Puzzle Venom ปริศนา(ไม่)ลับ ฉบับจู่โจมหัวใจ [Mino x Irene]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 551 Views

  • 8 Comments

  • 29 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    12

    Overall
    551

ตอนที่ 6 : No.1 Venom :: Ch.4 The game starts completely [100 Per.]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 139
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    27 ธ.ค. 61





The game starts completely

:: เกมเริ่มต้นอย่างสมบูรณ์ ::

 

 

 

พรึ่บ!

 

ฉันทิ้งตัวลงโซฟา ก่อนจะจะหยิบหนังสือ Puzzle ขึ้นมาเปิดอ่านอีกรอบ รูปสมาชิกวง venom ที่ถูกกากบาดด้วยเมจิกสีแดงพร้อมกับข้อความที่เขียนว่าตายติดอยู่กลางหน้าแรกของหนังสือชวนให้ฉันรู้สึกขนลุกทุกครั้งที่มอง ไม่รู้สิ ฉันรู้สึกว่านี่ไม่ใช่แค่การขู่ธรรมดา แต่ใครกันนะ ที่เป็นคนทำหนังสือแถมยังคิดเกมบ้าๆ แบบนี้

 

หรือว่าจะเป็นจอมทัพ?

 

เป็นไปไม่ได้คนอย่างเขาไม่มีทางที่จะเอาเพื่อนร่วมวงมาขู่แน่ เออ ถ้าเปลี่ยนเป็นฉันต้องตายคนเดียวยังฟังดูเข้าท่ามากกว่านี้ ฉันจะปักใจเชื่อทันทีว่าเป็นฝีมือเขา

 

งั้นจะเป็นไปใครไปได้อีกละ ฉันไม่มีศัตรูที่ไหนอีกแล้วนะนอกจากนายซาตานตัวร้ายนั่น!

 

“ไปคุยกับจอมทัพให้รู้เรื่องเลยจะดีกว่า”

 

ฉันบอกกับตัวเองหลังจากนึกไม่ออกแล้วว่าใครที่เป็นคนส่งของขวัญมาให้ฉันนอกจากเขา อีกอย่างนะมีแค่จอมทัพกับเพื่อนร่วมวงเท่านั้นที่รู้ว่าฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ บางทีการกระทำอันไร้เหตุผลของพวกเขาเมื่อตอนเช้าอาจจะเกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้ก็เป็นได้ เพราะเขากับเพื่อนคงไม่ลงทุนให้ตัวเองเจ็บตัวเพราะอยากทำเฉยๆหรอก

 

ฉันรู้จักจอมทัพดี หลังจากที่เกิดเรื่องวันนั้นฉันก็รวบรวมประวัติของเขา รวมทั้งนิสัยใจคอ สิ่งที่ชอบไม่ชอบฉันสืบมาหมดเพื่อเตรียมรับมือกับเขา แต่เนื่องจากพวกเขายังเป็นวงร็อคใต้ดินชื่อเสียงในอินเตอร์เน็ตเลยยังไม่ค่อยมีเท่าไหร่ น่าแปลกเหมือนกันทั้งๆ ที่มีฝีมือขนาดนี้ ฉันจึงรวบรวมประวัติของพวกเขาจากกลุ่มแฟนคลับ โดยพวกเขาก็มีกฎเหมือนกันว่าห้ามถ่ายวีดีโอ ห้ามถ่ายรูปนู่นนี่นั่นคือเหมือนจะให้มาดูสดอย่างเดียวทำนองนี้

 

นี่คงเป็นอีกเหตุผลที่คุณทิพย์อยากปั้นพวกเขา เพราะพวกเขามีดีทั้งหน้าตา บุคลิค แล้วก็ฝีมือ อีกทั้งอายุก็ยังน้อยเพราะสมาชิกทุกคนในวงยังเรียนมหาวิทยาลัยกันอยู่เลยซึ่งถ้าหากพวกเขามาเลือกเดินมายังเส้นทางนี้รับรองปังแน่ แต่ก็นะถึงพวกเขาจะเด็กกว่าฉันแต่อสรพิษยังไงก็ยังคงเป็นอสรพิษอยู่วันยังค่ำ!

