วิวาห์ตีทะเบียน (ฉบับรีไรท์)

ตอนที่ 3 : รู้จักกันไว้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 429
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    18 ก.ย. 61


 

 

 

 

 

 

ตอนที่ 3

รู้จักกันไว้

 

 

 

 

“มีหลานสาวนี่มันชื่นใจอย่างนี้นี่เองนะ พวกอาหมวยตอนนี้ก็เข้าคอนแวนต์กันหมดแล้ว ไม่มีใครอยู่ด้วย ไอ้ที่เรียนจบกลับมาก็มีแต่หลานผู้ชาย วันนี้ดีหน่อยเจ้าคิมมันว่าง ถึงออกมาเป็นเพื่อนได้”

“มากับคนแก่ไม่เบื่อแย่หรือพ่อคิม?” คุณยงยุทธหันไปถาม

“ไม่หรอกครับ ผมชอบคุยกับคนที่มีประสบการณ์เยอะๆ ได้ความรู้ แถมยังสนุกด้วย” พูดพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดี ใครจะว่าเขาประจบเอาใจเจ้าสัวก็ช่าง แต่เขาไม่ค่อยได้ใช้เวลากับท่านมากนักที่ผ่านมา ตอนเขาเป็นเด็กเจ้าสัวก็ทำงานหนัก นายวสันต์บิดาก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เห็นหน้ากัน แต่เขารู้ว่าด้วยความเอ็นดู และกรุณาจากท่าน เลยทำให้เขาซึ่งเป็นลูกนอกสมรสของบิดา ได้รับการเลี้ยงดูส่งเสีย เทียบเท่ากับหลานคนอื่นๆ แถมยังได้รับอนุญาตให้ใช้นามสกุลของพ่ออีกด้วย

แต่วาคิมตระหนักดีว่าฐานะของเขาในครอบครัว ยังเป็นรองพี่น้องคนอื่นๆ จึงพยายามพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ทุกคนได้เห็นด้วยการทุ่มเทตั้งใจทำงานให้ออกมาดี

“จะเรียกคนแก่ก็ว่ามาเถอะ ทำมาพูดเอาใจ ไม่ใช่ว่าอีกห้าหกเดือน เดินตามรอยเจ้ารุตไปอีกคนล่ะ” เจ้าสัวว่าประชดอย่างอดโมโหไม่หายเมื่อพูดถึงหลานชายคนโปรดที่ไม่เคยโผล่หัวโผล่หางมาให้เห็นหน้า ยิ่งตอนนี้ติดดาราสาว เรียกว่าแม้แต่เงาก็ไม่ได้เห็น

“พูดถึงหลานชายคนโตของแก  ไม่เคยเห็นหน้าจริงๆ จังๆ เสียที ได้ยินชื่อตามข่าวมากกว่า” ที่ถามถึงนั่นเพราะว่าเจ้าสัวออกปากอยากขอจับจองแพรวพิชชาให้กับหลานชายคนนี้

“ได้ข่าวว่าตอนนี้มีแฟนเป็นถึงดาราดังเลยหรือ? ”

“ข่าวอะไรไร้สาระ อย่าไปฟัง ยังไงฉันก็รักเอ็นดูหนูแพรวนี่แหละ เป็นคนเดียวที่ฉันอยากได้ไปเป็นหลานสะใภ้” รีบพูดขึ้นมาเอาใจเพื่อน

วาคิมที่นั่งอยู่ด้วยเกิดหูกระดิกขึ้นมา สนใจฟังบทสนทนา อยากรู้ว่าคนแก่ๆ พูดเรื่องจริงหรือแค่หยอกเย้ากันเล่นเท่านั้น

คุณยงยุทธส่ายหน้าเบาๆ

“เจ้าชาญ แกนี่มันเผด็จการตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ใครจะรักใคร ชอบใคร มันบังคับหัวจิตหัวใจ ไม่ได้หรอก”

