บ่วงรักจอมมารยา

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,079
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    30 เม.ย. 61












บทนำ

  

สาธิตา ธัญกรณ์ ยืนหมุนอยู่หน้ากระจกบานสูง มองเงาของผู้หญิงสาวสวยที่สะท้อนออกมาอย่างพอใจ ก่อนจะหันหลังให้โต๊ะเครื่องแป้งตัวใหญ่ คว้ากระเป๋าถือขึ้นมาคล้องแขนไว้แล้วก้าวออกจากห้องนอนกว้าง หญิงสาวซอยเท้าลงบันไดไปและเกือบจะพ้นประตูอยู่แล้วเชียวถ้าไม่ถูกมารดาเรียกเอาไว้เสียก่อน

“สา จะไปไหน”

สาธิตาชะงักกึก ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจยาวเหยียดก่อนหันกลับมาตามเสียงเรียกของมารดาแล้วยิ้มหวาน ร่างระหงเดินกลับมานั่งแหมะข้างมารดา เรียวแขนบอบบางโอบกอดรอบแขนอวบๆ แล้วซบหน้าลงบนต้นแขนของท่านอย่างประจบประแจงตามแบบฉบับลูกสาวคนเล็กของบ้านธัญกรณ์

ครอบครัวของหญิงสาวประกอบไปด้วย คุณมานพ คุณธัชมน ผู้เป็นบิดามารดา ธาริต พี่ชายของหญิงสาวและตัวหล่อนเองและด้วยความเป็นคนเล็กของครอบครัว จึงถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาโดยตลอด ถ้าหากวันใดที่เกิดทำผิดหล่อนก็จะใช้ลูกอ้อนขึ้นมาละลายความโกรธของแต่ละคนได้ทุกครั้งเสมอไป

โดยเฉพาะกับพี่ชายที่ปัจจุบันเป็นถึงอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร  หล่อนมักจะใช้ลูกอ้อนกับเขาเสมอและก็ได้ผลไปเสียทุกครั้ง เพราะรู้ว่าเขาไม่มีวันโกรธได้นานและมักยกโทษให้หลังจากผ่านไปเพียงแค่ห้านาที!

“คุณแม่ขา สานัดเพื่อนไว้ค่ะ ขอสาออกไปหาเพื่อนก่อนนะคะ”

หญิงสาวออดอ้อนมารดาพลางทำปากยื่น ซึ่งมารดาและทุกคนในครอบครัวมักจะใจอ่อนกับหล่อนเสมอก็เพราะท่านี้ของหล่อนนี่แหละ

“วันนี้วันหยุดไม่ใช่เหรอลูก หัดอยู่บ้านเสียบ้างสิจ๊ะ แล้วอีกอย่างวันนี้พี่เขาก็จะพาเพื่อนมาเที่ยวที่บ้านเราด้วย หนูน่าจะอยู่ต้อนรับเพื่อนพี่เขานะลูก”

มารดาพูดพลางมองบุตรสาวที่คราวนี้ทำปากยื่นอีกครั้งแต่คนละความรู้สึก

“อี๋ ไม่เอาละค่ะ เพื่อนพี่ริตมีแต่แก่ๆ ทั้งนั้น แต่ละคนใส่แว่นตาหนาเตอะ หูยแค่คิดก็ขนลุก”

มารดาหัวเราะท่าทีขนลุกขนพองของลูกสาวก่อนจะส่ายหน้าอย่างระอา

“ก็พี่เขาเป็นครูบาอาจารย์นี่ลูก เพื่อนเขาแต่ละคนก็ต้องเรียบร้อยสมกับเป็นอาจารย์สิจ๊ะ จะให้มาแต่งตัวแบบวัยรุ่นสมัยนี้ได้ยังไงกัน”

