วิวาห์ตีทะเบียน (ฉบับรีไรท์)

ตอนที่ 5 : รีบออกตัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 390
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    19 ก.ย. 61


 

 

 

ตอนที่ 5

รีบออกตัว

 

 

 

 

 

“ผมกับเขาคงไม่ได้แต่งงานกันง่ายๆ หรอกครับ เพิ่งคบกันยังไม่ถึงปีด้วยซ้ำ” รีบออกตัว

“ย่ะ แต่ก็คงได้เสียกันไม่รู้กี่ครั้งแล้วสิ นี่แกได้ป้องกันไหม? อย่าให้เกิดอะไรพลาดพลั้งขึ้นมาเชียวนะตารุต ไม่งั้นแม่คงอกแตกตายแน่ คราวคุณพ่อแกตอนที่ไปได้กับยัยวิไลเลขา จนมีนายวาคิมมาช่วยหารสมบัติก็ทีหนึ่งล่ะ และจะบอกให้นะว่า ตอนที่แกมัวไปกกอยู่กับยัยเวสิตา นายวาคิมมันก็มาเอาหน้า พาคุณปู่แกออกไปข้างนอกนู่นแล้ว”

วิศรุตถอนใจอย่างหนักหน่วง เขาเบื่อคำพูดที่มารดาเฝ้าพร่ำใส่หัวสมอง เรื่องเกี่ยวกับภรรยาอีกคนของบิดาหรือเรื่องน้องชายคนละแม่ แต่ก็นั่นแหละ เขามั่นใจว่าตัวเองเป็นเบอร์หนึ่ง เป็นหลานรักคนโปรดของเจ้าสัว ไม่เคยทำอะไรให้ผิดหวังเสียใจ ถ้าจะมีก็แค่เรื่องผู้หญิงที่เขาควงอยู่ตอนนี้นี่แหละ

“อย่าลำพองใจไปนะวิศรุต ว่าตำแหน่งใหญ่ที่สุดในบริษัทจะตกเป็นของแก เมื่อนายวาคิมก็ใช้นามสกุลมหาดำรงค์กิจเหมือนแก มีเลือดพ่อแกอยู่ครึ่งหนึ่งเหมือนกัน และตอนนี้มันเรียนจบแล้ว เข้ามาทำงานในบริษัท ถ้าแกยังขืนทำตัวเหลวไหลไร้อนาคตแบบนี้ สักวันไอ้เจ้าน้องนอกไส้นั่นมันจะก้าวข้ามหัวขึ้นไปเป็นเจ้านายแก”

พอได้ฟังวิศรุตก็หน้าเครียดขึ้นมา อันที่จริง เขากับวาคิมไม่เคยขัดแย้งอะไรหรือทะเลาะอะไรกัน ต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้สนิทสนมกันนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นศัตรูกัน ฝ่ายนั้นอ่อนกว่าเขาสี่ปี และก็ได้รับสิทธิ์ทุกอย่างอย่างเท่าเทียมในฐานะลูกพ่อเดียวกัน ใช้นามสกุลเดียวกัน แต่ยังไงก็มั่นใจว่า ด้วยศักดิ์และศรีแล้ว เขาเหนือกว่า ไม่ว่าจะในสายตาของพ่อหรือปู่ ของคนในบริษัทและคนภายนอก ยังไงเสีย ทั้งเจ้าสัววิชาญและนายวสันต์ คงไม่ให้วาคิมข้ามหน้าข้ามตาเขาเด็ดขาด

เรื่องภรรยาอีกคนของบิดา แม่นายวาคิมนั่นก็เหมือนกัน ที่เป็นหนามยอกใจคุณฤดีนาถ ให้ต้องหวานอมขมกลืนมาหลายปี

ผู้หญิงที่ไหนก็คงอยากเป็นเมียเดียว เป็นที่หนึ่ง ได้รับการยกย่องให้เกียรติจากสามี คงไม่มีใครอยากแบ่งผู้ชายของตัวเองให้กับผู้หญิงอื่นทั้งนั้น

