ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 66 : ตอน ตอน หลบหน้าข้าทำไม(4) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 87
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    14 พ.ย. 63

 

 

          “ นี่เจ้าจงใจหลบหน้าข้าอยู่อย่างนั้นหรือ ” ชายวรรณะสูงกว่าเปรยขึ้นพลางมองด้วยแววตาจับผิด  ร่างบางพลันคลี่ยิ้มอ่อนก่อนจะห้วนนึก  ปรกติเจ้าชายเป็นคนขวานผ่าซากแบบนี้ตลอดเลยหรือ?  หรือว่าจงใจจะโยนหินถามทางเรากันแน่

 

            “ ไม่มีเหตุผลใดที่หม่อมฉันจำต้องทำเช่นนั้นเลยเพคะ ” โฉมตูเอ่ยพลางยกแก้วทรงสูงขึ้นมาดื่มเล็กน้อยเพื่อดับกระหาย  เมื่อเห็นนางยังมีทีท่าสบายแถมยังยิงคำถามสารทุกข์สุขดิบเขาราวกับเหตุการณ์ที่ร่วมโต๊ะอาหารนั้นไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นก็ยิ่งทำให้ร่างสูงผมบลอนต์ประกายชักจะกระตุกต่อมนักล่าของอีกฝ่ายให้ตื่นขึ้น

 

“ เจ้ายังติดหนี้ข้าอยู่ ” ประโยคสุดท้ายที่ชายเจ้าสำราญเอ่ยทิ้งท้ายด้วยสีหน้ายียวนนั้นทำให้ร่างอรชรชะงักฝ่ามือก่อนจะพยักหน้ารับแล้วยิ้มรับ

 

อ๋อ แท้จริงแล้วก็มาทวงสัญญาที่ตกลงกันไว้เมื่อคราวก่อนนี่เอง...

 

            “ อยากให้หม่อมฉันตอบแทนพระองค์เมื่อใดดีเพคะ ” หญิงสาวเอ่ยกลับ  แต่ไม่รู้ทำไมอีกฝ่ายถึงได้จู่ ๆ ก็ขำขันออกมาด้วยน้ำเสียงผะแผ่วชวนให้เธอผงะ 

 

อะไรของเขา...จู่ ๆ ก็ขำพรวดออกมาได้หน้าต่างเฉย?  

ร่างบางนึกก่อนจะทำทีเป็นหัวเราะเสียงแห้งกลบเกลื่อนไปตามน้ำ  ชั่ววูบนึงที่เจ้าชายกำลังขบขันจู่ ๆ ใบหน้าคมคายนั่นก็พรวดพราดเข้ามาใกล้ในระยะประชิดจนเธอแทบจะตั้งตัวไม่ทัน  ถึงจะไม่ได้ใกล้ถึงขนาดลมหายใจรดอังอยู่ที่ปลายจมูก  แต่มันก็ใกล้มากพอที่จะทำให้เธอเห็นลายสะท้อนบนดวงเนตรคมกริบ 

 

“ กำหนดดื้อ ๆ แบบนั้นมันก็จืดชืดน่ะซิ ” 

 

“ จืดชืดหรือเพคะ ? ”

 

“เอาอย่างนี้ไหมหละคุณหนู....หากเจ้าทายถูกว่าพี่ชายของเจ้าจะหยิบเครื่องดื่มแก้วไหนบนถาดที่บริกรกำลังนวยนาดเข้าไปเสิร์ฟถูก  ข้าจะให้เจ้าเป็นคนเลือกวันเวลา  สถานที่และรูปแบบของภาพวาดเอง ”  อีกฝ่ายเอ่ยแกมกระซิบก่อนจะแสยะยิ้มจนเห็นฟันเขี้ยวคู่สวยแล้วค่อย ๆ ผละใบหน้าออกไปพลางผงกหน้าเล็กน้อยเชิงให้หันไปดูบริกรหนุ่มมาดแมนที่กำลังถือถาดในมือที่เหลือเพียงแค่แก้วทรงสูงอีกสองใบ

 

แต่ถ้าเจ้าทายผิดล่ะก็...เจ้าจะต้องวาดภาพนู๊ดของข้าที่ใจกลางสวน ” คล้ายกลับมีบางสิ่งฉุดดึงลมหายใจของร่างบางให้หายไปชั่วขณะ

 

“ อะไรนะเพคะ!!!! ”ร่างบางเผลอเลอลืมตัวร้องจนเสียงหลง  เป็นผลพลอยให้แขกเหรื่อหันขวับกลับมามองเธอเป็นตาเดียวทั่วทั้งงาน  เอวบางรีบค้อมลำตัวลงเชิงขออภัยเป็นอย่างสูงที่เสียงดังจนเสียมารยาทเกินกว่าที่ควร และแน่นอนหันขวับกลับมาอีกทีเจ้าชายแดเนียลที่ควรจะหยุดยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลก็หลุบไปนั่งไขว่ห้างอยู่ที่มุมเสาต้นหนึ่งก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกเธอให้เป็นฝ่ายทอดน่องไปเสวนากับเขาที่มุมนู้นแทนคำสั่งการ

 

ผู้ชายคนนี้ช่างเอาแต่ใจนัก!

            “ หากเป็นภาพนั่นหม่อมฉันขอลานะเพคะ ไม่ร่วมพนันอะไรกับพระองค์ทั้งหมดทั้งสิ้น ”

            

 

            “ เจ้ามิมีสิทธิ์ต่อรองกับข้าสาวน้อย  ข้าคือเจ้าหนี้...ส่วนเจ้าคือลูกหนี้  หากเจ้าผิดวาทะสัญญา  ข้าให้สัตย์สาบานเลยว่าข้าจะทำให้พี่ชายเจ้าตกที่นั่งลำบาก ” 

 

            “ ใยต้องถึงท่านพี่จาริสเข้ามาเอี่ยวด้วยเพคะ?  หม่อมฉันคือคนที่ติดหนี้พระองค์เท่านั้น  หากประสงค์จะให้ชดใช้ก็ควรให้หม่อมฉันเป็นคนถูกลงโทษ  มิใช่คนอื่น”  เมื่อเห็นสีหน้าบูดบึ้งของนวลนางเจ้าชายก็พลันรู้สึกปิติ ไม่รู้ทำไมแต่เขารู้สึกอยากแหย่ให้นางอารมณ์เสียเล่นชะมัด  หน้าตาน่าจิ้มลิ้มแถมยังดูฟึดฟัดราวกับช้างที่เตรียมฟาดงวงฟาดงาใส่เขาได้ทุกเมื่ออย่างไงอย่างงั้นแหละ เห็นทีจะมีแค่นางเสียกระมังที่กล้าดึงสีหน้าสีตาโกรธเขา  ไม่ชอบใจเขาได้ออกนอกหน้าถึงเพียงนี้...

