เล่ห์ร้าย สายใยสวาท

ตอนที่ 29 : หอมแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 988
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    2 เม.ย. 61

 




บัวชมพูหน้าร้อนฉ่าขึ้นมาปานกับหน้าผิงอยู่บนเตาไฟ ลมหายใจร้อนผ่าวจดที่ข้างแก้มเสียจนรู้สึกทีเดียว

 

ภูวฤทธิ์ลอบกลืนน้ำลาย รู้สึกน้ำในตัวถูกสูบหาย ร่างนุ่มนิ่มข้างใต้ก่อความสับสนว้าวุ่นภายในให้กับเขา เหมือนกับพายุไต้ฝุ่นที่กำลังเริ่มก่อขึ้นมาช้าๆ ในตัว กลิ่นแก้มสาวขาวเนียนนุ่มที่เผอิญจมูกโด่งๆ ฝังลงไป เผลอสูดเอาความหอมเข้ามาก่อกวนหัวใจอย่างหนัก

 

มันไม่ใช่ท่วงท่าที่สบายนัก แต่เขากลับอยากนึกสต๊าฟตัวเองให้อยู่ในอิริยาบทนี้ต่อไป หากไม่มีเสียงหัวเราะแหลมๆ ของเจ้าตัวร้ายข้างเตียงที่วิ่งกลับเข้ามาในห้องหลังจากทั้งแม่และพี่ชายเงียบหายปลุกให้ทั้งคู่กลับมาได้สติ

 

“เอ่อ...ผม...”

ฝ่ามือหนาวางทาบลงไปบนเตียง ดันตัวเองออกห่างอย่างเสียดาย

 

โหนกแก้มของหญิงสาวจับสีระเรื่อชัดเจน ความรู้สึกระหว่างแม่เหล็กต่างขั้วกำลังสำแดงฤทธานุภาพ จนเกินจะต่อต้าน แม้ว่าใบหน้าขาวๆ ของหญิงสาวตาโตแก้มเนียนตรงหน้า จะคือฐานะแม่เลี้ยงของเขา แต่ในเวลานี้ ทุกสรรพสิ่งเลือนลบไปจากในหัวสมอง

 

เธอคือผู้หญิง และเขาคือผู้ชาย...ผู้ชายธรรมดาสามัญที่ไม่อาจอดทนต่อการยั่วยวนจากสิ่งกระตุ้นด้วยรสสัมผัสทั้งรูป...รส...กลิ่น...เสียงได้

 

โดยเฉพาะรูป รส กลิ่น เสียง ที่สร้างความเย้ายวนใจดึงดูดความเป็นชายในตัวเขาอย่างรุนแรง

 

เนิ่นนานเกินไปแล้วที่เขาไม่มีผู้หญิง และไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพศตรงข้าม นั่นล่ะ คือสาเหตุที่ทำให้รู้สึกอะไรๆ ไปเกินกว่าที่ควรจะเป็น

 

เจ้าของใบหน้าเก้อๆ ผลักตัวเองลุกจากเตียงนอน เมื่อร่างใหญ่ที่ทาบไปบนเรือนร่างเธอจนไม่มีช่องว่างลุกจากไป บัวชมพูไม่กล้าสบตากับเขา

 

“มานี่เลย ไอ้ตัวแสบ”

 

เสียงเข่นเขี้ยวของภูวฤทธิ์ ปลุกให้เธอได้สติตามมา ตอนนี้เขาคว้าเอาเจ้าลูกชายไว้ได้แล้ว

 

“เร็วเลยนะตาภีม สายมากแล้ว”

 บัวชมพูข่มความอาย ดุลูกชาย รีบสวมเสื้อให้ภีรภัทร

 

“ผมจะลงไปรอที่โต๊ะอาหารนะครับ”

 

ภูวฤทธิ์ช้อนตัวน้องชายเอาไปอุ้มไว้ แล้วหันหลังเดินออกไปจากห้อง ทั้งที่ความรู้สึกปั่นป่วนยังกวนใจ แต่รู้ว่าถ้าอยู่ในห้องนี้นานต่อไป ไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งนั้น

 

มันก็แค่อุบัติเหตุ ผู้หญิงคนไหนๆ ก็ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ได้ หากใกล้ชิดกันเสียจนไม่มีช่องว่างอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้

 

และเขาไม่ควรที่จะคิดว่านี่เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง เพราะเธอไม่ใช่ผู้หญิงทั่วไป ที่เขาจะคิดหรือรู้สึกอะไรด้วยได้ บัวชมพูเป็นมารดาของภีรภัทรน้องชายเขา และเคยเป็นเมียของพ่อเขา สถานะที่เขาหมดสิทธิ์จะคิดอะไรด้วยทั้งนั้น

 

หญิงสาวเพียงพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ ดึงบานประตูปิด หัวใจเต้นแรงจนแทบกระโดดออกมานอกหน้าอก

 

บ้าจริง มันก็แค่เรื่องบังเอิญ แค่อุบัติเหตุ เพียงแต่เธอไม่เคยใกล้ชิดผู้ชายคนไหนถึงเพียงนี้ และที่สำคัญภูวฤทธิ์ก็คือชายวัยหนุ่มฉกรรจ์ที่หล่อเหลาเร้าใจ ไม่แปลกหรอกที่เธอจะหวั่นไหวไปกับเขา

 

แต่สถานะอันไม่เหมาะไม่ควรระหว่างแม่เลี้ยง กับ ลูกเลี้ยงนั่นต่างหากที่ห้ามหัวใจเตลิดไกลของเธอให้กลับคืนมา

 

มันไม่มีทางเป็นไปได้...และที่สำคัญผู้ชายคนนี้ไม่ได้รู้สึกอะไรไปกับเธอ...เธอกับเขาห่างกันราวฟ้ากับเหว

 

มือบางยกขึ้นมาตบเบาๆ ที่ข้างแก้มเนียน

 

“สติมาปัญญาเกิดนะบัว อย่าได้คิดฟุ้งซ่านไป”

 

 

“ไม่อยู่...ไม่มีใครอยู่เลยหรือครับ แล้วพวกเขาไปไหนกันหมด?”