 

เพราะฉะนั้นมันก็มีความเป็นไปได้ว่าบางทีพวกเขาอาจจะเป็นคนคิดเกมบ้าๆ ตามประสาเด็กนิสัยเสียก็ได้ แต่ถ้าไม่ใช่ก็เหมือนได้เตือนพวกเขาว่ามีคนประสงค์ร้ายอยู่ นั่นอาจฟังดูเป็นเหตุผลที่ดีที่ทำให้ฉันได้เข้าใกล้พวกเขามากขึ้นแล้วลากเขามาเซ็นสัญญาด้วยก็เป็นได้

 

ฉันเดินไปหยิบกุญแจรถอยู่หัวเตียง ก่อนจะมุ่งไปไนท์คลับที่เจอจอมทัพครั้งแรก ฉันคิดว่าเขาน่าจะอยู่ที่นั่นเพราะฉันไปเคาะประตูห้องเขาแต่กลับไม่มีใครอยู่ เพราะงั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะอยู่ที่นั่น และทันทีที่มาถึงฉันก็รีบตรงเข้าไปในตัวไนท์คลับทันที เนื่องจากตอนนี้ยังบ่ายอยู่ไนท์คลับแห่งนี้จึงเงียบมาก จะมีเพียงเสียงดนตรีที่ดังกระหึ่มและเสียงร้องที่ทรงพลังของจอมทัพก้องกังวานอยู่

 

ฉันยืนมองพวกเขาทั้งห้าคนที่กำลังซ้อมดนตรีอย่างหนักเพื่อเตรียมโชว์สำหรับคืนนี้อย่างบ้าคลั่ง เข้าใจว่าพวกเขาคงตั้งใจให้มันออกมาเพอร์เฟคที่สุด แต่คือสำหรับฉันตอนนี้เสียงร้องของเขาบวกกับเสียงดนตรีคือมันก้าวข้ามความเพอร์เฟคไปแล้วยิ่งบวกกับหน้าตาที่กระชากใจของพวกเขาทั้งห้าแล้ว

 

อื้อหืมมม ถ้าหัวใจไม่แข็งแรงพอคง ตายเกลื่อนเพราะความคลั่งไคล้ไปแล้วละ

 

“บ้าเอ้ย!” จอมทัพสบถใส่ไมค์อย่างหัวเสียไปพร้อมๆกับเสียงดนตรีที่เงียบลง “เสียงไม่ถึงอีกแล้ววะ”

 

“รอบที่ห้าแล้วนะไอ้ทัพ” ปิสเซอร์มือกลองสุดเซอร์พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบพลางใช้นัยน์ตาสีเขียวมรกตมองเพื่อนอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

 

“นั่นดิแกเป็นไรของแกวะวันนี้” ก่อนที่อาเจชายที่ไม่เคยปรากฎรอยยิ้มให้ใครได้เห็นจะพูดขึ้นเมื่อความเห็นตรงกันกับปิสเซอร์ “เพลงที่พวกเราเล่นวันนี้แกก็เคยร้องมาแล้ว”

 

“เมื่อเช้าจัดหนักหรอวะ ฮ่าๆ” ประโยคต่อมาของเคทเทอร์ทำให้ฉันถึงกับขมวดคิ้วไอ้จัดหนักที่ว่าคงไม่ใช่เรื่องเมื่อเช้าหรอกนะ

 

“เอาน่าๆ ปล่อยมันไปสักวันเถอะ” ก่อนที่เซลวีจะรัวคีบอร์ดมั่วๆ เพื่อทำลายบรรยากาศอันแสนตรึงเครียด

 

“โทษทีวะ” จอมทัพหันไปพูดกับเพื่อนร่วมวง “รับรองตอนเย็นฉันจะไม่ให้พลาดแบบนี้”

 

“เฮ้!

 

น้ำเสียงนิ่งเรียบของปริสเซอร์ดังขึ้น ก่อนเขาจะใช้ไม้กลองชี้มาที่ฉัน พลางนัยน์ตาสีเขียวมรกรตที่ถูกไรผมข้างหน้าบดบังแต่กลับไม่ลดความน่ากลัวลงเลยจนฉันเผลอสะดุ้งก่อนที่สมาชิกวง venom ทั้งหมดจะหันมามองฉัน ฉันเผลอถอยหลังสองก้าวด้วยความประหม่าเมื่อถูกสายตาทั้งห้าคู่กำลังจ้องมาที่ตัวเอง

 

“เธอหน่ะ” ปิสเซอร์พูดขึ้นก่อนจะเว้นหายใจสักพัก “ใช่คนที่ทำหลังเพื่อนฉันเป็นแผลหรือเปล่า”

 

“...!!!

