วิวาห์ตีทะเบียน (ฉบับรีไรท์)

ตอนที่ 12 : ไม่โปรดปราน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 314
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    24 ก.ย. 61


 

 

 

 

 

ตอนที่ 12

ไม่โปรดปราน

 

 

 

 

 

“ไม่ว่ากันนะคะ”

คนสวยยิ้มแฉ่ง พร้อมกับเสิร์ฟอาหารเที่ยงที่คาดว่าจะแสนอร่อยให้กับเขา

ใบหน้าคร้ามเข้มของวาคิมก้มลงมองถาดหลุมใส่อาหารเหมือนเด็กๆ อนุบาลคนอื่นๆ ที่เสิร์ฟเป็นอาหารกลางวัน มีข้าวสวย ต้มจืด ไข่ตุ๋น และกล้วยกับเงาะ พร้อมกับนมกล่องเล็กๆ อีกกล่องหนึ่งอย่างอึ้งๆ ไปเหมือนกัน

แพรวพิชชาอมยิ้มขันเมื่อเห็นหน้าตาเหวอๆ แบบคาดไม่ถึงนั่นก็ชักจะสงสาร

“ทานได้หรือเปล่าคะนี่?” ถามอย่างเกรงใจ

“เอ่อ! ได้จ๊ะ ดูท่าว่าจะไม่เผ็ด อร่อย ย่อยง่าย และได้รับสารอาหารครบห้าหมู่เสียด้วยสิ” วาคิมเงยหน้าขึ้นมายิ้มไม่เต็มปากนัก แต่ทำไงได้ หลวมตัวไปแล้วนี่นา

หญิงสาวยิ้มแฉ่ง ก่อนจะวางถาดของตัวเอง ที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะนั่งลงตรงกันข้าม

สายตาของวาคิมเหลือบแลมายังถาดอาหารของเธอด้วยความสงสัย ก่อนจะเงยขึ้นมองหน้า

“นี่น้องแพรวทานอาหารเหมือนที่เด็กๆ ทานด้วยหรือ?” ก็เธอเป็นถึงอาจารย์ใหญ่เจ้าของโรงเรียน

“ค่ะ แพรวไม่อยากรบกวนป้าขจิตแก อีกอย่างก็ทานง่ายดีด้วย ต้องรีบทำเวลา เพราะต้องคอยดูแลเด็กๆ ด้วย ปกติเราจะให้เด็กทานเสร็จก่อน แล้วพาเด็กๆ เข้านอน คุณครูถึงได้ทานข้าว”

วาคิมผงกหน้าเข้าใจ สิ่งหนึ่งที่เขาประทับใจในตัวหญิงสาวตรงหน้า เพราะเธอเป็นคนคิดถึงคนอื่นก่อนเสมอ ใส่ใจในทุกรายละเอียด และทุ่มเทรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง ในทุกบทบาทแบบเกินร้อยนี่แหละ

“ลองชิมดูสิคะ”

“จ๊ะ” เขาพยักหน้ารับคำ ก่อนจะตักอาหารรสชาติจืดๆ พอทานได้นั่นเข้าปากอย่างไม่มีทางเลือก และเริ่มสัมผัสได้ว่ามันอร่อยลิ้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะยามที่สบตากับหญิงสาว แล้วเคี้ยวข้าวไปด้วย

การทานอาหารให้อร่อย...บางครั้งก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราทานอะไร...แต่อยู่ที่ทานกับใครมากกว่า

และการที่ได้รู้จักแพรวพิชาให้มากขึ้น ทำให้วาคิมเริ่มมองเห็นความน่ารัก สดใส ความคิดความอ่าน ที่ทำให้เขายิ่งสนใจและหลงใหลในตัวเธอ

การไม่ได้เจอหน้ากันมานานนับเดือน และห่างกันไกล ทำให้เขาคิดถึงเธออย่างบอกไม่ถูก ทำให้ความรู้สึกที่เขามีให้แพรวพิชชายิ่งชัดเจนว่ามากกว่าแค่คนรู้จักหรือพี่ชายน้องสาว

 

 

“ตารุต”

ไม่ทันจะเดินเข้าไปในคฤหาสน์หลังงาม เขาก็ถูกคุณฤดีนาถคว้าตัวที่หน้าประตู

“มีอะไรครับแม่?”