ไม่ว่ามารดาจะเกลี้ยกล่อมเช่นไร ก็หาได้มีทีท่าตอบรับตามคำขอของท่านแม้แต่นิด

“ไม่เห็นเกี่ยว พี่ริตยังไม่เห็นเชยเหมือนเพื่อนเลย หือ ไม่เอาหรอกค่ะคุณแม่ สาขี้เกียจนั่งเกร็งต่อหน้าเพื่อนพี่ริตค่ะ สาไปก่อนนะคะ เดี๋ยวไม่ทัน”

ว่าแล้วสาวสวยก็ยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มมารดา ก่อนจะลุกขึ้นทำท่าบ๊ายบายแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้คนที่มองตามอดที่จะยิ้มตามหลังบุตรสาวเสียไม่ได้ จริงอยู่ถึงแม้สาธิตาจะมีบุกคลิกแก่นเปรี้ยว แต่ก็ไม่เคยทำตัวเสียหาย ตรงข้ามหญิงสาวมักจะทำให้ทุกคนภูมิใจไปพร้อมๆ กับปวดหัวได้เสมอๆ

กระนั้น การเป็นลูกสาวคนเล็กที่ถูกตามใจและเอาอกเอาใจมาโดยตลอด ทำให้บุคลิกและการวางตัวของสาธิตาค่อนข้างจะขัดไปจากคุณวุฒิที่หล่อนได้รับมา  เนื่องจากหญิงสาวจบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้านการบริหารธุรกิจ และกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในสาขาการบริหารระหว่างประเทศ และก็ทำได้ดีไม่แพ้กับเมื่อสมัยเรียนปริญญาตรีเลยทีเดียว...

แต่ข้อเสียของสาธิตาคือ มักทำให้ทั้งบิดาและมารดากังวลใจเกี่ยวกับการคบเพื่อนชายของหล่อนเสมอ ถึงแม้ว่าหญิงสาวจะเอาตัวรอดได้ก็ตาม แต่ทั้งคู่ก็ไม่คิดว่าการที่หล่อนเป็นผู้หญิงจะทำให้เอาตัวรอดได้เสมอไป นี่คือสิ่งที่ท่านเป็นห่วงบุตรสาวนักและก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ยอมให้หญิงสาวไปเรียนต่อยังต่างประเทศเหมือนกับธาริตผู้เป็นพี่ชาย

 

ณ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง เหล่านักศึกษาพากันเดินขวักไขว่ไปทั่วบริเวณหน้าคณะเศรษฐศาสตร์ ที่เป็นเช่นนั้นก็อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นช่วงเย็นของวันและนักศึกษาส่วนใหญ่ก็มักจะหมดชั่วโมงเรียนกันแล้ว ส่วนที่ยังอยู่ก็เพราะบ้างต้องทำกิจกรรม บ้างต้องรอเพื่อน ซึ่งก็เป็นธรรมดาของนักศึกษามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่

ภายในห้องพักอาจารย์ ร่างสูงของธาริต ธัญกรณ์ เดินวนไปเวียนมาระหว่างเก้าอี้หลังโต๊ะประจำตำแหน่งกับตู้หนังสือหลังใหญ่ประมาณสักสิบรอบกว่าเห็นจะได้ และตอนนี้ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าเขากำลังจะเวียนหัวเต็มทีกับการเดินวนไปมาของตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้

“เฮ้อ! มันอยู่ไหนน้า หรือว่าเราจะไปลืมไว้ที่ไหน”

ในขณะที่อาจารย์หนุ่มกำลังขะมักเขม้นค้นหาข้อมูลที่จะนำไปใช้อ้างอิงในการสอนอยู่นั้น ร่างบางของอาจารย์สาวสวยนามว่าวริศรา พัฒน์ไมตรี ก็เดินเข้ามาก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นและเกือบจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมา ถ้าใบหน้าหมกมุ่นของอีกฝ่ายจะไม่เงยขึ้นมาเห็นเสียก่อน

“อ้าวคุณแหวว เอ่อ พอดีผมกำลังหาข้อมูลการสอนบางอย่างนะครับ”

