เล่ห์ร้าย สายใยสวาท

ตอนที่ 7 : ย้ายที่อยู่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    18 มี.ค. 61




“คุณบัวจะย้ายไปอยู่ที่บ้านนั้นเลยหรือคะ?”

 

อย่าว่าแต่บัวชมพูเลย ขนาดป้าอุไรก็ยังตั้งตัวไม่ทันกับความปัจจุบันทันด่วนนี้

 

ใบหน้าหวานผงกน้อยๆ เพราะไม่อาจจะปฏิเสธเหตุผลของภูวฤทธิ์ได้

 

“ทำไมปุบปับอย่างนี้ล่ะคะ?”

 

“คุณฤทธิ์อยากให้ตาหนูไปอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนั้น เพื่อเขาจะได้ใกล้ชิดกับน้อง”

 

ป้าอุไรเป็นคนต่างจังหวัดมาอาศัยอยู่กับญาติในหมู่บ้านที่ไม่ไกลจากบ้านจัดสรรแห่งนี้นัก เมื่อได้รับการว่าจ้างให้มาช่วยเลี้ยงดูภีรภัทรจึงย้ายมาอยู่เสียที่นี่ด้วยกัน

 

นางคลุกคลีกับสองแม่ลูกมาเป็นเวลาห้าปี เท่าอายุของเด็กชาย เมื่อรู้ว่าคนที่ดูแลมาแต่อ้อนแต่ออกกำลังจะย้ายไปอยู่ที่อื่น ก็อดใจหายไม่ได้ แม้บัวชมพูยืนยันว่าจะยังจ้างนางต่อไปให้ดูแลบ้าน แต่เพื่ออนาคตของเด็กนางก็เห็นด้วยที่บัวชมพูตัดสินใจเช่นนี้

 

“ก็ถือว่าเป็นบุญของคุณหนูนะคะ ที่พี่ชายแกยอมรับ ไม่คิดจะฮุบสมบัติเอาไว้เสียเองหมด”

 

บัวชมพูพยักหน้าเห็นพ้องด้วย ภูวฤทธิ์ดูเป็นคนดีกว่าที่เธอคิดเอาไว้ทีแรก แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังรู้สึกไม่ถูกชะตากับเขาอยู่ดี ด้วยคำพูดคำจาและสายตาที่มองเธออย่างดูถูก ทำให้เธออึดอัดที่จะอยู่ร่วมบ้านกับเขา แต่เพื่อลูกแล้วคนเป็นแม่ต้องยอมเสียสละให้ได้เสมอ

 

“แล้วคุณล่ะคะคุณบัว ไปอยู่ที่บ้านนั้น จะกระดิกกระเดี้ยวตัวไปไหนได้หรือคะ?”

ป้าอุไรช่างถามได้ตรงใจในสิ่งที่เธอกำลังนึกหวั่นเกรงอยู่ตอนนี้

 

“แม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยง ป้าไม่เคยเห็นในละครเรื่องไหนจะรักใคร่ปรองดองสมานฉันท์กันได้”

คนติดละครวิพากษ์วิจารณ์ตามความคิดเห็นของตัวเอง

 

แต่บัวชมพูไม่ได้ติดใจในเรื่องนั้น ความกังวลของเธอก็คือการที่ภูวฤทธิ์เข้าใจว่าเธอเป็นแม่แท้ๆ ของภีรภัทร และเป็นเมียลับๆ ที่บิดาของเขาเก็บซุกซ่อนเอาไว้ เป็นผู้หญิงที่หวังขุดสมบัติเอากับผู้ชายแก่คราวพ่อนี่สิ...เฮ้อ!

