ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 8 : ตอน ข้อเสนอ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 272
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    20 เม.ย. 62








บรืน......กึก......พรึ่บ

 

เสียงดับเครื่องยนต์หยุดลงก่อนที่ชายผมสีน้ำตาลแก่จะรีบจ้ำมาเปิดประตูรถบานใหญ่ให้องค์เหนือหัว  แสงจันทราสาดส่องสะท้อนโครงสร้างหลังงามอันเก่าแก่ของคฤหาสน์หลังใหญ่ให้ดูวิจิตรงดงามท่ามกลางธรรมชาติที่แสนต้องมนต์  แอชตันสาวเท้าเข้ามารับเสื้อคลุมด้วยท่าทีนอบน้อมเหมือนดั่งเคย  ฝ่ามือหนาลูบไล้เสยเส้นผมที่ปรกอยู่ที่หน้าด้วยสีหน้าที่อ่อนล้าและกระหายเลือดเต็มทน  ฝีเท้าแกร่งกำลังจะเยื้องย่างยังไม่ถึงประตูบานใหญ่ก็ต้องชะงักลงอย่างกระทันหันที่จิตสัมผัสรับรู้ถึงแรงดันปีศาจที่กำลังจะใกล้เขตแบ่งอาณาเขตสายตาแกร่งตวัดมองสีหน้าที่ดูตื่นตระหนกของแอชตันที่ดูจะตกใจกับสถานการณ์ตรงหน้าคล้ายกับว่าเพิ่งเคยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก

 

พวกแวร์วูฟ......เสียงทุ้มต่ำของชายอีกตนที่เพิ่งจะออกมายังด้านนอกเอ่ยขึ้นอย่างตกใจที่รับรู้ถึงกลิ่นไอและแรงดันของกลุ่มทหารที่ไม่เคยลุกล้ำเข้ามาในยามวิกาลเลยสักครั้งเดียว

 

กระหม่อมเองพะยะค่ะ....จาริสขันอาสาเสียงแข็งก่อนจะรีบสาวเท้ากึ่งวิ่งกึ่งเดินไปตามต้นเหตุแห่งขุมพลังที่อยู่ห่างออกไปด้วยทีท่าร้อนรน  ไม่มีคำพูดใดจากชายผู้เป็นถึงเจ้าชีวิต  พระองค์เพียงแค่พยักหน้าก่อนจะเข้าไปพักผ่อนตามอัธยาศัยด้านในเท่านั้น 

 

ทำไมพวกแวร์วูฟถึงได้.....วิลเลียมทำได้พึมพำอยู่เพียงลำพังโดยที่ยังไขข้อข้องใจกับคำถามนี้ไม่ตก  ก่อนจะเดินตามหลังร่างของจอมราชันย์ไป

 

แอชตัน….!!เสียงตวาดจากชายผู้เป็นราชมนูดังขึ้นเมื่อเห็นว่าคนที่ควรจะตามมากลับยืนตะลึงงันไม่ยอมไหวติงไปไหน  สีหน้าดุดันถูกส่งมาอย่างเปิดเผยพร้อมกับคำขานรับของชายเลือดผสม

 

ขะ...ข้าด้วยเหรอท่านจาริส?! ” เสียงกระหืดกระหอบดังขึ้นเมื่อเจ้าตัวรีบกูรีกูจอจนมาหยุดยืนประชิดตัว  ลมหายใจเย็นๆดังขึ้นอย่างเหนื่อยหน่ายพร้อมกับคำต่อว่าชนิดที่ตรงเสียยิ่งกว่าขวานผ่าซาก

 

เกิดมันมาในร่างจำแลงเหล่าใครจะสนทนารู้เรื่อง....เจ้านี้มัน โดยคำว่าเสร็จแอชตันก็ถึงกับลอบถอนหายใจในความดุของท่านจาริสที่ยังคงเสมอต้นเสมอปลาย 

 

ดุกว่าหมาก็ท่านนี่แหละ....แอชตันบ่นอุบอิบก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวตามไปติดๆเพื่อไม่ให้ถูกตำหนิเป็นหนที่สอง

 

 

ตึก ตึก ตึก ตึก....

