ฤชุตา

ตอนที่ 12 : สงสัย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 197
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    15 ก.ค. 61

      วังอริยวัฒน์มีเนื้อที่ราว 5 ไร่เศษ รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่นานาชนิดทอดกิ่งปกคลุมทั่วบริเวณวังให้ร่มรื่นอยู่ตลอดเวลา 
         วังอริยวัฒน์มีการจัดสรรแบ่งเขตพื้นที่ใข้สอยอย่างเป็นระเบียบ ชัดเจน ด้านหน้าเป็นตัวเรือนปั้นหยาสีเขียวขนาดใหญ่ เป็นที่อยู่ของหม่อมเฟื่องและลูก ๆ ข้างตัวเรือนมีทางเดินเล็ก ๆ เดินไปสู่เรือนทรงไทยโบราณขนาดกลาง
อันเป็นที่อยู่ของหม่อมหยก มารดาของหม่อมเจ้าเสกสรรค์ศุภฤกษ์ ตั้งอยู่ท้ายสุดของวังติดริมคลองบางกอกใหญ่ ปีกซ้ายเป็นที่ตั้งของเรือนข้ารับใช้ชายหญิง และส่วนสุดท้ายด้านปีกขวากินพื้นที่ 1 ใน 4 ของบริเวณวัง เป็นสวนชมนาดขนาดใหญ่ ยามกลางคืนจะส่งกลิ่นหอมฟุ้มไปทั่วทั้งวัง ตรงกลางสวนในศาลาแปดเหลี่ยมสีขาวตั้งตระหง่านท่ามกลางความเงียบเหงาของสวนแห่งนี้
         3 วันผ่านไป แผลของฤชุตาเริ่มสานตัว หญิงสาวไม่เป็นไข้เหมือนวันแรกที่มาถึง ใบหน้าเริ่มมีสีเลือดฟาด ทำให้เจ้าตัวรู้สึกแจ่มใสขึ้นมาบ้าง
         "สีหน้าพี่ดูแจ่มใสขึ้นนะจ๊ะ" 
         เด็กหญิงแจ่มวัยราว 14 ปี ห่มผ้าแถบสีน้ำตาลนุ่งโจงกระเบนสีเดียวกัน ยกสำรับข้าวต้มมาให้ฤชุตา โดยมีเกสรเดินคุมหลังตามมาติด ๆ
         แจ่มเป็นหลานของเกสร หน้าตาจิ้มลิ้ม ผิวขาวบอบบาง พี่สาวนำมาฝากไว้ตั้งแต่อายุได้ 7 ขวบ แจ่มเป็นเด็กฉลาด พูดจาฉะฉาน พ่อของแจ่มมองการณ์ไปถึงอนาคต หากลูกสาวยังอยู่บ้านนอกต่อไปก็คงต้องเป็นชาวนาเหมือนกับตน แต่หากส่งเข้าไปอยู่พระนคร ลูกของตนอาจจะมีโอกาสได้เรียนหนังสือมีวิชาความรู้ติดตัวเลี้ยงตนไปจนตายได้ หากเป็นดังนั้นเขาก็หมดห่วง
         "พรุ่งนี้ข้าจะพาเอ็งไปกราบหม่อมท่าน แผลที่แขนเอ็งเป็นอย่างไรบ้าง" 
         สีหน้าและแววตาของเกสรเต็มไปด้วยความห่วงใย ฤชุตารู้สึกอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ๆ เกสร ไม่ใช่แค่หน้าตาแต่นิสัยใจคอยังคล้ายกับมารดาของเธอไม่มีผิด
         "ดีขึ้นมากแล้วจ่ะน้า ขอบใจน้ามากนะจ๊ะ ถ้าไม่ได้น้าช่วยไว้ฉันคงแย่"
         "พูดอะไรอย่างนั้น ข้าต่างหากที่ต้องขอบใจเอ็ง ถ้าเอ็งไม่ช่วยข้า ป่านนี้ข้าคงไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้หรอก"
         "ทำไมหรือจ๊ะ"
         แจ่มตัดหน้าถามขึ้นก่อนด้วยความอยากรู้
         "ก็ถ้าของที่อยู่ในกระเป๋าข้าวันนั้นมันเป็นสมบัติจุกจิกของข้าก็ว่าไปอย่าง แต่มันดันเป็นของสำคัญของคนวังนี้หน่ะสิ"
          ฤชุตาขมวดคิ้วเข้าหากัน ตรงข้อความที่ว่า'ของสำคัญของคนวังนี้' แต่ดูเหมือนเกสรจะรู้ตัวว่าตัวเองชักพูดมากเกินไป จึงรีบตัดบทเพื่อไม่ให้คนนอกอย่างฤชุตาถามต่อ
          "เอ็งรีบกินข้าวกินยาเข้านอนเถิด ประเดี๋ยวจะไข้กลับ ข้าไปก่อนล่ะ มีอะไรก็เรียกนางแจ่มมัน"
          ร่างผอมของเกสรออกไปได้สักครู่ ฤชุตาก็เอ่ยปากถามถึงเรื่องที่ติดค้างในใจเธอมาหลายวัน
          "เอ่อ แจ่ม ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม..."
