มายาพสุธา (รีอัพ)

ตอนที่ 13 : คืนแรกในไร่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,202
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    16 เม.ย. 63

 


“กลับกรุงเทพฯ? เดี๋ยวนี้เลยเหรอ”

“ใช่ ฉันรบกวนคุณอีกครั้งก็แล้วกันนะคะนายดิน ช่วยพาฉันกลับไปส่งที่สนามบินด้วย”

นายดินส่ายหน้าช้าๆ “เสียใจด้วยครับ เจ้าหน้าที่ของผมกลับบ้านกลับช่องกันหมดแล้ว ช่วงเวลานี้เป็นเวรของผมที่ต้องอยู่เฝ้าโฮมสเตย์ ผมทิ้งแขกให้อยู่ตามลำพังไม่ ได้ อย่างเร็วที่สุดที่ผมจะออกไปส่งคุณได้ก็คือพรุ่งนี้เช้า หรือไม๋ก็ออกไปเรียกรถเอง”

พระพายจ้องตาชายหนุ่มเคืองๆ นึกสงสัยว่านี่เขากำลังแกล้งขัดใจให้เสียอารมณ์เล่นหรือเปล่า แต่ตอนนี้เธอเหนื่อยทั้งกายและใจจนหมดแรงที่จะต่อความยาวกับหมอนี่ให้เปลืองอารมณ์อีก

“ก็ได้ พรุ่งนี้ก็พรุ่งนี้ แต่ฉันขอออกจากที่นี่แต่เช้าเลยนะคะ”

“ไม่มีปัญหา” นายดินยิ้มกว้าง “เอาเป็นว่าคืนนี้ก็ทนอยู่ ‘กระท่อมโทรมๆ’ ไปก่อนก็แล้วกันนะครับ พรุ่งนี้ผมจะไปส่งที่สนามบินให้แต่เช้าเลยครับ คุณพระพาย”

แม้ด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่มองออกชัดเจนว่าดวงตาของนายดินมีแววเยาะเย้ย  เธอสะบัดหน้าพรืดจนเส้นผมยาวสลวยกระจายเมื่อตัดสินใจเดินกลับเรือน

“อาหารเย็น เอ๊ย ดินเนอร์จะเสิร์ฟให้ที่กระท่อมตอนหนึ่งทุ่มนะ คร้าบ” เขาแกล้งกระดกลิ้นคำว่า “ดินเนอร์” ไล่หลังไปพร้อมเสียงเจือหัวเราะ

แต่ไม่มีเสียงตอบจากหญิงสาว นอกจากเสียงฝีเท้าที่ก้าวสวบๆ ไปตามพื้นหญ้า

 

ให้ตายสิ กะว่าจะหนีร้อนมาพึ่งเย็น กลับกลายมาเจอเรื่องบ้าอะไรก็ไม่รู้!

พระพายกลับมาถึงกระท่อมก็กระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่นอกชานริมน้ำด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นถึงได้ผิดพลาดกันถึงขนาดนี้ พ่อบอกว่าไร่พสุธาเป็นรีสอร์ต แต่พอมาถึงแล้วกลับกลายเป็นโฮมสเตย์ และไม่ใช่โฮมสเตย์สวยงามน่าอยู่อย่างที่เคยเห็นที่อื่นๆ แต่นี่มันกระท่อมกลางไร่ของชาวไร่ชาวนาชัดๆ

“อาหารเย็นมาแล้วครับ พี่สาว”

เสียงร้องของเด็กหนุ่มดังมาจากหน้าบ้าน พระพายมองหนุ่มภูผาคนเดิมยกถาดไม้เดินเข้ามาอย่างคล่องแคล่วแล้ววางบนโต๊ะไม้ที่ระเบียงริมน้ำ หลังจากวางถาดแล้ว เขายังคงจ้องมองใบหน้าของพระพายอยู่พักหนึ่ง

“พี่สาวสวยจริงๆ นะฮะ ผมนี่มองเพลินเลย”

