วิวาห์ตีทะเบียน (ฉบับรีไรท์)

ตอนที่ 16 : ข้อเสนอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 371
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 ก.ย. 61


 

ตอนที่ 16

ข้อเสนอ

 

 

 

 

 

“คุณมีธุระอะไร? ว่าไปสิคะ”

เสียงหวานใสกังวานพูดขึ้นมาอย่างเป็นทางการ พร้อมกับรวบมือเรียวขึ้นมาวางบนโต๊ะทำงาน เมื่อกลับเข้ามาในห้องทำงาน วิศรุตเอาแต่จ้องมองเธอเหมือนเห็นตัวประหลาดจนน่าอึดอัด

ดวงตาคมกริบก้มลงมองมือเล็กเรียวขาวนั่น ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ย่นจมูกนิดๆ หวังว่าเธอจะล้างมือมาสะอาดดีแล้ว ไม่มีกลิ่นอะไรติดมาด้วยหรอกนะ

“คุณวิศรุตคะ” เรียกเมื่อเห็นเขาเปลี่ยนเป้าหมายจากใบหน้ามาที่มือของเธอแทน

“เอ่อ! อะแฮ่ม” ต้องกระแอมกระไอเรียกเสียงนิดหนึ่ง ก่อนจะขยับนั่งตัวตรงอย่างเป็นการเป็นงาน

“ที่นี่มีนักเรียนเท่าไหร่?”

“หนึ่งร้อยห้าสิบแปดคนค่ะ” ตอบไปตรงคำถาม แม้ไม่รู้ว่าเขาจะอยากรู้ไปทำไม

“แล้วมีครูทั้งหมดกี่คน?”

“เอ่อ...สิบสองคนรวมทั้งฉันด้วยค่ะ”

“เฉลี่ยครูหนึ่งคน ต้องดูแลเด็กถึงสิบสามคน แล้วมันจะทั่วถึงหรือ?”

มันสมองของเขาเป็นเลิศด้านคิดคำนวณสินะ

“ถ้าผมเป็นพ่อแม่ คงไม่ส่งลูกมาเรียนที่นี่หรอก เพราะจำนวนครูต่อเด็กไม่น่าจะดูแลได้ทั่วถึง ยิ่งเด็กเล็กๆ สามถึงหกขวบ ที่ต้องดูแลไม่ให้คลาดสายตาเด็ดขาด”

แพรวพิชชาอึ้งไป...นั่นมันก็จริง เขาจะพูดเรื่องนี้ทำไม หรือมีแผนการจะส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่หรือไง?

แต่เท่าที่รู้มา ยังไม่เคยได้ยินว่าหลานชายคนไหนของเจ้าสัวแต่งงานไปแล้วสักคน

“แล้วรับนักเรียนสามระดับชั้น เปิดชั้นละสองห้อง คุณคิดว่าอย่างนี้กิจการจะไปรอดได้อีกนานแค่ไหน?”

แพรวพิชชาถึงกับสะอึก ไม่ใช่ว่าเธอไม่คิด ก็เรื่องนี้แหละที่ยังเป็นกังวล แล้วคนตรงหน้ามารู้อะไรกับผลประกอบการของเธอ

ที่สำคัญวิศรุตกับเธอแม้จะได้ยินชื่อกันมานาน แต่ก็เพิ่งได้เห็นหน้าค่าตา และคุยกันครั้งแรก ทำไมจู่ๆ ชายหนุ่มถึงได้เปิดหัวข้อสนทนากับเธอด้วยเรื่องนี้

“จะว่าไป ที่แถวนี้ก็ทำเลใช้ได้ โรงเรียนคุณ มีพื้นที่เท่าไหร่หรือ?”

“ก็ประมาณห้าไร่ คุณถามทำไมหรือคะ?”

