ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 9 : ตอน ความโชคร้ายในความโชคดี 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 225
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    1 ก.พ. 62



จาริส  คาร์เตอร์


ว่าแล้วชายที่ง่วนอยู่แต่ในห้องแล็บก็ต้องชะงักฝ่ามือที่กำลังบิดเลนส์กล้องจุลทรรศน์สุดไฮเทคของเหล่ามนุษย์ที่เป็นผู้คิดค้นลง  คิ้วหนากระตุกเข้าหากรอบแว่นอย่างนึกสงสัยกลิ่นคาวลอยคลุ้งไปจนตลบอบอวนถึงเพียงนี้...แสดงว่าพวกแวร์วูฟคงจะไม่ยอมลงรอยล่ะซินะ  คิดได้ดังนั้นร่างแกร่งก็คว้าหลอดทดลองขึ้นมาหยดสสารอีกสองสามหยดก่อนจะปล่อยให้ตัวยาลองผสมผสานกับ BD75118 เพื่อทดสอบรสชาติระหว่างที่เขาลงไปสำรวจเหตุการณ์ด้านล่าง

 

เสียงโอดครวญแสนน่าหนวกหูดังระงมจนเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆที่เข้าใกล้ต้นเหตุของกลิ่นคาวหวานอันน่ารัญจวน  นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของชายหัวกะทิเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจที่เห็นว่าคนที่ได้รับบาดเจ็บกลับเป็นชายลูกผสม.....ที่ตอนนี้ฟรานซิสกำลังจัดการกับรอยคมเขี้ยวที่ฝังลึกเสียจนน่าหวาดเสียวของคนเจ็บ

 

อั๊กกกก เบาๆๆ!!! อูยๆๆๆๆ  เบามือหน่อยซิขอรับ!!!...” เสียงพูดบ่นพลางแดดิ้นไปพลางเมื่ออีกฝ่ายกดสำลีลงมาที่แผลสดอย่างไม่คิดจะยั้งฝีมือเลยสักเพียงนิด 

 

อย่าบ่นมากหน่า....ฟรานซิสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือๆก่อนจะระดมมือกดสำลีเพื่อห้ามเลือดที่ไหลโชกอย่างน่ากลัวนั้นลงด้วยท่าทีใจเย็น

 

ถูกเล่นมามิใช่น้อยเลยนะ....ชายหัวกะทิพูดพร้อมกับหัวเราะหึ ๆ ในลำคอด้วยสีหน้าคลี่ยิ้ม  


เลือดของพวกสายพันธุ์ผสมก็มีสีเดียวกันรึนี่....


แต่องค์ประกอบจะแตกต่างกับชาวเรารึเปล่าหน่า  


อยากรู้ชะมัด  


วิลเลียมนึกพร้อมกับหรี่สายตาคมลงมองหาช่องโหว่ที่จะนำวัตถุชั้นดีมาเป็นของตนไปพลางๆ

 

นัยน์ตาคมที่กำลังรวดร้าวต้องฉงนไปชั่วขณะเมื่อเห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของอีกฝ่ายที่ไม่รู้กำลังนึกคิดอะไรอยู่เป็นแน่  แต่ขณะที่เขายังไม่ทันได้คิดอ่านสีหน้าของชายโลกส่วนสูงต่อก็จำต้องหันไปร้องปาวๆด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง  เมื่อฟรานซิสล้างขวดยาฆ่าเชื้อลงมาที่แผลสดโดยไม่ให้สัญญาณได้ตั้งตัว

 

