ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 65 : ตอน หลบหน้าข้าทำไม(3) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    15 พ.ค. 63

 

จอมราชันย์
ดาริน คาร์เตอร์
เจ้าชายแดเนียล



....สงครามและการแย่งชิงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น....
 

 

กว่าสองชั่วยามเศษที่เราผล็อบงีบหลับไปด้วยความเบื่อหน่าย ก็จะไม่ให้เบื่อได้อย่างไรวิวสุดสวยที่อยู่ด้านนอกตัวเกี้ยวเองก็ไม่ได้ดู มิหนำซ้ำยังได้แต่นั่งตัวเกร็งอยู่แต่ที่หลังแถวหลังโดยที่สองสาวแวมไพร์หน้าได้รูปทั้งสองตนกลับนั่งนิ่งจนบรรยากาศเงียบกริบยิ่งกว่าป่าช้าออกขนาดนี้สุดท้ายแล้วเราก็เลยเผลอเอนศีรษะแล้วปิดเปลือกตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อน สะดุ้งตื่นรู้สึกตัวอีกทีเหล่าทหารกล้าทั้งหลายก็ต่างเปล่งเสียงปาวร้องเตรียมนำขบวนร่อนลงไปยังเบื้องล่างกันเป็นพัลวัน ฝ่ามือน้อย ๆ ยกขึ้นมาหยีแถวแนวขนตาเพื่อช่วยให้ตาทองสองสว่างขึ้นจากความงัวเงีย แรงโหยกเหยกเพราะทหารที่ยกตัวเกี้ยวนั้นร่อนลงกับพื้นนั้นลงไม่เป็นจังหวะเดียวกัน ส่งผลให้เหล่าสตรีวรรณะสูงที่พำนักอยู่ด้านในต่างส่งเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจกลัว! แวมไพร์สาวที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างต่างใช้ฝ่ามือจับพำนักกว้างเอาไว้เพื่อยึดตัวของตนเองไว้จนมั่น ในขณะที่เรานั้นหัวทิ่มหัวตำหน้าเกือบคว่ำเพราะไม่มีสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยวรั้งกาย

เมื่อเหตุการณ์ภายนอกแลดูจะสงบนิ่งดีแล้ว ฝ่ามือกร้านของมหาดเล็กก็แหวกผ้าม่านผืนบางเข้ามาเพื่อรับร่างของคุณหนูแต่ละตนให้ลงมาจากเกี้ยวโดยที่ไม่เสียจังหวะก้าวเดิน ทันทีที่ถึงคิวของเราต้องก้าวลงไปจากตัวเกี้ยว นัยน์ตาของเราก็ราวกับถูกสะกดเอาไว้คิดว่าคฤหาสน์สีทมิฬมืดสนิทของท่านพี่นั้นโออ่าและงามสง่าที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาแล้ว แต่คฤหาสน์ตรงหน้า ไม่สิไม่ใช่...ขนาดใหญ่โตขนาดนี้ไม่น่าใช่คฤหาสน์แล้ว แม่เจ้า!!! นี้มันปราสาท!! ปราสาทสีงาช้างขนาดใหญ่โตอลังกาลทอดตัวยาวไปไกลจนสุดลูกหูลูกตาท่ามกลางหมอกหนาที่ปกคลุมรอบบริเวณจนแทบไม่เห็นว่าทิวทัศน์ที่อยู่ด้านหลังถัดไปจากนี้นั้นจะมีสิ่งใดที่รออยู่ มีไม้พุ่มสูงเท่าเอวถูกดัดทรงและทอดตัวเป็นเขาวงกตบ้าง บ้างก็แบ่งเป็นลายเท้าแยกออกไปทั้งซ้ายแลขวา และที่หน้าแปลกก็คือแวมไพร์ทุกผู้ที่ร่วมขบวนเสด็จต่างส่งเสียงอึกกระทึกและตื่นเต้นราวกับเจอขุมทรัพย์ก็มิปาน ทั้งบ่าวไพร่ทหารอกสามศอกไม่เว้นแม้แต่เหล่าคุณหนูและลอร์ดผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายเองก็ด้วย ทำไมพวกเขาถึงได้ดูตื่นตายวายเต้นกันจนออกสีหน้าปานฉะนี้กัน? หรือว่าที่นี่จะไม่ได้มีเหตุให้เปิดเข้ามาบ่อย ๆ อย่างงั้นเหรอ?เหมือนพระราชวังต้องห้ามของราชวงศ์จีนหรือเปล่านะ? และแล้วจอมราชันย์ก็ทรงเสด็จออกมาจากพระเกี้ยวที่อยู่หัวขบวนสุดพร้อมด้วยพระหมื่นปีและเจ้าชายแดเนียลเองก็เสด็จลงตามมาติด ๆ ทั้งสามพระองค์ปี่เข้าไปยังทางเข้าใหญ่ที่มีขั้นบันไดใหญ่แยกออกเป็นสองฝั่งให้ขึ้นได้ทั้งซ้ายและขวา และแน่นอนเมื่อจ้าวฟ้าจ้าวแผ่นดินนำเสด็จก็ถึงคราวที่เหล่าแวมไพร์วรรณะสูงจะมีสิทธิ์ได้ย่างกายเข้าไปบ้างเช่นกัน ไม่รู้ว่าเหล่าลอร์ดหนุ่มใหญ่หนุ่มเล็กปลีกตัวกลับมาหาคนในสกุลตนเองตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ท่านพี่ก็อ้าแขนซ้ายมาหาเราอย่างมีนัยยะ

“ เข้าไปข้างในกันเถิด” คนเป็นน้องเห็นดังนั้นจึงสอดวงแขนรับก่อนจะฉีกยิ้มร่า ปล่อยให้ผู้เป็นพี่พาเธอเข้าไปยังด้านในตัวปราสาทสีงาช้างที่ห้องโถงกว้างขวางแถมยังมีลวดลายสลักเปลือยตกแต่งอยู่โดยรอบทุกอณาบริเวณ ดูโล่งเตียนผิดกลับวังหลวงที่มีสีสันฉูดฉาดมากกว่า แต่กลับโล่งโปร่งและสบายตาชอบกลนัก

 

“ ท่านพี่(กระซิบเสียงแผ่ว)” ชายมาดขรึมปรายสายตาชำเลืองมองเจ้าของเสียงผะแผ่วที่ดังอยู่ใกล้ ๆ หูก่อนจะทำทีไอกระแอมแล้วถามย้อนกลับไป

 

“ อะไร”

 

“ ทำไมทุกคนดูตื่นตาตื่นใจกันนักเล่าเจ้าคะหรือว่าที่นี่แม้แต่แวมไพร์วรรณะสูงก็มิมีสิทธิ์ได้เข้า?”