 

เสียงเดินเป็นจังหวะเนิบดังขึ้นเมื่อพื้นรองเท้าหนังชั้นดีกระทบกับพื้นหินอ่อนที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันไดไล่ระดับความสูงต่ตามลำดับ  ฝ่ามือแกร่งลูบไล้ไอเย็นของราวบันไดกว้างที่ถูกแบ่งออกขนาบเป็นสองข้างอย่างใจเย็น  เสียงปลดประดุมเม็ดบนสุดดังขึ้นพร้อมกับเสื้อทับอีกชั้นถูกปลดออกอย่างลำคาญก่อนจะถูกส่งมาให้ฟราซิสที่เดินถวายการรับใช้อยู่ด้านหลังที่รับชุดฉลององค์ด้วยท่าทีเงอะหงะ  เนื้อสัมผัสนิ่มมือพิลึกทำให้สายตาสีน้ำตาลเข้มทอดมองไปยังสิ่งที่ประคองอยู่ในมือเมื่อครู่....เสื้อผ้าสีไม่ฉูดฉาดดูเรียบหรู แต่ไม่ทนทานมากนักหากเทียบกับของที่ดินแดนแม่  อาภรณ์หรูมีระดับแบบมนุษย์ชนชั้นผู้ดีมีสตางค์ชอบสวมใส่กันเป็นยังงี้เองรึเนี้ย?   เผลอปล่อยให้สติหลุดลอยออกไปจากตัวกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบจะตามเสด็จฯมาจนถึงห้องบรรทมขององค์เหนือหัวอยู่แล้ว

 

เอ่อ  ฝ่าบาท....เสียงของฟรานซิสจำต้องเงียบเสียงลงเมื่อจอมราชันย์ผู้เกรียงไกรชะงักฝีเท้าแล้วเบือนหน้าเล็กน้อยมามอง  สีหน้านิ่งเรียบของร่างโปร่งที่ค่อยๆผละกายมาหาฟรานซิสหนึ่งในทหารรักษาพระองค์คนสนิทด้วยท่าทางน่าเกรงขามยิ่ง

 

ข้ารู้แล้ว.....  สาตาของชายทั้งสองจดจ้องกันและกันราวกับรู้ถึงความนัยอะไรสักอย่าง  ในขณะที่เขาที่เป็นคนนอกกับจับต้นชนปลายแทบไม่ถูกว่าทั้งคู่กำลังสนทนาหัวข้ออะไรกัน?

 

เพียงคำพูดไม่กี่คำที่ออกจากปากก็ทำให้วิลเลียมนักวิจัยหัวกะทิลอบกลืนน้ำลายที่กำลังเหนียวหนืด  ถ้าจะให้พูดตามตรงก็คือเขาไม่รู้และเดาไม่ออกเลยว่าตอนนี้จอมราชันย์ผู้เยือกเย็นและเด็ดขาดผู้นี้กำลังอยู่ในโหมดไหนกันแน่  เขาได้แต่ถามตนเองซ้ำๆว่าเขามาทำอะไรอยู่ตรงนี้  !!

 



ขวับ

 

           “………..!!!!!” ทันทีที่กำลังคิดจู่ๆสายตาคมของฝ่าบาทก็ตวัดมองมาราวกับได้ยินความในใจ จนชายนักปราชญ์ยังเผลอแอบสะดุ้งเฮือกหายใจไม่ทั่วท้องเลยทีเดียว  นัยน์ตาคมรีบก้มหน้าลงต่ำพลางใช้มือดันเลนส์แว่นให้กระชับเข้ากับใบหน้า

 