 

“หึ!” รอยยิ้มที่ไม่ค่อยมักจะปรากฎให้ใครได้เห็นของเขาทำให้ฉันถึงกับรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัวยิ่งเมื่อเขาเห็นสีหน้าที่ตกใจของฉัน เจ้าตัวยิ่งหัวเราะอย่างชอบใจก่อนจะหันไปยักคิ้วกวนๆ ให้จอมทัพ “อย่าเสียท่าเข้าอีกละ”

 

ปิสเซอร์ลุกขึ้นก่อนจะเดินไปตบไหล่เพื่อนอย่างกวนน้ำโห เล่นเอาจอมทัพขมวดคิ้วทำหน้าไม่พอใจทันที  ก่อนที่เขาจะเดินมาหาฉัน แล้วยื่นหน้าเข้ามาโดยที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว

 

“ว้าย” ฉันร้องขึ้นอย่างตกใจเมื่อตอนนี้จมูกเราแทบจะชนกัน นัยน์ตามรกตคู่นั้นที่มองฉันราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่างทำให้ฉันเผลอกลืนน้ำลายอย่างรู้สึกประหม่าพลางอุณหภูมิในร่างกายก็สูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็น

 

“ใกล้เกินไป” แต่แล้วฝ่ามือหนาของจอมทัพก็ดันหน้าเพื่อนของตัวเองออกเล่นเอาปิสเซอร์หัวเราะชอบใจ แต่ฉันปฎิเสธไม่ได้เลยว่าน่ารักเป็นบ้า!

 

“ของใครให้มันรู้ซะบ้างไอ้ไปร์”

 

เคทเทอร์พูดพลางกระโดดลงมาจากเวทีส่วนไปร์นั้นก็คงจะหมายถึงปิสเซอร์นั่นละเพราะชื่อเขาอะเรียกยากจะตาย ก่อนที่เจ้าตัวจะพุ่งมาหอมแก้มฉันเชิงหยอกล้อเพื่อกระตุ้นต่อมโมโหของจอมทัพ ในขณะที่ฉันตอนนี้ยืนแข็งทื่อไม่ต่างจากต้นไม้เมื่อถูกผู้ชายที่หล่อลากทั้งสามกำลังแกล้งฉันอย่างสนุก

 

“เหอะ!” แต่เห็นทีจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นแหละที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก จอมทัพหัวเราะในลำคออย่างไม่พอใจท่าทางที่เขาอยู่กับเพื่อนตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากผู้ชายธรรมดาทั่วไป ดูไม่ค่อยร้ายเหมือนกับที่ฉันเคยเจอมาสักเท่าไหร่

 

ก็แค่รู้สึกเท่านั้นอะนะ

 

“ฮิ้วววววว” เสียงผิวปากของเซลวีดังขึ้นก่อนที่เขาจะกระโดดลงจากเวทีพร้อมกับอาเจที่มองฉันด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ใดๆทั้งสิ้นแต่มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก

 

และตอนนี้สมาชิกวง venom ทั้งห้าคนก็ยืนล้อมฉันไว้โดยสมบูรณ์  ฉันถอยหลังด้วยความรู้สึกประหม่าก่อนจะสะดุ้งเมื่อหลังของตัวเองไปชนเข้ากับเคาร์เตอร์บาร์ที่โอบรอบเวทีแห่งนี้

 

“พะ...พวกนาย” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเพราะต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนเตรียมตัวรับมือมามากเพียงใดแต่เมื่อถูกผู้ชายทั้งห้าคนแถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นอสรพิษยืนล้อมฉันไว้ ฉันก็ต้องรู้สึกหวั่นเป็นธรรมดา!

 

“ช่วยถอยออกไปก่อนได้ไหม” ฉันใช้เล็บจิกลงที่ฝ่ามือตัวเองเพื่อเรียกสติ ก่อนจะเดินฝ่าวงล้อมของพวกผู้ชายออกมา เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมาที่นี่ทำไม ฉันก็คว้าหนังสือ ‘Puzzle’ ที่ใส่กระเป๋าสะพายข้างออกมา “มีคนส่งนี้มาให้ฉัน”

 

อาเจที่ยืนอยู่ใกล้ฉันมากที่สุดรับหนังสือจากฉันไป เขามองหนังสือนั่นก่อนจะขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นักเมื่อเห็นหนังสือเล่มนั่น

 

“เกมส์เริ่มขึ้นแล้ว” อาเจพูดขึ้นในขณะที่เปิดหนังสือ ก่อนที่เพื่อนของเขาจะหยิบเวียนกันดู สีหน้าของแต่ละคนดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักเมื่อเห็นเนื้อหาภายในเล่ม

 

นั่นก็แสดงว่าจอมทัพและเพื่อนของเขาไม่ได้เป็นคนทำหนังสือเล่มนี้ แล้วใครกันที่เป็นคนทำ!

