะ แม็กนั่ม... ฉันไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตนี้ฉันจะได้มาเจอกับอะไรแบบนี้ ไม่คิดเลยว่าจะได้รู้จักกับคนอย่างนายที่อาศัยอยู่คนละโลกกับฉัน ทั้งยังไม่มีอะไรที่เราสองคนมีจุดเหมือนร่วมกันเลยแม้แต่นิดเดียว...

เมื่อเรื่องทุกอย่างจบลง เราสองคนก็จะแยกทางกันไปใช้ชีวิตของตัวเอง

และสักวันหนึ่ง ทุกอย่างก็จะกลายเป็นแค่อดีตที่ลางเลือนสำหรับนายสินะ...

ดวงตาของฉันมองใบหน้าด้านข้างที่ดึงดูดจนไม่อาจละสายตาได้ พยายามเก็บภาพทุกอย่างตรงหน้าเอาไว้ในความทรงจำ ฉันไม่รู้หรอกว่าจะมีโอกาสนี้ไปอีกนานแค่ไหน ไม่รู้ว่าจะได้อยู่ที่ตรงนี้ที่ได้เห็นเขาไปอีกนานเท่าไหร่ก่อนจะกลับไปเป็นจันทร์เจ้าที่ไร้ตัวตนในสายตาใครๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาและในโลกของคนตรงหน้า... หากไม่ใช่เพราะเรื่องบ้าๆ ที่เกิดขึ้น คงจะไม่มีวันที่แม็กนั่มและจันทร์เจ้าจะโคจรมารู้จักกันได้...

ฉันไม่รู้หรอกนะว่าช่วงเวลาที่ได้ใช้ไปกับเขาจะยาวนานไปถึงตอนไหน แต่ตอนนี้... แค่ตอนนี้เท่านั้น...

ขอแค่ให้ฉันได้มองเขาต่อไปจากมุมมืดๆ แบบนี้ต่อไปก็พอ แม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นฉันในสายตาเลยก็ตาม

ฉันคิดในใจแล้วหลับตาลง ความง่วงกำลังโจมตีจากข้างใน คางเกยลงกับเข่าที่ชันคุดคู้อยู่ตรงหน้า

"นี่ ง่วงก็ไปนอนสิ ฝืนตัวเองอยู่ทำไม... ยัยลูกแมว"

แม็กนั่มพูดเบาๆ แล้วจับต้นแขนของฉันดึงให้ขึ้นไปนอนบนโซฟาตัวใหญ่ด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ปนรำคาญเล็กๆ ฉันโดนลากขึ้นไปอย่างงุนงงและง่วงจนหาวแล้วหาวอีก กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง หัวของฉันหนุนอยู่บนตักกว้างของแม็กนั่มแล้ว ดวงตาของฉันเบิกโพลงด้วยความตกใจจนเกือบจะสปริงตัวหนี แต่สติที่ยังเหลืออยู่ก็ย้ำเตือนว่าโอกาสแบบนี้กับคนๆ นี้คงมีไม่มากนักหรอกหลังจากที่เรื่องทุกอย่างจบลง... เราต่างคนต่างก็ต้องแยกทางกันเดินอีกครั้ง...

ใช้เวลาที่มีอยู่นี้ให้คุ้มค่าที่สุดเถอะจันทร์เจ้า

ทั้งที่เคยโกรธจนแทบอยากจะหักคอเขามาก่อน ทั้งที่เคยกลัวและรังเกียจการกระทำทุกอย่างของเขา ในตอนนี้ทุกอย่างกลับกลับตาลปัตรไปแล้ว... ตอนนี้... ที่นี่... ฉันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนภายใต้ร่างกายที่แข็งแกร่งของคนที่นั่งอยู่เหนือขึ้นไปไม่ห่าง ความเครียดที่เคยกัดกินพลังชีวิตและจิตใจที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหามากมายหายไป ความรู้สึกที่เหมือนฉันอยู่ตัวคนเดียวในโลกมาตลอดชีวิตสลายหายไปหมดเมื่อมีเขาอยู่ข้างๆ แบบนี้... หัวใจกำลังสลักลึกช่วงเวลานี้ลงไปในส่วนที่ลึกที่สุด ไม่ว่าต่อจากนี้จะนานผ่านไปแค่ไหน ฉันจะไม่ลืมช่วงเวลานี้

หัวใจของฉันเต้นหนักหน่วงรุนแรง ได้แต่นอนเกร็งอยู่ในตักของเขา

กลัวแม้กระทั่งจะหายใจออกมา กลัวว่าจะรบกวนเขา...