อย่าดิ้น!!!  วิลช่วยกดไหล่เจ้าลูกผสมจอมดื้อด้านนี้หน่อยสิ....ฟรานซิสหันมาขอความร่วมมือทำให้ชายเจ้าของชื่อทาบมือลงไปบนไหล่กว้างของคนเจ็บก่อนจะออกแรงกดเพื่อให้ฟรานซิสได้ทำการรักษาในขั้นต่อไป  ยิ่งโน้มตัวลงมาใกล้ๆเช่นนี้กลิ่นคาวคลุ้งยิ่งสำแดงเดชชัดยิ่งนัก  แม้แต่เขาเองยังเกือบจะกระหายจนสติเกือบหลุด....ลำคอแห้งผากทันทีที่เห็นของเหลวสดไหลเยิ้มอยู่ในระยะสายตา  นัยน์สีน้ำตาลเข้มที่อยู่ใต้กรอบแว่นถึงกลับเผลอเปลี่ยนเป็นสีแดงอยู่แวบหนึ่ง  แต่เมื่อได้ยินเสียงโอดครวญของแอชตันเข้ามาในโสตประสาทจนได้สติคืน!

 

ท่านฟรานซิสปล่อยข้าน้อยไปเถิดขอรับ....// หุบปากไปเลย  อยากแขนเน่ารึไงเจ้าหมาโง่! ”

 

ท่ามกลางเสียงอึกกระทึกตีกันให้วุ่นของชายสองตนทำให้สายตาคมของคนช่างสังเกตของเขาปรายตาไปมองจนรอบบริเวณ  ณ  อีกมุมของห้องมีร่างของพระราชมนูคนเก่งกำลังยืนสนทนาอะไรไม่ทราบได้กับจอมราชันย์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย  ไม่ว่าจะลอบอ่านประโยคถ้อยคำจากการขยับที่ริมฝีปากแค่ไหนก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเพราะจาริสขยับริมฝีปากน้อยมาก  ยากต่อการสะกดคำพูดที่เขากำลังถวายรายงานยิ่งนัก  ขณะที่สายตากำลังพยายามเพ่งมองเพื่อจับใจความนั้น...จู่ๆใบหน้าคมสันได้รูปขององค์เหนือหัวก็หันมาปรายสายตานิ่งใส่เขาเสียอย่างนั้น!!

 

(สะดุ้ง!!!)

 

“…..!!” วิลเลียมถึงกับเผลอสะดุ้งเฮือกเมื่อสายตาของเขาสอดประสานเข้ากับดวงเนตรสีเด่นน่าเกรงขามขององค์เหนือหัว  รีบลุดหน้าต่ำไม่อาจกล้าหืออีกต่อไป  ในขณะที่หัวสมองนั้นตีคำถามนับร้อยให้มั่วกันไปเสียหมด

 

...นี้คือหนที่สองแล้วนะที่เขารู้สึกแบบนี้!  


เหมือนกับว่าฝ่าบาทรู้อย่างนั้นแหละว่าเขากำลังคิดอะไร

 

บ้าหน่า  ถึงจะสายเลือดบริสุทธิ์และมีพลังสุดแกร่งเร้นอยู่ในกายเพียงไร


ก็ไม่น่ามีอำนาจแห่งการอ่านใจอยู่บนโลกนี่  


นี้เรากำลังคิดอะไรอยู่เนี้ย!?

 


เมื่อร่างองอาจได้ยลสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังถกเถียงกับตนเองอยู่ในความคิดก็ทำให้เขาจำต้องระแวงระวังความคิดความอ่านและแผนการณ์ลับที่บัดนี้มีเพียงแค่ฟรานซิสกับจาริสเท่านั้นที่รู้  ต่อไปจำต้องให้ทั้งคู่ดำเนินการบางอย่างให้ระวังตัวมากขึ้นไปอีก  จะมีคนล่วงรู้ถึงจุดประสงค์บางอย่างที่เขาแอบแฝงเอาไว้มิได้  มิได้เด็ดขาด.....  