 

เรื่องนี้เป็นความลับคับอกที่เธอเก็บเอาไว้ไม่เคยบอกใครมาก่อน ห้าปีที่ผ่านมามีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่า มารดาตัวจริงของภีรภัทร คือภัทราลูกพี่ลูกน้องของเธอต่างหาก

 

หญิงสาวหวนกลับไปคิดถึงเรื่องราวที่เกิดเมื่อห้าปีก่อน ในคืนวันฝนตกหนักที่เธอเดินทางจากบ้านเกิดที่พระนครศรีอยุธยาเพื่อไปหาพี่สาวถึงเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งในจังหวัดตราด อย่างทุลักทุเลตามที่อยู่ที่ภัทราได้จ่าหน้าซองจดหมายหลังจากยายแท้ๆ ญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เลี้ยงดูมาเสียชีวิตลงด้วยโรคชราแล้ว

 

และเธอก็ไปพบกับภัทราที่กำลังท้องแก่ใกล้คลอด มีอาการป้ำๆ เป๋อๆ เหม่อลอยพูดจาไม่รู้เรื่อง หลังจากนั้นไม่กี่วันภัทราก็เจ็บท้องและได้คลอดลูกที่สถานีอนามัย ก่อนเสียชีวิตจากการคลอดภีรภัทร

 

คุณภูมิชาติสามีของภัทราจึงยื่นข้อเสนอให้เธอรับเป็นแม่ของหลานชายเพื่อให้เขาเติบโตมาโดยมีครอบครัวพร้อมหน้าแลกกับการที่จะส่งเสียให้เธอเรียนจนจบมหาวิทยาลัย

 

บัวชมพูตอบตกลงโดยไม่ลังเล เพราะเธอเองก็ไร้ญาติขาดมิตรเสียแล้ว เหลือเพียงหลานชายคนเดียวที่น่าเวทนาสงสารเพราะต้องมากำพร้าแม่ตั้งแต่ยังไม่รู้ความและเธอเองก็อยากมีส่วนเลี้ยงดูหลานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เขาเติบโตมาเป็นคนดีไม่มีปมด้อย

 

เธอเพิ่งมารู้ทีหลังว่าบิดาของภีรภัทรร่ำรวยเข้าขั้นมหาเศรษฐี ก็เมื่อตอนที่คุณภูมิชาติพาเธอมาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยซื้อบ้านจัดสรรแถบชานเมืองซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้อยู่อาศัย เพื่อง่ายต่อการมาเยี่ยมเยือน ทั้งยังจ้างป้าอุไรมาช่วยดูแลภีรภัทรอีกแรงหนึ่ง เพื่อให้เธอได้มีเวลาเล่าเรียนได้เต็มที่กระทั่งจบการศึกษาและเพิ่งได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่งเมื่อปีกลายที่ผ่านมานี้เอง

 

เธอทราบว่าคุณภูมิชาติมีบุตรชายอีกคนหนึ่งอยู่ที่ต่างประเทศ บัวชมพูเพียงแค่รับรู้และรับฟัง เพราะไม่คิดว่าเธอกับเขาจะต้องมาข้องเกี่ยวอะไรกัน

 

จนกระทั่งการจากไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุของท่านนั่นแหละ และแม้ว่าจะเรียนจบมีปริญญา แต่เธอก็ไม่ได้ไปหางานทำที่ไหน ด้วยเป็นความประสงค์ของคุณภูมิชาติที่อยากให้เธอได้ดูแลภีรภัทรอย่างใกล้ชิดเต็มที่จนกว่าเขาจะโตบรรลุนิติภาวะ เพราะตัวท่านเองไม่มีเวลาให้บุตรชายเลย เดือนหนึ่งถึงจะปลีกตัวจากงานมาพบได้เพียงสองสามครั้งเท่านั้น

 

เมื่อถูกระงับเงินเข้าบัญชี ซึ่งเป็นรายได้เดียวในบ้าน ทีแรกบัวชมพูคิดจะไปหางานทำเพื่อจะเลี้ยงดูลูกชายด้วยตัวเอง...แต่ด้วยความไม่สะดวกหลายๆ อย่าง รวมทั้งเมื่อตระหนักถึงสิทธิ์ที่ภีรภัทรสมควรจะได้รับจากพ่อของแก เธอจึงตัดสินใจมาแจ้งเรื่องนี้ให้ภูวฤทธิ์รับทราบ แม้รู้ว่าจะถูกมองไม่ดีก็ตามทีเถอะ

 

แต่สิ่งหนึ่งที่หญิงสาวตั้งใจจะเก็บเป็นความลับตลอดไป ก็คือเรื่องที่เธอไม่ใช่มารดาที่แท้จริงของภีรภัทร เพราะเวทนาสงสารที่แกต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่แบเบาะ แถมพ่อยังมาด่วนจากไปอีกคนตอนที่ยังเล็กนักช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เธอจะไม่ยอมให้ลูกรู้สึกขาดหรือมีปมด้อยอีก