“ตอนสมัยเจ้าวสันต์พ่อมันก็ทำเอาฉันปวดหัวไปครั้งหนึ่งละ นี่ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นลูกชายคนเดียว ฉันคงตัดหางปล่อยวัดไปนานแล้วล่ะ ไอ้เจ้าวิศรุตนี่ก็ดูท่าจะหัวแข็งดื้อด้านเหมือนพ่อมันไม่มีผิด” อดจะบ่นไม่ได้กับความไม่ได้ดั่งใจของทายาทสายตรงที่รักนักรักหนา อย่างว่า...หวังมากก็ผิดหวังมาก

“คนมีชีวิตจิตใจ เขาจะเลือกใครรักใคร มันก็เป็นสิทธิ์ของเขา ชีวิตของเขา แกอย่าไปกะเกณฑ์ให้ปวดหัวเลย ความดันจะขึ้นเสียเปล่าๆ อยู่มาจนแก่ปูนนี้แล้ว ใช้ชีวิตยามเฒ่าชะแลแก่ชราให้มันมีความสุข คิดแต่เรื่องที่มันสบายอกสบายใจจะดีกว่า” ปลอบใจเพื่อนรักให้รู้จักปลง

เจ้าสัววิชาญส่ายหน้าดิก ยังไงก็รับหญิงสาวที่เป็นคู่ควงหลานชายตอนนี้ไม่ได้ ยิ่งภาพอล่างฉ่างที่เจ้าตัวถ่ายลงหนังสือที่ท่านเห็นเมื่อเช้า ทำเอาหัวใจจะวาย อับอายแทน เวลาใครถามถึงก็อดจะอารมณ์เสียไม่ได้

“แต่ถ้าเป็นยัยดาราที่เจ้ารุตมันควงอยู่ตอนนี้ ยังไงฉันก็คงทำใจไม่ได้อยู่ดี  และอีกอย่าง ฉันมีหลานชายตั้งสามคน มันก็ต้องมีสักคนสิที่มันจะได้ดั่งใจ หนูแพรวออกจะน่ารัก เรียบร้อย สวยสะ เป็นแม่บ้านแม่เรือน แถมยังทำงานเก่งอีก ครบเครื่องอย่างนี้ สมัยนี้จะไปหาได้ที่ไหนอีก” พูดอย่างหมายหมั้นปั้นมือว่ายังไงเสีย ก็ต้องได้หญิงสาวไปเกี่ยวดองด้วยให้ได้

“พอๆ เจ้าชาญ ถ้าแกคิดจะขอหนูแพรวไปเป็นหลานสะใภ้ เพราะว่าได้เผลอตกปากรับคำพิศมัยเขาไว้แล้วล่ะก็ ไม่ต้องหรอกนะ เมียฉันตายไปนานแล้ว และคงไม่ลุกขึ้นมาทวงคำสัญญาจากแกหรอก”

วาคิมเริ่มมั่นใจในบทสนทนาของผู้ชราทั้งสอง เขาพอจะรู้ว่าเจ้าสัวสนิทกับผู้พัน แต่ก็ไม่เคยรู้ว่าได้มีสัญญิงสัญญาหมั้นหมาย หรือตกลงอะไรกันไว้ แต่ดูเหมือนเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเขานี่นา

“นั่นมันก็ส่วนหนึ่ง แต่ฉันเอ็นดู ถูกชะตาหนูแพรวจริงๆ นะ อีกอย่างแกก็มีหลานสาวคนเดียว เราเองก็เป็นเพื่อนคบหากันมาตั้งนานแล้ว ฉันเห็นมาตลอดและเชื่อมั่นว่าแกกับพิศมัยอบรมหนูแพรวมาดีจริง ผู้หญิงอย่างนี้ บ้านไหนๆ ก็อยากได้เป็นลูกสะใภ้หลานสะใภ้ทั้งนั้น”