“แต่ยังหาไม่เจอใช่ไหมคะ เพราะถ้าหาเจอหนังสือเกือบทั้งชั้นคงจะไม่ลงมากองอยู่บนโต๊ะคุณริตแบบนี้หรอกค่ะ”

อาจารย์สาวพูดอมยิ้มพลางสาวเท้าเข้ามาใกล้ แล้วก้มลงมองกองหนังสืออย่างขำๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของอาจารย์หนุ่มที่ตอนนี้ทำท่าเงอะงะขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด หล่อนส่ายหน้าก่อนจะออกปากช่วยหา

“ให้แหววช่วยนะคะ ถ้าให้คุณหาทุ่มหนึ่งเราก็คงจะไม่ได้ไปบ้านคุณกัน”

“เอ่อ ขอบคุณครับ สงสัยต้องรบกวนคุณแหววแล้ว”

อาจารย์หนุ่มพูดพลางยกมือขึ้นถูต้นคออย่างไม่รู้จะทำอะไร ก่อนจะทำลายความอึดอัดด้วยการถามถึงชายหนุ่มอีกคนที่มีตำแหน่งเป็นอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์เช่นกัน มีความคุ้นเคยกับทั้งสองเป็นอย่างดี และเป็นคนที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถทางด้านวิชาการและที่สำคัญเป็นคนที่หญิงสาวตรงหน้ากำลังให้ความสนใจอยู่ด้วย

เมื่อคิดมาถึงตอนนี้อาจารย์หนุ่มก็รู้สึกหัวใจห่อเหี่ยวเหมือนจะหมดแรงลงไปดื้อๆ แต่ก่อนที่ความคิดจะเตลิดไปไกล ร่างสูงสง่าของชายหนุ่มที่เขากำลังนึกถึงก็เข้ามาพอดี

“อ้าวคุณริต แหวว มานานแล้วเหรอ ผมขอโทษที พอดีเมื่อครู่ติดสายกับท่านคณบดีช่วงชัยอยู่เรื่องการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเรา”

วีรินทร์อาจารย์หนุ่มรุ่นพี่มาดสง่า เขาเคร่งขรึมและมีรูปร่างเด่นสะดุดตาพอๆ กับรูปหน้าที่สะดุดใจใครต่อใครอธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้ล่าช้า

“ไม่เป็นไรเลยค่ะพี่วี แหววก็เพิ่งมา อีกอย่างนี่ค่ะ”

วริศราว่าพลางก้มลงมองหนังสือกองโตก่อนจะเงยหน้ายิ้มให้เขา แล้วเลยไปยิ้มให้กับเจ้าของผลงานที่ยืนยิ้มจืดอยู่ข้างๆ  วีรินทร์มองกองหนังสือก่อนจะหันกลับไปมองร่างสูงของอาจารย์หนุ่มด้วยรอยยิ้มขบขัน

“อีกแล้วเหรอ เอาๆ เดี๋ยวผมช่วยว่าแต่คุณหาเรื่องอะไรอยู่ล่ะครับ”

ชายหนุ่มถามพลางตั้งท่าลงมือหยิบหนังสือขึ้นมาดู

“เอ่อ ปัญหาพิเศษเกี่ยวกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์นะครับ”

ธาริตตอบพลางค้นหายกใหญ่ ต่างจากมือเรียวยาวได้รูปพอดีของวีรินทร์ที่ชะงักกึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนตอบแล้วบอกออกมาด้วยน้ำเสียงขบขันว่า

“ก็คุณเพิ่งจะเอาไปให้ผมเมื่อวานตอนกลางวันนี่ครับ คุณยังบอกว่าให้ผมช่วยตีความปัญหาอยู่เลย จำได้ไหม”

ธาริตเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้า ก่อนจะหันไปมองวริศราซึ่งกำลังมองค้อนเขาอยู่อย่างขำๆ แล้วทั้งสามก็ประสานเสียงหัวเราะให้กับความขี้หลงขี้ลืมของชายหนุ่ม