                งานที่มอบหมายไปถึงไหนแล้ว....วิล ฝ่าบาทตรัสถามด้วยน้ำเสียงแห่งทรงอำนาจทำให้ชายสมองไวถึงกับเผลถวายรายงานด้วยน้ำเสียงกุกกักๆเพราะนึกคำราชาศัพท์ไม่ออกกระทันหัน


                เอ่อ  ที่จริง...เอ่อ ก็ ก็ เสร็จแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อยเท่าไหร่นะข้าว่า.....อืมว่ายังไงดีล่ะ คงต้องปรับเรื่องรสชาติอีก.... ”  ขณะที่กำลังนึกใคร่ครวญจนลืมสิ้นซึ่งฐานันดรและคำเอ่ยที่เหมาะสม  สายตากร้าวของฟรานซิสทหารรักษาพระองค์ก็ถ่ายทอดออกมาผ่านสายตาจนแทบไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดให้มากความ

 

                เอ่อ ต้องปรับอีกสักเล็กน้อยพะยะค่ะฝ่าบาท....

 

                “ ดี.....คำตรัสสั้นๆ แต่กลับได้ใจความอย่างแจ่มแจ้งไม่นานเขาก็ทำได้แค่ยืนงุนงงอยู่หน้าห้องบรรทมพร้อมกับถวายคำนับด้วยสีหน้าที่ยังมึนๆอยู่เล็กน้อย  


                    คำชมเชยจากองค์เหนือหัวทันทีที่ทราบถึงข่าวดีและความสำเร็จที่เริ่มฉายแววให้เห็นเป็นรูปธรรมกลับมีแค่คำว่า  ดี  คำเดียวเองเนี้ยนะ?  วิลคิดก่อนจะหันหลังไปยังห้องของตนขณะที่ก็แค่นหัวเราะเล็กน้อยอย่างนึกประหลาดใจกับคำตอบที่สั้นแสนสั้น



แอ๊ดดดดดดดด.....ปัง

 

ทันทีที่อยู่ในห้องบรรทมกันตามลำพัง  ฟรานซิสก็ยืดแผ่นหลังตรงก่อนจะจรดฝ่ามือลงกลอนพร้อมล็อคทุกสิ่งอย่างให้มิดชิด   ฝีเท้าหนาเดินเข้ามาหยุดยืนอย่างทิ้งระยะ  ในขณะที่ร่างโปร่งกำลังปลดประดุมรอบข้อมือพร้อมกับเปิดประตูกระจกที่เป็นประตูไปสู่ระเบียงกว้างเพื่อรับลมและความเย็นเหยียบของน้ำค้างที่ลอยมาปะทะร่าง  เส้นผมที่ยาวปะบ่านั้นค่อยๆคลายตัวจากที่ถูกเซ็ตให้เป็นทรงเมื่อจู่ๆฝ่ามือหนาค่อยๆหยีศีรษะไปมาเมื่อได้ความไอเย็นตามที่ปรารถนา

 

ฝ่าบาทพวกหมานั้นจมูกไวนะพะยะค่ะ.....เสียงทุ้มเอ่ยอย่างนึกกังวลกับผลที่กำลังจะตามมาอย่างนึกเสียไม่ได้  หากอีกฝ่ายเกิดแข็งข้อแล้วนำข้ออ้างในการเสด็จประพาสขององค์เหนือหัวไปแอบอ้างจนเรื่องบานปลายไปจนถึงการยกเลิกพันธะสัญญาแห่งสันติภาพขึ้นมาล่ะก็....