“ก็เผื่อว่าคุณอยากขายไง น่าจะได้ราคาดีอยู่นะ”

แพรวพิชชาอึ้งแล้วอึ้งอีก มองผู้ชายตรงหน้าด้วยความโกรธจนมือสั่น เธอรักโรงเรียนแห่งนี้เท่าชีวิต ไม่ใช่สิ...ที่นี่คือชีวิตของเธอก็ว่าได้ มันคือความฝันของผู้เป็นยายและแม่ที่หวังจะให้เธอสานต่อ มันคือสิ่งที่สร้างให้เธอเป็นเธอในวันนี้

“ผมมีเพื่อนทำเรียลเอสเตทหลายคน ถ้าคุณสนใจจะขายจริง ผมแนะนำให้ก็ได้นะ รับรองว่าได้ราคาดีแน่ๆ ที่ดินผืนใหญ่อย่างนี้ แถมยังตรงทำเลแบบนี้ รับรองว่าได้เงินหลายสิบล้าน” คนพูดยิ้มกริ่ม คล้ายกับว่ามาแนะนำทางสว่างให้กับเธออย่างนั้นแหละ

“คุณวิศรุต” เรียกเสียงเขียวด้วยความฉุนเฉียว

“ฉันไม่รู้ว่าธุระของคุณคืออะไรนะคะ เพราะเท่าที่ฟังมาก็ยังไม่เข้าใจ แต่ขอบอกไว้เลยว่า ต่อให้ที่นี่ เหลือนักเรียนแค่คนเดียว ฉันก็จะเปิดสอนต่อไป” ตอบไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น

เขาอึ้งไปนิดหนึ่ง ที่เห็นคนเงียบเชียบเรียบร้อยไม่มีปากเสียงเริ่มตอบโต้กลับมา

“ว้าว! คุณนี่ช่างมีอุดมการณ์ สมกับเป็นคุณครูอนุบาลจริงๆ”

รอยยิ้มทั้งที่มุมปาก ลามไล่ไปถึงในดวงตาคมคายคู่นั้น หากว่าช่างยั่วยวนกวนโมโหเธอนัก

“ธุระของผมไม่มีอะไรหรอก นอกจากว่า เราควรจะรู้จักกันไว้ ในฐานะ เอิ่ม!...” ทำท่าคิด เลื่อนขึ้นสบสายตากับเธอ ท่าทางเขากำลังสนุกที่ได้ทำให้เธออารมณ์ขุ่นมัว

“ในฐานะอะไรดีล่ะ?”

แพรวพิชชาจ้องหน้าคนที่คิดว่าจะมาหาเรื่องเขม็ง ไม่เข้าใจเจตนารมย์และการมาของเขาเช่นกัน

“คุณรู้จักน้องชายผมนี่ นายวาคิมน่ะ กำลังคบกันอยู่ไม่ใช่หรือ?” ถามกลับมายิ้มๆ

เธอไม่ตอบ...ไม่ได้ยินเสียงหวานใสพูดอะไรออกมาทั้งสิ้น แต่แน่ใจหรอกว่าเธอไม่ได้เป็นใบ้ แต่อาจจะเป็นพวกประหยัดถ้อยประหยัดคำ อย่างที่เขาเคยเปรียบเปรยว่ากลัวว่าดอกพิกุลจะร่วงนั่นกระมัง

“คุณวิศรุต ถ้าคุณมาที่นี่เพราะอยากรู้จักกันไว้  ตอนนี้เรารู้จักกันแล้ว และฉันก็มีงานต้องทำ ไม่ว่างจะมาคุยเรื่องไร้สาระกับคุณทั้งสิ้น หากคุณเป็นพวกป่วยทางจิต ที่ที่คุณควรจะไป คือโรงพยาบาลค่ะ ไม่ใช่โรงเรียนอนุบาล และถ้าหมดธุระของคุณแล้ว ก็เชิญค่ะ ประตูอยู่ทางนั้น”