วิศรุตถามหลังจากที่มารดาลากพาเขาเข้ามาถึงห้องนั่งเล่นเป็นที่เรียบร้อย แถมท่านยังทำลับๆ ล่อๆ มองเหมือนกับว่าจะมีใครมาเห็นหรือเปล่า?

“แม่มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย แต่ไปที่ห้องแกดีกว่า เร็วเข้า” ว่าแล้วคุณฤดีนาถก็เดินนำหน้าขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน กระทั่งมาอยู่ภายในห้องนอนเขา ปิดห้องหับเรียบร้อยนั่นแล้วล่ะ

วิศรุตชักสงสัย ทำไม่ท่านต้องทำตัวมีลับลมคมในด้วย

“แกรู้ไหมว่าคุณปู่จะให้แกไปประจำอยู่ที่สิงคโปร์”

“สิงคโปร์?” เขาทวนคำของมารดาพร้อมทำหน้าประหลาดใจ

“ใช่...แม่ได้ยินคุณปู่คุยกับพ่อแกว่าจะเปิดบายเออร์เซ็นเตอร์ที่นั่น แล้วจะให้แกไปประจำการบริหารที่โน่นด้วย”

“บายเออเซ็นเตอร์งั้นหรือครับ?” ใบหน้าสงสัยครุ่นคิด เพราะโปรเจคนี้เขาเป็นคนเขียนเสนอคุณวิชาญเมื่อสองปีก่อน ตอนที่ยังคบหากับแฟนสาวนางแบบลูกครึ่ง ซึ่งไปได้งานวีเจอยู่ที่โน่นเพราะเขาอยากตามไปอยู่ใกล้ๆ เธอ และก็มองเห็นแล้วว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่กำลังเนื้อหอม เป็นศูนย์รวมของเหล่าบรรดามหาเศรษฐีและนักลงทุนจากทั่วโลก แน่นอนว่าการเปิดบายเออร์เซ็นเตอร์ที่นั่นจะทำให้สะดวกสบายในการติดต่องานและหาลูกค้ารายใหม่ๆ แต่ก็ถูกคุณวิชาญปฏิเสธ ด้วยเหตุผลว่างานที่เมืองไทยก็ล้นมือจนทำไม่ทัน

แล้วอะไรกันที่ทำให้จู่ๆ ท่านเกิดเปลี่ยนใจในสองปีให้หลัง แถมตอนนี้บริษัทที่เมืองไทยก็กำลังจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าซึ่งมีมาจากทุกมุมโลก และเขาก็เป็นคนดูแลโปรเจคนี้ร่วมกับคุณวสันต์บิดาอยู่

ถ้าส่งเขาไปประจำที่สิงคโปร์แล้วใครจะเป็นคนมาทำงานแทนล่ะ ในเมื่อเขารับผิดชอบมันมาแต่ต้น นายวสันต์เองเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษา ไม่ได้ลงลุยหน้างานด้วยตัวเองเช่นเขา และตอนนี้งานก็เดินหน้าไปเกินเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ภายในปีหน้าโรงงานใหม่คงได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ตามแผนการที่วางไว้

“แกรู้ใช่ไหมตารุต ว่าถ้าไปอยู่ที่นั่น แกก็จะติดแหงกอยู่แค่ตำแหน่งผู้บริหารบายเออร์ ไม่มีตำแหน่งไหนให้แกก้าวหน้าใหญ่โตไปกว่านั้นแล้ว นี่คุณปู่คงกะส่งแกให้ไปอยู่ไกลๆ หู ไกลๆ ตาเพราะข่าวกับแม่เวสิตานั่น” คุณฤดีนาถดูหงุดหงิดและเป็นกังวลอย่างชัดเจนกับเรื่องนี้

ทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะ และคนที่กำลังจะมารับช่วงงานที่นี่ต่อจากเขา คงเป็นนายวาคิมอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะคุณวิชาญเพิ่งส่งหลานชายคนรองไปดูงานที่เยอรมันมาตั้งเป็นเดือน และเป็นงานด้านวิศวกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับสายการผลิตโดยตรง ซึ่งเขากำลังหวังว่าตำแหน่งผู้จัดการหัวหน้างานสายผลิตที่เท่ากับกุมอำนาจหลักภายในบริษัทจะเป็นของเขา ไม่ใช่ตำแหน่งใหญ่ในบริษัทลูกอย่างบายเออเซ็นเตอร์

“ถ้าผมไม่ไป แล้วคุณปู่จะว่าอะไรได้ล่ะครับ”

เขาถอดเนกไทร์ออก พร้อมกับพูดขึ้นมาอย่างหงุดหงิด  เรื่องนี้เกี่ยวกับเขาโดยตรง แต่นายวิชาญยังไม่เคยเรียกไปถามไปคุย กะจะไม่ให้เขาตั้งตัวและได้ปฏิเสธเลยสินะ

“อย่าลำพองใจไปนะตารุต ตอนนี้แกไม่ใช่คนเดียวที่คุณปู่ต้องพึ่งพา ยังมีนายวาคิมอีกคนหนึ่ง” คุณฤดีนาถดูจะอ่านความคิดของเขาออก

“ถ้าขืนแกยังแข็งข้อกับท่านมากๆ อาจถูกตัดหางปล่อยวัดจริงๆ ดูแต่อาวันวิสาของแกสิ  ไปแต่งงานกับผู้ชายที่คุณปู่ไม่ชอบ สุดท้ายแล้วเป็นยังไงล่ะ? แทบไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง นี่ถ้าไม่ให้นายวัชเรศเปลี่ยนมาใช้นามสกุล มหาดำรงค์กิจ ครอบครัวนั้นก็คงไม่ได้เหยียบเข้าบ้านนี้หรอกนะ”

ที่มารดายกตัวอย่างขึ้นมาพูดให้ฟัง ทำให้เขาชักเริ่มหวั่น เพราะคุณวิชาญเป็นคนเด็ดขาดพูดจริงทำจริง คำไหนคำนั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เรื่องของวันวิสา แม่นายวัชเรศเป็นตัวอย่างยืนยันได้เป็นอย่างดี เขาอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย

“แต่ผมไม่เชื่อว่าคุณปู่จะทำยังงั้นกับผม”

“แล้วทำไมท่านจะไม่กล้า ตอนนี้นายวาคิมก็ขึ้นแท่นเป็นหลานรักคนโปรดแทนแกไปเรียบร้อยแล้ว รู้ตัวหรือเปล่า?” มารดาว่าด้วยน้ำเสียงตำหนิ ที่เขาไม่ยอมเชื่อฟังคำเตือนแต่ต้น

“วันเสาร์วันอาทิตย์ วาคิมไม่เคยอยู่ติดบ้านเลย ว่างเมื่อไหร่ก็พาปู่แกไปหาปู่ยุทธ มันกำลังจะเข้าทางโน้น จีบหนูแพรว แกกำลังจะชวดทุกอย่างนะตารุต” สีหน้าและแววตา ยังจะน้ำเสียงที่กดดันจนเขาเริ่มอยู่ไม่สุข

วิศรุตถึงกับกุมขมับ ตั้งใจว่ายังไงเสีย เขาจะต้องไปคุยเรื่องนี้กับผู้เป็นปู่ให้รู้เรื่อง ฟังจากปากท่านเองดีกว่า ว่าเหตุผลอะไรถึงได้เห็นว่านายวาคิมที่เข้ามาทำงานทีหลัง และยังอ่อนด้อยประสบการณ์อยู่มาก จะมีศักยภาพในการคุมงานใหญ่ที่เรียกได้ว่าแทบเป็นหัวใจของบริษัทแทนเขา

ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น