          "มีอะไรหรือจ๊ะ?" แจ่มละมือจากกองผ้าที่กำลังพับอยู่
          "ที่นี่มีต้นชมนาดด้วยหรือจ๊ะ"
          "ไม่ได้มีแค่เป็นต้น แต่มีเป็นสวนเลยแหละ พี่ได้กลิ่นใช่หรือไม่"
          "ใช่จ่ะ ฉันชอบกลิ่นดอกชมนาด"
          "สวนอยู่ตรงปีกขวาของตึกนู่น ยิ่งดึกกลิ่นจะยิ่งแรงนัก แรงจนบางครั้งคนที่ได้กลิ่นยังอดขนลุกไม่ได้" แจ่มพูดจบจู่ ๆ ก็มีเสียงสุนัขหอนรับกันดังมาเป็นทอด ๆ จนคนเล่าตาเบิกโพลงก่อนจะตามมาด้วยอาการขนลุกขนชัน ก่อนจะพูดกับฤชุตาเสียงสั่นว่า "ไม่เอาแล้ว ข้าเข้านอนดีกว่า"
            แจ่มรีบมุดเข้ามุ้งห่มผ้าคลุมโปงอย่างรวดเร็ว ทิ้งฤชุตาให้นั่งหง่าวอยู่เพียงลำพัง 
            ฤชุตาลุกขึ้นประคองร่างบอบบางเดินตรงไปยังหน้าต่าง 
            ทีแรก หญิงสาวตั้งใจจะเดินมาปิดหน้าต่างแล้วเข้านอน แต่เมื่อเดินมาถึง กลิ่นหอมเย็นของดอกชมนาดโชยมาสบนาสิกอย่างแบ่วเบา ฤชุตาทอดสายตามองไปยังสวนดอกไม้ที่อยู่อีกฝั่ง 
           ช่างเป็นสวนที่เงียบเหงาเสียเหลือเกิน มีเพียงแสงสว่างจากตะเกียงไฟ 2 -3 ลูกเท่านั้นที่พอจะช่วยบรรเทาความมืดได้บ้าง แต่ด้วยพื้นที่กว่า 1ไร่ เมื่อรวมเอาความรกครึ้มของต้นไม้ กลิ่นหอมของดอกชมนาดรวมเข้าด้วยกัน มันกลับกลายเป็นความวังเวงจนฤชุตายังรู้สึกขนหัวลุกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ 
          หญิงสาวรีบเอื้อมมือไปปิดหน้าต่างทีละบานอย่างยากลำบาก หากตอนนี้แขนของเธอปกติดี การปิดหน้าต่างบานน้อยนี้คงไม่ใช่เรื่องยากลำยากอะไรนัก ในจังหวะที่เธอกำลังดึงหน้าต่างอีกบานให้ปิดสนิท ดวงตาขวาดันไปสะดุดเข้ากับวัตถุสีขาวที่กำลังเคลื่อนไหวผ่านแสงไฟหายเข้าไปในสวนนั่น
           "ดึกดื่นป่านนี้ใครกันมาเดินเล่นในสวน"
           ใจหนึ่งความกลัวก็กำลังเข้าครอบงำ ส่วนอีกใจหนึ่งความอยากรู้อยากเห็นก็เข้าครอบครอง ปริศนาความฝันเมื่อหลายวันก่อนยังคงค้างคาอยู่ในใจ จะถามเกสรก็ไม่มีโอกาสสักที มีทางเดียวคือต้องพิสูจน์ให้เห็นด้วยตาของตัวเอง จะได้รู้สักทีว่ามันคืออะไรกันแน่
