มายาพสุธา (รีอัพ)

ตอนที่ 24 : ทัวร์รอบไร่กับนายดิน (ต่อ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,586
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    28 เม.ย. 63

 


     “ตอนนี้เลยเหรอ” พระพามถามเสียงเหมือนไม่แน่ใจ

     “ถ้าเป็นแขกรายอื่น ผมพาทัวร์รอบไร่ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงแล้ว”

     เธอสบดวงตาเข้มของนายดิน เห็นแววตาเข้มงวดและคาดหวังจึงไม่กล้าปฏิเสธ

     “ฉันใส่ชุดนี้เดินไร่ได้ใช่ไหม”

     พูดจบก็ยืนบิดตัวอวดโฉมให้ชายหนุ่มบนรถกอล์ฟสำรวจเต็มตา

     เช้านี้เธอสวมซัมเมอร์เดรสพิมพ์ลายดอกไม้สีแดงดอกเล็กๆ พื้นขาวกระจายไปทั้งชุด ด้านบนเป็นสายเดี่ยวคล้องรอบคอ ผมข้างหน้าติดด้วยกิ๊บดอกไม้สีแดงคู่หนึ่งเข้าชุดกับเดรสไม่ผิดเพี้ยน ผมยาวทิ้งตัวลงมาคลอเคลียไหล่ขาวเนียนและต้นแขนเปลือย

     พสุธาขมวดคิ้วมอง ส่งแววตาตำหนิจนพระพายเริ่มหมดความมั่นใจ

     “เอ่อ... แต่งตัวแบบนี้ไม่ได้เหรอ” หญิงสาวตะกุกตะกัก “โทษทีนะ ตอนจัดกระเป๋ามาที่นี่ฉันไม่รู้ว่าจะมาอยู่ไร่ คิดว่ามาพักรีสอร์ตเก๋ๆ น่ะ”

     เขาไม่ได้จะตำหนิเลย อยากจะบอกว่าพระพายดูสวยและสดใสมากในเดรสตัวนี้ สวยเสียจนเมื่อเช้าเขาต้องแกล้งทำเป็นเดินเวียนกลับไปกลับมากลางเรือนรับรองเพื่อแอบดูเธอคุยโทรศัพท์ หญิงสาวคนนี้คือความสดใสที่ขาดหายไปในไร่อิงธรรมชาติแห่งนี้ที่เขาอยากให้มีมานานแล้ว

     แต่ต้นแขนเรียวขาวสะอาดที่โผล่พ้นออกมานอกเสื้อแขนกุด ดูจะเปิดเผยมากไปสำหรับพวกชาวบ้านชาวไร่ที่ไม่ค่อยเห็นไหล่เนียนๆ ขาวๆ แบบนี้

     “ไปหาผ้ามาคลุมไหล่ ไป๊! แดดมันร้อน เดี๋ยวผิวเสียแล้วมาร้องหายาทานะ บอกไว้ก่อนว่าที่นี่ไม่มี”

     “ถ้าเรื่องแดดไม่ต้องห่วง ฉันทากันแดด SFP100 มาแล้ว ออกแดดได้ ผิวไม่เสียหรอก” ว่าพลางเหลือบมองทางหางตาของพสุธา “คุณเองก็น่าจะทาบ้างนะ หางตาเริ่มย่นแล้ว เดี๋ยวหน้าจะเหี่ยวก่อนวัย...”

     “เออ ช่างหน้าผมเถอะ ตกลงจะหาผ้ามาคลุมไหม ถ้าไม่ก็ขึ้นมาสักที” เขาพูดตัดบทเสียงแข็ง

     พระพายถกชายกระโปรงกรุยกรายขึ้นแล้วก้าวขึ้นมานั่งข้างพสุธาบนรถกอล์ฟ พสุธาออกรถ มุ่งหน้าลึกลงไปในพื้นที่ของไร่พสุธา โฮมสเตย์ไปในหุบเขา

     “ได้โทร.ไปคุยกับพ่อหรือยัง อาพสุฝากมาถาม”