และเขาในฐานะลูกที่รักแม่ซึ่งทุ่มเทให้กับเขามามาก แม้คุณฤดีนาถจะคอยเจ้ากี้เจ้าการ ชอบบงการชีวิตเขา แต่ก็รู้ดีว่าท่านทำไปด้วยความรักและหวังดี เขาไม่อยากให้แม่ต้องผิดหวังเสียใจ และด้วยศักดิ์ศรี เขาจะไม่มีวันยอมให้วาคิมก้าวข้ามหัวไปได้เป็นแน่ และก็รู้ด้วยว่าเจ้าสัววิชาญไม่มีทางทำอย่างนั้น เว้นเสียแต่ว่า เขาจะขัดใจท่านอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้

“คุณปู่กับนายคิมออกไปไหนกันครับ?”

“เห็นว่าจะไปหาคุณยงยุทธ เพื่อนสนิทของเจ้าสัวก็มีคนเดียวนี่แหละที่รักใคร่ผูกพันกันมานาน แม่ยังได้ยินว่าท่านจะแนะนำให้วาคิมรู้จักกับหนูแพรวด้วย”

“หนูแพรว” เอ่ยทวนคำพร้อมย่นคิ้วนิดๆ พยายามคิดถึงเจ้าของชื่อนี้

“ก็หนูแพรวพิชชา หลานของคุณยงยุทธไง ปู่แกรักและเอ็นดูเด็กคนนี้มากเลยนะ”

“อ๋อ...ผู้หญิงที่ว่าเป็นคุณครูอนุบาลนั่นนะหรือครับ?” เขาผงกหน้าว่าพอจะนึกออก เพราะมารดาพูดถึงเจ้าหล่อนอยู่บ่อยๆ แต่เขาไม่ได้สนใจ ไม่เคยเห็นหน้า แค่ได้ยินว่าเป็นคุณครูโรงเรียนอนุบาล ก็โบกมือขอบายก่อนเลย

“ใช่”

วิศรุตยิ้มเหยียดๆ ที่มุมปาก พร้อมกับยักไหล่ ส่ายหน้าเบาๆ เหมือนว่าไม่เห็นจะสนใจ

“แล้วรู้ไหมว่าถ้าวาคิมกับหนูแพรวพิชชาเกิดรักใคร่ชอบพอกันขึ้นมาจริง อะไรมันจะเกิดขึ้น?”

“ก็ข่าวดีไงครับ คนรักกันดีออก” ตอบยิ้มๆ ราวกับไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร เขาเองก็จะได้รอดตัว ไม่ต้องคอยถูกจับคู่กับผู้หญิงเชยเฉิ่มนั่น

“ดีแน่ๆ แกก็รู้ว่าปู่แกเอ็นดูหนูแพรวขนาดไหน ถ้าวาคิมได้แต่งงานกับหนูแพรวไปจริงล่ะก็ แกตกกระป๋องแน่ตารุต ถึงตอนนั้นจะหัวเราะกันไม่ออก”

หากลูกชายก็ยังยิ้ม แต่เป็นยิ้มแบบเครียดๆ ขึ้นมาแทน ลึกๆ แล้วเขาแอบหวั่นใจอยู่เหมือนกัน

“ตอนนี้วาคิมไม่มีอะไรด้อยไปกว่าแกเลย เป็นหลานปู่เหมือนกัน ใช้นามสกุลเดียวกัน เรียนจบปริญญาโทเมืองนอกเมืองนา ได้เข้าทำงานในบริษัทเดียวกัน แต่ได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ท่านรักนักเอ็นดูหนา เท่ากับว่าลูกยัยวิไลเลขาเอาชนะเหนือแกทุกอย่าง”

“คุณปู่คงไม่ยกบริษัทให้วาคิมเพราะเหตุผลแค่นี้หรอกครับ”

