ECCENTRIC MODEL สะดุดรัก ยัยบ้าพลัง

ตอนที่ 2 : EPISODE 1 [พักร้อน ฮูลาฮูล่า~ 100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    5 มิ.ย. 62




 @New York City, 11:20

            “ซังฮุน”

            “...”

            “ซังฮุน”

            “...”

            “พัคซังฮุน!”

            เสียงตะโกนดังลั่นของชายที่กำลังถือกล้องทำให้ผมสะดุ้งจากภวังค์ แล้วส่งเสียงตอบกลับ

            “ฮะ อะไรนะ”

            “ฉันบอกให้นายลุกขึ้นยืนสลับที่กับเจสได้แล้ว” น้ำเสียงของช่างกล้องติดความหงุดหงิด ผมรีบลุกขึ้นสลับที่กับนางแบบตามที่ถูกสั่งอย่างรวดเร็ว แล้วตั้งใจโฟกัสกับงานต่อให้ราบรื่นที่สุด

            “เป็นอะไรรึเปล่า ซังฮุน” เจสเดินตามผมออกมา หลังจากถ่ายแบบในส่วนกลุ่มเสร็จเรียบร้อย ผมทิ้งตัวลงนั่งบนที่พัก ก่อนจะตอบเสียงเนือย

            “ฉันเหรอ? ไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย ปกติดีจะตาย”

            “ปกติบ้าอะไรล่ะ สติหลุดกระเจิงจนลูคัสดุใส่ขนาดนั้น” ลูคัสที่ว่าก็คือช่างกล้องชาวอังกฤษเชื้อสายเกาหลีที่เพิ่งตวาดใส่ผมไปเมื่อกี้นี่แหล่ะ น่าอายชะมัด ปกติผมทำงานอย่างโปรเฟชชั่นนัลมาโดยตลอดเลยนะ ด้วยบอดี้และใบหน้าอันหล่อเหลาสุดเพอร์เฟ็กต์ของผม โพสแป๊บ ๆ ไม่ต้องพยายามมาก ภาพที่ได้ออกมาก็สมบูรณ์แบบโดยใช้เวลาไม่นาน แต่เพราะว่าไอ้เรื่องข่าวท้าประลองบ้าบอคอแตกน่ะสิ  ทำลายสมาธิผมซะกระเจิง จนเผลอเหม่อระหว่างทำงานอย่างมือสมัครเล่น ไม่ได้ ๆ ผมต้องมีสมาธิมากกว่านี้

            “ก็แค่รู้สึกเซ็ง ๆ นิดหน่อยน่ะ ไม่มีอะไรหรอก” ผมบอกกับเจส ก่อนจะยกน้ำขึ้นดื่มให้สดชื่น ลืมบอกไป เจสที่นั่งคุยอยู่กับผมเป็นหนึ่งในนางแบบที่ทำงานด้วยกันโฟโต้ชู้ตรอบนี้ เธอเป็นเพื่อนที่สนิทกันในระดับหนึ่งในวงการ แล้วก็เป็นแฟนกับเชส ยางาว่า ดีไซน์เนอร์เจ้าของแบรนด์ CHASE YAGAWA ที่เรากำลังถ่ายแคมเปญโฆษณาให้อยู่ตอนนี้ งานนี้ไม่ใช่อะไรใหม่สำหรับผม ผมรับงานให้ทั้งถ่ายแบบและเดินแบบให้ CHASE YAGAWA มาได้หลายปีแล้วล่ะ คงอาจจะเป็นเพราะผมสนิทกับเจ้าของแบรนด์เป็นการส่วนตัวแล้วก็หน้าตาดี มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ ทำงานได้เพอร์เฟ็กต์ตลอดจนกลายเป็นคนโปรดอ่ะนะ ฮ่า ๆ ๆ ไม่ได้ตั้งใจอวยตัวเองนะ ผมพูดความจริง ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ 

            “ยิ้มโง่ ๆ อะไรของนายน่ะ”

            ผมหยุดยิ้มฉับพลัน แล้วหันไปทำตาดุใส่เจส

            “ฉันจะยิ้มตอนไหนมันก็เรื่องของฉัน”

            “อ่ะจ้า ตามสบายจ้า” เจสลากเสียงประชดประชัน “ว่าแต่ นายดูแปลก ๆ ไปนะ ซังฮุน”

            “แปลกยังไง”

            “ก็แบบ... บวมขึ้น”

            หา?! ว่าไงนะ!

            “ดูเหมือนน้ำหนักขึ้นนิดหน่อย ช่วงนี้กินเยอะขึ้นรึเปล่า”

            ไม่จริง! โกหก!

            ผมจับใบหน้าอันหล่อเหลาไร้ที่ติของตัวเอง มองเจสด้วยสายตาหวาดหวั่นเหมือนมองศัตรู

            “กล้ามก็ดูหด ๆ ไปด้วย เข้ายิมบ้างเปล่าเนี่ย”

            ผมตะปบแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของผมทันที

            “หดตรงไหน ไม่หด จับดูสิ กล้ามทั้งนั้น!” ผมเบ่งกล้ามขึ้นโชว์ ปฏิเสธเสียงแข็ง

            “มันก็แข็งเหมือนเดิมนั่นแหล่ะ แค่หด ๆ ไปหน่อย” เจสเอ่ยขึ้นหลังจากจิ้มเข้าไปที่แขนของผม

            เอ... มันก็รู้สึกไม่แน่นเหมือนเมื่อก่อนจริง ๆ ไม่จริงน่า! กล้ามผมหดไปจริง ๆ งั้นเหรอ!