 

          “ ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าจะคิดอย่างไร  หรือจาริสจะคิดอย่างไร?  เอาอย่างไรจะใช้หรือว่าไม่ใช้เหล่าหนี้ของเจ้าหน่ะ ”

 

(กำหมับแน่น)

            “ อึก...” เป็นเพราะว่าคำพูดและแววตาที่วูบนึงของชายตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังจนเธอเองยังต้องยำเกรง  จะทำให้ท่านพี่ตกที่นั่งลำบากอย่างงั้นเหรอ?  อีกฝ่ายดำรงศักดิ์เป็นถึงพระอนุชา  คั้นจะบีบท่านพี่จาริสให้จนหนทางยังมีได้หลากหลายวิธีจริง ๆ สินะ...แล้วทำไมเขาจะต้องมาวางอำนาจสั่งนู้นบัญชานี้กับเธอด้วย!!!  

 

“ ข้าขอพนันว่าจาริสจะเลือกหยิบแก้วที่อยู่ขวามือสุด ” ร่างแกร่งแอบชำเลืองไปมองยังแท่นบังลังค์ก่อนจะชั่งใจอยู่พักนึงแล้วเอนกายแกร่งลงอิงเก้าอี้พำนักของตน  เมื่อนางไม่ได้ริปฏิเสธข้อเสนอดี ๆ ที่เขาหยิบหยื่นให้  เช่นนั้นก็ดีแล้วล่ะนะ ร่างสูงนึกก่อนจะกรีดเรียวนิ้วชี้ไปที่แก้วทรงสูงที่ตนหมายใจไว้แล้วเอ่ยขึ้น  นัยน์ตาหวานกวาดสายตาไล่มองแก้วใบดังกล่าวนั้นมีของเหลวสีเงินจุอยู่ด้านในเป็นมันวาว....สาวน้อยผู้อ่อนต่อโลกนั้นไม่รู้เลยว่าสิ่งที่อยู่ในแก้วนั้นคืออะไร แต่เธอก็เหลือเพียงแค่ตัวเลือกสุดท้ายนั่นก็คือแก้วที่อยู่ซ้ายสุดขอท่านพี่  ที่จุของเหลวสีฟ้าอยู่ในปริมาณใกล้เคียงกัน

 

ในขณะที่ร่างสูงโปร่งนั้นคลี่ยิ้มเมื่อเหยื่อท่างไว้กำลังมุ่งหน้าตรงไปยังเป้าหมาย จาริสชะงักอากัปกิริยาจากการเสวนากับแขกผู้อาวุโสที่ไม่ได้เจอะเจอกันมานานไปครู่นึง บริหารหนุ่มผายของเหลวที่นำมาด้วยทีท่าสุภาพนอบน้อม  ชายนัยน์ตาสีไข่มุกดำมองแก้วสองใบด้วยสีหน้านิ่งเรียบก่อนที่จะค่อย ๆ เอื้อมมือไปคว้าแก้วทรงสูงหนึ่งในสองใบอย่างเชื่องช้า และแน่นอนร่างบางถึงกับเผลอยืดลำตัวขึ้นอย่างลืมตัวด้วยความลุ้นจนตัวโก่งภาวนาขอให้ท่านพี่หยิบแก้วที่อยู่ทางด้านซ้าย!!!

 

หมับ!!!

หยิบแล้ว!! จาริสเจ้านั่นหยิบแล้ว...!!

          “ !!!!! // !!!!! ”  ทั้งคู่ได้แต่เบิกตาโพลนเมื่อรับรู้ถึงจังหวะสุดท้ายที่เป้าหมายของคนทั้งคู่เลือกหยิบฉกฉวย  เพียงเสี้ยวจังหวะนึงดุจคลับคล้ายชายผมสีดำขลับจะเอื้อมจับแก้วทรงสูงที่จุไปด้วยของเหลวสีเงิน  แต่กลับผิดคาด!! จาริส  คาร์เตอร์ไม่ได้เลือกแก้วใบดังกล่าวแต่กลับคว้าแก้วที่จุด้วยของเหลวสีฟ้าขึ้นมาแล้วซดดื่ม!!!  ร่างอรชรฉีกยิ้มอย่างโล่งใจจนออกนอกหน้าในขณะที่ร่างโปร่งกลับแค่นหัวเราะให้กับตนเอง 

 

สู้อุตส่าห์ให้ลูคัสสืบมาจนแน่ใจแล้วว่า  จาริสโปรดเลือดบริสุทธิ์ของจิ้งจอกเงิน

 

แต่ไม่นึกไม่ฝันว่าเจ้าหมอนั่นจะเลือดแก้วที่ทำมาจากเลือดของอสูรทะเล

 

นี่ข้าแพ้พนันให้กับแม่สาวน้อยตรงหน้าง่าย ๆ เยี่ยงนี้เลยงั้นหรือ?

 

“ หม่อมฉันชนะเช่นนั้นขอวาดรูปสีน้ำ โดยพระองค์แต่งองค์มาธรรมดาห้ามมาเป็นแบบนู๊ดนะเพคะ ” โฉมตูเอ่ยพลางแย้มกว้างอย่างลืมตัว นึกดีใจจนแทบจะกระโดดโลดโผนทันทีที่มือของท่านพี่หยิบแก้วใบที่อยู่ซ้ายสุดจนทำให้เธอชนะเจ้าชายมาได้อย่างฟลุ๊ค ๆ !!  ขอบพระคุณคุณพระคุณเจ้าที่ช่วยลูก!!!

 

            ร่างสูงใช้มือข้างถนัดเสยเส้นผมสีบลอนต์ทองของตนเองขึ้นด้วยเพื่อซุกซ่อนแววตาที่กำลังฉายแสงอ่อนที่สะท้อนถึงความเสียดายที่แผนการณ์ทำให้นางตรงหน้าหวั่นไหวนั้นผิดไปจากที่คาดการณ์เอาไว้หลายขุม 

 

น่าเสียดายจริง...นึกว่าจะได้แกล้งให้นางเขว้หันมาสนใจข้าให้มากกว่านี้เสียหน่อย

 

“ หย่อมได้  ก็เจ้าเป็นผู้ชนะนี่ ”

 

“ ขอเป็นช่วงเช้าด้วยเพคะ  แต่สถานที่หม่อมฉันขอเป็นพื้นที่เปิดโล่งนะเพคะจะได้วาดโดยที่อากาศถ่ายเทเสียหน่อย ”

“ ฮึ  มิใช่เจ้าเลือกที่จะเลี่ยงการอยู่กับข้าแบบสองต่อสองงั้นดอกหรือ ” ชายหนุ่มเอ่ยรวนก่อนจะหัวเราะอยู่ในลำคอ  เสียงทุ้มต่ำนั้นดังผะแผ่วจนร่างบางที่ยืนอยู่ในระยะยังแทบฟังจับใจความไม่ได้  ว่าบัดนี้องค์ชายกำลังตรัสถึงเรื่องใดอยู่กันแน่

 