 

“  หึๆ ถ้ามันรู้ว่ากำลังปากมากกับใคร....ไม่วายจะรีบหุบปากเสียเองกระมัง เสียงกลั๊วหัวเราะอย่างอารมณ์ดีขององค์เหนือหัวทำให้ชายหนุ่มลอบถอนหายใจ 

 

“ …..แต่หัวหน้าแกนนำเป็นถึงระดับนายพลนะพะยะค่ะ ฟรานซิสเอ่ยเสริม  ก่อนที่องค์เหนือหัวจะหันมายกยิ้มอย่างร้ายกาจ  รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และแววตาที่มองมายังเขานั้นแวววาวเป็นมันนั้นช่างน่าขนลุก  เสียหัวเราะในลำคอดังเป็นระรอกพร้อมกับคำเอ่ยที่แน่วแน่จนฟรานซิสยังเสียวสันหลังวาบ

 

งั้นข้าจะทำให้มัน  หุบ-ปาก เอง ชายหนุ่มทำได้แค่ประสานมือไว้ด้านหน้าก่อนจะค้อมศีรษะรับอย่างเข้าใจ  องค์เหนือหัวตรัสชัดขนาดนี้....เขาสิเป็นฝ่ายที่กำลังน้ำท่วมปาก   ไม่อาจทักท้วงใดๆต่อได้อีก

 


ลมหนาวพัดผ่านร่างกายแกร่งที่เยื้องย่างเข้ามายังเขตป่ารกทึบที่มืดทมิฬจนเกือบจะมิอาจแยกแยะและก้าวเดิน  หากแต่ความมืดมิดนี้กลับไม่เป็นผลอะไรต่อกับพวกเขาที่เป็นบุตรนิจนิรันดร์แห่งรัตติกาลเลยสักนิดเดียว  ฝ่ามือพยายามปัดป้องกายจากกิ่งไม้ที่ขีดขวางเส้นทางขณะที่สมองก็พยายามตรึกตรองหาข้อแก้ต่างหากอีกฝ่ายรีดเคร้นภายในค่ำคืนนี้เป็นแน่  ร่างของชายลูกผสมที่เดินนำดิ่วก็พลันหันมากวักมือเรียกให้ท่านจาริสเดินตามติดเขามาโดยไว  เสียงพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดดังขึ้นอีกเป็นระรอก  แต่กระนั้นก็ยอมก้าวเท้าให้ไวอย่างไม่อิดออด  เกือบชั่วยามที่ชายทั้งสองกว่าจะเดินมาจนถึงสุดขอบเขตแดนของตน  ท่ามกลางร่มเงาที่ซ่อนเร้นกายแกร่งของชายทั้งคู่จนเห็นเพียงดวงตาสีโดดเล็ดลอดออกมาเมื่อพวกเขามาถึงที่หมาย

 

นั่นประไรมาในร่างของสัตว์หน้าขนเสียจริงด้วย  เหม็นชะมัด!!  พระราชมนูนึกก่นด่าก่อนจะเอามือข้างหนึ่งมาอังที่เรียวจมูกเมื่อได้กลิ่นสาปเหม็น

 

กรรซ์......กรรซ์  เสียงคำรามในลำคอดังระงมเป็นศัพท์ที่เขาเองยังต้องขมวดคิ้ว  นัยน์ตาสีดำดุจไข่มุกหันไปทอดมองหน้าของแอชตันที่กำลังหวาดวิตกหลังจากได้ยินซึ่งคำถามที่ยิ่งกว่าขวานผ่าซาก

 

ท่านนายพลเมอร์แกนถามว่า....ทำไม ๆ จู่ถึงมีขุมพลังงานปีศาจระดับสูงโผล่ขึ้นมาถึงสองตนในคฤหาสน์เราได้ขอรับสิ้นคำแปลภาษาจากล่ามจำเป็นจาริสก็ถึงกับกลืนน้ำลายแทบไม่ลง

 

แขกของข้าเอง....สิ้นคำตอบจากพระราชมนูผู้เลืองลือก็ทำเอาเหล่าแวร์วูฟที่ขันอาสาเป็นตัวแทนมาเจรจาถึงกับแยกคมเขี้ยวพร้อมกางกรงเล็บหนาจนจิกไปยังพื้นที่ดินที่เหยียบย่ำอยู่!

 

กรรซ์......กรรซ์!!!!