"นอนนิ่งๆ ล่ะ... ถ้าเธอขยับยุกยิกแล้วฉันแพ้ ฉันจะจับเธอโยนลงจากระเบียง" เขาขู่ฉันเสียงเบา

ฉันค่อยๆ ผ่อนลมหายใจเข้าออกลึกๆ แล้วพยายามข่มตาให้หลับต่อไปให้ได้ ในขณะที่เจ้าของร่างสูงที่เป็นที่พึ่งพิงให้ฉันยังคงเล่นเกมต่อไปด้วยท่าทีที่นุ่มนวลลงกว่าเดิมจนสัมผัสได้ หัวใจของฉันยิ่งคิดเข้าข้างตัวเองไปกันใหญ่ หรือว่า... หรือว่าเขากลัวว่าเขาจะรบกวนฉันที่กำลังจะหลับอยู่รอมร่อ ทั้งที่ตัวเองเป็นคนสั่งให้ฉันนอนนิ่งๆ ห้ามขยับยุกยิกซะเองด้วยซ้ำ... ท่าทีที่แปรเปลี่ยนไปของเขาทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงการกระทำที่แสนจะตรงข้ามกับคำพูดโหดร้ายที่ออกมาจากปาก ความอ่อนโยนของคนตรงหน้า... ไม่เคยแสดงออกผ่านคำพูดร้ายกาจนั่นเลย แต่กลับสะท้อนออกมาจากการกระทำ ฉันสัมผัสมันได้เสมอ... แม้ว่าเขาจะพยายามสรรหาคำพูดที่แข็งกร้าวที่สุดออกมาใช้กับฉัน...

ทุกการกระทำที่อ่อนโยนของเขาไม่เคยโกหกเลย...

เย็นวันนั้น... แม้จะเป็นช่างเวลาเลวร้ายที่สุดในชีวิตของฉัน...

ความย้อนแย้งของพรหมลิขิตกลับบันดาลให้คืนนี้กลายเป็นคืนที่ดีที่สุดด้วยเช่นกัน



ฉันกระพริบตาถี่ๆ แล้วลืมตาตื่นขึ้นมา

สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แสงสีชมพูอ่อนอมม่วงของท้องฟ้ายามเช้าส่องทะลุผ้าม่านเข้ามาในห้องนอน ฉันมองไปรอบๆ และพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงนุ่มใหญ่พร้อมกับผ้าห่มนุ่มหนาที่ห่มคลุมตัวไว้ให้ ก่อนจะเริ่มคิดย้อนกลับไปด้วยความงุนงงเพราะเท่าที่จำได้ เมื่อคืนฉันเผลอหลับไป... บนตักของแม็กนั่ม... บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ไม่ใช่ห้องนอนนี่แน่นอน ฉันกัดริมฝีปากตัวเองด้วยความอายที่ทำให้ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวตั้งแต่เช้าแล้วกระโดดลงจากเตียงนุ่มอย่างเงียบเชียบ ค่อยๆ บิดมือจับประตูออกไปเพื่อหาตัวเจ้าของห้อง

เสียงหายใจเบาๆ เป็นจังหวะของใครบางคนเรียกให้ฉันสาวเท้าเข้าไปใกล้ต้นตอของเสียง

ก่อนจะใช้มือปิดปากตัวเองไว้... ด้วยความตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า

แม็กนั่มนอนขดตัวหลับอย่างไม่สบายตัวนักอยู่บนโซฟาตัวเดิมที่เขานั่งเล่นเกมเมื่อคืนนี้ ใบหน้าที่เคยดุดันเกรี้ยวกราดเอาแต่ตวาดใส่ฉันตลอดหลับตาพริ้มไปทั้งๆ ที่ยังมีหูฟังครอบหูทั้งสองข้างไว้... ขายาวๆ พาดเลยความยาวของโซฟาตัวยาวกลางห้อง ฉันค่อยๆ นั่งลงบนพื้นตรงหน้าของคนตรงหน้าที่ยังคงหลับสนิท ริมฝีปากบางเผยอเปิดออกนิดๆ พร้อมกับเสียงลมหายใจแผ่วเบาและแผงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามการหายใจเป็นจังหวะ... ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาดในยามหลับทำให้ฉันไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว...

ก้อนเนื้อในหน้าอกบีบตัวเป็นจังหวะรุนแรง หัวใจที่ต้องทำงานหนักตั้งแต่เช้าเพราะคนตรงหน้าคนนี้...

ฉันกลืนน้ำลายอย่างแผ่วเบาแล้วใช้มือกุมหน้าอกตัวเอง ขอบตาทั้งสองข้างร้อนผ่าว

ฉันจะทำยังไงดี...

แย่แล้ว...