พระพายพยายามฝืนยิ้มรับคำชมแล้วก้มหน้าลงลากถาดอาหารมาไว้ตรงหน้าเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกอึดอัด คนที่นี่ดูแปลกๆ ยังไงไม่รู้ เจ้าเด็กนี่ก็ดูกระตือรือร้นเกินเหตุ ส่วนนายดินหน้าโหดนั่นก็ไร้มนุษยสัมพันธ์เสียเหลือเกิน

ภูผาเดินไปจุดตะเกียงที่นอกชานของกระท่อมและตามจุดต่างๆ รอบเรือนก่อนกลับขึ้นมาที่ระเบียงริมน้ำอีกครั้ง แสงไฟจากตะเกียงส่งแสงวอมแวมก่อนเวลาค่ำคืนจะย่างกราย ก่อเกิดแสงเงารูปทรงประหลาดไปทั่วทั้งบริเวณ

“ปลาอะไรน่ะ” พระพายชี้ไปที่ปลาตัวดำๆ ที่รองด้วยใบตองอยู่บนแผ่นไม้ไผ่สาน

“ปลาดุกย่างไงพี่ จับขึ้นมาจากบ่อในไร่นี่แหละ ตอนเอาขึ้นมายังดิ้นพราดๆ อยู่เลย” ภูผาหันมาบอกอย่างตื่นเต้นระหว่างที่กำลังจุดตะเกียงที่ระเบียงริมน้ำ

หญิงสาวหลับตาปี๋เมื่อได้ยินคำว่า “ดิ้นพราดๆ” แล้วเลื่อนจานออกทันที

“มีไฟสว่างกว่านี้ไหมคะ พี่มองอะไรไม่เห็นเลย”

“ถ้าจะสว่างกว่านี้ต้องจุดตะเกียงเพิ่มฮะ เดี๋ยวผมไปเอามาให้อีกสองดวงไหม” ภูผาวางตะเกียงที่จุดไฟติดแล้วลุกขึ้นยืน

“อ๋อ งั้นไม่ต้องหรอกจ้ะ เหม็นน้ำมันตะเกียงจะตายอยู่แล้ว” พระพายบ่นพลางใช้ช้อนสังกะสีเขี่ยน้ำแกงเขละๆ ในชามแกงที่ดูหน้าตาไม่น่ากินเอาเลย อีกจานเป็นน้ำพริกสีเขียวเละๆ กับผักสด อาหารทั้งสามสำรับที่เด็กหนุ่มยกมาให้ ไม่มีจานไหนที่น่ากระเดือกลงคอสักอย่าง แถมในนี้ยังมืดสลัวจนมองไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไรถ้าไม่ยกจานขึ้นมาจ่อติดจมูก

“อ้าว ไม่กินแล้วหรือพี่สาว แกงขนุนกับน้ำพริกหนุ่มของป้ารุ้งนี่คือสุดยอดมากๆ เลยนะฮะ” ภูผาถือตะเกียงเดินมาส่องเมื่อเห็นพี่สาวคนสวยจากกรุงเทพฯ วางช้อนลงแล้วขยับถาดอาหารออกไปให้พ้นจากหน้า

พระพายถอนหายใจยาว “พี่กินไม่เป็นอะ น้องทำข้าวผัดให้พี่สักจานได้ไหม”

ภูผาหัวเราะแหะๆ ด้วยเสียงเกรงใจ “ผมทำอาหารไม่เป็นหรอกฮะ แล้วตอนนี้ป้ารุ้งก็ปิดครัวกลับที่พักแล้วด้วย แต่พรุ่งนี้ผมบอกแกให้ทำข้าวผัดให้พี่สาวได้ แม่ครัวตื่นตั้งแต่ตีห้า”