            คำพูดของเจสทำให้ผมรู้สึกเสียเซลฟ์ไปทั้งวัน ผมรีบถ่ายงานให้มันเสร็จ ๆ ไป แล้วรีบกลับบ้านทันที ปฏิเสธที่จะไปปาร์ตี้ตามคำชวนของทีมงานคนอื่น ทันทีที่ถึงห้อง ก็ตรงไปที่ห้องน้ำ ถอดเสื้อผ้า เช็คร่างกายของตัวเองในกระจกอย่างรวดเร็ว เงาในกระจกสะท้อนร่างสูง 185 ซม.ที่สุดแสนเพอร์เฟ็กต์ของผม แผงอกขาว ๆ หน้าท้องที่มีซิกแพคลาง ๆ สุดเซ็กซี่ดั่งรูปปั้นที่สร้างสรรค์โดยเทพเจ้า ทุกอย่างก็เหมือนเดิมเหอะ! ยัยเจสมั่วซั่ว!

            เพื่อให้แน่ใจ ผมไปหยิบนิตยสารเก่า ๆ ที่ผมถ่ายแบบลงมาเทียบกับตัวเองในกระจก อ้า.. หล่อจริง ๆ ผู้ชายคนนี้ กล้ามหน้าท้องก็เซ็กซี่ หน้าตาก็หล่อเหลา ไม่ใช่สิ ๆ ! นี่ไม่ใช่เวลาชื่นชมความงามที่ได้มาจากพรพระเจ้าของผม ผมต้องตั้งใจเทียบ เออ... กล้ามแขนของผมก็เหมือนจะเล็กลงไปนิดหน่อยจริง ๆ เพราะช่วงนี้ไม่มีเวลาเข้ายิมซักเท่าไหร่... แต่มันก็ดูออกว่าหดไปเยอะเหมือนกัน และใบหน้าของผม ก็จับโหนกแก้มได้ไม่ชัดเท่าแต่ก่อนด้วย ไม่นะ! นี่ผมรูปร่างแย่ลงจริง ๆ งั้นเหรอ?!

            ไม่ได้การแล้ว ผมต้องเข้ายิมด่วน!!

            ในขณะที่ผมกำลังกระวนกระวายกับกล้ามเนื้อที่หายไป เอมี่ก็โทรศัพท์เข้ามาพอดี ผมรับสาย แล้วกรอกเสียงลงไปอย่างหงุดหงิด

            “ว่าไง เอมี่”

            (จัดของไปประเทศไทยเสร็จเรียบร้อยหรือยัง)

            “ยังเลย เพิ่งเลิกงาน ไม่มีเวลาว่างจนถึงตอนนี้เนี่ย” ผมตอบเอมี่ พรุ่งนี้ ผมมีตารางงานถ่ายแบบที่ภูเก็ตสี่วัน แต่ว่ายุ่ง ๆ จนไม่มีเวลาเตรียมตัวอะไรเลย เดี๋ยวผมคงต้องรีบจัดของตอนนี้แล้วล่ะ

            (ถ้างั้น เอาเสื้อผ้าไปเยอะ ๆ นะ เพราะจะได้อยู่ยาว)

            “ว่าไงนะ? หมายความว่ายังไง”

            ประโยคนี้ชักทะแม่ง ๆ แล้ว ผมเริ่มรู้สึก... เหมือนจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น

            (ก็ตามนั้นแหล่ะ นายคงต้องไปอยู่ที่นั่นสองเดือน จนกว่าจะลงสนามแข่งเลยล่ะ)

            “ว่าไงนะ?!

            สองเดือน! แล้วงานของผมล่ะ จะให้ไปอยู่ทำอะไรที่นั่นตั้งสองเดือน!

            (งานที่ปารีสโดนแคนเซิลหมดเลย บอสก็เลยให้นายไปพักร้อนและก็อยู่เตรียมตัวสำหรับสังเวียนยาวที่นั่นไปเลย)

            บ้าน่า! นี่มันเกินไปแล้วนะ

            “ไม่เอา ผมไม่อยากอยู่ที่นั่นนาน ๆ เตรียมตัวที่นี่ก็ได้ไม่ใช่หรือไง ทำไมต้องไปไกลถึงที่ประเทศไทยด้วย!