 

“เธอได้มายังไง” จอมทัพพูดขึ้นหลังจากที่เขาดูหนังสือ Puzzle เป็นคนสุดท้าย

 

“มีคนส่งมาให้ฉันที่คอนโดวันนี้”

 

“ไอ้เวร!” จอมทัพพูดขึ้นอย่างหัวเสียพลางใช้กำปั้นทุบเคาเตอร์บาร์อย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก เหมือนเขาจะรู้ว่าใครเป็นคนส่งมานั่นจึงทำให้ฉันอดถามเขาไม่ได้

 

“นายรู้ตัวคนทำหรอ”

 

“มันเริ่มแล้วไง” ปิสเซอร์พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

 

“ถือว่านี่ยังช้าไป” อาเจที่ยืนเงียบอยู่นานเรียกความสนใจจากทุกคน

 

ยิ่งสมาชิกทุกคนหันไปมองอาเจด้วยความรู้สึกเป็นห่วงนั่นยิ่งทำให้ฉันสงสัยหนักยิ่งกว่าเดิม แต่ใบหน้าหล่อเหลานั้นก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆออกมา

 

“มึงโอเคปะวะเจ” เซลวีถามขึ้นเมื่อเห็นเขาเงียบ

 

“มึงไปห่วงไอ้ทัพเถอะ” แต่เขากลับเลี่ยงที่จะตอบแล้วเปลี่ยนไปเป็นเรื่องจอมทัพแทน

 

เป็นเวลาเนิ่นนานที่ทุกคนเอาแต่เงียบ เหมือนพวกเขากำลังวางแผนอะไรกันอยู่โดยผ่านโทรจิต และในห้าคนนั้นก็ตัดฉันออกจากวงสนทนาเป็นที่เรียบร้อย จนฉันต้องพูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบนี้

 

“สรุปพวกนายรู้ตัวคนทำใช่ไหม”

 

“ตามฉันมานี่”

 

พวกเขาไม่สนใจคำถามของฉันมิหนำซ้ำจอมทัพยังเดินเข้ามาคว้าข้อมือฉันก่อนจะพาเดินออกไปนอกร้าน

 

“นายจะตอบฉันได้หรือยัง” ฉันถามเขาพลางสะบัดแขนออกทันทีที่เราเดินมาถึงหน้าร้านแต่คนตรงหน้ากับไม่สนใจในสิ่งที่ฉันพูดเลยด้วยซ้ำแถมยังยัดหนังสือเล่มนี้ใส่มือฉันอีก

 

“เอากลับไป”

 

“งั้นหมายความว่าเรื่องนี้มันแค่ล้อเล่นใช่ไหม”

 

“...” จอมทัพส่ายหน้าปฏิเสธ

 

“…!!!” นั่นจึงทำให้ฉันถึงกับทำหน้าเหวอด้วยความตกใจ นี่ถ้าไม่เล่นตามเกมจริงๆ แสดงว่าพวกเขาจะต้องตายจริงๆหรอ

 

“แต่มันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นถ้าเธอไม่มายุ่งกับพวกฉัน”

 

“หมายความว่าไง” ฉันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ประเด็นแรกฉันเคลียร์แล้วว่าพวกเขารู้แน่นอนว่าใครเป็นคนทำหนังสือ แต่ประเด็นที่สองทำไมฉันต้องเลิกยุ่งกับพวกเขา “ถ้าฉันยังยุ่งกับพวกนายอยู่ จะเกิดอะไรขึ้น”

 

“ตาย” จอมทัพพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบพลางหยิบบุหรี่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาจุบสูบอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

 

“บ้าหรือเปล่า ก็แค่หนังสือไหมหรือถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ก็แจ้งตำรวจสิ”

 

“มันไม่ง่ายแบบนั้น” เขาพูดพลางพ่นควันบุหรี่ “เอาเป็นว่าเธอควรเลิกยุ่งกับพวกฉัน ที่เหลือเดี๋ยวพวกฉันจัดการเอง”

 

ฉันนิ่งพลางมองหนังสือปริศนาในมือในหัวเต็มไปด้วยความสงสัย มันจะเท่าไหร่กันเชียวถึงต้องทำให้เขาต้องเป็นกังวลขนาดนี้ อีกอย่างถ้าฉันเลิกยุ่งกับเขางานนี้ฉันก็เจ๊งเหมือนกันสิอย่าลืมนะว่าคุณทิพย์จ้องฉันอยู่

 

“อ้อ” จอมทัพพูดขึ้นเหมือนนึกอะไรออก “เตือนครั้งที่สองเจอหันคราวหน้าเธอไม่รอดแน่”

 

“...!