“โอ...เค ขอโทษทีฮะ ผมลืมไปสนิทเลยจริงๆ”

ธาริตพูดอย่างเหนียมๆ ในขณะที่วริศรามองวีรินทร์ด้วยดวงตาที่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มระอา ก่อนจะลงมือช่วยกันเก็บหนังสือเข้าที่ แล้วพากันเดินทางไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านของ     ธาริตตามคำเชิญของอาจารย์หนุ่มผู้หลงลืมในเวลาต่อมา

       

ที่ร้านอาหารชื่อดังย่านธุรกิจแห่งหนึ่งซึ่งถูกตกแต่งไว้อย่างหรูหราสวยงาม ไม่บอกก็รู้ว่าราคาอาหารภายในร้านก็คงจะหรูหราไฮโซไม่แพ้กับรูปลักษณ์ของร้านเลยทีเดียว

ด้านในร้านติดกับกระจกสามารถมองเห็นได้ทั่ว หนุ่มสาวคู่หนึ่งรูปร่างหน้าตาสะดุดตาจนคนที่เข้ามาใช้บริการต่างพากันมองมาเป็นระยะอย่างให้ความสนใจ ฝ่ายชายคุ้นหน้ากันดีในฐานะนายแบบชื่อดังแห่งยุคและกำลังจะมีผลงานทางจอเงินในเร็วนี้ ส่วนฝ่ายหญิงกลับไม่มีใครรู้จัก แม้เจ้าหล่อนจะรูปร่างหน้าตาขนาดนางงามยังต้องชิดซ้าย ไม่ว่าจะเป็นรูปหน้า เรือนร่างระหงกลมกลึง กระทั่งผิวพรรณงามลออ...

แต่ใบหน้าของทั้งสองกับบูดบึ้งต่างกับความงามที่ปรากฏ ทำให้คนที่เผลอมองเข้าใจไปว่าทั้งคู่คงจะโกรธเคืองกันตามประสาคนรัก ไม่ได้คิดเลยสักนิดว่าที่ฝ่ายชายหน้าบึ้งเพราะกำลังถูกฝ่ายหญิงบอกเลิก ส่วนที่ฝ่ายหญิงหน้าบึ้งก็เพราะว่าชายหนุ่มไม่ยอมเลิกตามที่หล่อนต้องการต่างหาก!

“คุณจะทำกับผมแบบนี้ไม่ได้นะสา คุณเห็นผมเป็นอะไร ไม่มีความหมายเลยเหรอ”

เวทินนายแบบหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงเครียดขรึม ดวงตาชั้นเดียวตามสมัยนิยมมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างผิดหวัง เขารักหล่อนจริงๆ รักอย่างที่ไม่เคยรักใครมาก่อน ขณะที่อะไรๆ กำลังจะไปได้สวย แต่อยู่ๆ หล่อนก็มาบอกเลิกเขาซะอย่างนั้น เป็นใครจะยอม เขาคนหนึ่งล่ะที่ไม่ยอม!

คบกันมาตั้งเดือนเขายังไม่ได้จับมือหล่อนเลยสักครั้ง ถ้าเป็นผู้หญิงอื่นป่านนี้เสร็จเรียบร้อยไปนานแล้ว แต่นี่เป็นเพราะรัก เขาจึงไม่คิดหักหาญแต่หล่อนกลับมาบอกเลิกกับเขาอย่างไม่มีเหตุผล เขาไม่ยอมเด็ดขาด

“มันไม่เกี่ยวกับที่มีความหมายหรือไม่มีหรอกนะคะ แต่ฉันมาคิดดูแล้วยังไงๆ ฉันกับคุณก็ไปกันไม่ได้อยู่ดี”

ยิ่งหล่อนอธิบายชายหนุ่มยิ่งโกรธจัด เขากับหล่อนเพิ่งคบกัน แล้วหล่อนมาบอกว่าไปกันไม่ได้เนี่ยนะ ชายหนุ่มยกมือขึ้นกุมขมับก่อนจะหลุบตาลงมองแก้วน้ำที่อยู่ตรงหน้า แล้วพยายามหาคำพูดที่อาจจะทำให้หญิงสาวใจเย็นลง

“สา ผมขอโทษ คำถามของผมอาจจะทำให้คุณเครียด ผมว่าเรากลับก่อนดีกว่า แล้วค่อยคุยกัน ดีไหม?