“แกรู้จักคุณปู่น้อยไปตารุต แม่ก็ได้แต่พูดนี่ก็เพราะหวังดีกับแก อยากให้แกได้ดิบได้ดีเป็นที่หนึ่ง  ส่วนแกจะทำอะไรไม่ทำอะไร ก็แล้วแต่แกเถอะ ขี้เกียจพูดมากปวดหัวด้วยแล้ว ถึงตอนนั้นถ้าทุกอย่างมันผิดจากที่พูดไว้ ฉันคงหนีไปนั่งวิปัสนาอยู่ที่วัดป่าไกลๆ ที่ไหนสักแห่ง ให้แกใช้ชีวิตอย่างที่แกเลือกอย่างมีความสุขก็แล้วกัน”

พูดจบคุณฤดีนาถก็เดินจากไป หลังประกาศก้องว่าพร้อมจะตัดหางปล่อยวัดทันที หากเขาเป็นพวกยุไม่ขึ้น ปั้นไม่ได้ดั่งใจท่าน

เขาคงจะไม่วิตกอะไร ถ้าแต่เล็กจนโตไม่ถูกฝังหัวจนคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นที่หนึ่ง ตัวเองสำคัญเหนือกว่าพี่น้องทุกคนในบ้าน และไทย ไอออน อินดัสตี้จะต้องเป็นของเขาเท่านั้น

วิศรุต มหาดำรงค์กิจ คือคนที่เหมาะสมที่จะคุมบังเหียนบริษัทค้าเหล็กอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดในประเทศยิ่งกว่าใคร

แต่ในนาทีนี้ ความมั่นใจนั่น กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ด้วยชื่อของคนสองคน

วาคิม และ แพรวพิชชา

 

 

“โอ้โห!งานใหญ่เลยนะครับนี่ แล้วทำไมไม่จ้างเอาล่ะครับ?”

หลังจากที่เห็นจำนวนเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นของโรงเรียนอนุบาลอุ่นรัก ที่กำลังจะทาสีเตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอมที่จะมาถึง วาคิมก็อดอึ้งไม่ได้ และเมื่อได้ยินว่ามีเพียง แพรวพิชชา ลุงสมยศ กุ้งนาง และกวางน้อย หลานสาววัยยี่สิบและสิบเจ็ดปีของลุงสมยศกับป้าขจิตแม่ครัวเอกของโรงเรียน คือแรงงานหลักที่จะช่วยกันทาสีทั้งหมดนี่ให้เสร็จ

“หาช่างไม่ได้ค่ะ” แพรวพิชชาตอบไป พร้อมกับลงสีกันสนิมก่อนที่จะรอลงสีจริง

“ที่หาได้ก็แพงครับ งบเราไม่พอ” ลุงสมยศตอบตามซื่อ

ด้วยความที่เป็นคนเก่าคนแก่อยู่มานานจึงรู้ฐานะการเงินของโรงเรียนในตอนนี้เป็นอย่างดี

วาคิมมองไปที่หญิงสาว ด้วยสายตาที่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม  แต่แพรวพิชชายิ้ม ก่อนจะหลุบดวงตากลมสดใส ที่มีแววสลดนิดๆ นั่นลงไป สนอกสนใจอยู่กับการทาสีตรงหน้า

“แพรวอยากทำด้วยค่ะ อะไรที่ทำเองได้ก็อยากทำ ในเมื่อโรงเรียนนี้เป็นของแพรว และเด็กๆ ที่จะมาเล่นของเล่นพวกนี้ก็นักเรียนของแพรวทั้งนั้น” เธออยากให้เขาคิดว่าเธอใส่ใจ มากกว่าให้คนนอกอย่างชายหนุ่มต้องมารับรู้ว่าสถานะทางการเงินของโรงเรียนอนุบาลอุ่นรักในตอนนี้ ว่ากำลังร่อแร่เต็มทีแล้ว ในเมื่อเรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวอะไรที่ใครอื่นจะต้องมารู้ ผลกำไรหรือขาดทุนคือความรับผิดชอบภายใต้การบริหารของเธอแต่เพียงผู้เดียว