เพราะไม่อยากให้ตัวเองคิดเกินเลยไปมากกว่านั้น ฉันจึงตัดสินใจว่าฉันต้องหาอะไรทำ อะไรก็ตามที่ไม่ใช่การนั่งจ้องใบหน้าของเขาที่กำลังหลับ แม้ว่าหัวใจจะกรีดร้องขอให้ฉันนั่งอยู่ตรงนั้นต่อไปอีกสักวินาทีเดียวก็ตามที ฉันกัดฟันกลั้นใจลุกขึ้นไปหยิบผ้าห่มมาจากห้องนอนแล้วห่มให้คนตรงหน้าที่ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อทำอาหารเช้า เผื่อว่าหมอนั่นจะตื่นมาแล้วหิว ก็เมื่อคืนทั้งฉันทั้งเขายังไม่ได้กินอะไรนอกจากไอศกรีมนั่นเลยด้วยซ้ำ

ก๊อกๆๆๆๆ

เสียงเคาะประตูจากข้างนอกดังขึ้น ฉันชะงักกึก

ก๊อกๆๆๆ!!! ปังๆๆๆ!!!

คราวนี้มันไม่ใช่แค่เสียงเคาะ แต่ดันเป็นเสียงทุบประตูตามมาด้วย

ฉันกำมีดทำครัวในมือแน่น หัวใจเต้นถี่รัว เหงื่อเริ่มไหลซึม เอาไงดี ปลุกหมอน่ันดีไหม คนบ้าอะไรหลับลึกเหลือเกิน ฉันชะเง้อมองร่างสูงในห้องนั่งเล่นที่ยังหลับตาพริ้ม ก่อนจะตัดสินใจวางมือจากหอมซอยแล้วเดินออกมาจากในครัวพร้อมกับมีด ทว่าท่ามกลางความเงียบและเสียงลมหายใจของแม็กนั่มนั่นเอง ฉันได้ยินเสียงติ๊ดเบาๆ ของประตูที่ถูกปลดล็อค

เวรกรรม ใครกันที่มีคีย์การ์ดเข้าห้องหมอนี่นอกจากหมอนี่เอง ฉันกำมือมีดในมือแน่นกว่าเดิม สายตาเหลือบมองหมอนั่นที่ยังหลับสลับกับประตูที่แง้มเปิดอยู่รอมร่อ ก่อนสัญชาติญาณจะตัดสินใจแทนสมองแล้วสั่งให้ฉันกระโดดผลุงเข้าไปแอบในตู้ใต้เคาน์เตอร์ในครัวแล้วปิดฝาตู้ทันที แทบจะลืมวิธีหายใจเมื่อเสียงฝีเท้าของคนราวสองสามคนเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับเสียงโหวกเหวกโวยวาย... ไม่ใช่ว่าฉันหนีแล้วทิ้งให้เขาเผชิญหน้ากับใครก็ไม่รู้แค่คนเดียว แต่ฉันแค่... แค่มั่นใจว่าใครก็ตามที่สามารถเข้าห้องของเขาได้จะต้องเป็นคนที่แม็กนั่มไว้ใจในระดับหนึ่ง

คงจะป็น... เพื่อนของเขา...

และเขาคงไม่อยากให้ใครรู้หรอกว่าเขาซ่อนผู้หญิงไว้ในห้องด้วย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเหตุที่สุดวิสัยก็เถอะ

ฉันไม่อยากเป็นคนที่ทำลายเขา หลังจากทุกอย่างที่เขาทำเพื่อฉันมาตลอดจนกระทั่งตอนนี้

ฉันเป็นได้แค่เงาเท่านั้น เมื่อแสงสว่างสาดส่องมา ฉันก็ต้องจางหายไป

"แม็ก!!!"

"มันหลับอยู่... นี่"

"เออ กูก็ว่า เมื่อคืีนเล่นอยู่ดีๆ แม่งหายไปเลย เอ้าไอ้สัส ตื่น!!!"

เสียงผ้าห่มถูกกระชากออก ตามด้วยเสียงปึงปังตึงตังและเสียงก่นด่าเบาๆ ของแม็กนั่มที่ยังคงงัวเงีย ฉันแอบไม่พอใจเล็กๆ ที่เพื่อนของหมอนั่นปลุกแม็กนั่มแบบนั้น ทั้งที่ฉันพยายามที่จะทำตัวเงียบๆ มาตลอดตั้งแต่ตื่นเพียงเพราะอยากให้เขาได้นอนเต็มที่ ฉันแอบมองผ่านช่องระหว่างฝาตู้เล็กๆ ที่แสงลอดเข้ามา แม็กนั่มนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวตัวนั้น กำลังมองหาผ้าห่มที่เคยห่มคลุมตัวเองไว้แต่กลับหายวับไปด้วยสีหน้างุนงงในไม่กี่วินาทีให้หลัง