 

จาริสนิ่งไปครู่นึงก่อนจะหันมาคลียิ้มอ่อนให้กับสาวขี้สงสัยตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลายนัก เขารู้สึกสงสารองค์เหนือหัวเหลือเกินที่ต้องอดทน อดกลั้นความรู้สึกส่วนพระองค์มากขนาดไหนเพื่อมิให้ล่วงเกินแม่หญิงคนนี้ มนุษย์สาวเพียงผู้เดียวที่ได้รับอภิสิทธิ์ใหญ่ได้พำนักที่นี่อยู่นานนับแรมปี มิหนำซ้ำยังเป็นผู้ทลายกำแพงน้ำแข็งของฝ่าบาทได้จนหมดจด สตรีผู้อยู่เบื้องหลังของฝ่าบาททำให้พระองค์ได้มาซึ่งชัยชนะแห่งศึกมหาสงคราม....มาแต่บัดนี้กลับนางลืมสิ้นทุกความทรงจำในวันวานครั้งกาลเก่า

“ ใช่แล้ว หลังจากจอมราชันย์ทรงเสวยราชสมบัติ พระองค์ก็ทรงออกพระราชโองการปิดตายปราสาท ณ วังเหนือแม้แต่เหล่าเชื้อพระวงศ์ก็มิมีสิทธิ์ได้ย่างกายเข้ามาที่นี่หากมิมีพระบรมราชานุญาต ”

 

“ ปิดตายเชียวหรือเจ้าคะน่าเสียดายนักทั้ง ๆ ที่เป็นปราสาทที่สวยมากแท้ ๆ”

 

ขวับ?

“ ฮืม น่าแปลกที่หนนี้เจ้าไม่ซักไซ้ถึงเหตุผลที่พระองค์ทรงรับสั่งให้ปิดตายกับพี่นะเนี่ย ”

 

“ หูยข้ามิอยากหาเห่าใส่หัวดอกเจ้าคะ”

 

“ จะจริงเหรอ...อั่ก พี่จุกนะ ” ลอร์ดจอมสุขุมเอ่ยเย้าทำให้ผู้เป็นน้องที่เดินคล้องวงแขนอยู่นั้นถึงกับเอาศอกกระทุ้งแขนคนเป็นพี่ให้หยุดแหย่เธอเล่นเสียทีนึง

 

“ ช่วยไม่ได้เจ้าค่ะ แบร่!!! :P”

“ ไม่อยากรู้จริงอ่ะ ”

 

“ ไม่เด็ดขาด”

 

“ ว้า แบบนี้ก็ไม่สนุกน่ะซิ”

 

“ น้องไม่หลงกลหรอกเจ้าค่ะ! ”

 

“ หึ ๆ งั้นก็ได้... หากเจ้าอยากรู้คืนนี้หลังจากสิ้นงานเฉลิมฉลองก็ลองลอบเข้าไปยัง อุทยานสีเลือด ที่อยู่ด้านหลังฝั่งทิศตะวันตกดูก็แล้วกัน ” เสียงทุ้มต่ำที่หันมากระซิบกระซาบข้างใบหูคนเป็นน้องนั้นจบลงพลางเหยียดยิ้ม เขาจงใจวางชิ้นเนื้อก้อนโตเอาไว้แล้ว มีหรือที่รินน้อยเด็กขี้สงสัยคนนี้จะรอดเงื้อมมือไปจากกับดักนี้ได้ ร่างบางขมวดคิ้วทำทีไม่สนใจใยดีนักแต่วูบนึงเมื่อครู่นี้นัยน์ตาของนางกำลังสั่นระริกด้วยความใคร่รู้ว่ามีอะไรซ่อนเร้นอยู่ ณ สถานที่ที่เขาบอกใบ้ใบหน้าคมสันของชายมาดนิ่งกลับมายังเส้นทางที่ก้าวเดิน เขาทำหน้าที่ของตนจนสุดความสามารถแล้ว...ที่เหลือก็มีแต่กำลังของฝ่าบาทและวาสนาของดารินว่าจะผูกสัมพันธ์กันได้มากน้อยเพียงไร

 

เหล่าแวมไพร์เดินเข้ามาจนถึงโถงใหญ่รูปร่างคลับคล้ายคลับคลาทรงสิบเหลี่ยม เหล่าทวยราษฎร์ที่ตามติดมาต้อย ๆ ถูกทหารที่อารักษ์ขากางอาวุธไม่ให้เข้าไปยังด้านใน บัดนี้รอบบริเวณเหลือเพียงแค่เหล่าแวมไพร์สกุลใหญ่กับเหล่าเชื้อพระวงษ์และทหารราชองครักษ์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เข้ามายังอาณาบริเวณแถบนี้ทั้งหมด จอมราชันย์หยุดยืนอยู่ ณ ริมระเบียงบนชั้นสองของตัวปราสาท ชุดคลุมตัวนอกถูกถอดออกเหลือเพียงชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทประทับอยู่บนพระวรกาย พระองค์จับที่ราวระเบียงใหญ่พลางตรัสด้วยพระสุรเสียงทุ้มกังวาน

 

“พวกเจ้าเดินทางเหน็ดเหนื่อยนักกว่าจะมาถึงที่นี่ทุ่มตรง ขอให้พวกเจ้ามาโดยพร้อมเพรียงกันที่โถงกว้างทางทิศเหนือ เราจะจัดงานเฉลิมฉลองให้พวกเจ้าได้คลายเหงาสักมื้อนึง ” สายพระเนตรสีเด่นปรายลงมาก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เรา เพียงครู่นึงที่เราสองสบตากันไปกันมาแต่พอเหล่าแวมไพร์วรรณะสูงต่างพร้อมกับค้อมศีรษะลงแล้วเปล่าเสียงก็ทำให้เราที่กำลังจิตหลุดอยู่นั้นพลันได้สติกลับมา