สาธิตามองใบหน้าหล่อเหลาที่ทำให้หล่อนตัดสินใจคบหามาถึงหนึ่งเดือน แต่นอกจากความหล่อที่คนตรงหน้ามีแล้ว เขากลับไม่มีอะไรที่ทำให้หล่อนรู้สึกว่าจะมาเป็นผู้นำหรือคนที่ฝากหัวใจไว้ได้เลย หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง

“ไม่ค่ะ จะไม่มีวันไหนอีกแล้ว คุณก็น่าจะรู้นะคะว่าฉันพูดคำไหนคำนั้น แต่เรายังเป็นเพื่อนกันได้นะคะ”

ร่างงามระหงของสาธิตาลุกขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตากลมโตตกแต่งประณีตสวยงามมองใบหน้าเครียดขรึมที่จ้องกลับมาด้วยดวงตาของคนที่ไม่ยอมเข้าใจอะไรทั้งสิ้นอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะคว้ากระเป๋าขึ้นมาถือไว้แต่กลับถูกฝ่ามือเรียวของอีกฝ่ายคว้าหมับทันควัน

“สา! ทำไมคุณถึงใจร้ายนัก ผมไม่ดีตรงไหน”

ดวงตาเรียวคมมองหญิงสาวด้วยแววตาตัดพ้อ สาธิตาก้มลงมองมือใหญ่ที่กุมมือหล่อนเอาไว้แน่น แล้วผ่อนลมหายใจออกมายืดยาว

“เวคะ ฉันอยากให้คุณยอมรับการตัดสินใจของฉันนะคะ อย่างน้อยหลังจากนี้เรายังคงเป็นเพื่อนกันได้ แต่ถ้าคุณยังขืนรั้งไว้อีก เราอาจจะไม่เหลือความสัมพันธ์ที่ดีไว้เลยก็ได้นะคะ”

สาธิตาพูดพร้อมกับดึงมือออกจากการเกาะกุมของเวทิน แล้วหันหลังให้ชายหนุ่มที่นั่งมองตามแผ่นหลังบอบบางไปด้วยความเจ็บปวด พ่ายแพ้

 

“มากันแล้วค่ะคุณผู้หญิง”

สาวใช้ภายในบ้านธัญกรณ์เดินแกมวิ่งเข้ามารายงานคุณธัชมนซึ่งนั่งรอบุตรชายอยู่ภายในห้องรับแขกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แล้วนั่งแปะลงข้างๆ ท่านนั่นเอง เป็นเหตุให้คุณธัชมนก้มลงมองสาวใช้ที่มีท่าทีลุกลี้ลุกลนตื่นเต้นพิกล

“นี่ยัยเล็กเธอเป็นอะไร ลุกลี้ลุกลนพิกลคน ไปเตรียมเครื่องดื่มมาเสิร์ฟแขกสิ”

สาวใช้นามว่าเล็กเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายที่กำลังเขม้นตาเขียวแล้วยิ้มเจื่อน ก่อนจะคลานออกไปอย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่วายหันกลับมามองทางประตูอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นสายตาคมดุที่มองอยู่ของเจ้านายก็ยิ้มแหยแล้วรีบวิ่งออกไปทันที

คุณธัชมนมองตามสาวใช้ด้วยความรู้สึกอ่อนใจ ก่อนจะหันกลับไปมองทางประตูแล้วก็ต้องยิ้มเยือน เมื่อบุตรชายเดินเข้ามาพร้อมกับหนุ่มหล่อและสาวสวยทั้งสองคน