ไม่ต้องห่วงนะ ฉันซ่อนอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าใครจะรู้เรื่องฉัน

ฉันคิดในใจราวกับว่าหมอน่ันจะได้ยิน

"ทำไมไม่ไปนอนดีๆ วะ" เพื่อนคนแรกของเขานั่งลงบนโซฟาตรงหน้าแล้วหยิบจอยสติ๊กขึ้นมา "ทำไรอยู่นี่วะ"

"เสือก" แม็กนั่มว่าแล้วใช้มือเสยผมตัวเองอย่างง่วงๆ แล้วมองไปรอบๆ "แล้วพวกมึงมาทำเหี้ยอะไรกันที่นี่?"

"คืนนี้กูว่าจะขอใช้สถานที่ของคุณแม็กนั่มหน่อยครับ คือพวกพี่ๆ เขา..."

"ไม่" แม็กนั่มปฏิเสธทันทีแล้วส่ายหน้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วบิดขี้เกียจ

"ทำไมวะ?" เพื่อนของเขาถามด้วยน้ำเสียงยานคางเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอียงคอ "หรือว่าที่เขาลือๆ กันจะเป็นจริง"

"แล้วพวกมึงลือเหี้ยอะไรกันล่ะ?" แม็กนั่มถามแล้วยืนกอดอกมองเพื่อนด้วยสีหน้าหงุดหงิด

อย่าบอกนะว่า...

"เรื่องที่มึงกำลังคบกับผู้หญิงคนนึง จะพูดว่าคบก็เกินไปหน่อย เอาเป็นว่า คุณแม็กนั่มคนนี้ในที่สุดก็หยุดที่ผู้หญิงคนเดียวได้ด้วยเหรอครับ ?" เพื่อนของเขาว่าด้วยน้ำเสียงล้อเลียน แม็กนั่มกัดฟันกรอด ไม่พูดอะไรก่อนจะเดินไปที่ชั้นหนังสือท่ามกลางความงุนงงของเพื่อนๆ แล้วหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาพินิจพิจารณา ก่อนจะปาโครมใส่ปากเพื่อนคนนั้นอย่างแม่นยำ ทำเอาเพื่อนเขาวงแตกหลบกันจ้าละหวั่นทันที "เอ้าๆๆๆ โกรธด้วยครับ ว้า แย่จัง เสือใหญ่กลายเป็นแมวน้อยไปแล้วววว~"

หัวใจของฉันเต้นแรงกับบทสนทนาของเขากับเพื่อน ร่างกายปั่นป่วนไปหมด...

"ถ้ามึงมีธุระแค่นั้นก็เชิญกลับไปได้แล้ว" แม็กนั่มว่าแล้วชี้ไปที่ประตูอย่างหงุดหงิด "...กูจะนอน"

"หรือจริงๆ แล้วที่ไล่กลับเพราะ... มึงจะทำอย่างอื่น..." เพื่อนของเขาหรี่ตามองแล้วเลิกคิ้ว "กับ... คนอื่น..."

"แหมมม คุณแม็กนั่มเปลี่ยนไปนะครับเนี่ย โดนถอดเขี้ยวเล็บแล้วสินะครับ ?"

หัวใจของฉันเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้น เพื่อนของเขาจะรู้ไหมนะว่าผู้หญิงที่พวกเขากำลังพูดถึงนั่นคือฉัน ฉันคนนี้ที่อยู่ตรงนี้ ฉันคนนี้ที่เห็นและได้ยินทุกอย่างเต็มสองตาสองหู แม็กนั่มเปลี่ยนไปจริงๆ สินะ ไม่ใช่แค่ฉันที่สัมผัสได้ แม้แต่เพื่อนของเขายังจับได้ว่าแม็กนั่มเปลี่ยนไป เขาไม่ได้ร้ายกาจกับฉันเหมือนอย่างครั้งแรกที่เราเจอกัน... บางที... บางที... ฉัน... ฉันอาจจะมีโอกาสให้ลุ้นสักนิดก็ได้

หัวใจของฉันเต้นแรงอย่างมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

แค่เพียงไม่กี่นาที ทว่าฉันรู้สึกเหมือนได้รู้จักเขามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมุมมองของคนอื่น จากมุมมองของเพื่อนสนิทของเขาเองที่ช่วยยืนยันว่าฉันเองก็ไม่ได้คิดไปเองคนเดียว หัวใจที่สั่นเทาเพราะความหวั่นไหวเผลอทำให้มือสั่นไปด้วย มือที่สั่นจนเผลอทำมีดเลื่อนหลุดลงกระแทกกับพื้นไม้อัดในตู้ที่ฉันแอบอยู่

ความตกใจทำให้ฉันเผลอส่งเสียงร้องออกมาแม้จะใช้มือตะครุบปิดปากไว้แต่ไม่ทัน

เสียงที่ทำให้ทุกคนหันมองหาต้นเสียง

"หืม??" เพื่อนของเขาขมวดคิ้วมองหน้าแม็กนั่มด้วยความสงสัย

ฉัน ฉันขอโทษ... ฉันคิดในใจในขณะที่น้ำตาเริ่มเอ่อคลอดวงตา

ถ้า... ถ้าโดนจับได้ล่ะก็...