 

“ ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท // ขอบพระทัยพะยะค่ะฝ่าบาท” เราทุกผู้ต่างค้างอยู่ในท่าถวายความเคารพไม่นานนักพระสุรเสียงขององค์เหนือหัวก็รับสั่งขึ้นมาอีกหนึ่งประโยค

 

“ ให้ผู้เข้าพิธีคัดเลือกพำนักค้างแรมที่ตัวฝั่งตะวันตกของปราสาท ส่วนพวกเจ้าที่เหลือพักแรมที่ฝั่งตะวันออก หากข้ามิอนุญาตห้ามมิให้ใครก้าวก่ายเข้ามาอาณาเขตนี้เป็นอันขาด...แยกย้ายได้ ”

 

“เพคะฝ่าบาท // พะยะค่ะฝ่าบาท” พอจบสิ้นซึ่งคำสรรเสริญเงยหน้าขึ้นมาอีกก็ไร้เงาของเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์จนหมดสิ้น หายไปแล้ว...ทั้งจอมราชันย์ เจ้าชายและพระหมื่นปีใช้สปริตรแวมไพร์วับกายหายไปพร้อมกับเหล่าราชองครักษ์แล้ว ไวชะมัดยาก ดารินนึกก่อนจะหันมาหาคนเป็นพี่ที่เอียงคอหันมาหาพลางคลี่ยิ้มอ่อน

 

“ เจ้าได้อภิสิทธิ์พักแรมที่เดียวกับองค์เหนือหัวแล้ว...ดูแลตัวเองให้ดี ทั้งกิริยาวาจา และการกระทำเจ้าจงระวังตัวเองเอาไว้ให้มาก ” ท่านพี่ไม่พูดเปล่าพลางเอื้อมมือมาลูบเส้นผมของเราเบา ๆ สองสามทีราวกับปลอบขวัญ

 

แสดงว่ามีแค่เราและท่านพี่แพทริเซียเท่านั้นที่ได้พักร่วมกับเหล่าเชื้อพระวงศ์

 

แบบนี้ก็หมายความว่าจุดตัดสินว่าใครคือผู้เหมาะสมนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้วซิ...

 

ถ้าเราทำพลาด ทำให้สกุลคาร์เตอร์ต้องอับอายขายขี้หน้าขึ้นมาจะทำอย่างไรล่ะนี้..

 

ท่านลุงและคุณหญิงป้าคาดหวังในตำแหน่งพระสนมเอกมากเสียด้วยสิ

 

แปะ!!

เสียงเรียวนิ้วดีดลงบนหน้าผากมนได้รูปจนเกิดรอยริ้วแดงจาง ๆ ขึ้นมาชั่วครู่นึง สาวบางเผลอร้องโอยเบา ๆ ออกมาแบบไม่มีเสียงเพราะมันไม่ได้เจ็บปวดมากมายจนเหนือคณา นัยน์ตากลมโตชอนสายตามองค้อนขวับ แต่สีหน้าคนเป็นพี่กลับสุขุมก่อนจะเอ่ยเตือนสติ

 

“ เรื่องตำแหน่งจะเป็นเช่นไรก็แล้วแต่วาสนา...เจ้าอย่าได้กังวลจนเกินกว่าเหตุเลยดารินน้อย ” คนเป็นพี่กำชับด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ก่อนจะต้องปลีกวิเวกออกห่างตามเสียงเพรียกของเหล่าทหารรักษาการณ์ที่เริ่มส่งสัญญาณให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกนอกบริเวณ เราได้เพียงแค่มองตาละห้อยเมื่อเห็นท่านพี่เดินจากไป ท่านพี่แพทริเซียนั้นนิ่งมากเมื่อพูดคุยกับลอร์ดบารอนแล้วเสร็จเราสองหันมามองหน้ากันเล้กน้อยด้วยเข้าใจในสถานะที่จำต้องแปรเปลี่ยนไปชั่วคราวเพราะเป็นคู่แข่งทางการเมืองจนกว่าพิธีนี้จะถึงงการณ์สิ้นสุด มิลล่าแวมไพร์หน้าอิ่มท่าทางใจดีเดินเข้ามาหาเราทั้งสองพร้อมด้วยแวมไพร์สาวสองตนที่หยุดยืนอยู่ด้านหลัง คนนึงดูสาวราวกับหญิงอายุสามสิบต้น ๆ อีกคนเป็นแวมไพร์สาวรุ่นใหญ่คล้ายกับหญิงอายุอานามสักสี่สิบปลายได้ มิลล่าค้อมคาราวะเราและพี่แพทริเซียหนึ่งทีก่อนจะฉีกยิ้มกว้างและกล่าวยด้วยน้เสียงเย็น ๆ

 

“ ตลอดระยะเวลาที่พักแรมที่นี่ ฝ่าบาทอนุญาตให้คุณหนูทั้งสองมีข้ารับใช้ได้เพียงละหนึ่งตนเท่านั้นนะเจ้าคะ ขาดเหลือสิ่งใดให้เรียกหาเฉพาะแค่ข้ารับใช้ของตนเองเท่านั้น ข้อนี้ให้คุณหนูทั้งสองจำใส่ใจไว้ให้ดีด้วยเจ้าค่ะ ”

 

ข้ารับใช้แค่คนเดียวอย่างนั้นหรือ...?

