มายาพสุธา (รีอัพ)

ตอนที่ 18 : ผู้จัดการไร่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,625
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    21 เม.ย. 63

 

อันที่จริงพสุธาไม่เคยมีความคิดในหัวมาก่อนว่าจะทำให้พระพายสับสนเรื่องอาพสุกับนายดิน สมัยที่ยังทำงานที่บ้านปูสถาปนิก เขาเคยคุยกับพระพายบ้างสองสามครั้ง ตอนนั้นเธอยังเป็นสาวน้อยในชุดนิสิตที่มารอพ่อที่บริษัททุกวันศุกร์ และไม่เคยจำชื่อของเขาได้เลยสักที แต่เมื่อวานนี้ที่สนามบิน นอกจากเธอยังจำชื่อเขาไม่ได้แล้ว ยังจำหน้าเขาไม่ได้อีกต่างหาก มิหนำซ้ำยังเข้าใจว่าเขาเป็นลูกจ้างในไร่พสุธาอีกด้วย!

แต่จะโทษว่าเป็นความผิดของเธอก็ไม่ถูกเพราะตัวเขาเองก็เปลี่ยนจากหนุ่มสถาปนิกมาดเนี้ยบคนเดิมไปมาก ทั้งคล้ำขึ้น ล่ำขึ้น หยาบกระด้างขึ้น บุคลิกก็เป็นชาวไร่เต็มตัวจนแทบจะกลายเป็นคนละคน

จะว่าไป เรื่องที่เธอเข้าใจผิดแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้แกล้งปล่อยให้เข้าใจอย่างนี้ต่อไปอีกสักพัก อย่างน้อยได้เห็นคนสวยปล่อยไก่ก็เป็นอะไรที่เพลินดีเหมือนกัน

ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะแกล้งอำเธออีกสักวันแล้วค่อยบอกความจริงเช้าวันนี้ว่าเขาคือใคร แต่ความคิดที่จะปล่อยให้เธอเข้าใจผิดเรื่องพสุธากับนายดินต่อไป เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เอง

ตอนที่วสันต์ถามถึงเจนเนตรและชีวิตครอบครัวของเขา เหตุการณ์ในอดีตที่ยังค้างคาใจและคาราคาซังไม่จบเสียทีทำให้เขาไม่อยากพูดถึงมัน แล้วตอนนั้นเขาก็นึกได้ว่าการปล่อยให้พระพายเข้าใจว่านายดินไม่ใช่พสุธาก็เป็นความคิดที่เข้าท่า ตราบใดที่พระพายไม่รู้ว่าเขาคือพสุธา เธอก็จะไม่ถามถึงภรรยาของเขา และจะได้ไม่ต้องสงสัยว่าครอบครัวของเขาอยู่ที่ไหน เขาก็จะได้ไม่ต้องพูดถึงชีวิตแต่งงานของตัวเองอีกจนถึงวันที่เธอกลับบ้าน

และดูจากท่าทางคุณหนูแสนไฮโซอย่างพระพาย เดาว่าคงอยู่ไร่นี้ได้เต็มที่ไม่เกินสองสัปดาห์ ฉะนั้นการหลอกเธอว่านายดินไม่ใช่พสุธาก็แค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ และไม่ใช่เรื่องยุ่งยากที่ต้องเตรียมการให้ใครต่อใครให้ช่วยกันปกปิด เพราะทุกคนในไร่นี้ไม่มีใครเรียกเขาว่าพสุธา มีแต่เรียกเขาว่า นายดิน พ่อดิน พี่ดิน หรือไอ้ดิน สุดแท้แต่ความสนิทสนมและอายุของคนเหล่านั้น คนที่รู้ว่าเขาชื่อพสุธาในไร่นี้น่าจะมีแค่ลาภ เพื่อนสนิทแต่วัยเด็กเพียงคนเดียวเท่านั้น ตั้งแต่วันที่เขากลับมาบริหารไร่พสุธาแทนพ่อ ทุกคนก็เรียกเขาว่าดิน ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่ทุกคนเรียกมาตั้งแต่เด็ก และเขาเองก็ชอบชื่อนี้เพราะฟังดูติดดินกว่าพสุธาเป็นไหนๆ