“สวัสดีครับคุณแม่”

คุณธัชมนรับไหว้บุตรชายก่อน แล้วจึงหันไปมองชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกทึ่งกึ่งชื่นชม ก่อนจะเหลือบมองสาวสวยอีกคนที่ยืนเคียงข้างแล้วยกมือขึ้นรับไหว้เมื่อบุตรชายแนะนำให้รู้จัก

“คุณแม่ครับ นี่ดอกเตอร์วีรินทร์ ส่วนนี่คือคุณวริศรา ทั้งสองเป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ที่ผมสอนอยู่ครับคุณแม่”

คุณธัชมนมองกิริยามารยาทของทั้งคู่ด้วยดวงตาชื่นชมเปิดเผย ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่สาวใช้นำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ

คุณธัชมนหันมายิ้มให้ทั้งสองและเกือบจะชวนคุยตามประสาเจ้าบ้านที่ดี หากหางตาไม่ไปปะทะเข้ากับร่างเล็กของแม่สาวใช้ที่ยังคงนั่งยิ้มแป้นอยู่ที่เดิม อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนเข้า

“นี่แม่เล็ก เสิร์ฟเรียบร้อยแล้วก็ไปได้แล้วจ้ะ”

คุณธัชมนพูดพลางขึงตาใส่สาวใช้ ที่นั่งมองชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าด้วยแววตาเคลิ้มฝัน และตั้งป้อมนั่งตรงนั้นไม่ยอมขยับเขยื้อน ก่อนก้มหน้าหลบตาคมกริบที่หล่อนปลื้มอย่างเขินอายเมื่ออีกฝ่ายยิ้มให้ แล้วสะดุ้งเฮือกอีกครั้งเมื่อถูกเอ็ดมาจากคุณธัชมน

“เล็ก! ไปสิจ๊ะ”

สาวใช้ร่างเล็กสมชื่อหันมายิ้มให้ชายหนุ่มตรงหน้า โดยไม่ลืมหันไปมองเจ้านายด้วยสีหน้าเจื่อนๆ แล้วคลานออกไปอย่างเชื่องช้า เป็นเหตุให้คนทั้งหมดมองด้วยสายตาขบขันในอาการหลงรูปของสาวใช้

วริศราอดไม่ได้ที่จะหันไปมองชายหนุ่มรูปงามที่นั่งข้างตนด้วยความรู้สึกอบอุ่น แม้หล่อนและเขาจะไม่ได้เป็นอะไรกันก็ตาม แต่ก็อดที่จะรู้สึกเช่นนั้นไม่ได้

อาการของหญิงสาวไม่ได้รอดพ้นสายตาของธาริตไปได้ ชายหนุ่มค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกอย่างเสียดาย เมื่อหญิงสาวไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้นให้กับเขา

“ว่าแต่คุณวีรินทร์และคุณ

“แหววค่ะ เรียกแหววเฉยๆ ก็ได้ค่ะ”

คุณธัชมนยิ้มให้กับความน่ารักของวริศราก่อนจะหันไปยิ้มให้บุตรชายที่นั่งข้างหล่อน

“ถ้าอย่างนั้นแม่ขอเรียกคุณวีรินทร์ว่าวีแล้วกันนะคะ”

“ได้เลยครับ”

“ว่าแต่คุณวีและคุณแหวว นี่เป็นอาจารย์ที่นี่มานานหรือยังคะ”

“ตั้งแต่กลับมาจากอเมริกาฮะ”

“แต่แหววทำมาตั้งแต่เรียนจบโทค่ะ แหววจบที่นี่และก็ได้เป็นอาจารย์ที่นี่เลย แล้วก็เป็นรุ่นน้องของพี่วีด้วยค่ะ”