สายตาคมหันไปปรายหามือขวาคนสนิทด้วยแววตาจริงจังเสียจนจาริสจดจ่อคำในพระบัญชาด้วยความแน่วแน่

 

            “ จาริส...รู้นะว่าจะต้องทำอย่างไร  เสียงทุ้มต่ำของชายผู้มีอำนาจเอ่ยถาม  ก่อนที่ชายคนสนิทจะค้อมศีรษะลงพยักหน้ารับเล็กน้อยพลางให้คำตอบที่ให้คนฟังแสยะยิ้ม

 

          “ ถ้าพระหม่อมไม่รู้พระทัยฝ่าบาท  จะมีผู้ใดเข้าใจอีกพะยะค้ะ....มือขวาคนสนิทยิ้มรับอย่างชายผู้รู้ความคิดในดวงหทัย  สีหน้าและแววตาที่เรียบนิ่งแต่กลับเคลือบไปด้วยน้ำเสียงที่หยอกล้อเล็กน้อยนั้นทำเอาจอมราชันย์ผู้มักจะตีหน้านิ่งถึงกับแอบลอบยิ้มทิ่ริมฝีปาก

 

          “ ดี....” ว่าแล้วนัยน์ตาคมก็ทอดมองไปดวงจันทราเสี้ยวที่ลอยอยู่บนท้องนภากว้าง  น่าแปลกที่พระจันทร์ของโลกมนุษย์กลับรายล้อมไปด้วยหมู่ดาราเสียวจนเต็มผืนฟากฟ้าในยามค่ำคืน  ดวงตาสีบลอนต์เทาอมฟ้ากำลังฉายแสงระยิบระยับในดวงจิต  ครั้นนึกถึงบุพผางามที่ยังไม่เจริญเป็นสาวที่บานสะพรั่งด้วยความเปี่ยมสุข  เด็กน้อยเรือนผมสีโดดเด่นเจ้าของกลิ่นแห่งดวงวิญญาณที่เพิ่งจะได้เจอหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้งก็ยิ่งทำให้ก้อนเนื้อที่อยู่ในอกเต้นระทึกราวกับกลองทัดยามออกศึก  สายตาปิติที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าคมที่กำลังยืนมองแสงจันทราที่อาบพระวรกายด้วยทีท่าสงบ  แต่กระนั้นดวงเนตรกลับฉายแววเจ้าเล่ห์แฝงเคลือบอยู่จางๆ

 


ณ  บ้านหลังน้อยในเขตชานเมือง



ฝ่ามือเหี่ยวย่นประคองหยิบกรอบรูปขนาดเท่าฝ่ามือเดียวขึ้นมาพินิจ  นัยน์ตาพลันรื้นนน้ำตาขึ้นมาพร้อมกับดวงใจที่ปวดหนึบ....ลูกชายคนเดียวของเขาที่กำลังฉีกยิ้มอย่างเปี่ยมสุข  ขณะที่ฝ่ามือก็ยังโอบหญิงอีกคนที่ใบหน้าสละสวยจับจิต  สาวเจ้าของเรือนผมสีเด่นที่รินได้รับมาเต็มๆ  เรียวนิ้วที่กำลังสั่นระริกค่อยๆบรรจงปาดน้ำตาแห่งความอาลัยพร้อมกับวางกรอบรูปบานนั้นลงบนชั้นหนังสือ  


ชายชราทรุดกายลงบนเก้าอี้โยกตัวโปรดนึกหวนถึงสองผัวเมียที่ค่ำคืนนั้นโอบอุ้มหลานสาวคนนี้มาหาเขายังบ้านไม้หลังเก่าในเขตชานเมือง คืนนั้นคนทั้งคู่นั้นเข้ามาหาพร้อมด้วยหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความทุกข์และไม่สั่งหรือบอกกล่าวอะไรให้ชายชราอย่างเขาได้เข้าใจเลยสักนิด  ไม่รู้ว่าทั้งคู่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาอะไรถึงได้พาเจ้าตัวเล็กมาหาด้วยทีท่าดูรีบร้อนชอบกล   เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มถูกเปลี่ยนถ่ายอ้อมกอดเข้ามาหาเขาที่เพิ่งได้เห็นหน้าหลานสาวเป็นครั้งแรกท่ามกลางสายฟ้าที่ฟาดจนฟ้าอึกกระทึก  


‘ ริน....อย่าดื้อกับคุณปู่นะลูก...ต้องเป็นเด็กดีนะ  ลูกสะใภ้หน้าตาสวยหมดจดนั้นพรมจูบเรือนผมเจ้าตัวน้อยอย่างอ้อยอิ่งยิ่งนัก  