 

ท่านนายพลเมอร์แกนบอกว่า  แวมไพร์คิดจะผิดคำสัตย์งั้นรึขอรับแอชตันแปลภาษาอย่างหวั่นใจ แต่พอหันไปเห็นสีหน้านิ่งงันของท่านจาริสที่ยังไม่สะทกสะท้านต่อความเดือดดาดของอีกฝ่ายก็ทำให้ชายลูกผสมนึกนับถือคนตรงหน้าด้วยใจจริง

 

แขกของข้ามาอย่างถูกกฎหมาย  มิหนำซ้ำยังมีกำหนดกลับแน่นอนไม่ถึงครึ่งศตวรรษ  เพียงแค่ชาวเรายากต่อการจะหาที่ค้างแรมอื่นใดด้วยเหตุที่เจ้าก็รู้ดีอยู่เต็มอก   ข้าจึงจำต้องให้พักอยู่ที่นี่ให้อยู่ใกล้หูใกล้ตามากที่สุดเช่นกัน 

 

กรรซ์......กรรซ์!!!!

 

“ ท่านนายพลเมอร์แกนบอกว่า  แขกอันใด!!!  ทำไมจึงไม่แจ้งความให้ทางเราได้ประจักษ์!! ขอรับ  ”

 

ต้องขออภัยท่านนายพลที่ข้ามิอาจเปิดเผยข้อมูลตรงนี้ได้....

 

กรั่กกกกกก   กรรซ์….

 

สิ้นคำเอ่ยเหล่าแวร์วูฟที่อยู่ตรงหน้าก็กางขาอยู่ในท่าตั้งรับพร้อมปะทะศึกทันทีเขี้ยวยาวพร้อมเสียงเห่าหอนคำรามก้องบอกให้พรรคพวกอีกสองตนที่ไม่รู้เร้นกายอยู่ที่ใดได้รับทราบ  แอชตันถึงกับเตรียมตั้งท่าพร้อมรับก่อนที่จะหันหลังมาประชิดร่างสุดแกร่งของชายมาดขรึมที่หยิบอาวุธขึ้นมาพร้อมห่ำหั่นเหมือนๆกัน

 

ท่านจาริส.......พวกเขาไม่คิดจะเจรจาต่อรองใดๆแล้วขอรับ

 

ดูจากท่าทีข้าก็รู้หน่า.....เสียงทุ้มต่ำของชายผมดำขานกลับอย่างหงุดหงิดกับสถานการณ์ตรงหน้า  ดูเหมือนว่าสัญญาแห่งสันติภาพคงจะได้ขาดสะบั้นกันในอีกไม่กี่อึดใจนี้  กรงเล็บที่กรีดกรายอยู่บนผืนธรณีนั้นมันขลับพร้อมคมเขี้ยวที่ขู่ดังเป็นระรอก  แวร์วูฟสี่กับแวมไพร์เพียงสอง  เก่งกาจขนาดไหนก็คงไม่ขนามืออีกฝ่ายเป็นแน่แท้!

 

พรึ่บบบบบบบบบบ  กรรรรรรซ์!!!!!!

 

                เสียงคำรามดังขึ้นพร้อมกับกระโจนเข้าหมายมั่นจะกัดแวมไพร์กับลูกผสมตรงหน้าให้แหลกคาคมเขี้ยว  จาริสกระโดดหลบไปด้านหลังพลางใช้ความสูงของต้นไม้ใหญ่ให้เป็นต่อในการต่อสู้นี้ทันที  ร่างสันทัดของอีกฝ่ายหลบหลีกได้ว่องไวเสียจนเหล่าแวร์วูฟที่ขนาบจู่โจมยังหัวเสีย  ขณะที่แอชตันเองก็จำแลงร่างคืนเป็นแวร์วูฟเช่นกัน  เสียงตะลุมบอนของเหล่าสองหมาป่าที่กำลังฟัดกันอย่างบ้าคลั่งดังระงมไปจนทั่ว  จาริสปาดเหงื่อที่ไหลโชกกับสถานการณ์ตึงเครียดที่กำลังเผชิญแอชตันดึงกำลังศัตรูไว้ได้แค่หนึ่งเองรึเนี้ย....ตอนนี้เขาถูกล้อมด้วยแวร์วูฟเต็มวัยแถมยังชำนาญการรบถึงสามต่อหนึ่ง!? 