 

กับเราน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เพราะตอนที่อยู่ที่คฤหาสน์คาร์เตอร์

 

ท่านพี่ก็ให้แค่แมร์รี่คนเดียวเท่านั้นที่คอยปรนนิบัติเรา

 

ขาดเหลืออะไรก็ต้องพึ่งพากำลังของตนเองอยู่เป็นนิจอยู่แล้ว

 

จึงทำให้เราไม่มีนิสัยเจ้าคุณหนูเท่าไรนัก แต่กลับกันคือท่านพี่แพทริเซียต่างหาก

 

เป็นถึงคุณหนูคนโตของสกุลรัชเชรดจะแคลงเคืองเพราะเหตุข้อนี้หรือเปล่านะ

 

ร่างบางอดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองแต่ทว่าร่างสมส่วนที่หยุดยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนั้นก็นิ่งเสียจนไม่รู้ว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่ในอารมณ์ไหนนี้น่ะซิที่เดาไม่ออก นัยน์ตาหวานลอบมองอยู่พักใหญ่ ๆ ด้วยความเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะมองหญิงตรงหน้าสักกี่หนเธอก็ขอยืนยันคำเดิม แพทริเซียรัชเชรดคือนางในฝันของชายชาตรีชัด ๆ อกเป็นอก เอวก็เอวเอสผมยาวดกดำเพิ่มความคมชัดของกรอบใบหน้าเรียวจมูกโด่งได้รูปนัยน์ตาก็กลมโตดูเซ็กซี่อย่างเหลือทนอ่า....ยิ่งมองก็ยิ่งเพลินผู้หญิงอะไรสวยจริง ๆ ร่างบางจด ๆ จ้อง ๆ จนเจ้าของร่างรู้สึกตัวหันขวับกลับมาปรายตามอง ร่างอรชรสะดุ้งเฮือกก่อนจะยิ้มหวานพลางหัวเราะแห้งให้นางไปหนึ่งทีเพื่อแก้ความเคอะเขิน

“ ห้องพักของพวกท่านทางราชสำนักได้ตักเตรียมและแจ้งให้กับข้ารับใช้ส่วนตัวของคุณหนูเสร็จสิ้นแล้วเจ้าค่ะ ระหว่างนี้เชิญพักผ่อนได้ตามอัธยาศัยให้เต็มที่เลยเจ้าค่ะ ข้ามิลล่าหัวหน้านางกำนัลหลวงใคร่ขอตัวกลับก่อน ”

 

เมื่อหัวหน้านางกำนัลปลีกตัวออกไป สตรีหน้าคมจัดก็เพรียกหาข้ารับใช้คนสนิทของตนทันที แวมไพร์สาวสวยราวกับเพิ่งจะอายุได้สามสิบนั้นรีบปี่เข้ามาหาพลางอาสานำทางไปยังห้องพักที่ทางราชสำนักจัดแจงเอาไว้ให้ด้วยกิริยาที่นอบน้อม

“ เทียร์ นำทางข้าไป // เจ้าค่ะคุณหนูท่าน”

 

ทั้งสองเดินต๊อก ๆ ไปยังอีกฝั่งฟากของบันไดใหญ่ ในขณะที่ก็เหลือแค่เราและสาวใช้ในวัยกลางคนที่ยังหยุดยืนแน่นิ่ง หรือว่านี้จะเป็นคนของท่านพี่ที่บอกเราเอาไว้ในตอนเช้าหรือเปล่านะ? ที่ว่าเร็วสุดก็คือมาถึงตอนช่วงบ่ายแก่ ๆ? ชื่อแส้อะไรท่านพี่ก็ไม่ได้แจ้งให้ทราบไว้ก่อนสะด้วยสิ

“ เอ่อ....” ร่างบางไม่รู้จะเรียกขานแวมไพร์วัยกลางคนด้วยสรรพนามใดจึงทำทียกมือยกไม้คล้ายกับจะเรียกหา แต่ทว่าหญิงใหญ่เคร่งในระเบียบได้ยินดังนั้นก็สวดเธอกลับเสียยับเยิน

 

“ ตายจริงเป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่จะพูดจะจาเอ่ออ่าเป็นบ้าใบ้...เดี๋ยวใครได้ยินเข้าก็พากันก่นด่าหรอกเจ้าค่ะ ”

 

ฉึก...!

 

อ่าคำพูดเหน็บแนมแทงใจดำ

 

ชัดแล้วล่ะว่าคนที่ท่านพี่ส่งมานั้นเคยรับใช้ใครในตระกูลมาก่อน

 

เจ้าระเบียบยิ่งกว่าท่านพี่ โหดหินยิ่งกว่าท่านลุง เห็นทีจะไม่พ้นเป็นคนของคุณหญิงป้า!

 

“ ก็ข้าไม่รู้จักชื่อแส้เจ้าแล้วจะให้เรียกหาอย่างไร?”

 

ข้ามีนามว่า เอิร์น เจ้าค่ะจะเรียกขานว่า ป้าเอิร์น หรือเอิร์นเฉย ๆ ก็แล้วแต่ใจของคุณหนูเถิด...เชิญทางนี้เจ้าค่ะข้าจะนำทางไปให้

 

ตึกตึก ตึก

ร่างบางก้าวตามหลังไปยังไม่ทันถึงห้าก้าวดีป้าเอิร์นเจ้าระเบียบก็หันมาทำหน้ามุ่ยพลางจุปากเชิงให้เธอเดินเหินให้เบาเสียงกว่านี้ พลางทำสีหน้าดุดาดเชิงว่าเธอเดินเท้าหนักจนเกินงามมันเป็นการเสียมารยาทเป็นอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่เธอก้าวไปนั้นแทบจะไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากฝีเท้าเลยเสียด้วยซ้ำไป!?

 

“ จะเดินเหินก็ให้มันนิ่มนวลเงียบสงบสิเจ้าคะ...คุณหนูเองก็โตแล้วใยต้องให้ข้าพร่ำสอนอีก ”

 

“ (=’’=) ”ร่างบางชักหวั่นใจไม่รู้จะยินดีหรือว่ายินร้ายนี้ท่านพี่ส่งป้าจอมโหดมาให้เธอถึงที่เลยหรือเนี่ย!!!! แถมป้าแกดูจะเบอร์หนึ่งเรื่องมารยาทเสียด้วย!!! โอ๊ย ตายแล้ว!!!!

 

พรึ่บบบบบ!!