ช่วงสายหน่อย พสุธาเดินไปดูแลความเรียบร้อยของแขกที่มาพักในโฮมสเตย์ ระหว่างที่เดินผ่านหน้าบ้านเรือนต้นสน เขาได้ยินเสียงพระพายกำลังคุยโทรศัพท์พอดี จึงเดินเข้าไปยืนรอจนกระทั่งเธอวางสาย

“ผมลืมบอก ไร่พสุธาโฮมสเตย์มีกฎว่า ห้ามแขกที่มาพักที่นี่ ใช้อุปกรณ์สื่อสารในบริเวณที่พัก”

“อ้าว มีกฎแบบนี้ด้วยเหรอคะ” พระพายงุนงง

“ใช่ คุณจะเห็นว่าเราไม่มีโทรศัพท์ให้แขกใช้ในบ้านพักเลย”

“ทำไมอาพสุถึงต้องออกกฎแปลกๆ แบบนี้ด้วย”

“เพราะเราทำโฮมสเตย์นี้ขึ้นมาเพื่อให้แขกผู้มาพักได้หลีกหนีจากชีวิตประจำวันที่ต้องรับรู้ข่าวสารมากมายเกินความจำเป็น เมื่อตัดเรื่องพวกนี้ออกไป ทุกคนจะได้อยู่กับตัวเองและคนที่ตัวเองรักท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง หนึ่งในกฎกติกาของเราก็คือจะไม่มีการใช้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดในบริเวณที่พักอาศัย ซึ่งรวมถึงแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ด้วย หากมีธุระจำเป็นต้องติดต่อกับญาติหรือเพื่อนฝูง เราจะอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะในพื้นที่เรากำหนด ซึ่งก็คือเรือนรับรอง และใช้ได้ไม่เกินวันละหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น”

“แต่ฉันใช้โทรศัพท์ส่วนตัวในบ้านพักนะคะ ไม่ได้รบกวนใครสักหน่อย”

“ใช่ มันไม่รบกวนใคร แต่มันคือกฎ และกฎของโฮมสเตย์ไม่ได้มีแค่นี้ ถ้าวันไหนคุณพร้อมแล้ว ผมจะพาคุณไปทัวร์รอบไร่ จะได้แนะนำว่าใช้ชีวิตที่นี่ยังไงบ้าง”

“ไม่เห็นพ่อบอกเลยว่ามาอยู่ที่ไร่ของอาพสุมีกฎเกณฑ์อะไรยุ่งยากแบบนี้ด้วย” พระพายบ่นเบาๆ ระหว่างเสียบโทรศัพท์มือถือเก็บกลับเข้ากระเป๋าหลังกางเกงยีนแต่โดยดี

“โครกกกก....”

เสียงท้องร้องดังมาจากกลางลำตัวของพระพาย พสุธาตวัดสายตามองไปที่หน้าท้องแบนๆ ใต้กางเกงยีนกับเสื้อยืดเอวลอย หญิงสาวยิ้มเก้อๆ ยกมือปิดพุงด้วยความกระดากอาย

“โทษทีค่ะ ฉันยังไม่ได้กินอาหารเช้า”

“ภูผายังไม่ได้เอาอาหารเช้ามาให้เหรอ”

“เอามาแล้วค่ะ แต่...เอ่อ เช้ามาก็จะให้กินปลาไหลเลยเหรอคะ” พระพายทำเสียงเหมือนผะอืดผะอม

“ข้าวต้มปลาไหล” พสุธาแก้ให้ “เมนูนี้หากินได้แต่ที่ไร่นี้เท่านั้น และปลาไหลก็จับเองในไร่นี้ด้วย”

สีหน้าของหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นสยดสยอง

“ถ้าไม่ใช่ข้าวต้มปลาไหล คุณพอมีอย่างอื่นให้กินไหม”