            ฤชุตาปิดหน้าลงกอนอย่างเบามือ ก่อนจะค่อย ๆ เดินมาหยุดยืนหน้ามุ้งของเกสร 
            ลมหายใจเข้าออกใต้ผ้าห่มผืนหน้ากระพื้มขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นว่าฝ่ายนั้นกำลังหลับสนิท ฤชุตาเดินไปหยิบตะเกียงก่อนจะค่อย ๆ ย่องไปเปิดประตุหายลับไปในไม่ช้า
            หม่อมราชวงศ์ฉัตรมงคลอาบน้ำ สวมเสื้อป่านสีขาวและกางเกงสีเดียวกัน ทว่ากลับไม่ช่วยบรรเทาอารมณ์ขุนมัวให้เบาบางลงไปได้ ชายหนุ่มจึงเลือกใช้วิสกี้เป็นเพื่อนระบายอารมณ์ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะไม่นึกถึงเรื่องวันนี้
            เมื่อช่วงบ่าย หม่อมหยกผู้เป็นย่าเรียกเขาไปพบที่เรือน เพื่อแจ้งเจตจำนงค์ให้เขาไปร่วมแสดงความยินดีในวันเปิดร้านใหม่ของบุตรบุญธรรมท่านพ่อของเขา
            "ย่ารู้ว่าชายไม่ชอบใจพ่อสิงห์ แต่หากชายไม่ไป ย่าว่ามันจะไม่ดี พ่อสิงห์ก็นับว่าเป็นลูกคนหนึ่งของชายเสก หากนับแล้วก็ถือว่าเป็นพี่ของชายด้วยซ้ำ " หม่อมหยกตอบด้วยซุ่มเสียงราบเรียบ ทว่ากลับสะกดคนตรงหน้าได้อย่างอยู่มัด "ชายโตแล้ว อีกไม่กี่ปีก็จะอายุ 30 แล้ว ย่าหวังว่าชายจะคิดได้"
             พูดจบหม่อมหยกก็ลุกขึ้นเดินจากไป ทิ้งให้คุณชายฉัตรมงคลหัวเสียกระฟัดกระเฟียดอยู่เพียงลำพัง
             "แกมันมีดีอะไรนักหนา ทุกคนถึงต้องเอาอกเอาใจนัก" คุณชายหนุ่มกระแทกแก้ววิสกี้ลงโต๊ะอย่างแรง แววตาเ
             20 ปีที่แล้ว ท่านพ่อของเขาเดินทางกลับจากเพชรบุรี เขากับน้องสาวดีใจริงโลดวิ่งไปรอที่ท่าหน้าเพื่อรอรับเสด็จ เพราะทุกครั้งที่หม่อมเจ้าเสกสรรศุภฤกษ์เสด็จกลับมาจะต้องมีของเล่นใหม่ ๆ มาฝากเป็นประจำ
             "ท่านพ่อเพคะครั้งนี้มีของเล่นอะไรมาฝากหญิงบ้างคะ" เด็กหญิงผมยาวถามขึ้นอย่างเจื้อแจ้ว
             "ชายคิดถึงท่านพ่อเหลือเกินขอรับ" คุณชายฉัตรมงคลโผลเข้ากอดผู้เป็นพ่อด้วยความคิดถึง
             "พ่อก็คิดถึงลูก ๆ เหมือนกัน แต่ครั้งนี้พ่อไม่มีของเล่นมาฝากเราสองคน..." 