โรงเรียนอนุบาลอุ่นรัก สร้างขึ้นด้วยความฝันของคุณพิศมัย โดยมีคุณยงยุทธซึ่งตอนนั้นรับราชการทหารเป็นฝ่ายกองหนุนคอยช่วยเหลือ และมีมารดาของเธอช่วยสานต่อในช่วงสั้นๆ

คุณเพชรแพรวา มารดาของเธอ เป็นบุตรสาวคนเดียวของทั้งคู่ ส่วนพ่อของเธอเป็นนายทหาร ทั้งสองประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตระหว่างเดินทางไปประจำการที่ต่างจังหวัด ตอนนั้นแพรวพิชชาเพิ่งอายุแค่สิบขวบ หลังจากสิ้นทั้งบิดาและมารดา เธอก็อยู่ในความดูแลของตาและยายมาตลอด ทั้งสองก็เฝ้าฟูมฟักดูแลเธอยิ่งกว่าไข่ในหิน อบรมเลี้ยงดูจนเติบใหญ่

 คุณพิศมัยจึงต้องกลับมาทำงานหนักอีกครั้ง ด้วยหน้าที่รับผิดชอบล้นมือ กระทั่งท่านล้มป่วยลง และตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะที่สาม ตอนนั้นเธอยังเรียนอยู่ครุศาสตร์ปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำอันดับหนึ่งของประเทศ คุณยงยุทธจึงลาออกจากงานราชการมาช่วยดูแลภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก อย่างใกล้ชิด ใช้เวลารักษากันอยู่ยาวนาน จนเงินก้อนใหญ่ที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิตค่อยๆ ร่อยหรอลงไปทุกที พร้อมกับที่เริ่มเป็นหนี้เป็นสิน เพราะหาเงินมาหมุนกิจการไม่ทัน

ช่วงนั้นแพรวพิชชาเหนื่อยมาก ไหนจะเรื่องเรียน ไหนจะเรื่องโรงเรียนอนุบาล ทั้งยังต้องเทียวเข้าออกโรงพยาบาลจนไม่มีกระจิตกระใจจะนึกถึงเรื่องอื่น

พอเรียนจบ เธอก็เข้ารับช่วงดูแลโรงเรียนอนุบาลต่อทันที เพื่อให้คุณยงยุทธได้ใช้เวลาดูแลคุณพิศมัยเต็มที่ จวบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต และเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ได้ไปมาหาสู่กันอีกครั้งหนึ่ง เจ้าสัววิชาญคอยแวะมาเยี่ยมเยือนพูดคุย ส่วนคุณตาของเธอวันๆ ไม่ออกไปไหน นอกจากไปวัด กลับมาก็ขลุกตัวอยู่แต่ที่บ้านและสวน แพรวพิชชาจึงต้องคอยดูแลท่าน เพราะไม่อยากให้เหงาแล้วคิดมาก

หลังจากที่ได้กลับมาบริหารโรงเรียนเต็มเวลาอีกครั้ง จึงพบปัญหาว่าจำนวนนักเรียนในโรงเรียนอนุบาลอุ่นรักลดน้อยลงไปจนน่าใจหาย นั่นเป็นเพราะส่วนหนึ่งมาจากโรงเรียนอนุบาลที่เปิดแข่งขันกันหลายแห่ง และโรงเรียนของเธออยู่ในซอย เป็นทำเลที่ไม่ดีนัก ครูก็พากันลาออกหลายคน บ้างก็ถูกซื้อตัวไปอยู่ที่อื่นเพราะค่าจ้างสวัสดิการที่ต้องลดลงไปตามผลประกอบการที่เริ่มไม่ทำกำไร เพียงพอแค่ให้หมุนเงินดำเนินกิจการรอดผ่านไปได้ในแต่ละเทอม