 

“คงเข้าใจนะ” จอมทัพพูดพลางยื่นหน้ามาใกล้ๆก่อนจะพ่นบุหรี่ใส่หน้าฉันแล้วส่งยิ้มร้ายมาให้

 

“แค่กๆๆ”

 

ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินกลับเข้าไปยังไนต์คลับที่พึ่งออกมาปล่อยให้ฉันยืนสำลักควันบุหรี่ปนโมโหเมื่อเจอกับการทำอันตรายที่เขาทิ้งท้ายไว้ให้

 

“จอมทัพ!!!” ฉันตะโกนเรียกเขาเสียงดัง เจ้าตัวหยุดเดินก่อนจะหันกลับมามองฉัน “ฉันไม่มีสิทธิ์ถอยเพราะงั้นนายรู้ใช่ไหมว่าฉันจะทำอะไรต่อ”

 

นัยน์ตาสีดำสนิทมองฉันด้วยความไม่พอใจแต่เขาก็ไม่พูดอะไรก่อนจะเดินหายไปยังไนต์คลับ ฉันมองหนังสือในมือนิ่งก่อนจะรู้สึกว่างานนี้มันมีอะไรมากกว่าดึงเด็กมหาวิทยาลัยให้เซ็นสัญญา

 

“ให้ตายเถอะ” ฉันสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะตรงไปที่รถเพื่อกลับคอนโดไปพักผ่อน

 

 

#เช้าวันต่อมา

#มหาวิทยาลัย M คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชา โยธา

 

 

 

ฉันมองป้ายคณะของมหาลัยชื่อดังของประเทศ แน่นอนฉันก็จบมาจากที่นี่เพียงแต่ว่าฉันไม่ได้จบจากคณะนี้ก็เท่านั้นเอง ฉันจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์สาขาวิชาดุริยางคศาสตร์สากล ฟังดูเท่ เก๋ใช่ไหมละ แต่ดูงานที่ฉันได้ทำหลังจากจบมาสิ นอกจากจะเดินเอกสารล่าสุดยังต้องไล่ตามผู้ชายมาเซ็นสัญญา

 

“พี่หวาน” เสียงทุ่มอันคุ้นเคยเรียกฉัน นั่นจึงทำให้ฉันหันไปส่งยิ้มหวานแบบที่เคยทำ

 

“ไงเมือง” เมืองหรือน้องเมือง หนุ่มตี๋สไตล์เกาหลีที่ไม่เหมาะจะเรียนวิศวะโดยเฉพาะภาคเครื่องกล เขาควรจะไปเรียนบริหารหรือการจัดการอะไรแบบนี้ แต่ก็นั่นละเพราะความน่ารักปนดิบเถื่อนด้วยเล็กน้อยฉันจึงเผลอตามจีบเขา และเราก็เป็นแฟนกันในที่สุด ก่อนที่เรื่องของเราจะจบเพราะเขามีมือที่สาม  “เป็นไงบ้างช่วงนี้”

 

“ก็หนักอยู่เพราะต้องส่งโปรเจคจบ”

 

“อืม”

 

“แล้วพี่มาทำอะไรที่นี่ คงไม่ได้มาตามง้อ...”

 

“เตือนครั้งที่สอง!!!

 

แต่ก่อนที่เมืองจะพูดจบเสียงอันคุ้นเคยของจอมทัพก็ดังแทรกขึ้น จอมทัพในเสื้อช็อปพร้อมกับเกงยีนส์สีซีดขาดเดินเข้ามาโอบไหล่ฉันอย่างถือวิสาสะ

 

“ไม่กลัวกันเลยสินะ หึ!