“แล้วทำไมกินข้าวต้มปลาไหลไม่ได้” เจ้าของไร่ถามเสียงกระด้าง

“คือว่าอาหารของทางไร่คุณ มัน... มันก็ธรรมชาติดีอยู่ละนะ แต่ฉันกินไม่เป็นน่ะค่ะ อย่างมื้อเย็นเมื่อวาน เห็นภูผาบอกว่าปลาช่อนนั่นจับเป็นๆ มาจากบ่อ น่าสงสารมันเนอะ แล้วแกงอะไรนะ... ขนุนใช่ไหม ปกติฉันก็ไม่กินขนุนที่เป็นผลไม้อยู่แล้ว พอเป็นแกงแล้วกลิ่นมันแปลกๆ ยังไงไม่รู้ ส่วนน้ำพริกนั่นก็เผ็ดจนฉันไม่กล้ากินเลย แล้วเช้านี้ก็ปลาไหลอีก ทำไมแต่ละอย่างมันกินยากจัง”

ชายหนุ่มหน้าตึงตาแข็งโป๊กทันทีเมื่อได้ยินคำวิจารณ์อาหารระดับห้าดาวในไร่ที่เขาแสนจะภูมิใจ

“คนกรุงเทพฯ นี่ช่างไม่เห็นคุณค่าของธรรมชาติเอาซะเลย ปลาช่อนกับแกงขนุนและน้ำพริกหนุ่มล้วนเป็นอาหารมาจากในไร่ของเรา ปลอดทั้งสารเคมีและสารพิษ แถมยังอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ” เขาพูดเสียงกระด้างด้วยความไม่พอใจ

“ฉันไม่ใช่คนเรื่องมากเลยนะแต่มันกินไม่ได้จริงๆ นายดินพอจะให้แม่ครัวทำแซนด์วิชง่ายๆ ให้ฉันกินได้ไหมล่ะ หรือข้าวผัดก็ได้ ขอแค่อย่าเป็นของแปลกๆ รสชาติประหลาดๆ เท่านั้นเอง”

อาหารพื้นๆ แค่นี้ก็ว่าแปลกแล้วเรอะ ดีล่ะ เดี๋ยวจะจัดต้มยำแย้ย่าง กับยำงูเห่าให้น้องเจ่อซะเลย

“ปกติมื้อเช้าเราจะทำข้าวต้มกับกับข้าวธรรมดาอย่างไข่เค็ม ยำกุ้งแห้งกับผัดไชโป๊ว แต่คุณโชคดีที่มาถึงก็ได้ลองเมนูเด็ดข้าวต้มปลาไหลเลย แต่ถ้าคุณกินอาหารพื้นบ้านไม่ได้ ผมจะบอกป้ารุ้งให้ทำอะไรง่ายๆ ให้ก่อน ช่วงแรกนี้ผมจะปล่อยตามใจคุณไปสักวันสองวัน เดี๋ยวไว้คุณเริ่มชินกับที่นี่ คุณจะต้องกินอาหารและทำกิจกรรมของทางไร่เหมือนแขกอื่นๆ”

“ขอบคุณค่ะ”

“หมดธุระแล้วนะ ผมจะได้ขอตัว ถ้ามีอะไรติดขัดไม่สะดวก ไปหาผมที่เรือนรับรองหรือบอกเจ้าภูผาก็ได้ หรือถ้าตอนกลางคืนมีเรื่องด่วน เรียกผมได้ที่กระท่อมหลังข้างๆ ที่คุณนอนเมื่อคืน”

เขาหันหลังจะเดินกลับไปทางเก่า แต่เสียงพระพายถามขึ้นว่า “ขอถามหน่อยนะ นายดินมีหน้าที่อะไรในไร่พสุธาคะ”

“ผู้จัดการไร่” เป็นตำแหน่งที่พสุธาเพิ่งคิดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ

*****************

แหม เนียนเชียวนะ ผู้จัดการไร่ อิอิ

สัปดาห์งานหนังสือของ meb จบลงแล้ว

ขอบคุณทุกยอดโหลดนะคะ อ่านจบแล้วมาคุยกันได้นะ

ส่วนนักอ่านที่ยังไม่ตัดสินใจ อ่านไปเรื่อยๆนะคะ เดี๋ยวอีกไม่นานจะติดงอมแงมค่ะ 555

   

 นิยายเรื่องนี้มีรูปเล่มจำหน่ายด้วยนะคะ หนา 462 หน้า  ราคา 369 บาท ฟรีค่าส่งค่ะ 

 สนใจสั่งซื้อ แจ้งที่ inbox เพจศิวารินทร์ 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น