     “ได้คุยแล้วล่ะ ขอบคุณนายดินนะที่ช่วยเอาข่าวจากอาพสุมาบอก”

     เธอหันมายิ้มให้เขา ปากคู่สวยแย้มเป็นรอยยิ้มน่ามองจนเขาเกือบลืมมองทางโค้งตรงหน้า สายลมวูบหนึ่งพัดผ่าน พสุธาพลันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที เดาว่าคงเป็นเพราะรอยยิ้มของเธอกระมัง

     แล้วเขาก็ตระหนักว่า สิ่งที่ทำให้เขาสดชื่นคือกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนกลิ่นดอกไม้ที่กรุ่นมาจากเส้นผมของเธอนี่เอง

     “เมื่อคืนนอนหลับสบายดีไหม” เขาชวนคุยเพื่อเบี่ยงเบนตัวเองจากกลิ่นหอมน่าดอมดม

     “หลับปุ๋ยเลยล่ะค่ะ บ้านไม้แน่นหนาขนาดนั้นทำให้ฉันไม่กลัวว่าจะมีตัวอะไรเลื้อยเข้ามาในบ้านตอนดึกๆ และอีกอย่าง ฉันชอบการออกแบบของตัวบ้านมาก สวยน่ารักเหมือนอยู่กลางป่าในเทพนิยายที่เคยอ่านตอนเด็กๆ เลยล่ะ”

     พสุธายิ้มรับกับคำตอบ “เรือนหลังนั้นคุณพสุธาเป็นคนออกแบบเองและต่อขึ้นเอง รวมทั้งหลังอื่นๆ ในไร่นี้ด้วย”

     “นั่นสินะ อาพสุเป็นสถาปนิกนี่นาถึงได้ออกแบบบ้านได้น่ารักขนาดนั้น หน้าตาเขาก็ดูยังหนุ่มอยู่เลย ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำไร่กับโฮมสเตย์ขนาดนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว ว่าแต่เขาคิดยังไงถึงได้ทิ้งชีวิตจากกรุงเทพฯ มาอยู่ไร่ ฉันคิดว่าจะมีแต่คนแก่ๆ วัยเกษียณเท่านั้นที่คิดจะทำแบบนี้”

     พอคำถามนี้มา พสุธาก็เข้าสู่โหมดจริงจังโดยไม่รู้ตัว

     “ตอนที่คุณศรัทธา อภิรมย์ พ่อของพสุธาเสียชีวิต เขาถึงได้รู้ว่าที่ดินผืนเดิมที่เติบโตมาได้ขยายใหญ่ออกไปอีกหลายร้อยไร่ เมื่อลงไปสำรวจพื้นที่ด้วยตัวเองจึงรู้ว่าหลายปีก่อนมีชาวบ้านในหมู่บ้านร้อนเงิน ต้องการหาเงินมาใช้หนี้นายทุน จึงเสนอขายที่ดินในไร่ราคาถูกๆ ให้คุณศรัทธาเพื่อใช้หนี้ ตอนนั้นพ่อมีเพียงที่ดินผืนเล็กๆ ติดลำธารที่เขาตั้งใจปลูกบ้านอยู่ตอนเกษียณ แต่เมื่อชาวบ้านเสนอขายให้ด้วยราคาไม่แพง เขาจึงรับซื้อไว้เพื่อให้ชาวบ้านคนนั้นไปปลดหนี้โดยที่ยังให้ทำมาหากินในไร่ตามเดิม เมื่อชาวบ้านละแวกข้างเคียงได้ข่าว ก็มาเสนอขายที่กับพ่อบ้างเพราะร้อนเงินเหมือนกัน พ่อเห็นว่าเป็นที่ดินติดกับผืนที่มีอยู่ จึงรับซื้อทั้งหมดโดยที่ยังให้ชาวบ้านเหล่านั้นทำมาหากินไร่ได้ตามเดิม