“ เพคะ ? ” เสียงหวานขานตอบด้วยน้ำเสียงที่ตวัดจนเสียงหลง  ทำให้เขาได้แต่แสยะยิ้มรับก่อนจะปรายตาออกไปไกลด้วยดวงหทัยที่หงุดหงิดยิ่งนัก  และแล้วดวงเนตรของเขาก็สบเจ้ากับดวงตาสีดำทมิฬคู่นึงที่กำลังกระดกของเหลวในแก้วแล้วประสานสายตามองมายังนัยน์ตาของเขาด้วยแววตาที่ต่างฝ่ายต่างอ่านเกมส์ของกันและกันออก

 

          เสี้ยววินาทีนั้นเองที่ทำให้ร่างสูงพลันกระจ่างแจ้งในหทัย  ที่แท้ที่ลูคัสสืบมานั้นเป็นของจริง แต่จาริสเลี่ยงที่จะดื่มคงรู้และเห็นเขาปี่เข้ามาหาสาวผู้น้องแล้วเสวนากับนางอยู่ก่อนแล้วซินะ....เป็นพี่ชายที่หวงน้องสาวดุจไข่ในหินอะไรถึงเพียงนี้!!  ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วนางกับเจ้าไม่ได้เกี่ยวดองกันเลยแม้แต่ปลายเส้นผม!!!

 

เจ้าจาริส...ร้ายนักนะ

“ ช่างโง่เขลานัก...” ดวงเนตรสีเอกลักษณ์สบสายตามองเชิงเหยียดยิ้มตอบ  ประหนึ่งแทนคำพูดว่าลูกไม้ตื้น ๆ แค่นี้ของอีกฝ่ายคงกันท่าเขาให้ออกห่างไปจากนวลนางได้อีกมินานดอก  ดารินงงงวยให้กับคำสบถของแวมไพร์วรรณะสูงที่อยู่ตรงหน้าก่อนที่ตนจะยังไม่ทันได้ปริปากอะไรออกไปอีกฝ่ายก็หันขวับกลับมาแล้วเอ่ยตัดหน้านางเสียก่อน

 

“ ปัจฉิมยามเจอกันที่อุทยานแห่งเทอร์คอยส์ก็แล้วกัน....” ว่าเสร็จเจ้าตัวก็ปลดหนึ่งในธำมรงค์ที่ทรงสวมอยู่บนนิ้วมือออกก่อนจะมอบให้หญิงสาว  และแน่นอนว่านางปัดปฏิเสธ

 

“ ทรงประทานพระธำมรงค์แก่หม่อมฉันด้วยเหตุประการใดเพคะ...หม่อมฉันรับไว้มิได้ ” ร่างบางเอ่ยพลางก้มหน้าลงก่อนจะส่ายหัวน้อย ๆ แล้วถอยไปด้านหลังหมายไม่รับสินน้ำใจที่อีกฝ่ายมอบให้

 

“ ข้ามิได้ให้เจ้าเสียหน่อย นี้เป็นแค่ใบเบิกทางให้เจ้าเข้าออกที่นั่นได้ตามใจชอบ ” เมื่อได้ยินดังนั้นดารินก็เงยหน้าขึ้นมองก่อนจะปรายมองพินิจดูธำมรงค์วงนั้นที่ถูกยื่นมาหยุดไว้ที่ตรงหน้าเธอให้ชัด ๆ  แหวนเรียวมนจนได้รูปมีอัญมณีสีน้ำเงินที่ถูกเจียระไนอยู่ที่แหวนวงงาม  น่าแปลกที่บัดนี้ในโถงรับรองนั้นแทบจะไม่มีดวงไฟให้มันจรัสแสง  แต่มันกลับแวววาวสำแดงถึงแสงสีน้ำเงินเข้มให้เธอได้ยล

 

“ เช่นนั้นขอบพระทัยเพคะเจ้าชาย ”

 

“ ถ้าเจ้าปล่อยให้ข้ารอ  ข้าจะปาวประกาศว่าเจ้าคือคนที่ขโมยของของข้าไป ” ร่างบางรับมายังไม่ทันหายร้อน อีกฝ่ายก็โยนระเบิดเวลาตูมใหญ่ใส่หน้าเสียอย่างนั้น!!  ผู้ชายคนนี้เอาแต่ใจจนสุดจะทน!!!  ร่างบางได้แต่สะกดความโกรธเอาไว้ก่อนจะกำธำมรงค์วงนั้นจนแน่นแล้วกัดฟันยิ้มสู้

 

แค่ครั้งนี้เท่านั้นแหละยะ!!!!

“ เพคะแน่นอนเพคะ ” เสียงหวานขานรับคำก่อนจะค้อมตัวถวายส่ง  ทำให้ชายผู้สูงศักดิ์ได้แต่ลอบยิ้มก่อนจะผละตัวออกไป  ร่างสูงเสด็จลาจากแล้วปลีกพระวรกายไปหาแพทริเซียเพื่อเสวนาเป็นการกลบเกลื่อน  มิเช่นนั้นคุณหนูคาร์เตอร์คงจะถูกสายตานับร้อย ณ ที่นี่หมายหัวเอาได้ง่าย ๆ 

 

ทิ้งไว้เพียงของใช้ประจำกายที่มักสวมใส่อยู่ไม่ขาดไว้ให้นางเก็บรักษาไว้ต่างหน้า  ดวงหทัยแกร่งรู้สึกเบิกบานอย่างบอกมิถูกจนอดจะแย้มสรวลเอาไว้  ขณะที่พระองค์แลกเปลี่ยนหัวข้อต่าง ๆ กับคุณหนูแห่งสกุลรัชเชรดนั้น  ก็มักจะเผลอเอานิ้วขลึงไปที่นิ้วชี้ที่ที่ธำมรงค์สีไพรินเคยประทับอยู่ด้วยความลืมตัว 

 

“ เอ่อ...ของสำคัญหายหรือเพคะเจ้าชาย ” ร่างสมส่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มก่อนจะรักษากิริยาของตนเองเอาไว้อย่างสุดกำลัง  หมายให้ตนเองดูสง่า พูดจาหวานหู  และสวยสะดุดตาชายตรงหน้าให้ได้จดจำนางอยู่ในดวงหทัยของพระองค์บ้างก็ยังดี  แต่นางก็จำต้องชะงักไปชั่วขณะ  ก่อนจะสังเกตเห็นบางสิ่งที่ชายตรงหน้าผิดปรกติไปจากเดิมได้

 

“ หืม....ไม่หนิ ” ร่างสูงปัดก่อนจะยิ้มเหยาะออกมาอย่างคนอารมณ์ดี  ทำให้ดวงใจของคุณหนูคนโตของสกุลรัชเชรดพลอยรู้สึกขวยเขินก่อนจะเผลอหลุบสายตาลงต่ำไม่กว่าแหงนหน้ามองพระพักตร์ของอีกฝ่าย

 

“ เช่นนั้นหรอกหรือเพคะ ขอประทานอภัยด้วยเพคะหม่อมฉันมีตาหามีแววไม่ ”

 