"...พวกมึงกลับไปได้แล้ว"

แม็กนั่มว่าแล้วสาวเท้าเดินเข้ามาในครัว เขารู้... รู้แล้วว่าฉันแอบอยู่ที่นี่ แต่ทว่าเขาไม่ได้เดินเข้ามาหาฉัน หมอนั่นเดินไปที่เครื่องทำกาแฟแล้วกดสองสามที กลิ่นกาแฟโชยไปทั่วห้องในขณะที่ฉันนั่งแอบอยู่ที่เดิม ตัวเกร็ง สั่น มือทั้งสองข้างปิดปากแน่น น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาทั้งสองข้างด้วยความกลัวสุดชีวิตว่าจะเพื่อนของเขาจับได้ กลัวว่าจะทำให้เขาเดือดร้อน

เสียงแก้วกาแฟเคลื่อนออกจากเครื่องชงกาแฟที่อยู่เหนือหัวของฉันบนเคาน์เตอร์ ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้กับประตูของตู้ที่ฉันนั่งคุดคู้ซ่อนตัวอยู่แล้วยืนหันหลังพิงไว้ บดบังฉันจากเพื่อนคนอื่นที่ยืนอยู่ในห้องนั่งเล่น ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ หลับตาภาวนากับพระผู้เป็นเจ้าทุกพระองค์ให้รอดไปได้อีกสักครั้ง

"กูได้ยินเสียงจริงๆ นะ" เพื่อนของเขาว่าขึ้น "มึง... เปิดตู้นั่นดูไหม?"

"ไม่" แม็กนั่มปฏิเสธเสียงแข็งแล้ววางแก้วกาแฟโครมลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนเหนือหัวของฉัน

"ถ้ามีอะไรพวกกูจะได้ช่วยมึงทันนะไอ้สัส" เพื่อนเขายังคงดื้อดึง

โอ๊ยยย จะห่วงอะไรกันนักหนา ถ้าหมอน่ันบอกว่าไม่มีก็ไม่มีสิ!!!

"กู..." แม็กนั่มว่าแล้วแสร้งทำเป็นจิบกาแฟ แต่ฉันรู้ว่าเขากำลังคิดหาข้อแก้ตัวดีๆ "กู..."

"เมี้ยวว~"

ฉันร้องออกไปอย่างไม่ทันคิด เสียงที่พยายามเลียนให้เหมือนเสียงแมวที่สุดเท่าที่ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ แม็กนั่มเงียบสนิท ทุกคนเงียบสนิท หัวใจของฉันเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมากองบนพื้นตรงหน้า พูดอะไรสักอย่างออกมาสักทีสิเฟ้ยย ก่อนที่ใครต่อใครจะได้ยินเสียงหัวใจของฉันเต้นหนึบหนับแบบนี้

ฮือออ ไอ้พวกคนบ้า พวกคนขี้สงสัยบ้าๆ บอๆ ไม่เป็นเรื่อง

"มึงเลี้ยงแมว???" เพื่อนของเขาถามแล้วทำตาโต "คนอย่างมึงเนี่ยนะ???"

"แล้วหนักอะไรของมึง?" แม็กนั่มว่าแล้วยืนเบียดกับฝาตู้แน่นขึ้นอีกอย่างกลัวว่าเพื่อนจะเข้ามาเปิดดู

"กูก็นึกว่ามึงจะแอบผู้หญิงไว้..." เพื่อนของเขาว่าแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งใจ แต่ฉันกลับไม่รู้สึกอย่างนั้นเลยสักนิด อันที่จริงแล้ว หัวใจของฉันแทบจะหยุดเต้นไปเลยด้วยซ้ำกับคำพูดที่ออกมาจากปากเพื่อนเขา "จริงๆ นะ กูนึกว่ามึงจะหยุดซะแล้ว นึกว่าติดใจอะไรกับยัยนั่น... ไม่เห็นจะมีอะไรดี สวยก็ไม่สวย หุ่นก็งั้นๆ ไม่รู้ว่ามีอะไรดีมึงถึงติดใจ แถมมีข่าวลือแปลกๆ ที่ว่ายัยนั่นเป็นคนไบโพลาร์อะไรนั่นอีก กูดีใจที่มึงเลิกยุ่งกับยัยนั่นได้สักที"