            (ไม่ได้ ถึงรู้ว่ายังไงนายไม่มีทางชนะแน่ ๆ แต่ถ้าขืนโดนน็อคภายในห้าวิ ทุเรศตายชัก น่าขายขี้หน้าจนชื่อเสียงนายได้ติดลบแน่ และมันจะไม่น่าสมเพศไปกว่านี้ถ้านายไม่ได้เป็นฝ่ายท้าเขาก่อนเอง)

            เอมี่ด่าผมตรงๆอย่างไม่ไว้หน้า จนรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าชา แต่ผมก็ยังไม่ยอมอยู่ดี

            “อยู่ที่อเมริกาก็ฝึกได้ ทำไมต้องไปไกลถึงที่นั่นด้วย”

            (ซังฮุน ฟังนะ พอลเป็นนักกีฬา MMA ที่เริ่มจากการเป็นนักมวย เขาจึงถนัดการเตะต่อยที่สุด เพราะฉะนั้น นายจะต้องเรียนรู้ศาสตร์มวยไทยเอาไว้ต่อกรกับเขา... หมายถึงจะได้ยืดเวลา ไม่ให้จบได้ทุเรศเกิน และไม่มีที่ไหนดีเท่ากับไปเรียนที่จุดกำเนิดอีกแล้ว) เอมี่อธิบาย พร้อมแอบด่าผมไปด้วย เหอะ! ไม่เห็นต้องย้ำว่าผมยังไงก็แพ้ทุกครั้งที่พูดเลยก็ได้มั้ง

            “แต่ว่ามันตั้งสองเดือนเลยนะ ยิมมวยไทยที่นี่ก็มี”

            (ทำแบบนี้ นายจะได้ตั้งใจฝึกซ้อมแบบไม่มีอะไรรบกวนเลยไงล่ะ อีกอย่าง ค่ายที่จะให้นายไป ฉันลงหลักสูตรเตรียมนักสู้แบบเร่งรัดพิเศษมาก ๆ ไปให้นายไปแล้วด้วย”

            หลักสูตรอะไรกันน่ะ เร่งรัดพิเศษไม่พอยังมีมากๆอีก ฟังดูน่ากลัวชะมัด

            “แต่ว่ามันตั้งสองเดือนเลยนะ”

            (สั้นกว่านี้จะทำอะไรได้)

            “แต่..”

            (โอ๊ยยยย หยุดเถียงซักทีได้มั้ย! คิดดู นายจะได้พักในห้องที่ติดกับทะเลทุกวันตื่นเช้ามาก็ได้พบกับทะเลสีฟ้าใส กินอาหารทะเลสด ๆ ดำน้ำดูปะการัง และทั้งหมดนี้ฟรี ยังจะมาบ่นอีกเพื่อ!?) เสียงวีนชุดใหญ่ของเอมี่ทำให้ผมเริ่มคล้อยตาม เออ นั่นน่ะสิ ครั้งล่าสุดที่ได้ไปทะเลเนี่ยมันตอนไหนกันนะ เหมือนจะเป็นที่ไทยเหมือนกัน ใช่! น่าจะเป็นที่กระบี่ ผมจำได้! น้ำทะเลที่นั่นสีมรกตสวย ไกลสุดลูกหูลูกตา ที่เด็ดที่สุดคือการนอนอาบแดด จิบค็อกเทลบนหาดทรายละเอียด ฟังเสียงคลื่นกระทบหาดทราย และมองสาวๆอกตูมในบิกินี่ตัวจิ๋ว หูย... แค่คิด ผมก็แทบอยากจะกลับไปเดี๋ยวนี้

            อืม สองเดือนในภูเก็ต พักจากความวุ่นวายในนิวยอร์กและเรื่องข่าวบ้าบอคอแตก ไม่แน่ ผมอาจจะได้เจอสาวไทยคม ๆ เซ็กซี่ ๆ ที่ชายทะเลและควงมาเย้ยเลสลี่ตอนกลับมาด้วยก็ได้ หึ ๆ คิดได้อย่างนี้ ผมก็ยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะตกปากรับคำด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยอยากไปขนาดนั้นเป็นฟอร์มนิด ๆ

            “โอเค ๆ รู้แล้วน่า ไปก็ได้”

            ทะเลจ๋า~ สาว ๆ จ๋า~ รอไม่ไหวที่จะได้ไปที่นั่นแล้วล่ะ หึๆๆ

 


             

                 @Abu Dhabi International Airport

            เป็นเวลากว่าสิบสามชั่วโมงที่ผมนั่งอยู่ในที่นั่งแคบเหมือนคอกหมูจนมาลงที่สนามบินอาบูดาบีแห่งนี้ ตูดของผมปวดร้าวไปหมดจนผมแอบเดินเป๋ไปช่วงแรก ๆ ที่ออกมาจากเครื่อง ก็รู้สึกโล่งดีเหมือนกันที่ได้ลงเครื่องซักที แต่พอคิดว่านี่เป็นแค่ไฟลท์แรกที่จบไป และเหลืออีกสองเครื่องที่ต้องเปลี่ยนก็แทบอยากจะล้มลงไปกองบนพื้นสนามบิน นี่มันทรมานคนชัด ๆ ! ผมต้องนั่งอยู่ในที่นั่งคอกหมูเป็นเวลาเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงเต็ม ๆ บอสนะบอส! อุตส่าห์ไปพักร้อนทั้งที จะงกกับผมไปถึงไหน รู้ว่าไฟลท์ผมเปลี่ยนเครื่องตั้งสามต่อแต่ซื้อตั๋วชั้นประหยัดให้ผม ฮึ้ย!