“ ใยเจ้าคิดเช่นนั้นกันเล่าคุณหนูแพทริเซีย ” ร่างสูงเอ่ยพลางโน้มพระองค์เข้าไปหานวลนางเล็กน้อยหมายหาซึ่งเหตุและผล  ในใจพระองค์ครุ่นคิดหรือเราจะแสดอาการดีใจจนออกนอกหน้ามากจนเกินกว่าเหตุ?  ไม่ได้การเสียแล้วกระมัง

 

“ เห็นเจ้าชายลูบพระหัตถ์ข้างที่มีรอยธำมรงค์อยู่พักนึงแล้ว  เลยนึกเฉลียวใจว่าพระองค์อาจจะทำของสำคัญหายน่ะเพคะ ”

 

“ ฮ่ะฮะฮ่า ๆ เจ้าช่างเป็นหญิงช่างสังเกตเสียจริง...เจ้านี้ไม่ได้หายไปหรอก ” ร่างสูงหัวเราะรวนกลบเกลื่อนเชิญชวนให้คุณหนูแพทริเซียพลอยขบขันน้อย ๆ ตามไปด้วยราวกับไม่คิดจะติดใจในเรื่องเล็กน้อยนี้อีกต่อไป  และแน่นอนชายมากคารมณ์อย่างเขานั้นจับสังเกตได้  คุณหนูคนโตตนนี้มีใจให้แก่เขาแน่นอน  ถึงนางจะพยายามเก็บซ่อนเอาไว้แต่บุตรีมักมิอาจซุกซ่อนความรู้สึกผ่านดวงตาของตนเองไปได้เลย  ขณะที่นางพยายามไม่สบตามองและไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้ากันตรง ๆ เช่นนี้แล้วสังเกตเห็นรอยแหวนบนนิ้วมือของเขาได้อย่างไร  หากนางมิได้ปันใจให้เขาจะมีสิ่งใดเป็นไปได้อีก?

 

พิสูจน์หน่อยคงมิเสียหายกระมัง....?

“ อ๊ะ ขออภัยนะคุณหนูแพทริเซีย ” เสี้ยวจังหวะนึงที่ร่างสมส่วนตรงหน้าเขาไม่ทันได้ระวังตัว ชายเจ้าคารมณ์ก็ใช้โอกาสนี้พิสูจน์ว่าตนเองมีอิทธิพลต่ออีกฝ่ายมากน้อยเพียงไรทันที  แน่นอนว่าเขาจงใจเข้าหาอีกฝ่ายในระยะประชิดตัวจงใบหน้าของนางอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่คืบ นัยน์เนตรของเขาแสร้งมองไปยังปอยผมสีดำสนิทที่กำลังถูกฝ่ามือกร้านของเขาจับอย่างบเมือแล้วถัดลงยังใบหูของอีกฝ่ายด้วยความนุ่มนวล....

 

หมับ

            “ !!! ” คุณหนูแพทริเซียยืนค้างเติ่งด้วยความตกใจ  สายตาของนางจากที่หลุบลงต่ำ กลับชอนขึ้นมาไล้สายตามองมาที่เขาโดยไม่แม้นแต่จะขยับกายหนี  หรือมีทีท่าไม่พอใจที่เขาจงใจเข้าใกล้เลยแม้แต่น้อย  และนั่นทำให้เขาได้คำตอบใบหูและหัวไหล่บางส่วนของสาวเจ้าขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะใจกำลังเต้นโครมครามให้กับการกระทำของเขาอย่างเห็นได้ชัด...

 

ชัดเจน...นางมีใจให้แก่ข้า

 

“ ปอยผมของเจ้ามันปรกลงมา  ขออภัยนะหากข้าเสียมารยาท ” ร่างสูงผู้มีฐานันดรสูงกว่าเปรยพลางคลียิ้มพิมพ์ใจให้อย่างอ่อนโยน และแน่นอนเจ้าตัวถึงกลับผละถอยก่อนจะหันหลังกลับไปตั้งหลักของตนเองหใม่ทันที

 

“ ขอบพระทัยเพคะเจ้าชาย เช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลาก่อน ”

 

ทั้ง ๆ ที่มีใจให้ข้า...แต่ก็ยังเลือกที่จะไม่สละสิทธิ์

 

ช่างเป็นหญิงมักใหญ่ใฝ่สูงจริง ๆ 

 

แพทริเซีย  รัชเชรด 

 

ตือดือดื่อ...กึก 

 

เสียงบรรเลงบทเพลงเปล่าของวงมโหรีที่จู่ ๆ ก็หยุดชะงักไปกลางคัน  ทำให้เหล่าแขกเหรื่อชั้นสูงที่ยืนกระจัดกระจายอยู่ภายในงานนั้นหันกลับมาเป็นตาเดียว  บรรยากาศที่เคยครื้นเครงอยู่นั้นพลันเงียบสงัดเมื่อร่างองอางของจอมราชันเสด็จมายังตัวงานเลี้ยง  น่าแปลก...ตรงที่ผู้เป็นประธานจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อให้เหล่าคณะผู้ติดตามได้ผ่อนคลายกับแต่งชุดฉลองพระองค์สีดำสนิท  คาดด้วยเข็มขัดสีทองอย่างหลวม ๆ แล้วเสด็จลงประทับยังบัลลังค์ด้วยอิริยาบถเรียบง่าย  ในขณะที่คนทั่วทั้งงานต่างแต่งองค์ทรงเครื่องกันสุดฤทธิ์  ทั้งอัญมณีที่ประโคมถาโถมกันใส่มาเพื่อชิงดีชิงเด่นและเสื้อผ้าอาภรณ์ที่หรูหราปานปักด้วยดิ้นทองคำ  กลับไม่ได้ทำให้เหล่าแขกวรรณะสูงทั้งหลายทั้งมวลนั้นมีราศีจับขึ้นมาเลยสักนิดเดียว 

 

นี่น่ะหรือคำว่าบารมี...?

 

เพิ่งจะเข้าใจควาหมายของมันก็วันนี้นี่เอง 

 