เธอผายมือให้เขา พร้อมกับดวงตาคู่สวยฉายชัดถึงแววดุดันไม่พอใจ

เขาควรจะโกรธกับคำพูดคำจาของเธอ ในครั้งแรกที่ได้ยินมันก็ใช่ แต่เมื่อคิดว่าคุณครูอนุบาลจืดชืดเชยเฉิ่ม ก็ปากร้าย มีพิษสงไม่น้อยเหมือนกัน ก็เปลี่ยนความโกรธให้กลายเป็นความขบขันในทันที

จากที่คิดว่าเธอเป็นคนน่าเบื่อ แต่เมื่อได้ต่อปากต่อคำด้วย วิศรุตกลับรู้สึกสนุก

แต่ความสนุกของเขา คงต้องหยุดเอาไว้แค่นี้ก่อน เพราะที่มาวันนี้ เพียงแค่อยากมาทำความรู้จัก และเห็นกับตาตัวเองว่าผู้หญิงที่น้องชายของเขากำลังคั่วอยู่ คนที่กำลังจะพาวาคิมก้าวข้ามหัวเขาไปยิ่งใหญ่ในบริษัทนั่นเป็นคนยังไง และตอนนี้ได้ทำความรู้จักแล้ว

“ไม่คิดจะรักษามารยาทกับผมหน่อยหรือ? ยังไงผมก็เป็นพี่ชายของผู้ชายที่คุณกำลังเดทด้วย และเป็นหลานของปู่ชาญคนที่คุณเคารพนับถือ ทั้งสองคนจะคิดยังไงหนอ ถ้ารู้ว่าคุณพูดจากับผมแบบนี้” เปรยขึ้นมายิ้มๆ

“ฉันเชื่อว่าคุณปู่ชาญ และพี่วาคิมมีเหตุผลพอที่จะเข้าใจว่า เราควรมีมารยาท กับคนที่มีมารยาทเท่านั้นค่ะ”

ดวงตาคู่สวยวับวาวกร้าวกล้าท้าทาย ดูเหมือนว่าที่เคยเข้าใจและมองแพรวพิชชาว่าเป็นพวกหัวอ่อน ว่าง่าย จะไม่ใช่เสียแล้ว

“พี่วาคิม...ว้าว! แล้วไม่เรียกผมว่าพี่วิศรุตบ้างหรือ?” เขายิ้มที่มุมปาก ดวงตากลั้วขำ

“ฉันจะนับญาติเฉพาะกับคนที่นับถือเท่านั้นค่ะ”

บอกชัดว่าเธอรู้สึกยังไงกับเขา

ร่างสูงขยับตัวลุกขึ้นยืน ติดกระดุมเสื้อสูท หรี่ตามองเธอนิดหนึ่ง เริ่มรู้สึกท้าทายกับการที่จะได้รู้จักผู้หญิงตรงหน้าให้มากกว่านี้

“โอเค หวังว่าเราจะได้รู้จักกันมากกว่านี้”

พูดจบร่างสูงก็ผินหลังเดินจากไป ทิ้งเธอไว้กับความงงงวยและประหลาดใจล้ำกับการมาทำความรู้จัก และพบปะหน้าค่าตากันครั้งแรก

แพรวพิชชาเคยได้ยินชื่อ วิศรุต มหาดำรงค์กิจ มานาน แต่ไม่เคยคิดฝันหรือวาดหวังว่า เขาจะเป็นคนเช่นไร แต่ไม่ใช่อย่างที่ได้พบเห็นในวันนี้แน่ๆ

“บ้าจริง ผู้ชายอะไร เป็นโรคประสาทหรือเปล่านี่ คนแบบนี้นะหรือหลานชายคนโตของปู่วิชาญ แถมยังเป็นพี่ชายพี่คิมอีก ผ่าเหล่าผ่ากอชะมัด”

และก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมที่ได้ยินชื่อมานาน แต่ก็ไม่เคยทำความรู้จักกันจริงๆ จังๆ สักที นั่นเพราะพระพรหมท่านคงเห็นดีแล้วว่า เธอกับผู้ชายคนนี้ ควรอยู่ในที่ทางของตัวเองเป็นดีที่สุด



ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น