             "อ้าว..." ทั้งสองเอ่ยพร้อมกันอย่างหงอย ๆ 
             "แต่..." ท่านชายลากเสียงยาว "พ่อมีเพื่อนเล่นใหม่มาแนะนำให้รู้จัก" ท่านชายทรงหันหลังไปจูงมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งขึ้นมาเรือยนต์ ทรงแนะนำเด็กคนนั้นให้ลูกทั้งสองรู้จักไปพร้อม ๆ กับทุกคนในวัง
             "ต่อไปนี้ 'สิงห์' จะมาอยู่กับเราที่นี่" ท่านชายทรงประกาศด้วยพระสุรเสียงค่อนข้างดัง เด็ดขาด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนในวังจะได้รับรู้โดยทั่วกัน 
              "ใน 'ฐานะ' อะไรคะคุณพี่" หม่อมเฟื่องเดินมาทีหลัง แต่เข้ามาทันจังหวะสำคัญพอดี
              "ในฐานะลูกธรรมของฉัน" ตรัสจบ ทรงเอื้อมพระหัตถ์มากระชับไหล่ของเด็กชายสิงห์อย่างเอ็นดู 
             หม่อมราชวงศ์หนุ่มจำได้ดีว่านับตั้งแต่วันที่ 'สิงห์' เดินก้าวเท้าเข้ามา ณ บริเวณวังแห่งนี้ เขาก็ไม่เคยมีความสุขอีกเลย ท่านพ่อของเขาดูเเลเอาอกเอาใจสิงห์เป็นอย่างดีจีดหาเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ดี ๆ มาให้ไม่ขาดมืด 
             น้องสาวของเขาก็หันไปสนใจเด็กนั่นอีกเหมือนกัน คำก็พี่สิงห์ สองคำก็พี่สิงห์ จนเขารู้สึกตัวเองกลายเป็นหมาหัวเน่า ทุกคนรอบตัวเขาเปลี่ยนไปหมด โดยเฉพาะหม่อมแม่ ที่มักมีปากเสียงกับท่านพ่ออยู่บ่อยครั้ง ส่วนหัวข้อในการปะทะคารมก็หนีไม่พ้นเรื่อง 'สิงห์' โชคดีที่ท่านพ่อยังแกลงใจหม่อมแม่อยู่บ้างจึงให้สิงห์พักที่เรือนคนรับใช้ หากให้ขึ้นมาพักที่ตึกใหญ่ก็ไม่แคล้วเป็นหนามหยอกอกหม่อมแม่ของเขาไม่รู้จักจบสิ้นเป็นแน่
              เขายกขวกวิสกี้รินใส่แก้วจนหมด ก่อนจะยกขึ้นกระดกรวดเดียว แล้วกระแทกแก้วลงอย่างจังเพื่อระบายความอัดอั้น 
              ไม่นานวิสกี้รสดีจากเมืองอังกฤษก็เริ่มออกฤทธิ์ เขารู้สึกร้อนรุ่มไปทั่วร่างกาย ชายหนุ่มเดินออกไปรับลมที่ระเบียงห้อง ปล่อยความคิดไปกับสายลมของค่ำคืนนี้
              ท้องฟ้าคืนข้างแรมดูเหมือนจะไม่เป็นใจให้เขาได้เชยชมพระจันทร์ กลุ่มเมฆน้อยใหญ่ลอยเลื่อนผ่านกลุ่มดาวระยิบระยับไปอย่างช้า ๆ กระแสลมน้อย ๆ พัดนำกลิ่นหอมของดอกชมนาดมาสู่เขา
             ห้องของคุณชายฉัตรมงคลอยู่ด้านปีกขวาของเรือนปั้นหยาเช่นเดียวกับน้องสาว ทั้งสองห้องมีระเบียงหันออกสู่สวนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นชมนาดนับร้อยต้น 
             กลิ่นหอมของดอกชมนาดปลุกให้เขาหวนคำนึงถึงเจ้าของสวนแห่งนี้ เจ้าของสวนผู้เป็นแก้วตาดวงใจของเขา 'หญิงโสมรัศมี'
             โคร่ม !
             เสียงกิ่งไม้หล่นไม่ไกลจากที่เขายืนอยู่ ชายหนุ่มเห็นเสียงสว่างวับแวมของตะเกียงไฟเคลื่อนไหวอยู่ในสวน เมื่อมองจากไกล ๆ คล้ายว่าผู้ที่ถือตะเกียงนั้นจะเป็น "ผู้หญิง!"
             "ใครกันมาเดินในสวนในเวลาเช่นนี้..." 
             "...หรือจะเป็น 'ขโมย'" ไวเท่าความคิด คุณชายฉัตรมงคลเดินกลับเข้าห้องตรงไปเปิดลิ้นชักหัวนอนรีบขว้าปืนพกตรงออกจากห้องไปทันที


.......................................................................................................
หายหน้าหายตาไปนานมากกก ต้องขอโทษคนอ่านอย่างแรง ช่วงที่หายไปตั้งแต่ไปเก็บรวบรวมคลังคำมาช่วยในการบรรยาย เรื่องราวต่อจากนี้จะเข้มขนเจ้มจ้นขึ้นเรื่อย ๆ เอาใจช่วยนางเอกของเรากันด้วยนะคะ นางเปลี่ยนที่อยู่แล้ว มาลุ้นว่านอกจากโดนแทงแล้วนางจะโดนยิงอีกไหม 5555 ตามต่อน้าา

*** แนะนำ คอมเม้นท์กันได้เต็มที่ค่ะ (รอบนี้มีราชาศัพท์ด้วย ช่วยแนะนำได้น้า พท้นไม่ค่อยแน่น 555)
                           
              
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

9 ความคิดเห็น