                ร่างอรชรนึกก่อนจะกดหัวของตนลงต่ำและถวายคำนับเพื่อทำความเคารพ  ทันทีที่ฝ่าพระหัตถ์กว้างยกขั้นเพื่อส่งสัญญาณให้ทุกผู้ผละกายหยัดยืนขึ้นได้ตามปรกติ เราเองก็พอได้จับจ้องไปยังจอมราชันย์ได้อย่างถนัดตา ฝ่ามือทั้งสองข้างของเราเผลอบีบชายกระโปรงไว้แน่นเมื่อสายตาเจ้ากรรมอดไม่ได้ที่จะเหลือบไปเห็นเก้าอี้ทรงสูงตัวนึงที่มีขนาดย่อลงไปจากบัลลังค์ที่จอมราชันย์ทรงประทับอยู่ไม่ไกล  บัดนี้ขุนนางฮิวต์ได้ปาวประกาศให้ผู้เข้าพิธีทั้งสองตนถวายความเคารพเบื้องหน้าพระพักตร์ในระยะ   เราและคุณหนูแพทริเซียปลีกกายออกมายังใจกลางห้องโถง ก่อนที่ถวายคำนับอย่างมีจริตด้วยกันทั้งคู่  ไม่ช้าไม่นานผู้ที่เสด็จลงพำนักยังเชิงรับรองที่มีผ้าม่านมู่หรี่ที่ประดับประดาไปด้วยเพชรนิณจินดานั้นก็คือ  พระหมื่นปีที่เพิ่งเสด็จเดินทางมาถึง  พระองค์ค่อย ๆ หยุดกายลและไล่สายตาหยั่งเชิงดูว่าที่ผู้กุมอำนาจแห่งวังหลังต่อจากพระองค์ด้วยสายตาหมายมาด  สตรีทั้งสองใส่มาในงานครานี้คือชุดสีแดงเพลิงที่แต่งมาเหมือนกัน  และน้ำหอมเกรดพรีเมี่ยมที่ฉาบอยู่บนผิวก็ยังเป็นกลิ่นชนิดเดียวกันอีก  เห็นทีว่าการแลกหมัดต่อหมัดกันระหว่างสกุลรัชเชรดและสกุลคาร์เตอร์ คงพอจะทำให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ได้ตื่นเต้นและเร้าใจกันบ้างไม่มากก็น้อย   คนหนึ่งคือบุตรีคนโตสายเลือดบริสุทธิ์โดยแท้ที่รอการพิสูจน์คุณสมบัติ  ขณะที่อีกคนคือน้องสาวบุญธรรมของอดีตพระราชมนูคนสนิท ดูซิว่ากระดานหมากนี้ใครจะเป็นผู้กุมได้ก่อนกันนะ...พระหมื่นปีครุ่นคิด  

                “ บททดสอบขั้นที่สองในครั้งก่อนถือเป็นอันยกเลิก...และนี่คือหัวข้อใหม่ที่คณะองค์ประชุมได้ลงมติเห็นชอบแล้วว่าจะใช้ทำการทดสอบผู้เข้าพิธีคัดเลือกเป็นพระสนมเอก!!! ” ขุนนางฮิวต์ปาวประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 

                “ บททดสอบขั้นที่สองก็คือ  ผู้ที่แก้ปัญหาความขัดแย้งในเขตเดดแลนเทิลได้มากที่สุด ภายในระยะเวลา 1 เดือนจะเป็นผู้ชนะ ”

ขวับ!!!?

                “ !!!!? /// !!!!! ” แขกวรรณะสูง รวมถึงลอร์ดประจำตระกูลต่าง ๆ ต่างพากันตกตะลึงกับบททดสอบสุดหฤหินนี้!!?  เสียงเซ็งแซ่เอ็ดอึ้งไปจนทั่วท้องพระโรง  เมื่อขุนนางฮิวต์ปาวประกาศหัวข้อสำหรับบททดสอบขั้นที่สองจนแล้วเสร็จ  ลอร์ดลอเรนซ์ที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียนี้พอได้ยินหัวข้อนี้เข้าก็ถึงกับทำหน้าไปไม่เป็นเช่นเดียวกัน 

 

“ เดดแลนเทิลงั้นหรือ...บ้ากันไปแล้วหรือไร ” ลอร์ดลอเรนซ์สบถก่อนจะเหลือบไปมองยังพระหมื่นปีที่ยังอิงพำนักพิงและทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น 

 

“ ท่านพ่อ นั่นเดดแลนเทิลเชียวนะขอรับ...บททดสอบนี่มัน....” แม้แต่ชายผอมแกนที่แทบไม่ได้ออกไปเที่ยวเตร่นอกคฤหาสน์อย่างลอร์ดคารอส  ดีแลนก็ยังนึกหวั่นในทรวง  เขาอดไม่ได้ที่จะท้วงบิดาทันทีที่ได้ยินหัวข้อบททดสอบการคัดเลือกพระสนมเอกในครานี้

 

“ จาริส  เจ้าไม่คิดจักทักท้วงเลยอย่างนั้นหรือ ” ลอร์ดบารอนรีบปี่เข้ามาเสวนา  แต่ทว่าชายมาดขรึมผู้นี้ก็ไม่คิดจะทักทามเลยแม้แต่น้อย

 

“ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ลงมติเป็นที่เรียบร้อยแล้วท้วงติงไปก็ไม่มีประโยชน์ ” จาริสตอบเสียงเรียบ ก่อนจะใช้มันสมองขบครุ่นทบทวนถึงเหตุและผลกับสถานการณ์สุดตึงเครียดนี้  ฝ่าบาทไม่มีทีท่าสะทกสะท้านและดูจะไม่ได้กังวลกับหัวข้อดังกล่าวเลยแม้แต่นิดเดียว  มีเหตุการณ์อะไรพระองค์ถึงได้เลือกหัวข้อนี้ให้โฉมนางเผชิญกัน?  ทั้ง ๆ ที่เคยตรัสออกโอษฐ์ด้วยพระองค์เองแท้ ๆ ว่าหัวข้อบททดสอบนี้กับการประลองจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่พระองค์จะหยิบยื่นให้....มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่    เหตุไฉนถึงได้เปลี่ยนแผนเอากลางคันได้ 

                

“ บ้าชะมัด ” ลอร์ดบารอนได้แต่หัวเสียจนออกสีหน้า ขนาดชายตรงหน้ายังออกปากถึงขนาดนี้  แสดงว่าคงไม่มีหนทางอื่นจริง ๆ นอกเสียจากยอมรับ...!!

 

                “ รับสั่งให้ไปตายชัด ๆ ” เจ้าชายแดเนียลแค่นหัวเราะในจิตใจที่สับสน เขาไม่อาจไล่ตามความคิดของจอมราชันย์ได้เลยว่าตรึกตรองสิ่งใดอยู่?  ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าตั้งใจจะทำสิ่งใดกันแน่?? ในเมื่อต้องการให้โฉมสะครางอย่างดารินได้เคียงคู่  แล้วเหตุใดถึงบัญชาให้ไปขุมนรกบนดินอย่างเดดแลนเทิลด้วย....ไม่เข้าใจเสด็จพี่เลยสักนิด  ไม่เลยสักนิดเดียว  จะส่งนางในดวงใจให้ไปตกระกำลำบากที่ดินแดนแห่งการค้าทาสแห่งนั้นทำไมกัน นัยน์ตาสีเอกลักษณ์ของชายผมบลอนต์ทองเป็นประกายอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองยังไปโฉมตูที่หยุดยืนแน่นิ่ง  แพทริเซียนั้นโกรธจัดจนเนื้อตัวสั่นเทาแต่ทำได้ที่สุดสุดคือเก็บอาการจนสุดจะกลั้น  ในขณะที่นางอีกคนนั้นกลับยืนนิ่งราวกับไม่รับไม่รู้เลยสักนิดว่าหัวข้อที่ประทานให้ในครั้งนี้นั้นโหดร้ายเกินกว่าที่นางจะจินตนาการได้

 

อะไรกัน นี่นางไม่รู้จักงั้นหรือว่าเดดแลนเทิลเป็นเขตแดนเช่นไร?