เมื่อเด็กเก่าทยอยจบไป เด็กใหม่ก็มีมาสมัครน้อยลง ตอนนี้เรียกได้ว่า อนุบาลอุ่นรักกำลังประสบกับภาวะวิกฤติใกล้เจ๊งเต็มที ดอกเบี้ยหนี้สินก็เพิ่มพูนขึ้นมาเรื่อยๆ

ความรับผิดชอบมากมายในชีวิต ทำให้เธอไม่มีเวลาว่างไปนึกถึงเรื่องของตัวเอง หรือเรื่องหัวใจ จึงไม่มีเพื่อนชายที่คบหากันเป็นพิเศษ มีแต่เจ้าสัววิชาญคนเดียวนี่แหละที่ออกปากอยากได้เธอไปเป็นหลานสะใภ้

ซึ่งเธอก็เข้าใจว่าท่านหยอกเย้ากระเซ้าเล่น มากกว่าจะพูดเป็นจริงเป็นจัง การได้รู้จักกับวาคิม คือการมีเพื่อนเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง ในจำนวนเพื่อนที่มีน้อยนิดอยู่แล้วจากเดิม

“แล้วนี่ทาสีกันกี่วันจะเสร็จล่ะครับนี่?” ถามพร้อมกับหันไปกวาดสายตามองของเล่นที่อยู่ในสนามเด็กเล่น

“ก็ทำไปเรื่อยๆ  เดี๋ยวมันก็เสร็จเองแหละค่ะ” ยิ้มนิดๆ ให้เขา

วาคิมผงกหน้า ตายังกวาดมองของเล่นในสนามอย่างอึ้งๆ

“ถ้าจะให้เร็ว คุณคิมก็หยุดถาม แล้วมาเอาแปรงนี่ไปช่วยกันทาสี หลายแรงแข็งขันจะยิ่งเสร็จเร็วค่ะ”

กวางน้อยโพล่งขึ้นมา หลังจากฟังชายหนุ่มซักไซ้ไล่เลียงคนที่นับถือเป็นพี่สาวอยู่นาน

“นังกวาง!” ลุงสมยศหันมาเอ็ดหลานสาว

“ระวังปากหน่อยนะเอ็ง ขอโทษคุณวาคิมเดี๋ยวนี้” ผู้เป็นลุงเอ็ดเอา เด็กสาวรีบกระพุ่มมือขึ้นไหว้ หน้าเสีย ก็เห็นชายหนุ่มพูดจาคุยด้วยสนิทสนมก็เลยลามปามไปหน่อย

“ไม่เป็นไรหรอกครับลุง กวางเขาก็พูดถูก มาๆ เอาแปรงทาสีมาให้ฉันอันหนึ่ง” ว่าแล้วก็เดินไปหยิบแปรงทาสีมาช่วยคนอื่นๆ ทำงาน

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่คิม ใส่ชุดขาวๆ อย่างนี้ เดี๋ยวจะเปื้อนเสียเปล่าๆ” แพรวพิชชารีบปรามไว้เสียก่อน เมื่อเสื้อผ้าที่ชายหนุ่มสวมใส่มา ดูท่าจะไม่พร้อมเลอะเทอะสักเท่าไหร่

“ไม่เป็นไรหรอก พี่จะระวัง” บอกพร้อมกับถลกพับแขนเสื้อขึ้นด้วยทำท่าทะมัดทะแมง จากนั้นก็รับถังสีกันสนิม และแปรงทาสีมา ก่อนจะช่วยทาบนเครื่องเล่นอย่างขันแข็ง

แพรวพิชชาอมยิ้ม ประทับใจในความมีน้ำใจของชายหนุ่ม ที่อยู่ช่วยเธอและสมัครพรรคพวกจนเลยเวลาบ่ายแก่ๆ การลงสีกันสนิมซึ่งเป็นการเริ่มงานขั้นแรกก็เสร็จสิ้นทั้งหมด


ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น