 

เสียงถามอย่างผิดหวัง ไม่ปิดบังลามไปถึงใบหน้าแสนเสียดายนั่น ทำให้ป้าแจ่มอดที่จะหมั่นไส้นัธนัยไม่ได้

 

“อิฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ไปกันแต่เช้าแล้ว”

 

ทำไมนางจะไม่รู้ว่าเจ้านายไปไหน แต่เพราะไม่อยากให้ผู้ชายตรงหน้าตามไปใกล้ชิดสนิทสนมกับบัวชมพู จึงแสร้งตอบไปเช่นนั้น

 

“ว้า....”

 นัธนัยร้องเสียงหลงอย่างแสนเสียดาย ทั้งที่คิดว่าเขามาแต่เช้าแล้วเชียว แต่ก็พลาดจนได้

 

แม้จะมีผู้หญิงเป็นคู่ควงอยู่มากมายไม่ซ้ำหน้า แต่ว่าบัวชมพูทำให้เขารู้สึกท้าทายและน่าตื่นเต้นเหมือนตอนที่ได้รู้จักผู้หญิงคนหนึ่ง แม้ไม่รู้ว่าหญิงสาวจะตอบรับไมตรีของเขาหรือไม่ หรือระหว่างเขากับเธอจะสานสัมพันธ์กันไปได้ยาวนานสักแค่ไหน? แต่เขาก็อยากลองเริ่มต้นดู...ด้วยความรู้สึกเดียวคือ...ถูกชะตา

 

“คุณนัยจะทานมื้อเช้าที่นี่ไหมล่ะคะ เดี๋ยวป้าจะจัดให้”

 ป้าแจ่มยังอุตส่าห์มีน้ำใจ จะเลี้ยงปลอบขวัญที่ชายหนุ่มมาเสียเที่ยวสักหน่อย แต่ยังไงก็ยังหวงคุณบัวชมพูไว้ให้เลี้ยงคุณหนูภีมนานๆ ยังไม่อยากให้แต่งงานหรือมีแฟนตอนนี้

 

นางไม่คิดว่าการที่บัวชมพูจะแต่งงานหรือมีแฟนใหม่เป็นเรื่องไม่ควร แต่ก็ไม่อยากให้เป็นคนไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างนัธนัย เพราะมันดูไม่เหมาะสม เมื่อทั้งสองคนมีความเกี่ยวพันเป็นญาติกันถึงแม้จะเป็นญาติห่างๆ ก็เถอะ

 

“ไม่ดีกว่าครับ ไม่มีคนอยู่สักคน ผมจะทานกับใครล่ะ”

คนที่อุตส่าห์แต่งตัวมาเสียหล่อเดินคอตกจากไป หลังจากกล่าวร่ำลานางแจ่มจิตเรียบร้อย

 

“นี่คุณนัยเขาไม่ได้มองเราเป็นคนหรือไงป้า” หนุงหนิงถามขึ้นมาอย่างข้องใจ

 

“นั่นน่ะสิ...รีบรี่มาแต่เช้านี่ สงสัยจะมาจีบคุณบัวชัวร์แน่ๆ เห็นป้อเธอตั้งแต่บนโต๊ะอาหารวันนั้นแล้ว”

 

คนแก่ครุ่นคิดตรึกตรองเห็นพ้องต้องกับสองสาว เพราะนัธนัยแสดงออกนอกหน้าชัดเจนด้วยมีนิสัยช่างช่างหยอกเย้ากระเซ้าแหย่อยู่แล้ว

 

“คุณนัยนี่ไม่คิดบ้างหรือไงนะ นั่นน่ะอาสะใภ้ของตัวแท้ๆ ยังมีแก่ใจจะมาจีบอีก”

 

“ว่าได้หรือแก ความรักมันไม่เข้าใครออกใคร คุณบัวน่ะเธอทั้งสวย ทั้งหวานปานจะหยดเสียขนาดนั้น เป็นผู้ชายคนไหนก็คงอยากจีบทั้งนั้นแหละ เสียแต่ว่าเป็นแม่หม้ายนี่สิ”

 

“เป็นแม่หม้ายแล้วเป็นยังไงว่ะนังหนุงหนิง” ป้าแจ่มถามขึ้นมาอย่างข้องใจ เพราะนางก็เป็นแม่หม้ายผัวตายตั้งแต่ยังสาวเหมือนกัน

 

“ก็...”

หนุงหนิงกำลังจะพูด แต่นึกขึ้นได้ จึงเปลี่ยนเป็นยิ้มแหยๆ ก่อนที่จะส่ายหน้าดิก

 

“ไม่มีอะไรจ๊ะป้า...ฉันไปช่วยพี่จ่อยล้างรถดีกว่า”

 คนหลบหลีกการด่าได้อย่างหวุดหวิดรีบจูงต้นหอมพากันวิ่งออกไปจากห้องรับแขกเร็วรี่ ก่อนที่จะโดนป้าแจ่มด่าเอา


ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ



กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

18 ความคิดเห็น