 

แสดงว่าเจ้าจาริสไม่รู้และตักเตรียมพร้อมนางให้พร้อมหน้ากับบททดสอบสุดโหดนี้มาก่อนงั้นหรอกรึ
 

    “ เสด็จสิ้นคำประกาศจากราชสำนัก เชิญแขกท่านผู้เกียรติทุกท่านเกษมสำราญกับภัตตราหาร และบทเพลงได้เต็มที่เลยขอรับ ” 

 

ราวกลับคำเอื้อนเอ่ยของขุนนางฮิวต์คือตลกร้ายแก่เหล่าแวมไพร์วรรณะสูง จะให้พักผ่อนและข่มตาครื้นเครงหลังจากได้รู้ซึ้งถึงหัวข้อเมื่อครู่นี้แล้วเสร็จเช่นนั้นหรือ?  เหตุการณ์เช่นนี้ยิ่งตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่านี่คือบทลงทัณฑ์ที่จอมราชันย์ทรงประทานให้...!!! 

 

 ทรงมิพอพระทัยที่เราจาบจ้วงถึงนางผู้นั้นเช่นนั้นหรือถึงได้กลั่นแกล้งราวกับพระทานยาสั่ง

 

ข้าจะก้าวข้ามและขึ้นเป็นพระสนมเอกให้จงได้

 

คอยดูเถิดเพคะ!!    แพทริเซียเอ่ยอยู่ในห้วงความคิดตามความทะเยอทะยานที่สูงจนสุดกู่

 

                “ ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท // ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท ” คุณหนูทั้งสองค้อมคำนับจนสุดตัวก่อนที่จะผละออกจากใจกลางห้องโถงแล้วแยกย้ายไปพักผ่อนตามอัธยาศัยของตน

 

ไม่นานนักเหล่านักเต้นเริงระบำก็เริ่มเข้ามามอบความสำราญแก่เหล่าบรรดาแขกชนชั้นสูงด้วยการแสดงสุดแสนอ้อยช้อย เสียงปรบมือต้อนรับให้กับเหล่านางในที่ทำการแสดงชุดแรกดังขึ้นตามพิธี  ร่างบางทำได้เพียงแค่ยืนรับชมการแสดงไปพลาง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงและปลีกตัวไปไหนไม่ได้ และแน่นอนว่าทันทีที่เวลาพัดผ่านไปการแสดงลำดับที่สาม สี่ และห้าที่เพิ่งจบลงก็ทำให้สาวเจ้าตัดสินใจยิ้มเจื่อนให้กับเหล่าบรรดาชนชั้นสูงที่รายล้อมอยู่รอบตัว  ไม่รู้จะเปิดประเด็นหัวข้ออะไรพูดคุย เราจึงทำได้แค่พยักหน้ารับฟังและตอบคำถามแบบถามคำตอบคำเท่าที่จำเป็น 

 

“ ว่าแต่คุณหนูคาร์เตอร์ ไม่ทราบว่าห่างกับลอร์ดจาริสกี่ขวบปีงั้นหรือ? ” ขุนนางชั้นผู้ใหญ่สักคนพูดโพล่งเปิดประเด็นกลับมาที่เธอจนได้  ให้ตายซิเล่นสะเราที่กำลังกระดกดื่มอยู่กึ่งกรึ่มกึ่งเคลิ้มนั้นแทบจะพุ่งเลยทีเดียว ฝ่ามือน้อยรีบใช้เรียวนิ้วขึ้นหยิบผ้าเช็คริมฝีปากขึ้นมาซับเพื่อถ่วงเวลา  ก่อนที่นัยน์ตาหวานจะกวาดสายตามอง  เหล่าบรรดาชนชั้นสูงรอบบริเวณที่จับกลุ่มอยู่ ณ ทีนี้ต่างพากันเก็บปากเงียบและตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ รวมถึงท่านวิลเลียมที่เพิ่งลุกพรวดพราดจากมุมนั่งอีกฟากเองก็ต่างลุกมาเพื่อร่วมวงสนทนาด้วยอีกคน

เอาล่ะซิ...หวังว่าท่านพี่คงไม่ได้บอกตัวเลขเป๊ะ ๆ กับใครไปหรอกใช่ไหม?
 

500 ดีไหม ไม่ซิ !!
 

ขนาดพระหมื่นปีฯที่อายุปาไปหมื่นปีเศษ
 

ยังแลดูเหมือนสาววัยกลางคนที่เพิ่งอายุเพียง 50 ต้น ๆ เท่านั้นเอง
 

เอาไงดี  ประมาณมั่ว ๆ ออกพรวดเดียวเลยจะดีไหมนะ
 

“ แสดงว่าหน้าข้าต้องดูเหมือนแวมไพร์อายุเพียง 500 ปีแน่ ๆ เลย !! ฮ่ะฮะฮ่า ” ร่างอรชรพูดพลางใส่น้ำเสียงกระเซ้าเหย้าแหย่แกมทีเล่นทีจริง  ก่อนจะหัวเราะรวนเพื่อกลบเกลื่อน  แน่นอนว่าปฏิกิริยารอบบริเวณนั้นถึงกลับเงียบกริบเป็นป่าช้า  เอาเสียหน้าบางเริ่มทำตัวไม่ถูก เสียงหัวเราะรวยเมื่อครู่ผะแผ่วลงอย่างหน้าใจหายก่อนที่นางจะแสดงสีหน้าซีดออกมาแล้วบ่นพึมพำ 

 

“……..”

 

“ โอ้ว...ไม่ขันกันเลยหรือเจ้าคะ?? ” คำท้วงราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งหัดยิงมุขตลกดังขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งกระออมกระแอม  เรียกเสียงฮือฮาตามมาในคราวหลัง แวมไพร์ชั้นผู้ใหญ่ที่เริ่มเมามายจนได้ที่ชักถูกชะตากับมุมไร้เดียงสาและสีหน้าเหรอหราของเจ้าตัวจึงพากันหัวเราะลั่นตามกันไปเป็นแถบ ๆ เพราะตลกในความแป็กของสาวเจ้ามากกว่ามุขเมื่อครู่หลายเท่าตัวนัก  วิลเลียมขบขันเบา ๆ ในลำคอพลางจิ๊บบรั่นดีรสเริดเข้าสู่โพรงปาก

ถ้าเป็นแวมไพร์อายุอานามแค่ 500 ปี 
 

ก็ต้องอยู่ในร่างเด็กตัวกระเปี๊ยกน่ะซิ
 

เข้าใจหาทางเอาตัวรอดนี้หน่า  แม่หนูคนนี้  วิลเลียมนึก

 

                พอแขกเหรื่อต่างพากันสรวญเสเฮฮากันร่างบางก็พลอยนึกโล่งใจ  ก่อนที่บริกรสาวหน้าคมจะเดินปลีกผ่านมาทางนี้พอดิบพอดี  สาวเจ้ายกไม้ยกมือขึ้นเพื่อขอเครื่องดื่มบางอย่างเพิ่มเติม  และทันทีที่บริกรสาวโน้มตัวยื่นถาดเครื่องดื่มหลากรสมาให้  นางก็รีบหยิบแก้วสองใบที่จุของเหลวสีแดงกับสีเหลืองเทรวมกันจนมันกลายเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างหน้าตาเฉย ประหนึ่งว่าคุ้นชินกับการดื่มด่ำแบบนี้อยู่เป็นนิจแล้ว

ขวับ...?