     “ที่ดินที่รับซื้อมาทั้งหมด พ่อก็รวบรวมได้เป็นที่ดินผืนสวยแปลงใหญ่ที่ถูกกว่าราคาตลาดสองสามเท่า เขาจึงต้องตอบแทนด้วยการให้ชาวไร่ยังคงทำกินอยู่ที่นี่ต่อไป ก่อนตายเขาเขียนพินัยกรรมว่าที่ดินทั้งหมดเป็นของพสุธา สามารถประกอบกิจการทำธุรกิจใดๆ ได้ตามใจชอบ แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้ชาวบ้านชาวไร่ทำมาหากินบนที่ดินนี้ได้เหมือนเดิม พสุธาจึงทำโฮมสเตย์แบบอิงธรรมชาติในไร่ตามความฝัน และใช้ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรที่เรียนมาจากออสเตรเลีย แนะนำให้ชาวบ้านปลูกพืชผักอินทรีย์จนพวกชาวบ้านมีความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก ในที่สุดเขาก็นำกิจการสองส่วนมาควบรวมกัน กลายเป็นการสร้างจุดขายของโฮมสเตย์ที่ใช้ชีวิตอย่างไร้มลพิษ”

     “นี่มันใช่เลยล่ะ!” พระพายทำเสียงประทับใจอย่างหนักจนพสุธาหันมามองเธออย่างงงๆ

     “หืม ใช่อะไร”

     “ไร่พสุธา โฮมสเตย์เป็นธุรกิจที่ตรงกับแนวทางของรายการที่ฉันเป็นพิธีกรอยู่เลยน่ะสิ” พระพายยังคงมีน้ำเสียงตื่นเต้น “ดีจังเลย ฉันว่าทางทีมงานต้องสนใจไร่พสุธา โฮมสเตย์แน่ๆ อย่างนี้ฉันก็จะได้สัมภาษณ์อาพสุออกรายการด้วยตัวเองน่ะสิ จะต้องเป็นเทปที่สนุกมากเลยเชียว”

     “เลิกคิดได้เลยคุณพาย คุณพสุธาไม่สนใจออกรายการหรือออกสื่ออะไรทั้งนั้น ขนาดเฟสบุ๊กของไร่ยังไม่มีหน้าเขาเลย”

     “แต่ฉันขอคุยกับอาพสุดูสักครั้งดูได้ไหมล่ะ ไร่พสุธาโฮมสเตย์นี่เข้ากับคอนเส็ปรายการของเราเป๊ะ ธุรกิจนอกกระแสที่ไม่เหมือนใครและสร้างสรรค์ประโยชน์ให้สังคม ฉันไม่เคยได้ยินเลยว่ามีไร่ที่ไหนที่เจ้าของยอมให้ชาวไร่มาทำมาหากินได้ฟรีๆ ...”

     พสุธานั่งขมวดคิ้วครุ่นคิด ใจหนึ่งก็เกลียดการออกสื่อ แต่ก็นึกชอบใจที่พระพายตื่นเต้นกับแนวคิดไร่ของเขาถึงกับอยากนำไปออกอากาศ

     “นะๆ นายดิน ฉันไม่สัมภาษณ์อาพสุตรงๆ ก็ได้ถ้าเขาไม่ชอบ เดี๋ยวจะสัมภาษณ์ชาวไร่ชาวนาในนี้แทน หรืออาจสัมภาษณ์คุณก็ได้ ฉันจะให้โปรดิวเซอร์ส่งสคริปต์รายการมาให้อาพสุอ่านก่อนตัดสินใจได้ไหม”

     ชายหนุ่มตีหน้าเข้มเพื่อกลั้นหัวเราะ อาพสุไม่ยอมให้สัมภาษณ์แล้วนายดินจะยอมได้ยังไงล่ะ เขามองสีหน้ากระตือรือร้นของพระพาย แล้วอยู่ดีๆ ก็พูดออกมาได้อย่างไรไม่รู้

     “เอ้า ก็ได้ ผมจะลองคุยกับคุณพสุธาก็แล้วกัน”

******************

งงตัวเองมั้ยจ๊ะ นายดิน ที่ต้องเล่นบทสองคนในคนเดียว

ดูสิว่าจะกะล่อนไปได้สักกี่น้ำ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น