            ผมยกมือปิดปากหาววอดอย่างเพลีย ๆ เพราะว่าที่นั่งทั้งแคบทั้งอึดอัดในระดับที่ขายาว ๆ ของผมต้องชนเบาะข้างหน้า ผมจึงนอนไปได้แค่สามชั่วโมงเท่านั้น ตอนนี้เหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมงจนกว่าไฟลท์ไปกรุงเทพฯจะขึ้น ผมจึงไปเดินเล่นที่ดิวตี้ฟรี กะจะซื้อขนมหรือลูกอมไปนั่งกินรอเครื่อง เดินเข้าไปไม่นาน ก็เหลือบไปเห็นช็อคโกแลตยี่ห้อโปรดของผมเหลืออยู่ห่อสุดท้ายบนชั้นพอดี แต่พอจะหยิบ กลับมีมือของหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่คว้าตัดหน้าผมไปก่อน

            “โอ๊ะ” ผู้หญิงคนนั้นอุทานเบา ๆ เมื่อเห็นว่าผมก็กำลังจะหยิบมันไปเหมือนกัน เธอน่าจะอายุยี่สิบต้น ๆ เป็นคนเอเชียผิวแทน หน้าตากึ่งหมวยกึ่งคม สูงประมาณหนึ่งร้องหกสิบต้น ๆ ผมสีน้ำตาลทองรวบหางขึ้นเป็นหางม้า ใส่ชุดวอร์มเรียบง่าย เราจ้องตากันซักพัก ก่อนที่เธอจะยื่นช็อคโกแลตห่อสุดท้ายมาตรงหน้าผม

            “คุณเอาไปเถอะค่ะ”

            “ไม่เป็นไรครับ คุณเอาไปเถอะ”​ ผมส่ายหน้ายิ้ม เสียสละให้อย่างแมนๆ ถึงอยากจะกินช็อคโกแลตยี่ห้อนั้นมากก็เถอะ แต่นี่ผมทั้งโต ทั้งหล่อ แถมนิสัยดี มีความโอบอ้อมอารีขนาดนี้ การแย่งช็อคโกแลตกับผู้หญิงตัวเล็กกว่ามันไม่ใช่แนวเลย

            สุดท้าย ผมก็ได้ช็อคโกแลตอีกยี่ห้อที่อร่อยน้อยกว่าอันนั้นมาแทน พอซื้อเสร็จ ผมก็เดินตรงไปที่เกตเลยเพื่อจะได้รีบขึ้นเครื่องไว ๆ แต่ระหว่างที่ผมกำลังเดินอยู่ ก็มีเด็กผู้ชายวัยอนุบาลวิ่งเข้ามาดึงกางเกงผมซะงั้น!

            “พี่ฮะ! ช่วยเอาของเล่นของผมออกมาให้หน่อย ฮืออออ” เด็กตัวเล็กคนนั้นร้องไห้และขอร้องผมไปพร้อม ๆ กัน ผมหันซ้ายขวาเพื่อกวาดตามองหาพ่อแม่ของเด็กคนนี้ แต่กลับไม่เห็นคนไหนที่มีท่าทีจะเป็นผู้ปกครองของเด็กคนนี้ได้เลย พ่อแม่ประสาอะไรวะ?!    

            “ของเล่นอะไรเหรอ” เมื่อไม่มีใครสามารถช่วยอะไรได้ ผมจึงก้มตัวลงพูดกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล

            “เป็นรถสปอร์ตฮับ ฮือ ๆ ๆ มันติดอยู่ใต้โซฟาอันนู้น ฮือ ๆ ๆ ๆ ” เจ้าเด็กน้อยชี้ไปที่โซฟาที่ติดอยู่กับกำแพง แล้วจูงมือผมไปชี้ที่ซอกระหว่างกำแพงกับโซฟาตัวนั้น “ตรงรูนี้อะฮะ ฮือ ๆ ๆ ๆ ๆ เอาออกมาให้ผมหน่อย”

            ผมเปิดแฟลชในโทรศัพท์ ใช้เป็นไฟฉายส่องเข้าไปในระหว่างรูจนเห็นรถที่ติดอยู่ในนั้น มันไม่ได้อยู่ลึกมากแต่ว่ามันก็ไกลเกินกว่าที่แขนเล็ก ๆ ของเด็กคนนี้จะล้วงถึง และซอกก็แคบเกินกว่ามือใหญ่ ๆของผมจะสอดเข้าไปได้ ทางเดียวที่จะนำรถของเล่นออกมาได้ก็คือต้องเลื่องโซฟาออกมาเท่านั้น ผมหันไปพูดกับเด็กเหมือนพี่ชายที่แสนหล่อและใจดี

            “รอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวพี่จะเอารถออกมาให้เอง”

            พอได้ยินผมพูดเสียงหล่อใส่ขนาดนั้น เจ้าหนูก็เลิกร้องไห้แล้วทำตาเป็นประกายอย่างรอคอย ผมจึงค่อยๆเสยผมอย่างเท่ๆ ก่อนจะลงมือใช้กำลังยกโซฟาขนาดใหญ่ออกมา แต่ว่า...

            ฮึ๊บบบบบ.....

            “แฮก ๆ ”

            ฮึ๊บบบบบบบบบ...