                “ คุณหนู เจ้า...เจ้าทำอะไรหนะ ” ชายหน้าคมจัดอย่างวิลเลียมอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม  เขาสงสัย เขาไม่เข้าใจการกระทำของผู้หญิงตรงหน้าเลยสักนิด  ในหัวของเขาตอนนี้มีแต่คำถามเต็มไปหมด!? 

 

นี่นางทำบ้าอะไร!! 
 

นางเพิ่งจะ...ผะ ผสม 
 

เลือดของจิ้งจอกเงินกับเลือดของปีศาจวัวกระทิงลงไปในแก้วเดียวกัน?!!
 

บ้าไปแล้ว!!!!
 

 “ อะไรหรือเจ้าคะ...อ๋อ นี่น่ะหรือเจ้าคะ ” เข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเขาทำสีหน้าท่าทางแตกตื่นออกปานฉะนี้  เพราะเราเพิ่งเผลอลืมตัว  ทำเครื่องดื่มสุดพิเศษที่ท่านลุงเป็นสอนให้ลองดื่มไปซินะ  บ้าจริงเชียวเพราะความเคยชินแท้ ๆ ถึงได้กลับกลายให้เรื่องพลิกสถานการณ์ไปแบบนี้

 

   “ เหตุไฉนถึงเอาของดีล้ำค่าอย่างเลือดบริสุทธิ์ของจิ้งจอกสีเงินไปผสมมั่วซั่วเช่นนั้นเล่าขอรับ...เสียดายของหมด // นั่นน่ะซิ // อ่า  รสชาติคงแหยะมากแน่ ๆ ข้าขนลุกไปหมดแล้ว ” เสียงบ่รงึมงำที่เกิดจากการซุบซิบเริ่มแผ่ขยายออกไปเป็นวงกลายราวกับผึ้งแตกรัง  บัดนี้ทุกวงสนทนาที่กระจัดกระจายต่างหันมามองมาทางนี้กันจนถ้วนทั่ว เสียดนตรีที่บรรเลงอยู่ในทีแรกเริ่มไม่อาจกลบเสียงเซ็งแซ่ของเหล่าชนชั้นสูงที่กันมาพูดคุยกันยอ่างสนุกปากได้อีกต่อไป...

 

“ ข้าไม่ได้ผสมเล่นนะ  มันดื่มได้จริง ๆ ...เอาเช่นนี้ก็แล้วกันข้าจะดื่มให้พวกท่านทั้งหลายดูก่อน  คอยดูนะเจ้าคะ ”  ร่างบางเอ่ยเบรกแขกเหรื่อที่ทำสีหน้าท่าทางไม่เชื่อเท่าไรนักด้วยน้ำเสียงหนักแน่น  แม้แต่ตอนนี้ลอร์ดทั้งสามที่หยุดยืนอยู่ที่มุมโถงก็ยังอดหันมามองสาวผู้ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งงานไม่ได้

 

“  อ่า  เล่นเป็นเด็กไปได้ มือบอนจริง ๆ ” คำเหน็บแนมของลอร์ดลอเรนซ์ทำให้จาริสชักเหลืออดเต็มที เขาแค่นหัวเราะก่อนจะจงใจใช้หางตาเหยียดแวมไพร์ชั้นผู้ใหญ่ไปทีนึงเพื่อยั่วโทสะ  และนั่นก็ได้ผลอยู่พอสมควร

 

“ ฮึ  ”

 

“ ยิ้มเยาะอะไรมิทราบลอร์ดจาริส ” ลอร์ดลอเรนซ์ไม่พูดเปล่า เขาไม่สนใจมือไม้ของคารอสที่มาฉุดรั้งให้เขาลดน้ำโหลงเลยสักนิด  เขาสะบัดท่อนแขนจนฝ่ามือของบุตรชายคว้าได้เพียงแค่อากาศ

 

“ ก็ขำที่มีพวกผู้ใหญ่รุ่นหลังที่ไม่รู้จัก เหล้าบอมซ์  น่ะซิขอรับ  ลอร์ดลอเรนซ์ ”  นัยน์ตาสีไข่มุกดำเอื้อยเอ่ยพลางสบนัยน์ตาอย่างตรงไปตรงมา โดยเด็กเมื่อวานซืนถอนหงอกถึงสองครั้งในวันเดียวแบบนี้  ทำเอาชายวัยกลางคน  เส้นผมปรกด้วยสีบลอนต์เป็นประกายปลายหยักศกที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเทียบเคียงสถานะชั้นเดียวกันถึงกลับกำไม้เท้าคู่ใจเอาไว้แน่นพลางยิ้มเย้ย

 

“ เหล้าบอมซ์งั้นหรือ  ของพรรณนั้นข้าไม่ยักจะเคยได้ยิน...เห็นทีจะเป็นเพียงแค่เหล้ากระโหลกกะลาไร้ชื่อเท่านั้นกระมัง ”

 

(กรอด)

                “……..” จาริสเส้นเลือดขึ้นข้างขมับเช่นเดียวกัน  ถึงเหล้าชนิดนี้จะไม่แพร่หลายนัก  แต่ในบรรดานักดื่ม หรือแม้แต่นักดาบขาเมาด้วยกันยังต้องรู้จักพิษสงของเหล้าชนิดนี้  เป็นหนึ่งในเหล้าชั้นดีที่ใช้ส่วนผสมเพียงไม่กี่อย่างก็ทำให้รสชาติเป็นเอกลักษณ์และติดเรียวลิ้น และการที่แวมไพร์เฒ่านี้พูดแบบนี้เท่ากับดูแคลนบิดาของเขาที่เป็นผู้บุกเบิกเหล้าบอมซ์

 

                “ ลอร์ดลอเรนซ์....” ลอร์ดบารอนยังรู้สึกยั๊วะไม่น้อยเลย  แล้วจาริสจะเดือดดาดขนาดไหนกัน  ใคร ๆ ในวงการมืดก็ยังรู้ดีว่าบิดาของจาริส ท่านลอร์ดโรเบิร์ตเป็นสายคอแข็งในวงการนี้ จึงชอบผสมเหล้าและส่วนต่าง ๆ ลงไปจนกลายเป็นชายอีกคนที่มีพรสวรรค์ชนิดที่หาตัวจับได้ยาก 