 

“ไอ้ทัพ แกรู้จักพี่หวานได้ไงวะ” แล้วก่อนที่ฉันจะตอบเมืองก็พูดแทรกขึ้นก่อน

 

“เห็นมาตามฉันแถวๆไนต์คลับหลายวันละ ท่าทางเธอจะคลั่งฉันน่าดู”

 

“นี่!” ฉันหันไปขึ้นเสียงใส่เขา ถึงมันจะเป็นความจริงก็เถอะ เอ้ยๆ แล้วอย่าเข้าใจผิดละ ที่เขาพูดมันจริงแค่ส่วนที่ฉันมาตามเขาเท่านั้นนะ

 

“แล้วมึงมาทำอะไรที่นี่วะ เครื่องกลก็ควรจะอยู่ที่เครื่องกลไม่ใช่หรอวะ” พูดไม่พอเขายังชี้ไปที่ตึกภาคที่เขียนเด่นหราว่า ภาควิชาวิศวกรรมโยธา

 

“กูเอางานมาส่งอาจารย์”

 

“เชิญ” จอมทัพยักไหล่ตอบก่อนที่จะผายมือไปยังตึกภาคเขา

 

“ไว้เจอกันนะพี่หวาน”

 

“อื้อ”

 

“พี่หวาน” จอมทัพทวนคำพูดของเมืองก่อนจะหัวเราะในลำคอ ทันทีที่เมืองเดินไปเขาก็เอาแขนออกจากไหล่ฉัน “นี่เธอเป็นพี่ฉันงั้นหรอ หึ!

 

“ทำไมย๊ะ! ฉันไม่มีสิทธิ์เกิดก่อนนายหรือไง”

 

“ก็เปล่า เห็นหน้านมอย่างกับเด็กมัธยม”

 

“นาย!!!” จอมทัพไม่สนใจฉันที่ยืนด่าเขาไฟแล่บอยู่ด้านหลัง มิหนำซ้ำเขายังเดินหนีฉันอีก “นี่นายจะไปไหน! กลับมาคุยกันก่อนสิ ฉันมาที่นี่เพื่อมาหานายนะ นายน่าจะรู้ไม่ใช่หรอ”

 

“...” คนตัวสูงไม่ตอบฉัน มิหนำซ้ำยังเร่งฝีเท้าจนฉันต้องวิ่งตาม

 

“อร๊ายยยย! ก่อนที่อยู่ดีๆ ปฏิกิริยาของเขาจะเปลี่ยนไปเมื่อจอมทัพหันมาผลักฉันใส่ผนังตึกที่ซึ่งลับตาคน “เป็นบ้าอะไรอีกเนี่ยะ!

 

“เธอ...!!!” เขายกมือชี้หน้าฉันอย่างหยาบคาย ก่อนที่ร่างสูงจะตรงเข้ามาล็อคฉันไว้โดยใช้มือยันผนังแล้วใช้ร่างกายเบียดเข้ามา “คิดบัญชีครั้งที่สอง”

 

เขากระซิบข้างหูฉันเบาๆพร้อมเหยียดยิ้มร้าย ก่อนจะก้มลงฝากรอยเขี้ยวที่ซอกคอ ฉันพยายามผลักเขาออกด้วยความตกใจแต่ก็ไม่เป็นผลและก่อนที่กรี๊ดร้องเพื่อขอความช่วยเหลือริมฝีปากอันแสนคุ้นเคยก็ตรงเข้าบดขยี้ริมฝีปากฉัน

 

“อื้ออออ อ่อยอันอะ” (ปล่อยฉันนะ)

 

เขาไม่สนใจท่าทางขัดขืนของฉันเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังกดริมฝีปากลงมาหนักกว่าเดิม

 

 “ไอ้ชั่ว!!!

 

และก่อนที่สติฉันจะเตลิดไปไกลมากกว่านี้ เสียงร้องของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น ก่อนที่ขวดแก้วที่มาจากไหนไม่รู้จะลอยมาและมันน่าแปลกมากที่มันเล็งมาที่ฉัน!!!

 

จอมทัพผลักฉันออกก่อนจะเอาตัวเข้ารับแทบ ขวดแก้วที่ปามาโดนเข้าที่หัวจอมทัพอย่างจังก่อนที่เลือดสีแดงสดจะไหลมาตามใบหน้าของเขา

 

“จอมทัพ!!!!

 

ฉันร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่สนใจอะไรฉันเลย เพราะทันทีที่เขาตั้งสติได้เขาก็วิ่งตามผู้หญิงคนเมื่อกี้ออกไปทันทีโดยทิ้งคำพูดที่ทำให้ฉันหวนคิดไปถึงเรื่องเมื่อวาน

 

“ฉันเตือนเธอแล้วนะ!

 

งั้นก็แสดงว่าเกมเริ่มขึ้นโดยสมบูรณ์แล้วสินะ

 

“....!!!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #6 Dungluethai (@0930672328) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 กันยายน 2561 / 06:54
    รอค่าาา
    #6
    0