วริศราหันไปยิ้มให้วีรินทร์เมื่อตอบคำถามคุณธัชมน

“อ้อ แหมที่แท้ก็คนกันเองนี่จ๊ะ แม่ก็จบจากที่นี่เหมือนกัน แต่ตาริตเขาจบอีกที่หนึ่งส่วนยัยสาเขาก็จบที่เดียวกับพี่ชายเขา”

การเอ่ยถึงบุตรสาวของคุณธัชมน ทำให้วริศรานึกขึ้นได้

“นั่นสิคะ คุณริตเคยเล่าให้ฟังว่ามีน้องสาวอีกคน แต่แหววยังไม่เคยเจอหน้าคุณสาเลยสักครั้งค่ะ”

คุณธัชมนยิ้มอ่อนโยนเมื่อต้องพูดถึงลูกสาว

“แม่คนนั้นน่ะไม่ค่อยอยู่ติดบ้านหรอกค่ะ วันนี้ก็ไม่อยู่”

ธาริตพยักพเยิดพลางกล่าวอย่างอารมณ์ดี

“ใช่ครับ แถมยังวุ่นวายหาตัวจับยาก”

“ตายแล้วตาริต ว่าน้องแบบนั้นได้ไง” ท่านค้อนบุตรชาย ก่อนจะยิ้มให้สองหนุ่มสาว

“ให้แหววเดา ลูกสาวคุณแม่ต้องน่ารักมากๆ แน่เลยใช่ไหมคะ”

หญิงสาวกล่าวอย่างอารมณ์ดี เพราะสังเกตท่าทางของสองแม่ลูกแล้วก็เดาได้ว่าคนที่ถูกกล่าวถึงคงเป็นที่รักของทุกคนในบ้านอย่างมากมายทีเดียว

“น่ารักอะไรครับ เป็นแม่ยอดยุ่งมากกว่า หาเรื่องวุ่นมาให้ปวดหัวได้ตลอด”

ธาริตกล่าวยิ้มๆ นึกหมั่นไส้แม่น้องน้อยขึ้นมานิดๆ แต่รอยยิ้มเต็มใบหน้ายามเอ่ยถึงสาธิตาฉายชัดว่าเขารักและเอ็นดูน้องสาวมากเพียงใด

“ว่าแต่สาไปไหนฮะ”

“เห็นว่าไปหาเพื่อนน่ะ” คุณธัชมนตอบบุตรชาย “ไม่รู้จะกลับตอนไหน

ท่านหันไปมองนาฬิกาพลางเอ่ย

“หกโมงเย็นแล้ว เดี๋ยวพ่อก็คงจะกลับมาแล้วละจ้ะ ถ้ายังไงนั่งคุยกันไปก่อนนะจ๊ะ แม่ขอตัวไปดูสาวๆ ในครัวสักหน่อย ป่านนี้ทำอาหารกันไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้”

ธาริตมองตามมารดาก่อนจะหันมาชักชวนทั้งวีรินทร์และวริศราออกไปเดินเล่นและนั่งรับอากาศเย็นๆ บริเวณศาลาริมน้ำข้างบ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ที่บิดาของเขาตั้งใจทำขึ้นมาให้กับน้องสาวแสนซน ที่ร้องขอให้บิดาทำให้เพื่อต้องการที่จะพายเรือเล่นตามจินตนาการในวัยเด็ก ปัจจุบันเรือขนาดเล็กลำนั้นก็ยังคงลอยอยู่ในที่เดิมของมัน เพียงแต่เจ้าของนั้นตัวโตเกินกว่าที่จะลงไปพายเล่นเสียแล้ว

“บ้านคุณริตน่าอยู่นะคะ ร่มรื่นดีจัง”

วริศรานั่งลงบนแผ่นกระดานมันวับยาวติดกับตัวศาลาริมน้ำ เอนหลังไปกับพนักพิงแล้วมองปลาตัวใหญ่น้อยที่ว่ายล้อเล่นกันอย่างสนุกสนานด้วยใบหน้าที่เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม

“นั่นสิ มีเรือลำน้อยซะด้วย”