"เออ ในเมื่อมึงก็รู้กันว่าไม่มีอะไรหยุดกูได้ แล้วทำไมมึงยังสงสัยกันอีก..." แม็กนั่มพูดด้วยน้ำเสียงเนือยๆ

ฉันใช้มือกุมหน้าอกที่เจ็บจี๊ด ใบหน้าชาสั่นไปหมด เจ็บราวกับมีเข็มนับร้อยเสียดแทงเข้ามาในหัวใจ

"กูแค่อยากเตือนมึงด้วยความหวังดีนะเพื่อน ถ้ามึงยังคิดอยากจะเข้าเดอะแก๊งอยู่ล่ะก็นะ มึงก็ต้องทำตัวให้สมกับเดอะแก๊งมากกว่านี้ กูไม่ได้บอกนะว่ามึงจะคบใครไม่ได้เลย แต่ไม่ใช่ตอนนี้ และไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นแน่ๆ แม้แต่พี่คอปเตอร์เองก็มีแฟน แต่แฟนของพี่คอปเตอร์เป็นใคร มึงก็รู้... พี่อันอัน... น้องสาวพี่อาก้าอดีตหัวหน้าแก๊ง คนที่สามารถหยุดพี่คอปเตอร์ได้... ต้องคนแบบนั้นถึงจะเหมาะกับมึง ไม่ใช่ยัยนั่นหรอก"

ผู้หญิงคนนั้น... ผู้หญิงคนนี้... ผู้หญิงอย่างฉัน...

คนที่คู่ควร... กับคนอย่างฉัน...

คนที่ไม่มีอะไรดีพอเลยสักนิด คนที่ไม่มีอะไรคู่ควรกับเขาคนนี้

แม็กนั่มเงียบไปพักใหญ่หลังจากที่เพื่อนของเขาพูดจบ ในขณะที่ใบหน้าของฉันเจ็บจนชาและสั่นเทา

"กูไม่ได้โง่นะ..." เสียงเรียบของแม็กนั่มว่าขึ้นในที่สุด "...ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนที่จะหยุดกูได้หรอก..."

เจ็บ... ฉันกัดริมฝีปากตัวเอง นั่งกอดเข่าตัวเอง ใบหน้าซบกับเข่านิ่ง พยายามกลั้นน้ำตา

คนๆ นั้นไม่ใช่ฉัน... ทั้งยังไม่มีโอกาส มันจบแล้ว พังทลายหมดแล้ว

โอกาสที่ฉันเคยหลอกตัวเองว่ามี... มันไม่เคยมีอยู่จริง

"อย่าทำให้ความพยายามทั้งหมดที่มึงทำมาต้องสูญเปล่า แม็กนั่ม มึงมีโอกาสมากที่สุดในกลุ่มแล้ว"

"อย่าให้กูต้องพูดซ้ำอีกรอบ มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบ"

แม็กนั่มตัดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงเย็นชา ในขณะที่ฉันพยายามใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าด้วยความตื่นตระหนกระคนกับความเจ็บปวด เพราะรู้ว่าเมื่อใดที่บทสนทนานี้จบลง ฉันจะต้องเผชิญหน้ากับแม็กนั่มอีกครั้ง และฉันจะให้เขาเห็นไม่ได้ว่าฉันร้องไห้ จะให้เขารู้ไม่ได้ว่าฉันหวั่นไหวไปกับเขา... คนที่ไม่ควรจะหวั่นไหวด้วยที่สุดไปแล้ว บ้าเอ๊ย... ฉันมันแย่ที่สุด... บนโลกนี้มีคนตั้งมากมายหลายร้อยพัน แต่ฉันกลับหวั่นไหวไปกับคนที่ไม่มีโอกาสจะหันมามองฉันเลยสักนิด แถมฉันยังมองไม่เห็นทางไหนที่จะทำให้เขาหันมาชายตามองได้เลยด้วยซ้ำ