ขอโทษนะครับคุณพ่อ....แต่ผมฝากดารินด้วยนะครับ   ฝ่ามือหนาของลูกชายบีบฝ่ามือของเขาแน่นพร้อมกับดวงตาที่กำลังรื้นไปด้วยคราบน้ำตา   


ว่าเสร็จสองผัวเมียก็ทิ้งเงินและของใช้ของเจ้าตัวยุ่งไว้ให้จำนวนหนึ่งพร้อมกับจากไป


ไม่ถึงเดือนผ่านไป...ข่าวร้ายก็มาเยือนถึงลานหน้าบ้านนี้อีกครั้ง.....ผู้ใหญ่บ้านหอบเอาข่าวร้ายสุดสะเทือนใจมาให้ชายชราอย่างเขาได้รับทราบก่อนใครอื่น  ว่าพบซากรถอยูที่หน้าผาเป็นศพของคนในสกุลเคทสองคนเสียชีวิตคาที่....

 

เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันนะ...ทำไมเอ็งไม่บอกอะไรพ่อเลย  ชายสูงวัยได้แต่ตัดพ้ออยู่ภายในอกพอนึกถึงเหตุการณ์เครียดจัดในคราใด  ดวงใจที่อยู่ที่อกข้างซ้ายจะต้องบีบรัดอย่างผิดจังหวะทุกที!! 

 

อั่กก.....อั่กก!!?”  ฝ่ามืออีกข้างกลัดกุมดวงใจที่กำลังแผลงฤทธิ์อยู่ในทรวงคล้ายคมมีดนับพันทิ่มแทงเข้ามาอย่างจังที่หวนนึกถึงเรื่องราวที่แสนเจ็บปวด   


โถ่เว๊ย...ดันมากำเริบในเวลานี้สะได้  ลมหายใจหอบถี่ระรัวดังขึ้นพร้อมกับฝ่ามือที่คล้ายหาตลับยาที่ซ่อนอยู่ในเสื้อที่สวมทับอยู่  ฝ่ามือของชายชรารีบเขย่าตลับเอายาแคปซูลออกมาสองเม็ดก่อนจะกลืนลงคอไปอย่างลวกๆ  เปลือกตาที่สั่นระริกเมื่อครู่นิ่งงันอย่างสงบเมื่อร่างกายเข้าสู่โหมดปกติอีกครั้ง

 

ม่ายยยยยยยยยยยยยยยย!!!เสียงหวีดร้องของเจ้าตัวน้อยทำให้ชายชรารีบลุกกายขึ้นจากเก้าอี้ม้าโยกพร้อมกับแบกสังขารไปยังห้องนอนของหลานรักทันทีที่ได้ยินเสียงโหวกเหวก



(สะดุ้ง!!!!)


                เด็กน้อยสะดุ้งเฮือกจากเตียง เสียงหวีดร้องบางอย่างทำให้คนแก่ลุกพรวดขึ้นมากลางดึกก่อนจะที่คนเป็นปู่จะรีบสาวเท้าเข้ามาในห้องนอนหลานด้วยความรีบร้อน แสงไฟจ้าถูกเปิดจนสว่างโล่งพร้อมสีหน้าที่ตื่นตะหนกและเหงื่อที่อาบทั่วใบหน้าของเจ้าตัวเล็ก  ทันทีที่เห็นหน้าของคุณปู่เด็กสาวโผกอดเพื่อรับไออุ่น  

 

                “ ฝันเหมือนเดิมอีกแล้วเหรอลูก....” เสียงแหบของชายชราดังระงม  


               แต่หลานสาวที่ซุกอยู่ที่อกพยักหน้ารับไปาสองสามที่จนชายสูงวัยลอบถอนหายใจอย่างหนักอก  พักนี้เจ้าตัวยุ่งฝันซ้ำ ๆ กันถี่ขึ้นทุกวี่วัน  