                    ยังไม่ทันได้ทันหายใจหายคอให้ทั่วท้องเจ้าแวร์วูฟหนึ่งในสามก็กระโจนกายกำยำเข้ามาหาพร้อมกับอุ้งเท้าหนาที่หมายจะตะปบให้ล้มทั้งยืน  ดีแค่ไหนที่งัดดาบคู่ใจขึ้นมาง้างคมเขี้ยวเจ้าหมาป่านี้ได้ทัน  แต่ระหว่างที่กำลังต่อสู้แบบคอรัดฟัดเหวี่ยงอยู่ก็ยังเหลือแวร์วูฟร่างเต็มวัยอีกถึงสองตัว...

 

                บ้าเอ๊ย.......!!!!  ชายผู้เป็นมือขวาอย่างเขาจะมาสิ้นชื่อ

                    เพราะเจ้าแวร์วูฟพวกนี้รุมทึ้งยังงั้นรึ!!!!   


                ขณะที่อารมณ์ที่เคยสงบนิ่งกำลังถูกสถานการณ์บีบคั้นจนสายน้ำเริ่มเดือดปะทุ  ดวงตาสีดุจดั่งไข่มุกดำแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานแห่งโลหิตเรียบร้อย!!!  สายเลือดแห่งแวมไพร์วรรณสูงไหลเดือดพล่านจนร่างกายที่เย็นเหยียบให้ร้อนดั่งเปลวไฟ!!!

 

                “ ย๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก!!!! // เอ๋งงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!! ” เสียงฮึดสู้ดังขึ้นพร้อมกับร่างของแวร์วูฟที่ลอยเคว้งพร้อมกับบาดแผลที่เรียวปากกว้างที่ถูกคมดาบที่เพิ่งงัดข้อด้วย

 

                นัยน์ตาสีนิลทอดมองอย่างเครียดแค้นเมื่อเห็นสหายของตนได้รับบาดเจ็บแทนที่จะได้ลำคอของเจ้าแวมไพร์ตัวกระจ้อย  จาริสหยัดกายขึ้นยืนก่อนจะตวัดคราบเลือดให้ออกไปจากคมดาบ  นัยน์ตาสีแดงฉานสุกสกาวท่ามกลางความมืดมิด  ไอปีศาจที่ไม่ได้ถูกปลุกให้ตื่นนานนับพันเริ่มปะทุอีกครา  นายพลเมอร์แกนถึงกับขบกรามแน่นพร้อมคำรามในลำคอลั่น  ลืมไปเสียสนิทเลยว่าชายตรงหน้าก็เป็นหนึ่งในห้าราชนิกุลใหญ่แห่งขั้วอำนาจแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ไร้ซึ่งมลทินใดมาเจือปน  เสียงครางหงิ๋งดังระงมจนพระราชมนูจำต้องละสายตาไปมอง  แอชตันได้รับบาดเจ็บที่ขาหน้าพอดิบพอดี

 


....เพลานี้จะปลีกกายเข้าไปช่วยก็เห็นจะยากเสียด้วยซิ....



                ร่างสูงใหญ่ของนายพลเมอร์แกนกวาดสายตามองแวมไพร์ตัวจ้อยที่ยังไม่จำแลงคืนร่างเดิมด้วยสายตาที่ครุ่นคิด  แต่แล้วก็หันมาหยุดยืนประจันหน้าพร้อมสั่งให้แวร์วูฟอีกตนหลบไปให้พ้นทาง  ศึกนี้จะเป็นการดวลแบบหนึ่งต่อหนึ่งอย่างลูกผู้ชาย!!!  ขณะที่ทั้งสองกำลังเร่งฝีเท้าเตรียมง้างคมเขี้ยวและฝีมือเข้าฆ่าแกงกันในยกเดียวนั้น....!