วีรินทร์เปรยพร้อมกับพินิจเรือลำเล็กน่ารักอย่างชอบใจ ก่อนจะหันไปมองธาริตที่ตอบยิ้มๆ และมองลงไปยังเรือลำน้อยด้วยใบหน้าอ่อนโยน ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขากำลังคิดถึงความหลังครั้งวัยเยาว์ พร้อมกับภาพของร่างเล็กป้อมของยัยตัวน้อยเริ่มแจ่มชัดขึ้นมาในมโนนึก

“เรือลำนั้นเป็นของสาฮะ ตอนเด็กแกดูละครบ่อย จนอ้อนให้คุณพ่อสร้างศาลาริมน้ำแล้วก็บังคับให้คุณพ่อหาเรือมาให้อีกต่างหาก คุณวีรู้ไหมฮะว่าตอนนั้นน่ะผมต้องกลายเป็นคนพายเรือให้ยัยสาทุกวัน แล้วถ้าวันไหนผมขี้เกียจขึ้นมาก็ตามหาเรื่องผมจนต้องยอมไปเป็นฝีพายให้จนได้แหละฮะ”

ทั้งสีหน้าและแววตาของธาริตบ่งบอกถึงความรักที่มีต่อน้องสาวมากมายนัก ทำให้ผู้มาเยือนทั้งสองรู้สึกประทับใจในความรักที่พี่ชายมีต่อน้องน้อยเมื่อครั้งวัยเยาว์เป็นอันมาก

“น่าอิจฉาจังเลยนะคะ แหววเสียอีกที่ไม่มีพี่น้อง เป็นลูกคนเดียวเหงาจะตาย”

วริศราพูดพลางมองใบหน้าอ่อนโยนของธาริต ก่อนจะหันไปมองบรรยากาศโดยรอบบริเวณริมน้ำที่ถูกสร้างขึ้นโดยการขุดเป็นลำคลองทอดตัวยาวประมาณสิบห้าเมตรและกว้างประมาณห้าเมตรเห็นจะได้ อีกทั้งข้างๆ ริมคลองจำลองขนาดเล็กยังมีดอกบัวทั้งสีขาวและสีชมพูที่บานสะพรั่งทอดยาวเป็นทิวตลอดความยาวของสองฝั่งคลองริมศาลาอีกด้วย

หญิงสาวมองด้วยความรู้สึกประทับใจ และไม่คิดว่าจะได้มาเจอกับบรรยากาศแบบนี้ในบ้านที่อยู่ใจกลางเมือง ขณะที่หญิงสาวกำลังเพลิดเพลิน วีรินทร์ที่ยืนอิงเสาก็เอ่ยสัพยอกหญิงสาวเบาๆ

“ไงแหวว เคลิ้มเลยใช่ไหม อยากอยู่ที่นี่หรือเปล่า ถ้าอยากอยู่ก็ลองขอคุณริตดูสิ เผื่อจะมีโอกาสได้นั่งเรือเล่นบ้าง”

ชายหนุ่มพูดพลางเหลือบตาไปมองชายหนุ่มรุ่นน้องที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ก่อนจะหันมาเจอกับค้อนอันเบ้อเร่อที่หญิงสาวขว้างใส่ตาเขาอย่างจัง แล้วสะบัดกลับไปชื่นชมทัศนียภาพตรงหน้าต่ออย่างไม่สนใจ จนคนตั้งใจแกล้งต้องหันไปหัวเราะกับธาริตที่ยืนมองหญิงสาวด้วยแววตาของคนที่ชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด



เปิดจอง+โอน ---- รวมเรื่องรัก 3 ราคา 450 บาท ประกอบด้วยเรื่อง 4.เสน่ห์นางมาร 2 บ่วงรักจอมมารยา 3.คืนพันธนาการ

ขวัญของใจ (วศินี) ราคา 350 บาท  หากซื้อ 2 เรื่องคู่ลดเหลือ 750 บาทค่ะ

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น