แม็กนั่ม... คนที่ต่างกับฉันราวฟ้ากับเหว ฉันกัดริมฝีปากตัวเอง มือกำแน่นไว้ที่อกเสื้อข้างซ้ายที่เจ็บแปลบจนยับย่น ก่อนจะใช้หลังมืออีกข้างเช็ดน้ำตาออกอย่างไร้ประโยชน์ในเมื่อยิ่งเช็ดน้ำตาก็ยิ่งไหลออกมาไม่หยุด เกลียดที่ฉันรู้มากเกินไป รู้ว่าสิ่งที่พูดออกมาไม่ใช่คำโกหก เขาไม่ใช่คนโกหกเพื่อให้คนอื่นสบายใจ แบบนั้นมันไม่ใช่แม็กนั่มเลย คนอย่างเขา... ต่อให้รู้ว่าความจริงจะเจ็บปวดและทำร้ายหัวใจให้เจ็บเจียนตาย เขาก็ยังเลือกที่จะพูดมันออกมาดีกว่าที่จะโกหกและปิดบังมันไว้ และในครั้งนี้ก็เหมือนกัน... เขาจงใจพูดทั้งที่รู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ก็เพื่อให้ฉันได้ยินเต็มสองหู

มือทั้งสองของฉันปิดปากตัวเองไว้แน่น ในขณะที่ได้แต่ร้องไห้ออกมาอย่างไร้เสียงในที่ที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง น้ำตาไหลเป็นทางอาบแก้มทั้งสองข้าง เจ็บปวดมากมายทั้งๆ ที่ไม่มีแผลอะไรนอกจากแผลลึกในใจ... ทำไมความจริงถึงเจ็บปวดและโหดร้ายขนาดนี้ ทำไมฉันถึงต้องเป็นคนที่ต้องเจอกับอะไรแบบนี้... ทำไมต้องเป็นฉัน... ทำไม

ความตึงเครียดในห้องยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่ฉันพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไว้กับตัวเอง

"...อือ งั้นกูกลับล่ะ อย่าลืมเรื่องที่พี่เขาขอ ถ้ายังอยากจะเข้าแก๊งอยู่... มึงก็ลองคิดดูอีกที"

เพื่อนของเขาตัดบทในที่สุด พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ทยอยออกจากห้องไป เสียงประตูปิดเบาๆ

ฉันกลั้นหายใจ พยายามอย่างยิ่งที่จะหยุดน้ำตาที่ไหลออกมา ได้แต่หวังว่าจะไม่เหลือคราบน้ำตาบนใบหน้า ได้แต่หวังว่าจะมีคำอธิบายสำหรับจมูกและตาที่บวมแดงของฉัน ทว่าฉันได้แต่เงยศีรษะมองขึ้นไปในความมืดเหนือหัวแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพยายามเปลี่ยนไปคิดเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของเขา จะทำอะไรให้หมอนี่กินดีนะ ไม่รู้ว่าเขาเบื่อไข่เจียวแล้วหรือยัง วันก่อนเขาก็ไม่ได้บอกว่าชอบหรือไม่ชอบซะด้วย ฉัน...

ฉันให้เวลาเธอสามสิบวิ...” เสียงของแม็กนั่มดังขึ้นจากด้านนอก "อย่าให้ฉันต้องเห็นอะไรที่ฉันไม่อยากเห็น”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาราวกับน้ำแข็ง น้ำแข็งที่กรีดลึกลงไปในหัวใจจนเลือดสาดกระเซ็น

มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกซ้ายของตัวเองไว้ เล็บจิกลงไปในผิวเนื้อบนเนินอกจนเจ็บโดยหวังว่ามันจะช่วยบรรเทาความเจ็บภายในได้แม้สักเล็กน้อยก็ยังดี มืออีกข้างยังคงปิดปากตัวเองไว้เพื่อไม่ให้เขาได้ยินเสียงมาโดยตลอด ทว่า... แม็กนั่ม... นายรู้... รู้มาตลอดว่าฉันร้องไห้อยู่ในนี้ ที่นี่ ตรงนี้... แค่คนเดียวในความมืด... เพราะคำพูดของนายที่ทำให้ฉันต้องเป็นแบบนี้ แต่... แต่สิ่งที่นายทำกลับเป็นการสั่งให้ฉันหยุดร้อง... เพียงเพราะว่านายไม่อยากเห็น...

คำสั่งที่ทำลายหัวใจที่ย่ำแย่เต็มไปด้วยบาดแผลอยู่แล้วของฉันให้เจ็บหนักเข้าไปอีก

คำสั่งที่ไม่ต่างอะไรจากน้ำกรดที่สาดใส่หัวใจของฉันให้เจ็บแสบแทบตายแต่ไม่อาจที่จะตายได้

ฉันเงยหน้าขึ้นแล้วพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ก่อนจะใช้หลังมือเช็ดคราบน้ำตาที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดไหลออกจากใบหน้า ใกล้จะครบเวลาสามสิบวินาทีที่เขาให้ไว้เต็มที ไม่ว่าอย่างไรฉันก็จะยอมให้เขาเห็นใบหน้านี้ไม่ได้หรอก... ไม่ว่าอย่างไรความรู้สึกของฉันที่มีต่อเขาก็ไม่เป็นผลดีกับใครหรืออะไรทั้งนั้น อย่างที่เพื่อนเขาว่าไว้... ฉันคือคนที่ไม่คู่ควร ฉันที่มาพร้อมกับความรู้สึกที่ไม่ควรเอ่ยถึง

ฉันหลับตานิ่ง เฝ้าคอยสามสิบวินาทีที่ยาวนานให้จบลง

ฝาตู้เปิดผางออก แสงสว่างลอดเข้ามาจนตาพร่า ฉันสะดุ้งเฮือกอย่างไม่ทันตั้งตัว

"ไง ลูกแมว..."