 



พรึ่บบบบบบบบบบบบบบ....!?

 


                “…พอได้แล้ว  เสียงก้องกังวานแสนทรงอำนาจเอ่ยขึ้นพร้อมกับหยัดกายแกร่งขึ้นด้วยความสง่า

 

                “ ………!!!!!//……….!!!!? ” ร่างสูงโปร่งที่จู่ๆก็ไม่รู้โผล่มาจากทิศทางใดก็พรวดพราดเข้ามาขวางกั้นชายทั้งสองเผ่าพันธุ์ที่บัดนี้ไม่ว่าจะเอ่ยอย่างไรก็ไม่อาจห้ามปามชายทั้งสองได้อีกแล้วทันทีที่ดวงตาสีนิลเบิกกว้างอย่างนึกฉงนใจ...เมื่อครู่เขาได้เห็นเคล้าหน้าเพียงเสี้ยวทันทีที่ดวงจันทราฉายแสงสีเงินมากระทบ 

 

จะมีชายอื่นใดอีกเหล่าที่มีดวงเนตรสีนี้!!  


สีบลอนต์เทาอมฟ้าที่ประกายความเย็นชาที่สุดในแดนดินนี้!!

 

 รึว่าแขกที่เจ้านี้ว่าก็คือ............!!!!

 


                คล้ายกับห้วงมิติแห่งเวลาถูกชะลอทำให้ทุกอย่างช้าลง....ใบหน้าหน้าขนของนายพลเมอร์แกนกำลังแยกคมเคี้ยว  สหายชายคนสนิทเองก็กำลังเหวี่ยงคมดาบจนสุดแรงเข้าปะทะเช่นกัน  ชายร่างโปร่งที่มาห้ามปรามแทรกกลางระหว่างอยู่ตอนนี้มีแต่จะถูกลูกหลงไปเสียเต็มๆ  แต่ทว่าด้วยพลังกำลังและความฉับไวที่มีมาแต่เกิด  เพียงออกแรงเบี่ยงวิถีแห่งดาบด้ามคมกับเบนใบหน้าของแวร์วูฟในเวลาไม่กี่เสี้ยววิ   ร่างของทั้งสองก็กระเด็นกระดอนเพราะเสียจังหวะการทรงตัวอย่างกระทันหัน!!

 

โครมมมมมมมมมมมมม โครมมมมมมมมมมมมม  ตุ๊บบบบบบบบบบบบบบ!!!

 


                เสียงเซถลาจนต้นไม้หักโค่นพร้อมกับรอยดินที่แหวกออกเป็นสองข้างทางเมื่อถูกชายหน้าใหม่ที่เข้ามายั้งฝีมือนั้นห้ามปรามได้สำเร็จ  กลิ่นคาวคลุ้งที่ลอยคลุ้งมาทำให้ร่างโปร่งรับรู้ถึงการเจรจาที่น่าจะล้มเหลวจึงรีบบึ่งมาถึงที่หมายก่อนที่ฟรานซิสจะติดตามมาทัน  นัยน์ตาแกร่งเปลือกปิดตาลงครู่หนึ่งก่อนจะหยุดยืนมองชายทั้งสองที่เป็นหัวหน้าและตแทนจากสองเผ่าพันธุ์ด้วยสีหน้านิ่งเสียจน  แม้แต่จาริสเองก็ยังเดาอารมณ์ของพระองค์ไม่ออก   ไม่นานฟรานซิสก็ร่อนลงมาหยุดยืนพร้อมคืนร่างสองเท้าก่อนจะรีบสาวมือไปพยุงเพื่อนชายให้ลุกขึ้นอีกแรง

 

 

ตึก   ตึก  ตึก....