              ฝันนี้บอกลางร้ายรึดีกันแน่นะ...ชายชราชักเริ่มหนักใจ


             “ มาๆคืนนี้ปู่จะอยู่กับหลานเองนะรินเอ๋ย.....” คำพูดของคนแก่ใบหน้าเปื้อนยิ้มแสนใจดีก็เรียกรอยยิ้มกว้างจากเจ้าตัวเล็กได้ในที่สุด  ว่าแล้วร่างที่สั่นเทาตามสังขารกเอนกายไปยังเตียงเดี่ยวพร้อมกับหยิบนิทานเล่มโปรดที่เจ้าหนูน้อยชอบให้อ่านให้ฝันทุกคืนก่อนนอน



3 ปีผันผ่าน

                จากหมู่บ้านแสนยาจกกลับกลายเป็นชุมชนเข้มแข็งที่นำกลิ่นอายของความเป็นชนบทเข้ามาจับเป็นจุดขาย  เรียกความสนใจให้กับบรรดานักท่องเที่ยวในตัวเมืองแสงสีได้จนพลิกฟื้นชีวิตที่ดีขึ้นจนสามารถยืนหยัดด้วยตนเอง   ฝ่าบาทบัดนี้กลายเป็นผู้มีพระคุณของคนในหมู่บ้าน  แต่กระนั้นผู้มีพระคุณท่านนี้กลับเลือกที่จะไม่ประสงค์ออกนามในที่สาธารณะชน  เสียงติ๊กต๊อกบนหน้าปัดนาฬิกาเครื่องนับเวลาที่พวกมนุษย์เรียกขานค่อย ๆ ขยับเข็มของมันไปเรื่อย ๆ

 

 ถึงทีข้าออกโรงแล้วสินะ

 

ฝีเท้าที่ก้าวออกจากตัวรถอย่างสง่า  ก่อนจะจัดทรงองค์เครื่องให้เข้าที่ตามจริตของนักธุรกิจเศรษฐีที่เขากำลังสวมบทบาทอยู่  แอชตันทำทีค้อมตัวคาราวะก่อนจะขอตัวเอารถคลาสสิคราคาเหยียบร้อยล้านไปไว้ที่ลานจอดรถ 

 

เดี๋ยวข้าน้อยจะตามไปขอรับ....เชิญท่านจาริสล่วงหน้าไปก่อนเลยขอรับ ราชมนูพยักหน้ารับก่อนจะสาวเท้าเดินไปรอบๆ สถานที่ที่นัดหมายล่วงหน้าเอาไว้  ห่างออกไปจากนี้ไม่ถึงสองกิโลมีแหล่งร้านค้า จุดถ่ายรูปธรรมชาติมากมายที่เหล่านักท่องเที่ยวต่างแห่มาเยี่ยมชม  สายตาแกร่งทอดมองไปยังโบสถ์หลังเก่าที่ขึ้นสีตามกาลเวลา  ไม่นานเสียงเรียกใสแจ๋วของซิสเตอร์ก็ดังขึ้นจนชายหน้าคมหันไปมองก่อนจะปั้นยิ้มพิมพ์ใจ

 

โอ้ว  ใช่คุณคาร์เตอร์รึเปล่าคะ รอยยิ้มแสนใจดีของแม่ชีมีอายุเอ่ยขึ้น  ทำให้ชายหนุ่มยิ้มกว้างก่อนจะขานตอบ

 

ใช่ครับ ซิสเตอร์ 

 

งั้นเชิญทางนี้เลยค่ะ  จะพาหาเด็กๆ  ”  ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินตามหลังแม่ชีไปต้อยๆ  พร้อมกับทอดมองไปรอบบริเวณ  มีเด็กเล็กเด็กใหญ่วิ่งไล่จับอยู่ในลาน  บ้างก็เล่นลิงชิงบอลก็มี  สายตาของเด็กตัวน้อยต่างหยุดกิจกรรมแสนสนุกก่อนจะหันมามองคนแปลกตาที่ซิสเตอร์พาเข้ามาเป็นตาเดียว

 

โบสถ์คริสต์งั้นหรือ...?   ดูจากสถาปัตยกรรมที่สร้างก็พอจะคาดเดาได้ว่าคนที่นี่นับถือศาสนาใด   แต่ทว่า..