เดินทอดน่องชมวิวรอบบริเวณมาได้ระยะในที่สุดก็ถึงห้องสำหรับพักแรมจนได้ป้าเอิร์นเปิดแง้มบานประตูใหญ่ก่อนจะจัดแจงแหวกผ้าม่านผืนใหญ่ออกเพื่อให้อากาศเย็น ๆ ภายนอกปราสาทถ่ายเทเข้ามาด้านในโดยพลันห้องหับกว้างขวางเอาการอยู่หลายส่วนนักดีที่มีอาบน้ำส่วนตัวภายในห้องห้องใหญ่แบ่งเป็นสัดส่วนหลายอย่างนักอาทิห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และริมระเบียงใหญ่ที่เปิดเข้าออกไปชมนกชมไม้ด้วยสองประตูบานกระจกคล้ายคริสตัล ร่างบางย่ำกายออกไปก่อนจะอิงเชิงระเบียงใหญ่แล้วทอดมองรอบบริเวณด้วยวิสัยช่างสังเกต ตะวันลับเส้นขอบฟ้าไปแล้วตอนนี้ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีส้มกร่ำกลับกลายเป็นสีดำสนิทก่อนจะแทนที่ดวงแสงแห่งจันทราที่กำลังโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าขึ้นมาทีละนิดหมอกที่ปกคลุมรอบปราสาททำให้สังเกตอะไรไปไม่ได้มากเท่าที่ควรนัก หรือว่าเพราะแดนเหนือมีป่าสนเยอะหรือเปล่านะ อากาศจึงได้ชื้นชุ่มฉ่ำเย็นสบายกายในช่วงเช้า แต่ในยามค่ำคืนต้องแลกด้วยลมกรรโชกแรงและน้ำค้างเย็นเหยียบ แวมไพร์สาววัยกลางคนลอบมองปฏิกิริยาของบุญสาวบุญธรรมของนายน้อยด้วยสายตาเรียบก่อนขานเรียกให้เจ้าตัวเตรียมพร้อมสำหรับงานเลี้ยงที่จวนเจียนจะใกล้ถึงเวลา

 

“ มาอาบน้ำแต่งตัวเร็วเถิดเจ้าคะ ใกล้ทุ่มตรงเข้าไปทุกทีแล้ว” ป้าเอิร์นเอ่ยพลางรวบพับผ้าคุณหนูผืนใหญ่ผืนน้อยเอาไว้ที่ท่อนแขน ร่างบางจึงได้นึกได้ว่าจอมราชันย์ทรงตรัสเอาไว้ว่าทุ่มตรงให้ไปพร้อมเพรียงกันที่งานเฉลิมฉลองนี่หน่า

 

ซ่าส์ ซ่าส์ขัด ๆๆ ถู ๆๆ

แวมไพร์สาวยกถังไม้ที่จุไปด้วยน้ำใสสะอาดขึ้นก่อนจะราดลงมาเส้นผมของหญิงสาวเพื่อชำระล้างก่อนจะชโลมทับด้วยน้ำมันหอมระเหยที่คุณหญิงท่านกำชับให้พรหมปรนนิบัติโฉมสะครางให้พร้อมสับทุกค่ำเช้านับแต่นี้ไป...ขวดโหลสีใสที่จุไปด้วยของเหลวสีแดงสะท้อนแสงทำให้หญิงงามที่นอนแช่อยู่ในอ่างน้ำใหญ่หันกลับมามองก่อนจะคว้าขวดดังกล่าวที่ป้าเอิร์นนำขึ้นมาเหยาะแหมะ ๆ พลางลูบไล้เธอจนทั่วทั้งตัวด้วยสายตาใคร่รู้ร่างบางถือวิสาสะใช้จมูกลอบดมดอมกลิ่นหอมที่ระเหยขึ้นมาจากปากขวดก่อนจะพึมพำเสียงแผ่ว

“ กลิ่นกุหลาบ?”

 

คุณหญิงท่านว่ากลิ่นคุณหนูคล้าย ๆ กับกลิ่นกุหลาบเลยควรใช้เครื่องประทินผิวทั้งหลายเติมเต็มกลิ่นเฉพาะตัวนี้ให้โดดเด่นขึ้นไปเห็นจะดีเจ้าค่ะ

 

“ แต่ที่นี่กุหลาบนั้นมีค่ายิ่งกว่าทองคำอีกมิใช่หรือป้าเอิร์น”

 

เพื่อการณ์นี้ต่อให้ถลุงทั้งเหมืองทองคำแล้วคาร์เตอร์ก็ทุ่มหมดหน้าตักแน่นอน ฉะนั้นคุณหนูดารินต้องมัดพระทัยจอมราชันย์ให้ได้นะเจ้าคะ คู่แข่งเองก็เหลือเพียงหนึ่งแล้วด้วย ต้องสู้ให้สมศักดิ์ศรีของสกุลคาร์เตอร์!!คำพูดปลุกเร้าของป้าเอิร์นทำให้ร่างบางหลุบกายลงต่ำจนริมฝีปากเสมอเท่ากับผืนน้ำ ร่างบางทำปากจู๋ก่อนจะพ่นฟองน้อยฟองใหญ่จนคนเป็นป้าดุเสียงสนั่นว่าเธอยังจะทำเป็นเล่นอยู่อีก ร่างบางอิงพวงแก้มใสลงบนขอบอ่างแช่ด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นถึงท่านพี่จะบอกว่าไม่ต้องคิดมากก็เถอะ แต่ฟังจากคำของข้ารับใช้ของเธอแล้วก็ยิ่งแจ่มกระจ่างว่าท่านลุงและคุณหญิงป้าหมายมาดกับการเดิมพันนี้ขนาดไหน

 

เห้อออออ...

เมื่อคืนวานก็เพิ่งถูกเขาขโมยจูบทำให้แค่หน้าเรายังไม่กล้ามอง แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปมัดใจจอมราชงจอมราชันย์อะไรนั่นกัน จะยอมแพ้แล้วถอนตัวไปเองก็มีแต่จะทำให้ทั้งตระกูลพลอยขายขี้หน้าอีก อ๊ากกกก!! ไม่รู้ด้วยแล้ว!!! ร่างบางขยี้เรือนผมของตนเองแถบนึงจนยุ่งเหยิงเพราะคิดไม่ออกแล้วว่าจะทำอย่างไรให้จอมราชันย์หลงใหล

 

“ อย่าทำหน้ามุ่ยเช่นนั้นสิเจ้าคะ คุณหนูเองก็หน้าตาไม่ได้ด้อยไปกว่าคุณหนูแพทริเซียเลย แค่คุณหนูต้องฉีกยิ้มหวานเข้าไว้...ไม่จำเป็นต้องมาก แต่ก็ต้องไม่น้อยจนเกินไป” ป้าเอิร์นสังเกตเห็นสีหน้าเป็นกังวลของคุณหนูตัวน้อยจึงเชยคางได้รูปของอีกฝ่ายขึ้นก่อนจะบรรจงแต่งเครื่องประทินโฉมลงบนผิวพรรณ

 

ร่างบางได้ยินดังนั้นก็ลองยิ้มสวยให้ป้าเอิร์นไปทีนึง ป้าเอิร์นขมวดคิ้วราวกับว่ามันยังขาดอะไรไป และแล้วเธอก็คิดออก...!