 

                เสียงฝีเท้าหนักๆทำให้แวร์วูฟอีกสองตนรีบหันกลับมาอารักษ์ขาท่านนายพลตามสัญชาตญาณ  เสียงขู่คำรามดังก้องจนขนฟู่นั้นพองตัวนัยน์ตาคมทอดมองพร้อมกับเบิกพระเนตรมองลงต่ำ  นัยน์ตาแข็งกร้าวที่กำลังฉายแววแห่งแรงโทสะอยู่ภายใน 


 

ถอยไป.... เพียงเอ่ยแค่สองคำก็ยิ่งทำให้แขกผู้มาใหม่ยิ่งเพิ่มความน่าขนลุกขึ้นเป็นทวีคูณ  



 ความน่ากลัวที่กำลังแผ่ซ่านไปจนทั่วบริเวณทำให้พลทหารหน้าใหม่ที่ไม่รู้จักมักคุ้นชายตรงหน้า....ถึงกับเผลอครางหงิ๋งออกมาด้วยความตื่นกลัว ทหารหน้าใหม่พวกนี้ไม่มีประสบการณ์การต่อสู้และไม่เคยเจอปีศาจหน้าไหนที่มีแรงดันปีศาจมากมายมหาศาลและน่าเกรงขามเช่นชายผู้นี้มาก่อน  เจ้าแวร์วูฟที่เจ็บที่บาดรีบใช้ใบหน้าประคองร่างของนายพลขึ้นมาอย่างรู้ซึ่งหน้าที่ 

 


อย่าให้การตัดสินโดยพลการของพวกเจ้าทำให้สนธิสัญญาต้องขาดสะบั้น....นึกถึงปถุชนที่เสียสละชีพบ้าง จอมราชันย์เอ่ยพร้อมกับทอดสายตาดุไปยังหัวหน้าของแวร์วูฟโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะขบกรามแน่นพร้อมกับคำรามเสียงทุ้มต่ำในลำคอด้วยทีท่าฮึดอัดเพียงไร

 


กรรซ์  กรรซ์....กรรซ์

 


ท่านนายพล...กล่าวว่า....อั่ก.....ทำไมพระองค์ถึงอยู่ที่นี่... พะยะค่ะ แอชตันที่กำลังกุมท่อนแขนที่ฉาบไปด้วยเลือดเอ่ยด้วยทีท่าเหนื่อยอ่อน  สงสัยจะไม่ได้ออกศึกนานสนิมคงขึ้นทั่วร่างเสียแล้วกระมัง

 


ข้าจะมาตรวจทานคนของข้าบ้างก็ไม่เห็นเสียหาย....ข้าจำต้องรายงานให้เจ้าทราบด้วยรึ? เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างมีชั้นเชิงก่อนจะยอมผละกายแกร่งออกห่างหมายจะพาคนในปกครองคืนสู่ที่พำนัก  แต่ทว่าเสียงร้องก้องของอีกฝ่ายก็ดังขึ้นมาเสียจนฝีเท้าหนายอมหยุดชะงักให้ล่ามคนสำคัญได้แปลความหมาย

 

กรรซ์....กรรซ์ บรูวววววววว์!!!

 

ท่านนายพลกล่าวว่า....เช่นนั้นครั้งนี้จะถือว่าที่เป็นหนี้ชีวิตพระองค์เมื่อครั้งก่อน....หายกันพะยะค่ะ ว่าแล้วใบหน้าคมก็ปรายหางตาไปมองเจ้าแวร์วูฟตัวดีก่อนจะลอบแย้มพระสรวลเล็กน้อย  


แสดงว่าเจ้านั้นเป็นหนึ่งในแวร์วูฟวรรณะต่ำที่ข้าเคยช่วยเอาไว้ในศึกมหาสงครามซินะ...


ช่างบังเอิญเสียจนน่าขนลุก  ร่างแกร่งครุ่นคิดเสร็จก็ย่างก้าวต่อไปโดยไม่ทักท้วงสิ่งใดอีก 

 

               

 

 


     

 


    

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น