            “แฮก ๆ ๆ ”

            ฮึ๊บบบบบบบบบบบบบบ...

            “แฮกกกกก ๆ ๆ ๆ ๆ ”

            โว้ยยยย! นี่โซฟาติดกาวตรากอริลล่าหรือไงฟะ ทำไมมันยกยากยกเย็นขนาดนี้!! ผมพยายามขยับมันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มันก็ไม่มีท่าทีที่จะเลื่อนออกจากที่เดิมเลยแม้แต่น้อย มันหนักมากจนเหมือนกับถูกถ่วงไว้ด้วยหิน

            “ขอโทษนะ พี่ยกไม่ไหวน่ะ” เมื่อลองครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ผมจึงหันไปยิ้มแห้งให้เจ้าเด็กน้อย แต่ไม่คิดว่าเจ้าเด็กคนนี้จะเบะปาก ร้องไห้ออกมาดังลั่นจนทุกคนหันมามองมาที่เราเป็นตาเดียว

            “แง้ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!!

            ซวยละไงล่ะ =O=;;

            “แง้  ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ  ๆ ๆ ๆ !!!

            “ไม่เอาสิ ไม่ร้องนะ คนเก่ง เดี๋ยวพี่ซื้อของเล่นให้ใหม่ ไปกันตอนนี้เลยก็ได้”

            “ม่ายอาววว จะเอาเอารถสปอร์ตของผม แง้ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ 

            เงียบซักทีดิวะ ไอ้เด็กบ้า! ตอนนี้ทุกคนมองผมเหมือนกับโจรลักพาตัวเด็กเลยไม่ปาน น่าอับอายที่สุด!

            “ไม่ร้องสิ เดี๋ยวพี่จะซื้อรถสปอร์ตให้ใหม่ หยุดร้องเถอะนะ”

            ผมพยายามกล่อมเด็กให้หยุดร้อง แต่เด็กกลับร้องดังกว่าเดิมขึ้นเรื่อย ๆ ให้ตายเถอะ

            “โฮ ๆ ๆ ๆ !!!! ผมจะเอารถสปอร์ตของผม โฮ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !

            “นี่ เจ้าหนู ฟังนะ โซฟาตัวนี้มันติดกาวถึงขยับไม่ได้ หยุดร้องเถอะนะ แล้วพี่จะซื้อรถคันใหม่ให้ เอาทุกสีที่มีในโลกเลย นะ!

            “โฮ ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่อาว ผมจะเอาคันเดิม!!! ฮือ ๆ ๆ ๆ ”

โว้ยยยยยยยย! ไอ้เด็กเรื่องมาก แล้วผู้ปกครองไปไหนกันเนี่ย! เป็นพ่อแม่ประสาอะไรทิ้งให้เด็กตัวเล็กๆอยู่คนเดียว และมารังควานคนอื่นได้ ใครก็ได้ช่วยผมด้วย!

“เกิดอะไรขึ้นเหรอจ๊ะ” อยู่ ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมากับเจ้าเด็กขี้แยที่กำลังร้องไห้ไม่หยุด พอผมหันไปดู ก็ต้องตกใจนิดๆเพราะว่าเธอเป็นผู้หญิงที่แย่งช็อคโกแลตผมไป

“ฮือ ๆ ๆ ๆ ๆ พี่สาวฮะ ช่วยผมด้วย รถสปอร์ตติดอยู่ในซอกนั้น แต่พี่ผู้ชายบอกว่าโซฟามันติดกาวเลยเอาออกมาไม่ได้ง่ะ แง้ ๆ ๆ ๆ

“อย่างงั้นเหรอ” เธอชำเลืองมองผมด้วยสายตาสงสัย ผมพยักหน้ากลับก่อนจะอธิบาย

“เด็กคนนี้อยู่ ๆ ก็วิ่งมาขอให้ผมช่วยเอาของเล่นออกจากซอกให้ แต่พอเอาออกมาไม่ได้ก็ร้องไห้อยู่อย่างนี้ ส่วนพ่อแม่ของเด็กก็หายไปไหนไม่รู้”

“โซฟาที่ไหนติดกาวกัน ฮือ ๆ ๆ ๆ ๆ ผมจะเอารถสปอร์ตของผมคืนมา โฮ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ”

“อืม ถ้าอย่างงั้นพี่จะลองดูแล้วกันนะ หยุดร้องก่อนเถอะ” ผู้หญิงผมหางม้าลูบหัวกล่อมเด็กอนุบาล ก่อนที่จะเดินไปจับโซฟา ผมกอดอก เบือนหน้าออกไปอย่างรำคาญ เมื่อไหร่ผู้ปกครองของเด็กคนนี้จะมาซักทีนะ ผมใกล้จะประสาทแตกตายอยู่แล้วเนี่ย ยังไงโซฟาตัวนั้นก็เลื่อนไม่ได้อยู่ดี... เดี๋ยวนะ ทำไมเสียงร้องไห้ถึงเงียบไปกัน

“พี่โกหกนี่นา ไหนบอกว่ามันติดกาว!” เมื่อผมหันหน้ากลับไป ก็ต้องประจันหน้ากับใบหน้าบึ้งตึงที่เปื้อนคราบน้ำตาของเจ้าเด็กตัวกะเปี๊ยกที่กำลังชี้หน้าผมอย่างสามหาว

“พี่ไม่ได้โกหกนะ มันหนักมากจริง ๆ ” 

“แล้วทำไมพี่ผู้หญิงถึงยกมันออกมาได้ล่ะ”

ผมมองไปข้างหลังของเด็กคนนั้น ก่อนจะมองเห็นว่าโซฟาเลื่อนออกมาได้จริง ๆ อย่าบอกนะ ว่ายัยผู้หญิงที่ขโมยช็อคโกแลตไปจากผมเลื่อนมันได้ด้วยตัวคนเดียว!