 

แม้ว่านั่นหมายถึงว่าเธอจะมีฐานะเป็นแม่เลี้ยงของภูวฤทธิ์ที่อายุมากกว่าเธอตั้งหลายปี และชายหนุ่มเองก็ไม่ได้ชอบหน้าเธอเลย จึงสร้างความอึดอัดใจเมื่อต้องมาอยู่บ้านเดียวกัน แต่เพื่ออนาคตของลูกแล้ว บัวชมพูบอกตัวเองว่าเธอจะอดทนให้ถึงที่สุด

 

ป้าอุไรนั่งมองหน้าหญิงสาวที่กำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ในภวังค์ของตัวเองด้วยความเห็นใจ

“คุณบัวย้ายไปกะทันหันอย่างนี้ หนุ่มๆ ที่คลับเฮ้าส์คงได้อกหักกันเป็นแถว”

 

นางเอ่ยกระเซ้าไปถึงเรื่องที่หญิงสาวเคยพาภีรภัทรไปเรียนว่ายน้ำที่คลับเฮ้าส์ของหมู่บ้าน และมีหนุ่มๆ เข้ามาจีบ เพราะคิดว่าเป็นพี่สาว หรือว่าคุณน้าคุณอาพาหลานมาเล่นน้ำ แต่พอได้ยินภีรภัทรเรียกเธอว่าแม่ ก็หน้าเสียเป็นแถว

 

แต่ถึงกระนั้น การที่คุณภูมิชาติไม่เคยปรากฏกายพร้อมหน้าเธอให้ใครได้เห็น ก็ยังสร้างความหวังให้กับหนุ่มๆ เหล่านั้นอยู่เนืองๆ

 

คนฟังยิ้มอย่างขบขันเมื่อคิดถึงเรื่องที่ป้าอุไรเอ่ยถึง

“ไม่มีใครเขามาสนใจแม่หม้ายลูกติดอย่างบัวจริงจังหรอกค่ะป้า”

 

คำพูดเจียมเนื้อเจียมตัวของเธอ ทำให้คนที่บังเอิญเดินมาได้ยินเข้าสะดุดหู

 

“แหมๆ พูดอะไรอย่างนั้นคะคุณบัว...คุณน่ะทั้งสาวทั้งสวย หาแฟนใหม่ได้ไม่ยากหรอกค่ะ”

 

คนแก่แนะนำอย่างหวังดี เพราะรู้ว่าฐานะสามีภรรยาระหว่างบัวชมพูกับคุณภูมิชาติไม่เหมือนผัวเมียคู่อื่นๆ

 

ฝ่ายหญิงดูจะเคารพนบนอบและให้เกียรติฝ่ายชาย ซึ่งก็ไม่ได้สนิทเสน่ห์หาอะไรกับเมียสาววัยละอ่อนที่ทั้งสาวทั้งสวย สายตาที่ภูมิชาติมองบัวชมพูเหมือนผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเมตตาเด็ก

 

อีกทั้งตัวท่านเองก็ยังไม่เคยนอนค้างอ้างแรมที่บ้านหลังนี้เลยสักครั้ง แม้ป้าอุไรจะนึกประหลาดใจในความสัมพันธ์แปลกประหลาดของทั้งคู่ แต่ก็ได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจเท่านั้น ไม่เคยสอบถามให้หญิงสาวต้องอึดอัดใจ ยังก้มหน้าก้มตาทำงานรับเงินไปตามหน้าที่

 

บัวชมพูเพียงยิ้มบางๆ ให้กับคำแนะนำนั่น ตัวเธอเองก็ไม่เคยสนใจมองใครเป็นพิเศษ ด้วยตระหนักดีว่าหน้าที่ของตัวคือตั้งใจเรียนให้จบ และดูแลภีรภัทรให้ดีที่สุด ซึ่งแค่นี้ก็เหนื่อยและยุ่งจนไม่มีเวลาแบ่งไปให้อย่างอื่นแล้ว 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

18 ความคิดเห็น