                “ ท่านพ่อพอเถอะขอรับ ” คารอสเห็นจากแววตาของลอร์ดจาริสที่ขึ้นสีดำจัดจนสังเกตได้  อุณหภูมิรอบบริเวณเริ่มติดลบจนเขาชักเริ่มใจคอไม่สู้ดีเอาเสียแล้ว บุตรชายเอ่ยปรามพลางมองสีหน้าผู้เป็นพ่อสลับตัดไปมากับแขกชนชั้นสูง

 

                “ หึ หึ หึ  ไม่เอาหน่า  จาริสมันก็แค่เหล้า ”

แปะ แปะ  แปะ

                ชายมากอำนาจที่เป็นถึงอนุชาพระหมื่นปีเดินมาขนาบข้างพลางใช้มือตบไปยังบ่ากว้างของอีกฝ่ายสามทีแบบเน้น ๆ ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบกระซาบที่ข้างใบหูด้วยน้ำเสียงผะแผ่วที่แม้ลอร์ดบารอนจะยืนอยู่ใกล้ก็ยังฟังไม่ถนัดหูนักว่า

 

                “ ถ้าครั้งหน้าเจ้ายังฝีปากกล้ากับข้าอีกล่ะก็  หนหน้าข้าจะส่ง ของขวัญชุดใหญ่กว่านี้ ไปให้น้องสาวของเจ้าเอง  ดีไหมหละ”  ลอร์ดลอเรนซ์ไม่พูดเปล่าเขากลั๊วหัวเราะในลำคอด้วยความชอบอกชอบใจ เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายทำอะไรเขาไม่ได้  ไม่มีหลักฐานอะไรที่จะสาวจนมาถึงตัว...ต่อให้เด็กน้อยมันสักหน่อย  ใบ้ให้จาริสมันสักนิด  เกมส์มันจะได้สนุกขึ้น 
 

(กรอด)

เป็นมันจริง ๆ ด้วย!! 
 

คิดไว้แล้วมิมีผิด!!!
 

มันคือคนที่ส่งทหารรับจ้างไปดักฆ่ารินตอนที่อยู่ในป่าสน!!
 

                “ ...... ” เสียงตึกตักค่อย ๆ ห่างออกไปทีละน้อย แต่ชายมาดขรึมก็ยังหยุดยืนนิ่ง ลอร์ดคารอสทำสีหน้าเหยเกไปไม่เป็นก่อนจะค้อมตัวให้สองสามทีแล้วตัดสินใจปลีกตัวออกไปหาบิดาที่เดินนำไปด้วยท่าทางเงอะงะ

 

 “ ลอร์ดลอเรนซ์ ” เสียงทุ้มต่ำกึ่งเรียกกึ่งตะโกนดังขึ้นทำให้ฝีเท้าหนัก ๆ ของชายวัยกลางคนเส้นผมหยักศกชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะตัดสินเหลียวหลังกลับมามองเจ้าของเสียง

 

“ อีกไม่นานก็จวนจะถึงวันเกิดบุตรและธิดาของท่านนี่หน่า...สงสัยข้าคงต้องเตรียม ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปให้ก่อนก็แล้วกันขอรับ  ” จาริสพูดพลางยกแก้วทรงสูงขึ้นพลางส่งคำอวยพรก่อนจะปรายตาไปหาลอร์ดคารอสที่ยังยืนงงงงยไม่เข้าใจนัยยะของผู้ใหญ่ทั้งสองคนที่ต่างฝ่ายต่างแลกหมัดกันคนละยกสองคน 

 

คำขู่ของเด็กเมื่อวานซืนที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมลอยลมมาทำเอาชายวัยกลางคนถึงกับหมดความอดทน  เส้นบาง ๆ ของคำว่าขีดจำกัดขาดสะบั้นออกเป็นส่วน ๆ !!! มันริลองดีคิดจะแตะบุตรชายกับบุตรีของเขาด้วยการทำปีกกล้าออกปากเตือนกันซึ่ง ๆ หน้าเช่นนี้เลยงั้นหรือ!!
 

“ เจ้า....!! ”
 

ขวับ!!  หมับ!!!

“ อย่าเที่ยวเอาไม้เท้าชี้ใส่หน้าใครมั่วซั่วเช่นนี้สิขอรับท่านลอร์ด...ต่อหน้าเบื้องพระพักตร์ฝ่าพระบาท  ท่านก็ไม่รู้จักระงับอารมณ์งั้นหรือขอรับ  แก่ – แต่ – อายุ – จริง ๆ ” ชั่วพริบตาที่แขกเหรื่อต่างพากันสนใจไปยังฟากของดาริน  ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น  ลอร์ดลอเรนซ์พุ่งเข้าหาลอร์ดจาริสด้วยสปิริตแวมไพร์ระดับสูง  หากทักษะของเขาไม่ดีพอป่านนี้หน้าคงได้ถูกไม้เท้านี้ฟาดเข้าจนโหนกแก้มแตกไปแล้ว  แต่ดีที่เขารู้เท่าทันจึงจับไม้เท้ามัมวาวเอาไว้ได้ก่อนจะจงใจด่ากราดชนิดที่ไม่คิดจะไหว้หน้าอีฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

 

   “ จาริส! ” ลอร์ดลอเรนซ์สติขาด  แต่คิดคำด่าใด ๆ โต้กลับไม่ได้เลย!!!  อีกฝ่ายจงใจสะบัดไม้เท้าของเขาแล้วเหวี่ยงออก แต่ด้วยเขาที่ออกแรงยื้อจึงส่งผลให้เขาเซเพราะเสียหลักยืน! 


                เสียงคารอสรั้งแขนเอาไว้ด้วยสีหน้าตกใจจนถึงขีดสุด คงนึกไม่ถึงว่าบิดาอย่างเขาจะเผลอปรอทแตกไปชั่วครู่  และแน่นอนว่าการวิวาทขนาดหย่อมของแวมไพร์ต่างวัยทั้งสองตน  ไม่ได้เอริกเกริกมากนักคงไม่เป็นที่จับสังเกตเท่าไร  แต่เขาคิดผิดถนัด  เมื่อนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนสบเข้ากับนัยน์ตาสีบลอนต์เทาที่นั่งอยู่ที่บังลังค์ใหญ่ด้วยสายพระเนตรนิ่งสงัด  ลอร์ดลอเรนซ์ทำได้แค่กัดฟันกรอดด้วยความโกรธก่อนจะจำใจเดินปลีกออกไปจากบริเวณ

 

เจ็บใจจริง!  ฝากไว้ก่อนเถอะ
 


 


 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น

  1. #139 Patima666 (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2563 / 16:26
    เเพทริเซียนางช่างร้ายนัก
    #139
    0
  2. #138 jeen555 (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 02:00
    แสดงว่าพี่อ่านสายตาน้องได้
    #138
    0
  3. #136 mewnarek-2507 (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 1 กันยายน 2563 / 23:48
    รอค่าาา
    #136
    0