“………..!!!!!”  สายตาสีดำดุจไข่มุกพลันชะงักพร้อมกับขบริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงอาณาเขตที่สะอาดและบริสุทธิ์เช่นนี้ปีศาจอย่างเขาไม่อาจก้าวข้ามเข้าไป  แค่ฝีเท้าจะเยื้องย่างเข้าไปยังอาณาเขตของตัวโบสถ์ก็ทำให้เขาชะงักฝีเท้า  ความปวดแสบที่แล่นเข้ามาจนแวมไพร์ระดับสูงอย่างเขาจำต้องผละถอย  !!! 

 

ความปวดร้าวอะไรกันนี้....นี้เป็นครั้งแรกที่ข้าเข้าไปไม่ได้!!?  จาริสยอมผละถอยห่างออกจากเขตของประตูบานใหญ่ภายในโบสถ์  ก่อนจะแสร้งทำเป็นหันมามองเด็กตัวน้อย ๆ ที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวในสนามเด็กเล่นที่อยู่ด้านหน้าโบสถ์ใหญ่

 

คุณคาร์เตอร์คะ....?”  พอหันมาด้านหลังเห็นว่าชายหนุ่มไม่ยอมเข้ามายังในตัวโบสถ์แม่ชีสูงวัยจึงขานเรียก    

 

พวกเขาน่ารักดีนะครับ....ซิสเตอร์ ความปวดร้าวที่กำลังขับไล่ปีศาจร้ายให้ออกไปจากบริเวณทำให้เขาจำต้องแสร้งทำเป็นพูดเสียงแผ่วคล้ายกับกำลังเอ็นดูเหล่าเด็กตัวน้อยๆ 

 

 ใช่ค่ะ....แม่ชีสูงวัยขานรับก่อนจะทอดมองภาพเด็กตัวน้อย ๆ ที่ส่งเสียงหวีดร้องอย่างสนุกสนานตามภาษาเด็กด้วยสายตาที่รักใคร่

 

ผมขอไปดูเด็กๆเลยได้ไหมครับ.... :) ”  รอยยิ้มแสนอ่อนโยนทำให้แม่ชีจำยอมเชิญแขกไปยังที่รับรองที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวโบสถ์

 

งั้นเชิญทางด้านนี้ค่ะ  อีกเดี๋ยวแม่จะไปตามเด็กๆมาให้  ” 

 

รบกวนหน่อยนะครับซิสเตอร์ ”  ภายใต้รอยยิ้มแสนอ่อนโยนเมื่อครู่จาริสกลับรู้สึกโล่งใจก่อนจะทอดสายตาคมมองไปยังด้านในตัวโบสถ์พร้อมกับแสยะยิ้ม 

               ในเมื่อเข้าไม่ได้  ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเข้า....


ฝ่ายแม่ชีเดินผละออกไปหลังจากบอกเส้นทางให้เขาเข้าไปนั่งรอในห้องรับรองแขก  แต่ก็นะเขาอยากจะเดินรอบ ๆ นี้อีกสักหน่อยดูซิว่าเป้าหมายที่ฝ่าบาทมอบหมายให้มาทำนั้นจะมีอยู่จริงน่ะหรือ?


ในตำนานแสนปรัมปรานั้นกล่าวว่าพวกมนุษย์มีจิตวิญญาณเพียงหนึ่งดวงเหมือนกับชาวเรา  ต่างตรงที่ไร้ซึ่งพละกำลังแต่กลับมีมันสมอง  หึ ข้าไม่เห็นว่าจะมีมันสมองสักเท่าใด  ก็แค่สร้างอะไรสูงใหญ่เสียดฟ้ากับของเล่นกิ๊กก๊อกไร้สาระก็เท่านั้น....ชาวเรามีอายุไขยืนยาวแต่หากดับสิ้นดวงวิญญาณก็ดับสูญสลายและหายไป แต่ทว่าพวกมนุษย์หน้าเจื่อนพวกนี้กลับมีการเวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏจักร  ฝ่าบาทบอกว่าเจอท่านซาเลียน่ามาจุติแต่ยังเด็กนัก   แถมยังกำชับข้าว่าต้องหาทุกวิถีทางให้พระองค์ได้นางมาเคียงคู่เสียอีก


จะมีอยู่จริงหรือ?  การจุติอะไรพวกนั้นน่ะ  


แต่ฝ่าบาทจะโกหกต่อข้าไปทำไม ?

