วิวาห์ตีทะเบียน (ฉบับรีไรท์)

ตอนที่ 23 : ยื่นมือมาช่วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 275
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    1 ต.ค. 61


 

 

 

ตอนที่ 23

ยื่นมือมาช่วย

 

 

 

 

 

ดวงตางามเบิกโตด้วยความตกใจ เมื่อเห็นตัวเลขที่ปรากฏในบิลค่ารักษาพยาบาล

ในสถานการณ์ฉุกละหุก เธอไม่มีทางเลือกมากนัก จึงโทรศัพท์มายังโรงพยาบาลเอกชนที่ใกล้ที่สุดให้ส่งรถพยาบาลไปรับในคืนนั้น แน่นอนว่ากว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณยงยุทธได้รับการรักษาอย่างดีเยี่ยม จนอาการดีขึ้น แพทย์ยังไม่ตัดสินใจผ่าตัด แต่จะใช้วิธีให้ทานยาลดไขมันในเส้นเลือด แทนการใส่ขดลวดทำบอลลูนที่คงจะดีดตัวเลขการรักษาให้สูงไปกว่าที่เธอเห็นตอนนี้แน่ๆ

“คนไข้มีสวัสดิการที่ไหนหรือเปล่าคะ? ทางโรงพยาบาลจะได้เขียนบิลเบิกได้ถูก อ้อ! และทางเราก็ยังยินดีรับบัตรเครดิตด้วยนะคะ รบกวนเจ้าของไข้ชำระทุกรอบบิลให้ตรงด้วยนะคะ”

 เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินยิ้มหวานหยดให้ตอนที่แจ้งกับเธอ แต่นั่นช่างเป็นยิ้มที่ดูดพลังเธอไปได้เกือบหมดทั้งตัว

บิลครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ก่อนเธอควักกระเป๋าจ่ายไปห้าหมื่นกว่าบาท รวมสัปดาห์นี้ที่สูงถึงหกหลัก ทำให้แพรวพิชชาหน้ามืดเกือบจะเป็นลมทีเดียว หญิงสาวถือกระดาษแผ่นนั้นเดินกลับมาอย่างเลื่อนลอย พร้อมกับนึกอยู่ว่า จะไปหาเงินที่ไหนมาจ่าย

ในเมื่อเงินสำรองที่ใช้หมุนในโรงเรียนแต่ละเดือนก็แทบไม่พอใช้จ่าย

“คุณมานั่งอยู่นี่เอง?”

เสียงทักทายนั่น ทำให้คนที่นั่งพิงหลังอย่างหมดเรี่ยวแรงขยับตัวขึ้นนั่งหลังตรงอีกครั้ง

วิศรุตนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ กัน

“ปู่เห็นว่าคุณหายมานาน เลยให้ผมมาดู มีอะไรหรือเปล่า ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้”

แพรวพิชชารีบพับเก็บกระดาษในมือเพื่อจะซ่อนมันไว้ แต่ก็ไม่พ้นสายตาเขา มือหนาถือวิสาสะหยิบไปดูโดยที่เธอไม่ทันได้ห้าม

“บิลค่ารักษา คุณได้จ่ายไปหรือยัง?” พอจะเข้าใจว่าทำไมแพรวพิชชาถึงหายออกมานาน สถานะทางการเงินของเธอเป็นอย่างไรเขารู้ดี และถ้าจะจัดการกับผู้หญิงคนนี้ให้อยู่ในอุ้งมือ เขามองเห็นจุดอ่อนของเธอแล้ว

เสียงถอนหายใจแผ่วเบายาวเหยียด พร้อมกับส่ายหน้าไปมา สายตาดูเหนื่อยล้า

“ฉันเพิ่งได้มาน่ะค่ะ ยังไม่ทันได้ไปเบิกเงินเลย”

“แล้วคุณมีจ่ายหรือเปล่าล่ะ?”

ใบหน้าขาวใสเงยขวับขึ้นมองคนถามอย่างอึ้งๆ

“ค่ะ แต่ฉันต้องไปเบิกเงินสดก่อน”

“ในหมายเหตุนี่บอกรับชำระด้วยบัตรเครดิตนี่ เดี๋ยวผมรูดบัตรจ่ายให้ก่อนก็ได้”  เสนอให้อย่างมีน้ำใจ

“เอ่อ! ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่อยากรบกวน”

“ไม่รบกวนหรอก ผมจ่ายให้เลยก็ยังได้” เขาพูดขึ้นมาอย่างใจป้ำ

เป็นอีกครั้งที่เธอหันขวับไปมองหน้าเขาอย่างตกใจ ก่อนจะฉายแววตาไม่พอใจ

“ไม่ต้องค่ะ นี่เป็นหน้าที่ของฉัน ฉันจะรับผิดชอบเอง”