เฮ้อ ช่างมัน พรุ่งนี้ก็จะเผ่นจากที่นี่แล้ว ทนหิวเอาก็แล้วกัน    

ภูผายกสำรับออกไปจากเรือนหลังจากพระพายบอกว่าอิ่มแล้ว เมื่อเหลือเพียงคนเดียว เธอก็ผละออกไปยืนที่นอกชานริมลำธาร พอตกค่ำแล้ว ที่นี่มืดสนิทเหมือนมีใครนำผ้าสีดำมาคลุม ผืนน้ำนิ่งดำทะมึนดูน่ากลัว ในสมองมีแต่ภาพจินตนาการแปลกๆ ผุดขึ้นมาให้ประหวั่นพรั่นพรึง ใต้น้ำนี้จะมีสิ่งแปลกประหลาดบ้างไหม หรือดึกๆ จะมีสัตว์เลื้อยคลานปีนขึ้นมาเยือนบนเรือนบ้างหรือเปล่า แค่นึกก็ขนลุกซู่แล้วต้องรีบเดินกลับเข้ามาในกระท่อมพร้อมกับสงสัยว่าคืนนี้เธอจะอาบน้ำอย่างไร

หญิงสาวหยิบผ้าถุงที่ภูผานำมาวางไว้ให้บนเตียงขึ้นมาสะบัด แม้ว่าสะอาดสะอ้านแต่เนื้อผ้าหยาบกระด้าง ไม่รู้ว่าเคยผ่านมือใครไปกี่รายแล้ว แต่ก็ดีกว่าเข้านอนโดยไม่อาบน้ำ เมื่อพระพายห่อตัวด้วยผ้าถุงสีมืดๆ ผืนมอๆ เธอก็พยายามไม่คิดอะไรนอกจากรีบตักน้ำจากโอ่งขึ้นมาลูบล้างตามแขนขาและใบหน้า ใจไม่กล้าพอที่จะตักน้ำราดโครมๆ อย่างที่ภูผาแนะนำ 

“เอาน่า ทนๆ เอาหน่อย พรุ่งนี้เช้าก็กลับกรุงเทพแล้ว” เธอปลอบตัวเอง

หญิงสาวเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดนอน เอนหลังนอนบนฟูกแข็งปั๋งและปลอกหมอนเนื้อผ้าสากผิว อยู่ดีๆ ก็นึกถึงเตียงปูด้วยผ้าปูที่นอนทอจากไหมสองพันเส้นที่โปรยปรายด้วยกลีบกุหลาบ กลางเรือนหอร้อยล้านแสนหรูหราริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เธอจะมอบกายและหัวใจให้กับเจ้าบ่าวในคืนแรก

แต่สุดท้าย มันกลับกลายเป็นเตียงคาวมลทินที่ผู้เป็นเจ้าสาวกลับไม่มีโอกาสได้เป็นผู้ใช้

แค่นึกถึงเหตุการณ์นั้น ลมหายใจก็ติดขัดด้วยความปวดร้าว ก่อนความอึดอัดคับข้องใจแปรเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำอุ่นๆ ไหลลงมาจากหางตาด้วยความร้าวรานใจ

ระหว่างที่สะอื้นเบาๆ อยู่ในความมืด พระพายก็นึกขอบคุณกระท่อมซอมซ่อ สายน้ำดำมืดที่ล้อมรอบจนดูน่าสะพรึงกลัว และผ้าปูเตียงสากผิวที่ทำให้เธอลืมความเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังได้ชั่วขณะ สองมือจับผ้าห่มเนื้อหยาบแข็งกระด้างขึ้นเพื่อซุกใบหน้าลงไปให้ช่วยดูดซับเสียงสะอื้น น้ำตาไหลรินจนซึมไปกับผ้าเป็นด่างดวง ไม่รู้ว่าตอนที่กลับไปที่กรุงเทพฯ แล้ว จะมีเรื่องอะไรที่เบี่ยงเบนความปวดร้าวได้ดีเท่านี้อีกไหม

******************

โถ น่าสงสารน้องพาย

ทนเอาหน่อยนะ พรุ่งนี้ก็กลับบ้านแล้ว


ดาวน์โหลด ebook วันนี้ถึง 20 เมษา ได้ราคาพิเศษนะคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น