“ ตาเจ้าค่ะ ปากยิ้ม ดวงตาของคุณหนูเองก็จำต้องยิ้มตามด้วย”

 

ตา?แล้วตามันจะยิ้มได้ยังไงกัน!?

 

“ ข้าไม่เข้าใจ” ร่างบางเอ่ยพลางกลับไปทำสีหน้าขมวดคิ้วอีกครั้ง ป้าเอิร์นจึงใช้ด้ามแปรงที่แต่งเติมช่วงปากเคาะไปที่หน้าผากช่วงหว่างคิ้วสองทีเพื่อตักเตือนว่าอย่าทำสีหน้าแบบนั้น

 

“ แอ๊ะ ๆ มิได้เจ้าค่ะ ห้ามขมวดคิ้ว! ” ดารินคลายใบหน้าบึ้งตึงเมื่อครู่ลงก่อนจะหยัดกายสันหลังตรงแล้วตั้งใจฟังหญิงสูงวัยตรงหน้าต่อ

 

“ คุณหนูนึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดสิเจ้าคะ...นึกถึงแล้วหยุดช่วงเวลานั้นเอาไว้แล้วก็แค่ยิ้มออกมาจากข้างในนี้เท่านั้นเอง ลองดูสิเจ้าคะลองยิ้มให้ข้าน้อยดูหน่อยเถิด”

 

ช่วงเวลาเหรอ...?

 

ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด....

 

“………” ร่างบางนิ่งไปชั่วขณะก่อนที่ภาพในวันวานบางส่วนจะไหลเข้ามาในห้วงแห่งความทรงจำ ชายชราท่าทางใจดีกำลังฉีกยิ้มให้เธออยู่บนเก้าอี้โยกตัวโปรด เธอโผเข้าไปหาพร้อมกับตุ๊กตาหมีน้อยตัวโปรด ท่านพี่ที่เพิ่งกลับมาจากที่ทำงานแวะเวียนมาหาเพื่อมาทานข้าวพร้อมกันในช่วงมื้อเย็น...เสียงหัวเราะร่าของเราและของท่านพี่ดังขึ้น เรียกรอยยิ้มกว้างของคุณปู่ที่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวเดิม ทันใดนั้นรอยยิ้มจาง ๆ ของร่างบางก็ผุดขึ้นพร้อมกับนัยน์ตาที่เอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกบางอย่างเธอคลี่ยิ้มอ่อนออกมาพร้อมกับนัยน์ตาที่กำลังเหม่ออยู่กับความทรงจำครั้งวัยเด็กอยู่เพียงลำพัง แวมไพร์วัยกลางคนที่กำลังแต่งแต้มเครื่องหน้าอยู่นั้นพลันชะงักมือ...คุณหนูดารินยิ้มแล้วยิ้มที่ไม่ได้มีเพียงริมฝีปากที่ยกแย้มขึ้น หากเป็นยิ้มที่ออกมากจากข้างในสะท้อนเข้าไปด้วยความรู้สึกมากมายผ่านดวงตากลมโตคู่นั้น

 

จริงอย่างที่นายท่านโรเบิร์ตว่าไว้...หากตัดแรงทิฐิออกไป

 

แล้วมองหญิงสาวให้ชัด ๆ ดูสักครั้ง

 

แล้วจะเข้าใจว่าทำไมลอร์ดจาริสถึงเลือกผู้หญิงตนนี้เข้าร่วมเดิมพัน

 

คุณหนูมิได้งามหยาดเยิ้มถึงปานนั้น...

 

แต่กลับมีเสน่ห์ชวนให้มองดูได้เรื่อย ๆ ต่างหาก

 

“ อย่าลืมความรู้สึกเมื่อครู่เด็ดขาดนะเจ้าคะ...คุณหนูดาริน ”

 

แต่งเนื้อแต่งตัวประทินโฉมจนพอประมาณก็ได้เวลาที่จะต้องเดินยังตัวงานเสียทีนึง ร่างบางเยื้องย่างออกมาจากตัวบันไดพร้อมสวมจิตวิญญาณของสตรีวรรณะสูงตามฉบับของตระกูลคาร์เตอร์เรียบร้อย ร่างบางเดินพาดผ่านมาจนจวบมาถึงโถงกลางทางทิศเหนือแต่ทว่าชุราตรีสีแดงสดของใครอีกคนที่เดินปลีกมาจากอีกเส้นทางก็ปรากฏโฉมที่ตรงหน้าหญิงสาวพอดิบพอดี ร่างสมส่วนได้รูปทาบทับด้วยชุดราตรีสีแดงพราวระยับประดับอยู่บนเรือนร่างเฉกเช่นเดียวกับเธอ ต่างกันที่ดีไซน์ที่ออกแบบไปคนละทางเท่านั้น ! ชุดของร่างอรชรเน้นไปที่เป็นชุดสีแดงลายลูกไม้กระโปรงครึ่งนึงสั้นเพื่อโชว์ส่วนของเรียวขา ก่อนจะมีกระโปรงยาวเสริมส่วนของบั้นท้ายให้ดูโค้งงอนแล้วชายจรดลากยาวไปกับพื้น ในขณะที่หญิงสาวผมสีดำสนิทตรงหน้าเป็นชุดราตรีรัดรูปสีแดงสดที่ถูกผ่าหน้าอกจนเห็นร่องกลางลำตัวและความอวบอิ่มของหน้าอกหน้าใจช่วงปลายระบายออกเป็นหางปลาคลี่ชั้น ๆ

 

นัยน์ตาสีฟ้าสบเข้ากับนัยน์ตาสีดำสนิทอยู่นึงก่อนที่อีกฝ่ายจะยกยิ้มจาง ๆ ให้ตามมารยาท ร่างบางก็ยิ้มโต้ตอบเพื่อเอาเชิงแต่คลับคล้ายการสบตากันอยู่ชั่วครู่มีเสียงชิ้งราวกับเราทั้งสองต่างคนต่างชักฝีดาบออกมาแล้วปะทะกันไปหนึ่งบทเพลง ร่างบางหยุดยืนนิ่งก่อนจะปล่อยผ่านให้อีกฝ่ายได้มีสิทธิ์ก้าวเข้าไปยังตัวงานก่อนเพราะตามลำดับแล้วท่านพี่แพรทิเซียนั้นอาวุโสกว่าเธอมากนัก...และแล้วเรียมจมูกมนก็พลันได้รับรู้ซึ่งกลิ่นหอมที่ประทินอยู่บนผิวสาวเจ้า ก่อนที่นัยน์ตากลมโตจะเบิกกว้างขึ้นเพราะความตกตะลึงครั้งที่สอง!?