คุณยงยุทธเห็นว่า จนด้วยคำจะมาโต้แย้งจึงได้แต่ผงกหน้า

“ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน ไม่ต้องไปบังคับกะเกณฑ์หรอกนะ ถ้าเด็กมันมีวาสนาต่อกัน ยังไงก็คงหนีกันไม่พ้นนั่นแหละ”

“ดี แกพูดอย่างนี้ก็ดี ยังไงฉันก็ขอจองหลานสาวแก ให้กับหลานชายฉันสักคนหนึ่งแล้วกัน  ถ้าเจ้าวิศรุตมันไม่มีวาสนา ตาไม่ถึง ก็ยังมีวาคิม กับเจ้าวัชเรศอยู่อีกตั้งสองคน”

“แกก็พูดเหมือนหลานสาวฉันเป็นดอกไม้ใบหญ้า รีบจองเสียแต่ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปปักใส่แจกันใบไหน?”

“ไม่รู้ล่ะ ฉันมีแจกันรอให้ปักก็แล้วกัน ถือว่าจองหนูแพรวแล้ว ขืนแกไปยกให้ใครตัดหน้าหลานฉันเสียก่อนล่ะก็ เป็นได้เลิกคบกันตอนแก่ๆ นี่แหละ”

พูดพร้อมกับโขกหมากรุกโป๊กเสียงดังเสียจนกระดานสะเทือน ถือว่าประกาศจับจองเอาไว้แล้วเป็นมั่นเป็นเหมาะ

 

 

“ขนมค่ะคุณวาคิม”

แพรวพิชชานำจานขนมและถ้วยน้ำชามาเพิ่มให้กับชายหนุ่มที่ติดสอยห้อยตามเจ้าสัววิชาญมาด้วย

หนุ่มหน้าเข้มตัวสูง มีเค้าโครงหน้าคล้ายผู้เป็นปู่ ที่แม้จะมีเชื้อสายจีน แต่หน้าตากระเดียดมาทางคนไทย ที่ถ้าไม่บอกให้รู้ว่ามีเชื้อสายจีน ก็คงเข้าใจว่าเป็นคนไทยแท้ๆ นี่แหละ

“ขอบคุณครับคุณแพรว”

“เรียกเจ้าคิมว่าพี่ดีกว่าหนูแพรว คนกันเองทั้งนั้นไม่ต้องพิธีรีตองนักหรอก” เจ้าสัวแนะ

“ครับ ผมก็ว่าดีกว่า”

“ปู่ย่าตายายรู้จักกัน นับกันเป็นพี่เป็นน้องนี่แหละ จะได้ฟังดูสนิทสนมกลมเกลียวกัน” คุณยงยุทธช่วยเสริมอีกเสียงหนึ่ง แพรวพิชชาจึงพยักหน้า

“วันนี้คุณตามีเพื่อนคุยแล้ว งั้นเดี๋ยวแพรวขอตัวไปดูที่โรงเรียนหน่อยนะคะ?”

“อ้าว! วันนี้วันหยุดไม่ใช่หรือหนูแพรว ยังต้องไปอีกหรือ?” เจ้าสัววิชาญถามอย่างสงสัย อยากให้หญิงสาวได้ทำความรู้จักกับหลานชายของตัวเองไว้ ไหนๆ ก็อุตส่าห์ได้มาเจอกันแล้ว

“พอดีแพรวจะต้องไปช่วยทาสีของเล่นน่ะค่ะ มีคนทำกันแค่ไม่กี่คน อยากเร่งให้เสร็จก่อนโรงเรียนเปิดเทอม” บอกธุระจำเป็นที่ทำให้อยู่รับแขกไม่ได้