“อ่ะนี่จ้ะ ของเล่น”

“ขอบคุณฮับ พี่สาวคนจ๋วย~” เจ้าเด็กเปี๊ยกยิ้มร่าในขณะที่รับรถสปอร์ตเข้าปัญหาจากมือของยัยผู้หญิงผมหางม้าที่กำลังย่อตัวลงนั่งยองๆ  ยิ้มหวานเหมือนนางงามรักเด็ก

“แล้วพ่อแม่ของหนูอยู่ไหนเหรอจ๊ะ เดี๋ยวพี่เดินไปส่ง”

“อยู่ตรงนั้นเองฮับ ผมกลับไปเองก็ได้ ขอบคุณนะฮับ พี่สาวใจดีที่สุดในโลก” เด็กคนนั้นชี้ไปที่ผู้ชายวัยสามสิบกว่าคนหนึ่งที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงร้านกาแฟไม่ไกลจากที่ที่เรายืนอยู่ ผมอ้าปากค้าง พ่อคนประสาอะไรวะ ลูกแหกปากร้องไห้ซะดังแต่ไม่ได้ใส่ใจเลยซักนิด ยังจิบกาแฟ อ่านหนังสือชิลอยู่ได้ ผมกลับไปมองที่โซฟา ก็ต้องอ้าปากค้างหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าผู้หญิงตัวเล็กคนนั้นเข็นโซฟากลับเข้าที่เดิมไปได้อย่างง่ายดาย บ้าไปแล้ว! มันหนักมากเลยนะ เธอทำได้ยังไงกัน? หรือว่ามันมีอะไรผิดปกติกับโซฟาตัวนั้นหรือว่ามีทริคอะไรที่ผมไม่รู้ บ้าไปแล้ว!!

“ส่วนพี่ชาย นี่แหน่ะ แบร่!”

ไอ้เด็กนรกนี่!

เจ้าเด็กบ้าแลบลิ้นปริ้นตาใส่ผม ก่อนจะวิ่งกลับไปหาพ่อของตัวเองอย่างเริงร่า ผมถลึงตาใส่เป็นการตอกกลับ ก่อนที่จะเหลือบเห็นแววตาขบขันของผู้หญิงคนนั้น จึงรีบหันหลังเดินจากไปอย่างกระฟัดกระเฟียด ผู้หญิงคนนั้นกินอะไรเป็นอาหารนะ ตัวเล็กกว่าผมตั้งเยอะแต่แรงอย่างกับช้าง น่าหงุดหงิดที่สุด!

เหมือนว่าสวรรค์จะใจร้ายกับผม เพราะทันทีที่เห็นว่าใครนั่งข้างกับผมในไฟลท์นี้ ผมก็แทบอยากจะฉีกตั๋วทิ้งแล้วลงเครื่องไป

ยัยผู้หญิงแรงช้าง!

“โอ้ ไฮ!” ทันทีที่เธอหันมาแล้วเห็นว่าเป็นผม ก็ส่งยิ้มมาเอ่ยทักทายทันที ผมจึงเอ่ยทักกลับพร้อมยิ้มแบบกระอักกระอ่วน

“ไฮ”

ผมยกเป้ขึ้นไปเก็บด้านบน ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเธออย่างเกร็งๆเล็กน้อย นี่ผมซวยอะไรนักหนาเนี่ย โดนเด็กอาละวาดใส่แล้วยังต้องมานั่งข้างคนที่ทำให้ผมขายหน้าอีกกว่าสิบชั่วโมงด้วย ที่นั่งนี่ว่าแคบแล้ว ยังต้องมาอึดอัดกับผู้หญิงคนนี้อีก ชีวิตผมนี่ช่างน่าสงสารจริง ๆ

เครื่องขึ้นแล้ว...

ผมใส่หูฟังอุดหู ดูหนังบนหน้าจอตรงหน้า แต่ว่าก็แอบชำเลืองมองคนข้าง ๆ เป็นระยะ ๆ ว่าทำอะไรอยู่ เธอเล่นเกมอึ่งอ่างยิงคริสตัลอยู่ตั้งแต่เครื่องขึ้นยันอาหารมาเสิร์ฟ เธอกินไปได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ตัวเท่านี้ เอาแรงมาจากไหนกันนะ