 

ชุดสีแดงเหมือนกันไม่พอ...

 

น้ำหอมก็ยังไม่วายใช้กลิ่นกุหลาบเหมือนกันไปอี๊ก!!!!!

 

แพทรเซิยเดินเข้างานพร้อมกับอุทานปาวร้องที่ตกตะลึงในรูปโฉมที่กินขาด ขือเราเดินตามเข้าไปติด ๆ ไม่วายเราคงได้กลายเป็นดาวดับแน่ โอยปวดหัวนักทำไมต้องชุดสีเดียวกัน น้ำหอมกลิ่นกุหลาบเหมือนกันด้วย! ไม่อยากจะสร้างเรื่องอื้อฉาวให้ท่านพี่ปวดหัวแท้ ๆ เห้อออ

“ ยอมแล้วจ้า...”

 

“ อั๊ย! คุณหนูเจ้าคะไม่ทันไรก็ยกธงขาวแล้วหรือเจ้าคะ!!!! ”

 

“ ชู่ววววว ป้าเอิร์น! ไม่ใช่ค่ะ...คือข้าแค่พึมพำแกมประชดเท่านั้นเอง ”

 

“ ใยต้องใช้ถ้อยคำนั้นด้วยเจ้าคะไม่เห็นน่าฟังเลย!! ใช้คำอื่นยังจักดีเสียกว่า!!! ” และแล้วคำพูดกึ่งฉุนเฉียวของแวมไพร์วัยกลางคนก็ดังขึ้นพร้อมกับทีท่าฮึดฮัด ทำให้ร่างอรชรได้แต่คอตกโดนเอ็ดอีกแล้วเรา นี้มันเหมือนกับมีร่างโคลนของคุณหญิงป้าก็มิปานเลยมิใช่หรือไรเนี่ย ดุเสียยิ่งกว่าอะไร ขือเถียงไปก็พลอยแต่จะโดนบ่นจนหูชาสู้ยอมรามือไปตามภาษาเห็นทีจะเป็นวิธีสงบสุขที่ดี

 

“ ขอโทษค่ะคราวหน้าข้าจะระวัง” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นว่านอนสอนง่ายกว่าที่คาดหลายขุม หญิงอาวุโสจึงยอมอ่อนข้อแต่โดยดีเธอส่งซิกให้ร่างบางเดินเข้าไปยังตัวงานได้แล้วเพราะเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์เสีย ร่างบางพยักหน้ารับก่อนจะสาวเท้าเข้าไป ท่ามกลางเหล่าแวมไพร์เชื้อสายบรุสิทธิ์ที่ดำรงตำแหน่งชั้นสูงทั้งหลายหลากหลายหน้าที่ต่างจับกลุ่มคุยกันคนละมุมสองมุม ห้องโถงที่จัดงานนั้นประดับประดาไปด้วยหน้าต่างบานสูงรอบบริเวณ เห็นทิวทัศน์ด้านนอกแจ่มจัดชัดเจนนัก พุ่มประดับสีเขียวชะอุ่มท่ามกลางแสงสีเงินของดวงจันทร์สาดแสงลอดเข้ามาด้านในทำให้พื้นที่บริเวณนี้นั้นมืดสลัวขึ้น แลดูเงียบสงบและโรแมนติกไม่น้อยเชียวนัยน์ตาสีฟ้าสกาวสังเกตเห็นสีหน้าและทีท่าของแวมไพร์วรรณะสูงตนอื่น ๆ ที่ต่างหันไปกระซิบกระซาบคู่สนทนาของตนเองพลางจ้องมองเธอด้วยแววตาแปลก ๆ อย่างเห็นได้ชัด

 

คงคิดว่าเราแต่งกายเลียนแบบท่านพี่แพทริเซียกันล่ะสินะ...

 

ปวดหัวชะมัดให้ตายเถอะ

 

ร่างบสงผู้ไม่มีใครเดินเข้ามาเสวนาแลกเปลี่ยนด้วย ครั้นหันไปทางท่านพี่ก็ดูจะกำลังวุ่น ๆ อยู่กับการเสวนากับใครก็ไม่รู้ที่เราไม่รู้อยู่เสียด้วย ไม่เอาไม่ไปกวนใจท่านพี่จะดีกว่า สาวเจ้าตัดสิใจก่อนจะหันเหไปทางซ้ายและขวาเพื่อหามุมสบาย ๆ เอาไว้สำหรับพักผ่อนตามลำพังและแล้วสายตาเจ้ากรรมก็หันไปเห็นแก้วทรงสามเหลี่ยมที่เรียงสูงเนินขึ้นไปราวกับภูเขาบนโต๊ะผ้าแพรสีมุกที่อยู่ ณ มุมนึงของห้องโถงใหญ่ร่างอรชรไปรีรอรีบลุดตัวเดินไปหยิบขึ้นมาดื่มด่ำความฉ่ำหวานก่อนจะวกเดินไปยังมุมอับมุมนึงเพื่อทอดมองวิวที่อยู่ด้านนอกอาคารพร้อมกับจิ๊บพลาสม่ารสเลิศในมือไปพลาง ๆ หมายแก้เบื่อ ร่างบางปลีกวิเวกอยู่ตัวคนเดียวไปได้ไม่นานนัก จู่ ๆ ก็มีแวมไพร์หนุ่มหน้าตาคมสันรูปร่างดีปี่เข้ามาทักทายเสียก่อน

 

“ สวัสดีขอรับคุณหนูคาร์เตอร์” เสียงทุ่มไม่คุ้นหูนักเอ่ยขึ้นทำให้ร่างบางที่ทอดสายตาไปด้านนอกหน้าต่างหันกลับมามองก่อนจะลอบยิ้มหวานให้ คนตรงหน้าคือใครก็ไม่รู้ แต่หน่วยก้านดีชะมัด หน้าตาทุกสัดส่วนคมคายนัก นัยน์ตาขอเขาเรียวดุจคมมีด สันกรามก็นูนชัด แถมยังใส่แว่นทรงกลมติดโซ่รั้งไว้ที่ปลายจมูกแบบนี้

 

ใครกันล่ะนี้...? เข้ามาทักเราด้วยจุดประสงค์อะไร?