ร่างสูงนั่งยองๆ อยู่บนพื้นตรงหน้า มือข้างหนึ่งจับฝาตู้ไว้ ใบหน้าหล่อยื่นเข้ามาด้วยสีหน้าที่เย็นชาเหมือนอย่างเคย แม้กระทั่งในแสงสลัว แม้กระทั่งในยามตื่นนอน ใบหน้าของเขายังคงความหล่อเหลาอย่างหมดจดในทุกๆ มุมไม่มีเปลี่ยนแปลง ฉันกลืนน้ำลายพร้อมกับก้อนสะอื้นลงคอไปอึกใหญ่ ใบหน้าชาวาบและหัวใจเจ็บจนไม่อาจเจ็บได้อีก

ทั้งที่พยายามกลั้นน้ำตา หากแต่น้ำตาหยดหนึ่งกลับเอ่อล้นและไหลออกมาอาบแก้ม

ฉัน... ขอโทษ...”

ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาและสั่นระริก ในเมื่อมันคือสิ่งที่นายไม่อยากเห็น... ฉันกัดริมฝีปากตัวเอง พยายามไม่หลบสายตาเย็นชาตรงหน้าพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมร่างกายตัวเองไม่ให้สั่นเทาต่อหน้าเขา ซึ่งทำได้ยากเย็นเหลือเกินโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ สายตาเย็นเยียบยังคงจ้องมองมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดละ

ดังนั้น สิ่งเดียวที่ฉันทำได้ในตอนนี้... ริมฝีปากของฉันค่อยๆ ขยับแย้มเป็นรอยยิ้มกว้างที่ระบายบนใบหน้า

รอยยิ้มที่สว่างสดใสที่สุดในชีวิตของฉัน...

ยิ้มออกมา... แม้ว่าน้ำตายังคงไม่หยุดไหล และหัวใจยังคงร้องไห้









แงะ... แม็กนั่มผู้ไม่เคยโกหก

แหมก็แอบเจ็บแทนจันทร์เจ้าเลย เพราะตัวนางเองก็ไม่ได้เข้มแข็งอะไรขนาดนั้น ยิ่งเจอคนแบบแม็กนั่ม มีเหรอจะทนได้ แถมรู้อยู่แก่ใจว่าแม็กนั่มมันเป็นคนส้นตีนขนาดไหนก็ยังชอบเค้า รักเองช้ำเองเว่อไรเว่อ พี่ขอให้หนูสมหวังไวๆ ก็แล้วกัน แต่ก็นะนี่มันเพิ่งตอนที่ 9 เองนะจันทร์เจ้า 555555555555555 คิดจะสมหวังมันเร็วไปปะ 555555555555555555

ส่วนแม็กนั่มก็... บอกได้คำเดียวคือ ขอบใจที่พูดแรง T^T

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นมากมายน้า ตอนแรกไม่นึกว่าจะยังมีคนตามอ่านอยู่ขนาดนี้

ปลื้มมากเลย จริงๆ ซึ้งอ่ะ เลยมาอัพเลย T^T

ขอบคุณน้าาาา

Decaffeine


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 44 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #80 Rockin Heaven (@nawam) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 11:32
    สนุกมากๆเลยค่ะ
    #80
    0
  2. #55 aappss (@ap_rachinicorn) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 / 13:57
    เจ็บปวด อย่ามาทำดีดิถ้าไม่ได้คิดไรอะ
    #55
    0
  3. #52 Benza_mp (@benza_mp) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 03:48
    เรื่องนี้ดีย์ อัพต่อๆๆๆ เย้ๆ
    #52
    0
  4. #51 nyvanida0324 (@nyvanida0324) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 21:05
    สงสารนางมาก ร้องไห้ตามเลยT_T
    #สู้ๆนะ เป็นกำลังใจให้
    #51
    0
  5. #50 kunp (@zerer) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 20:47
    สงสารรร เจ็บแทนได้มั้ย5555
    #50
    0
  6. #49 iam0912 (@apichaya3344) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 18:52
    ชอบมากค่า ติดตาม✌🏻
    #49
    0