ทั้งสองผู้ชราจึงผงกหน้า แพรวพิชชาขอตัวลุกออกไป โดยมีสายตาของวาคิมมองตามไปอย่างสนอกสนใจ  นั่นเป็นว่าเพราะเขาไม่ค่อยได้พบเจอผู้หญิงไทยลักษณะนี้บ่อยนัก เจ้าหล่อนจึงออกจะแปลกหูแปลกตา ยิ่งเมื่อได้ยินว่าเจ้าสัววิชาญหมายตาอยากได้มาเป็นหลานสะใภ้ ความสนใจที่มีให้หญิงสาวจึงเพิ่มขึ้นอีก

“ขยันจริงๆ นะ วันหยุดก็ยังไม่ยอมหยุด” เจ้าสัวว่า

“ทำยังไงได้ล่ะ ตอนนี้ที่โรงเรียนก็มีหนูแพรวเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงอยู่คนเดียว ไอ้ฉันมันก็แก่แล้ว ช่วยอะไรเขาได้นิดๆ หน่อยๆ แล้วยิ่งตอนนี้มีโรงเรียนอนุบาลเปิดแข่งกันทุกตรอกซอกซอย นักเรียนของเราก็น้อยลงทุกที หนูแพรวก็ต้องทำหน้าที่เองเกือบทุกอย่าง เป็นตั้งแต่ครูใหญ่ไปจนถึงผู้ช่วยภารโรงเลยบางครั้ง ก็ไม่รู้ว่าโรงเรียนจะเปิดไปได้อีกนานแค่ไหน?” เอ่ยอย่างเป็นกังวลใจอยู่ลึกๆ

“ถ้าไม่มีโรงเรียน ก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร เฮ้อ! ฉันมันก็แก่แล้ว เป็นห่วงแต่หนูแพรวนี่แหละ”

“จะยากอะไร แกก็ยกให้เป็นหลานสะใภ้ฉันเสียสิ เดี๋ยวฉันจะช่วยเปิดโรงเรียนให้ใหม่ เอาให้ใหญ่กว่าเก่า หาเด็กมาเรียนให้เยอะๆ เลยด้วยเอ้า หรือถ้าไม่อยากทำให้เหนื่อยจะขายกิจการเสีย แล้วไปช่วยทำงานที่บริษัทก็ได้ เดี๋ยวจะหาตำแหน่งใหญ่ๆ ได้เงินเดือนเยอะๆ ให้เลย” เสนอทางเลือกให้มากมาย

“เขาคงไม่ยอมหรอก เขารักโรงเรียนนั่นมาก เกิดมาก็เห็นที่นั่นแล้ว” เอ่ยอย่างรู้ใจหลานสาวดี

“เอ่อ! ขอโทษครับปู่ยุทธ โรงเรียนอยู่ไกลจากนี่มากไหมครับ ผมอยากเห็น” วาคิมกระตือรือร้นขึ้นมา

“ไม่ไกลหรอก เดินเข้าไปในซอยนี่สักร้อยเมตร เห็นรั้วสีฟ้าๆ ก็ถึงแล้วล่ะ ชื่อโรงเรียนอนุบาล อุ่นรัก ไปดูสิหลานชาย” คุณยงยุทธบอกอย่างอารมณ์ดี

วาคิมละความสนใจจากขนมที่ทานอยู่ ปล่อยให้ผู้ใหญ่ทั้งสองได้เล่นหมากรุกและพูดคุยกันตามสะดวก ส่วนเขาเดินไปดูโรงเรียนอนุบาลที่ว่า และเพื่อจะได้ทำความรู้จักคุณครูสาวคนสวย ที่ปู่ของเขาหมายมาดอยากได้เป็นหลานสะใภ้ด้วยความคิดบางอย่างที่เพิ่งผุดขึ้นมาในหัวสมอง

วิศรุตเป็นหลานชายคนโปรดของท่านเจ้าสัว และมักจะได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าหลานทุกคนมาตลอด เพราะนอกจากจะเป็นหลานชายคนแรก คุณฤดีนาถมารดาของวิศรุตยังเป็นเมียตบเมียแต่ง มีทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย



ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น