“รู้ใช่ไหมว่าค่ารักษาจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ และบางทีถ้าทานยาไม่ได้ผล หมออาจจะให้ทำบอลลูนหลังจากนี้”

ทำไมจะไม่รู้ ก็เธอกับเขานั่งฟังหมอชี้แจงด้วยกัน

“คุณคิดว่าจะไปหาเงินมาจากไหน? ทั้งรายจ่ายที่โรงเรียน และจ่ายค่ารักษาคุณตาคุณ ยังจะดอกเบี้ยธนาคารอีก”

แพรวพิชชาสะอึก จ้องหน้าเขาเขม็ง

“คุณวิศรุตคะ ฉันขอบคุณสำหรับความหวังดีและความห่วงใยของคุณ แต่นี่มันเป็นความรับผิดชอบของฉัน อย่าได้ห่วงเลยค่ะ ยังไงฉันก็ต้องหาเงินมาให้ได้” บอกไปอย่างมั่นอกมั่นใจ ทั้งที่ยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าจะหาเงินมาจากไหน

“โบราณว่า คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายนะครับ แทนที่จะคิดเองคนเดียว ไม่อยากให้ผมเป็นเพื่อนคู่คิดด้วยอีกคนหรือไง?”

เขาเลิกคิ้วสูง แววตาเชิญชวน

เธอยิ้มนิดๆ มองเขาด้วยสีหน้าท้าทาย

“งั้นก็ลองบอกมาสิคะ ว่าฉันจะหาเงินมาได้จากไหน?”

“แต่งงานกับผมสิ รับรองว่าปู่ผมยอมทุ่มสินสอดไม่อั้นแน่”

คำแนะนำพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่เหมือนล้อเล่นนั่น ทำเอาแพรวพิชชาถึงกับอึ้งงันไปทันที

นานทีเดียวที่เธอมองวิศรุตอย่างตื่นตะลึง คิดว่าตัวเองหูฝาดไปที่ได้ยินเขาพูดไปอย่างนั้น

ก่อนจะคว้าเอาใบเสร็จค่ารักษาจากมือของเขาแล้วรีบลุกพรวดเดินจากมาด้วยหัวจิตหัวใจที่กำลังพลิกคว่ำคะมำหงายไม่เป็นท่า แทบไปไม่เป็นกับข้อเสนอบ้าๆ ที่ชวนให้หวั่นหวามใจพิลึกพิลั่น เพราะมันไม่ควรเป็นเรื่องที่เอามาพูดเล่น

โดยไม่รู้ว่ามีสายตาที่ท้าทายกว่า และต้องการเอาชนะมองตามหลังมาอย่างมั่นอกมั่นใจว่าสามารถทำให้คุณครูอนุบาลเชยเฉิ่มนี่อยู่ในเงื้อมมือเขาได้ไม่ยากแน่

 

 

“นี่อะไรกันคะ?”

“คอมพิวเตอร์ครับ ทั้งหมดสามสิบชุด เดี๋ยวช่วยตรวจรับของด้วยนะครับ”

“แต่ฉันไม่ได้สั่งนะคะ จะขนไปไหน?”

เธอรีบร้องปรามคาราวานคนงานที่ช่วยกันขนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะหลายสิบตัวลงจากรถพร้อมกับลำเลียงเดินไปที่ห้องหนึ่งซึ่งดูเหมือนถูกจัดเตรียมไว้แล้ว

“ไม่ต้องห่วงครับ สินค้าพวกนี้ชำระเงินแล้ว” คนที่หอบหิ้วมันมาบอกเพื่อให้เธอสบายใจ

“แล้วใครเป็นคนจ่ายคะ?”

“นี่ครับ ใบส่งของ เดี๋ยวช่วยเซ็นรับด้วย”

คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้า ยื่นแฟ้มแข็งที่มีใบส่งของอยู่บนนั้นให้เธอ ระบุว่าผู้ซื้อคือชื่อของเธอ ส่วนคนจ่ายเงินลายเซ็นขยุกขยุยอ่านไม่ออก แต่พอจะเดาได้หรอกว่าเป็นใคร

เมื่อรู้ว่าห้ามปรามคนเหล่านี้ไม่ได้ จนไม่แน่ใจว่าใครเป็นเจ้าของสถานที่ ใครเป็นเจ้าของโรงเรียนกันแน่ แพรวพิชชาจึงไม่รอช้าที่จะกดโทรศัพท์หาตัวตั้งตัวตีที่เจ้ากี้เจ้าการเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับคุณยงยุทธ เธอและเขาจึงมีเบอร์โทรศัพท์ของกันและกันไว้