 


นัยน์ตาคมทอดมองไปยังเด็กหัวดำหัวทองที่วิ่งไล่ไปมาด้วยสายตานิ่ง  ถ้านางอยู่นี้จริงก็เห็นแต่จะต้องรับเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวของตระกูลเชื้อพระวงศ์ระดับสูง  ซึ่งแน่นอนก็คือข้าผู้เดียวที่อยู่ในที่นี่สินะ  เอาเป็นว่าหาเด็กนั้นให้เจอเสียก่อนเรื่องอื่นค่อยคิดก็แล้วกัน 

 

 


เฟี้ยววววว....

 

สายลมอ่อนพัดโชยกลิ่นกุหลาบที่แสนคุ้นเคยโชยมากับสายลมจนฝีเท้าข้าหยุดชะงัก  นัยน์ตาที่เคยนิ่งงันพลันฉายแสงแวววับเมื่อลางสังหรณ์บางอย่างถูกจุดกระตุ้น 

 

เป็นไปไม่ได้.....!! 


ข้าพร่ำบอกตนเองในขณะที่สวนทางกับฝีเท้าและท่าทีที่ร้อนรนของตนยิ่งนัก   ความย้อนแย้งนี้ทำให้มิอาจหยุดไล่ตามกลิ่นแสนเอกลักษณ์แห่งดวงวิญญาณไปได้เลย  ท่ามกลางเด็กเล็กเด็กใหญ่หัวแดงหัวดำทั้งหลายหลากส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวให้จ้าละหวั่นไปเสียจนทั่วสารทิศ

 

นัยน์ตาข้าเบิกกว้างเมื่อเห็นเด็กสาวอายุราวๆสามสี่ขวบปี เส้นผมสีดุจทองคำ ใบหน้านวลขาวสะอาดสะอ้าน ผิวสีดั่งไข่มุกระเรื่อสีอมชมพูยามดวงอาทิตย์สาดส่อง  นัยต์ตาสีน้ำทะเลสุกสกาวกำลังมองชายร่างองอาจด้วยแววตาใสแป๋ว  พลางยื่นมือทั้งสองข้างไปหาคนตัวโต คล้ายกับกำลังร้องขอบางสิ่งจากองค์เหนือหัว  ที่ตอนนี้ต่างทอดมองเด็กน้อยด้วยสายตาที่ไม่ผิดไปจากข้า !!!

 

ทะ  ทำไมฝ่าบาทถึงอยู่ที่นี่ได้??!

 

สายตาที่มอง...รึว่าจะเป็นเด็กนั้น!!!

 

ดวงเนตรสีบลอนต์เทาทอแสงอย่างอ่อนโยน ก่อนจะยื่นสิ่งของที่เด็กสาวต้องการอย่างว่าง่าย
ร่างสูงโน้มลำตัวเข้าไปหาพร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มทุ้มบางอย่าง   ก่อนที่เด็กหญิงพยักหน้าหงึก ๆและเดินเตาะแตะจากไป
  จอมราชันย์มองตามแผ่นหลังของเด็กตัวจ้อยไปจนลับสายตาก่อนจะคลี่ยิ้ม  นัยน์ตาคมของชายหนุ่มทั้งสองที่มาหยุดยืนประจันหน้ากันต่างฝ่ายไม่มีผู้ใดเอ่ยปากพูดจน  นัยน์ตานิ่งสงบของฝ่าบาททอดมองเข้ามาจนเขาจำยอมเป็นฝ่ายยอมรับในตำนานสุดคร่ำครึนั้นจนได้


....การเวียนว่ายของดวงวิญญาณมีอยู่จริงๆสินะ  



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น