 

“ สวัสดีค่ะ..เอ่อ...”

 

“ โอ้วขออภัย ข้าวิลเลียม บริดเน่ ออส...เป็นนักวิทยาการประจำวังหลวง เคยทำงานรับใช้ท่านจาริสอยู่หลายปีดีดักนัก ยินดีที่ได้รู้จักขอรับ”

 

อ๋อเคยทำงานกับท่านพี่มาก่อนนี่เอง

“ ว้าว ท่านคงเก่งเรื่องงานวิจัยและงานประดิษฐ์พอดูเลยนะเจ้าคะ ”

 

“ อ่า ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับ...ฮ่ะฮ่า ”

 

“ แหมต้องเก่งซิเจ้าคะท่านวิลเลียม” สาวน้อยเยินยอก่อนจะหัวเราะไปตามน้ำอีกฝ่าย และในขณะนั้นเองที่หางตาของเธอเหลือบไปเห็นชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงยาวที่อยู่อีกมุมนึงของห้องโถงใหญ่เข้าอย่างจัง ร่างสูงผมสีบลอน์ทองเป็นประกายกำลังมองมาทางนี้โดยที่นัยน์ตาของคนทั้งสองสบเข้าหากันและกันอยู่พักนึง และแล้วฝ่ายที่ยอมถอยก็ไม่พ้นเป็นหญิงสาวร่างเล็กที่จงใจเลี่ยงการสบตากันแบบซึ่ง ๆ หน้าด้วยการยกแก้วที่จุไปด้วยพลาสม่าขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อน

 

อีกแล้ว...

 

ผู้ชายคนนั้นจ้องเราด้วยสายตาแบบนั้นอีกแล้ว

 

“ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะขอรับคุณหนูคาร์เตอร์...ขอให้เป็นคืนที่สนุก”

 

“ เจ้าค่ะท่านวิลเลียม” ร่างอรชรหันมาขานรับก่อนจะส่งยิ้มให้อีกฝ่ายจนเขาเดินหันหลังกลับไป ใบหน้าหวานหันออกไปยังทิวทัศน์ที่อยู่ด้านนอกอีกครั้งเพื่อชมวิวเล่น ถ้าไม่ติดว่าจอมราชันย์ยังไม่เสด็จมายังงานป่านนี้เราคงหาลู่ทางออกไปรับลมชมวิวที่อยู่ด้านนอกตามลำพังแล้วแท้ ๆ เบื่อจริง ๆ กับสังคมที่สวมหน้ากากเข้าหากันเนี่ย...ไม่เห็นมีอะไรน่าสนุก ร่างบางครุ่นคิดก่อนจะกระดกของเหลวสีทับทิมเข้มที่อยู่ในแก้วจนหมด ไม่นานข้าราชบริพารที่คอยปรนนิบัติก็ปี่เข้ามาเพื่อเสิร์ฟแก้วจุพลาสม่าใบใหม่ให้กับร่างบางตามหน้าที่เธอรับมาก่อนจะคลี่ยิ้มแล้วขอบคุณไปทีนึงเพราะติดเป็นวิสัยมาตั้งแต่ตอนยังเล็ก ที่เมื่อใครยื่นสิ่งใดให้ปากก็จานรับคำว่าขอบคุณกลับไปอย่างไม่มีสาเหตุ เรือนผมสีเด่นสยายออกเล็กน้อยเมื่อคนเรือนเล็กใช้เรียวนิ้วทัดปรอยผมบางส่วนลงข้างใบหู ร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ทรงยาวจ้องหญิงสาวตาไม่กระพริบยิ่งนางใส่ชุดราตรีสีแดงก็ยิ่งเหมือน...เหมือนมาก เหมือนคืนนั้นที่ท่านพี่ประกาศว่า ซาเลียน่า โรส คือผู้ปลดพันธนาการไม่มีผิด! ใจของร่างแกร่งนั้นเต้นโครมครามไม่ยอมหยุด และแล้วฟ้าก็เปิดทางเมื่อโอกาสหนที่สองที่สร้างขึ้นนั้นมาถึงจนได้ นางหันมาสบนัยน์ตากับเขาอีกพอดีและหนนี้นางก็หยุดยืนอยู่เพียงลำพังด้วย เขาจะไม่มีทางปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปได้!!

 

“ ท่านน้าข้าขอตัวสักประเดี๋ยว....” ร่างแกร่งเอ่ยทิ้งทวนเอาไว้โดยไม่ปล่อยช่องไฟให้ลอร์ดลอเรนซ์ได้รั้งพระวรกายของพระองค์เอาไว้ได้เลย ร่างสูงเดินฉับ ๆ ไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวหญิงสาวจนเกือบจะอยู่ในระยะประชิด กลิ่นโคโลญอ่อน ๆ ประจำพระองค์ลอยคลุ้งจนร่างบางเผลอสะดุ้งเฮือกก่อนจะหันมาพลางถวายความเคารพ

 

“ ถวายพระพรเพคะเจ้าชาย” สีหน้าของหญิงสาวหลังจากเสร็จสิ้นการถวายความเคารพทำให้ร่างสูงที่มองดูอยู่ตลอดนั้นพลันฉงน ก่อนจะเผลอแสดงความหงุดหงิดออกมาผ่านคำพูด

 

“ นี่เจ้าจงใจหลบหน้าข้าอยู่อย่างนั้นหรือ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น

  1. #133 นิยายคือชีวิต()(( (@jeen555) (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 00:57
    รอเสมอ
    #133
    1