“เป็นไง เรียบร้อยดีไหม?” คือคำทักทายแรก ทั้งที่ไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรไป

“คุณทำอะไรของคุณคะ?” น้ำเสียงติดจะฉุนเฉียวถามกลับไป ไม่รู้เขาเอาอำนาจอะไรเข้ามาดำเนินการเรื่องหลายอย่างในโรงเรียนตอนที่เธอไม่อยู่

“ก็ห้องคอมพิวเตอร์ไง”

“ฉันไม่เอาหรอกนะคะ”

“อ้าว! ได้ยังไงกันล่ะ ก็ลงโฆษณาไปแล้วนี่ เกิดไม่มีจริง ผู้ปกครองเด็กฟ้องได้นะคุณ”

เธอตัวสั่นนิดๆ กับน้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย แถมยังพูดจากวนประสาทกลับมาอีก ทำไมวิศรุตถึงกลายเป็นคนช่างยั่ว และยั่วที่ว่าก็คือยั่วโมโห

“จะมาฟ้องฉันเรื่องอะไรในเมื่อคนริเริ่มทำเรื่องทั้งหมดเป็นคุณต่างหาก”

“ผมไม่ใช่เจ้าของโรงเรียนนี่”

“รู้ตัวเหมือนกันหรือคะ? แล้วที่คุณทำอยู่นี่มันอะไร เข้ามาก้าวก่ายในโรงเรียนของฉัน ที่ของฉัน” เรื่องนี้เธอโกรธจริงๆ เพราะคิดว่าวิศรุตชักจะล้ำเส้นเกินไป ถึงเขาจะบอกว่าหวังดี ปรารถนาดียังไงก็เถอะ แต่เธอไม่อยากรู้สึกติดค้างหรือเป็นหนี้เขาหรือใครก็ตามแม้แต่นิด

เธออยากทำอนุบาลอุ่นรักด้วยความสามารถตัวเอง นั่นเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจมากกว่า

“โอเคนะแพรว คุณอาจจะไม่พอใจ แต่ทุกอย่างที่ผมทำไปมีเหตุผล”

และเหตุผลของเขา ก็ไม่ใช่เพื่อเธอ หรือเพื่อเด็กๆ ที่นั่นอย่างได้กล่าวอ้าง แต่เพื่อตัวเองต่างหาก

อีกไม่นานวาคิมจะกลับมา เขาจะต้องรีบปิดจ็อบนี้ลงให้ได้เร็วที่สุด และการเอาชนะใจแพรวพิชชาและคุณยงยุทธ จะมีวิธีไหน ถ้าไม่รุกคืบเข้าไปในชีวิตพวกเขา และจัดการกุมจุดอ่อนนั่นไว้ให้อยู่ในกำมือ

“ตอนนี้ผมจะต้องรีบเข้าประชุม ให้พวกเขาทำงานให้เสร็จ แล้วเย็นนี้ผมจะไปอธิบายเหตุผลทั้งหมดให้คุณฟัง...นะครับ”

การทะเลาะโต้เถียง หรือตกลงกันทางโทรศัพท์ไม่ใช่เรื่องดี แม้ความจริงแล้วเขาจะชอบใช้วิธีนี้

แต่การได้พูดคุยกันต่อหน้า เห็นแววตา ฟังน้ำเสียง และภาษากายท่าทางที่แสดงออก มันทำให้การสนทนาได้รสชาติ และควบคุมทิศทางให้ไปสู่ความสำเร็จได้มากกว่า

ตอนนี้วิศรุตกำลังรอเวลาอย่างใจจดจ่อ เตรียมการว่าจะพูดแบบไหน เพื่อที่เขาจะจบเรื่องได้ภายในวันนี้ เห็นไหมล่ะว่าเขาเหมาะจะเป็นผู้บริหารเพราะมีการวางแผนการมาอย่างแยบยล ไม่เหมือนนายวาคิมที่มีแต่ลูกบ้ากับใจถึงเท่านั้น

ใบหน้าหล่อคมคาย กระตุกยิ้มกระหยิ่มที่มุมปากอย่างหมายมาด และมั่นใจในตัวเองยิ่งยวด ว่าผู้หญิงเฉิ่มเชยดื้อด้านหัวแข็งนั่น ที่สุดแล้วก็ไม่พ้นเงื้อมมือและความฉลาดปราดเปรื่องของเขาไปได้ ที่สุดเจ้าหล่อนก็คือลูกไก่ในกำมือนี่เอง

ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น