ผมดูหนังจบไปสองเรื่องแล้ว แอบเหลือบมองคนข้าง ๆ ก็พบว่าเธอก็ยังคงเล่นเกมอึ่งอ่างอยู่เหมือนเดิม ไม่เบื่อเลยหรือไง หนังมีตั้งเยอะทำไมไม่ดู ทำอะไรซ้ำ ๆ เดิม ๆ อยู่อย่างนี้นาน ๆ ได้ยังไงกันวะ จะว่าไป ลองสังเกตดู หน้าตาของเธอดูธรรมดา ก็ไม่ได้ดูจีนจ๋าหรือคมไปเลย ถ้าให้เดาตอนแรก ผมคิดว่าเธออาจจะเป็นคนมาเลย์หรือสิงคโปร์ แต่ว่าโทรศัพท์ของเธอตั้งเป็นภาษาไทย แปลว่าเธอเป็นคนไทยสินะ ส่วนการแต่งตัวก็ชุดวอร์ม Adidas ทั้งตัวอย่างขี้เกียจ ๆ ไม่ได้มีอะไรพิเศษเท่าไหร่ เออ แล้วผมจะไปสปายชีวิตเธอทำไมวะเนี่ยเอาเถอะ ผมจะเลิกสังเกตเธอละ ขอให้เครื่องลงเร็ว ๆ เถอะ ไม่อยากอยู่ตรงนี้อีกต่อไปละ คิดได้อย่างนี้ ผมก็หลับตาลง ทำใจให้สบาย...

            ....

            ....

            ....

            ร่างกายของผมปวดเมื่อยไปหมดเมื่อรู้สึกตัว ผมค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น แล้วบิดตัวไปมา ก่อนที่จะเริ่มรู้สึกถึงความอุ่นของร่างกายอีกร่างที่อยู่ใกล้ ๆ และแล้ว.. ผมก็สะดุ้ง เด้งหัวขึ้นมาเมื่อรู้ว่าผมเผลอนอนซบผู้หญิงไทยที่นั่งอยู่ข้างๆตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ น่าขายหน้าที่สุด!
           
“ขอโทษนะครับ” ผมรีบขอโทษทันทีด้วยความรู้สึกอับอายและกระอักกระอ่วน เธอมองผมด้วยสายตาตัดสินซักพักจนผมหายใจไม่ทั่วท้อง ก่อนที่จะหลุดขำออกมา

            “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่หนักขนาดนั้น” รอยยิ้มขี้เล่นของเธอทำให้ผมกลับมาหายใจได้เป็นปกติ แต่ประโยคถัดมา ทำให้ผมอยากจะโดดลงจากเครื่องบินไปเลยตอนนั้น “แต่น้ำลายคุณเปื้อนนิดนึง เช็ดหน่อยก็ดีนะคะ”

            ว่าไงน้าาาาาาาา!!!!!!

            ผมรีบหยิบทิชชู่มาซับครางน้ำลายที่ยืดมาถึงคางทันทีด้วยความตกใจ ความอับอายขายขี้หน้าเปี่ยมไปทั่วร่างกายผมจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน อุบาทย์ที่สุด พัคซังฮุน ชาตินี้ผมไม่เคยทำตัวขายขี้หน้ากับใครติดกันเยอะขนาดนี้มาก่อน ขอร้องเถอะ สวรรค์ ขอให้เครื่องลงเร็ว ๆ และแยกจากผู้หญิงคนนี้ให้ไวที่สุดด้วยเถอะ!

            เซ็งวุ้ย!!

            ในที่สุด ผมก็ถึงประเทศไทยซักที อาการเมื่อยก้นหายไปหมด แต่ว่าที่ดีใจที่สุดก็คือการที่ได้แยกกับผู้หญิงคนนั้นซักที ประเทศไทยมีตั้งหลายจังหวัด แยกกันคราวนี้คงไม่มาบังเอิญเจอกันเหมือนรอบก่อนแล้วล่ะ

            แม้จะถึงประเทศไทยแล้ว แต่ว่านี่ก็ยังเป็นแค่กรุงเทพฯ ผมยังคงต้องเปลี่ยนเครื่องไปต่อที่จังหวัดภูเก็ต แต่มันก็แค่หนึ่งชั่วโมง จึงไม่ได้แย่อะไรมากนัก แป๊บ ๆ ผมก็นั่งมาถึงภูเก็ตในที่สุด หลังจากหนึ่งวันเต็ม ๆ กับการเดินทางมาอีกซีกโลก ผมเหลือแค่ไปเอากระเป๋าที่สายพาน แล้วตรงไปนอนพักที่โรงแรมสบาย ๆ ได้ซักที

            เดินอยู่อย่างอารมณ์ดี ๆ ไม่นาน ก็ต้องถูกขัดเมื่อผมเห็นร่างเล็กเจ้าของผมสีน้ำตาลทองรวบเป็นหางม้ายุ่งๆที่คุ้นตา

            นั่นมันยัยแรงช้างนี่นา!
           
ผมข่มความรู้สึกตกใจเอาไว้ ก่อนจะเดินเงยหน้าเลี่ยงออกไปอีกฝั่งของสายพาน ยัยนั่นอยู่ภูเก็ตงั้นเรอะ! เอาเถอะ ก็แค่จังหวัดเดียวกัน ภูเก็ตตั้งใหญ่ หลังจากนี้คงไม่ได้เจอกันอีกแล้วล่ะ

            หลังจากรับกระเป๋าเรียบร้อย ผมก็เดินไปหาคนขับรถของโรงแรมที่ชูป้ายชื่อของผม รอรับอยู่ตรงทางออก ผมเหนียวตัวอยากอาบน้ำชะมัด ขอให้โรงแรมอยู่ใกล้ ๆ สนามบินเถอะ ผมรอไม่ไหวแล้วที่จะได้ไปอาบน้ำล้างตัวให้สะอาด แล้วนอนหลับนานบนเตียงอุ่น ๆ เหนื่อยชะมัด

            “อ๊ากกกกกกกกก!!

            ทว่า อยู่ ๆ ผมก็ได้ยินเสียงโวยวายและเสียงตุบตับเหมือนคนชกต่อยกัน เมื่อหันไปก็พบว่าเป็นยัยแรงช้างที่กำลังหักแขนของผู้ชายคนหนึ่งที่ร้องโอดโอยเสียงหลงอย่างน่าหวาดเสียว

            ยัยผู้หญิงคนนั้นกำลังทำอะไรกันแน่!

            What’s going on? (นี่มันอะไรกันน่ะ)”

            “ธีฟ ร้อบบิ้ง” คนขับรถของโรงแรมตอบกลับด้วยภาษาอังกฤษแบบงู ๆ ปลา ๆ ในระดับที่พอเข้าใจได้

            “A thief? (โจรเหรอ)

            “เยส ๆ ” คนขับรถพยักหน้า แล้วเรียกผมให้รีบเดินออกไปเพราะไม่อยากโดนลูกหลง “เลสโกนาว วีน้อทว้อนท์ทรอเบิ้ล!

            ผมหันกลับไปเหลือบมองเหตุการณ์ตรงนั้นอีกที รปภ.วิ่งหรูกันมาช่วยผู้หญิงคนนั้นจับคนร้าย โดยที่ทุกอย่างอยู่ในสายตาของผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ทั้งหมด เสียงร้องโหยหวนของคนร้ายดังไม่หยุดในขณะที่ถูกควบคุมตัวออกไป โดยที่จับแขนที่ถูกหักไว้ด้วย ส่วนผู้หญิงคนนั้นกลับดูไม่เป็นอะไรไปเลยซักนิด... นี่มัน โหดสุด ๆ ไปเลย ผู้หญิงไทยนี่น่ากลัวชะมัด

หวังว่าเราอย่าได้เจอกันอีกเลยนะ ยัยโหดหัวน้ำตาลทอง!








Talk: 

อิๆ ไม่รู้ซะแล้ว ว่ามาเมืองไทยจะได้เจอกับอะไร

หึ ๆ ๆ

ฮัลโหลวว ทุกคน ยังอยู่กันมั้ยคะ

คิดยังไงกับพัคซังฮุนสุดหล่อของเราบ้าง น่ารักหรือน่าหมั่นไส้ดี

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราเขียนแล้วสามารถอมยิ้มได้ตลอด

หวังว่า ทุกคนเองก็จะสนุกกับนิยายเรื่องนี้ด้วยเช่นกันนะคะ

ในส่วนแรกของตอนนี้ก็มีเจสกับลูคัสที่ปรากฏมาแล้วใน Eccentric designer แวบมาให้หายคิดถึงกันด้วย

ว้าบไปอ่านเรื่องราววุ่น ๆ ของดีไซน์เนอร์สุดชิคกับนางแบบสาวสุดมึนได้ที่ลิงค์ข้างล่างเลยนะคะ

แล้วเจอกันค่ะ!

Pantasia xxx





ฝากอีกเรื่องค่ะ เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในเซ็ทนี้ แต่จะเกี่ยวกับนางเงือกที่ความลับแตกกับเหล่านักวิทยาศาสตร์อันตราย

ที่พร้อมจะฉวยโอกาสจับเธอไปผ่าทดลองได้ทุกวี่ทุกวัน แฟนตาซีนิดๆ อยากให้ลองติดตามดูนะคะ





ทุกคอมเม้นท์เป็นหนึ่งกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ เข็นให้นักเขียนขี้อู้คนนี้ปั่นงานไวขึ้น

ทักทายกันมามั่งน้า อยากคุยด้วย จุ๊บๆ xxx





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. #7 Porii (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:09

    มั่นหน้ามากค่ะ555

    #7
    1
    • #7-1 PANTASIA_ (@pandolla1418) (จากตอนที่ 2)
      21 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:37
      ไม่มั่นหน้าก็ไม่ใช่ซังฮุนสิคะ 555
      #7-1
  2. #5 Farella (@roria) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 20:52
    โอ๊ยยย ความมั่นนี้มาจากไหนกัน555
    #5
    1
    • #5-1 PANTASIA_ (@pandolla1418) (จากตอนที่ 2)
      22 พฤศจิกายน 2561 / 06:55
      นั่นน่ะสิ 555
      #5-1
  3. #4 Palinz (@evening731) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 19:15
    จะได้ไปดูทะเลจริงเหร๊อออ?
    #4
    1
    • #4-1 PANTASIA_ (@pandolla1418) (จากตอนที่ 2)
      22 พฤศจิกายน 2561 / 06:55
      อุอุ อุบไว้ก่อนแล้วรอดูตอนหน้าเนาะ
      #4-1