ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 60 : ตอน อันตราย(2) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    18 ม.ค. 63

 

ระหว่างที่ข้อเท้าของคนเรือนเล็กกำลังกวัดแกว่งเตะก้อนกรวดที่เรียงรายอยู่บนพื้นจนกระเด็นกระดอนเพื่อฆ่าเวลาเล่นอยู่นั้นเอง เสียงพรึ่บพรั่บคล้ายกับเสียงกระพรือปีกของสัตว์ใหญ่ก็ลอยแผ่วเข้ามายังโสตประสาท ร่างบางชะงักก่อนจะแง้นใบหน้าหวานขึ้นมอง เพียงแค่ชั่วพริบตาเงาสีทมิฬมืดรูปร่างมหึมาก็บินโฉบผ่านศีรษะของเธอไปด้วยความเร็วสูง

 

พรึ่บ...พรึ่บ

 

นั่นมัน...ตัวอะไรน่ะ

 

นัยน์ตาสีฟ้าสกาวพราวระยับก่อนที่จะยกชายกระโปรงของตนเองขึ้นพลางเร่งฝีเท้าไล่ตามสัตว์ใหญ่ที่กำลังบินวาดลวดลายตัดหมู่เมฆาไปมาอยู่กลางอากาศ หญิงเรือนเล็กไล่ตามมาจนถึงธารน้ำใสที่กระแสน้ำเบาบางจนเกือบจะหยุดนิ่งด้วยดวงตาที่ยังจับจ้อง รูปร่างและช่วงลำตัวปราดเปรียวเหยียดเป็นตัวตรง กรงเล็บสีดำสนิทที่แสนคุ้นตานั้นกำลังควบคุมองศาการโบยบินอยู่กลางอากาศ สัดส่วนเหล่านั้นคือร่างที่แท้จริงของแวมไพร์อีกหนึ่งร่าง ผิดตรงนี้สิ่งที่เธอกำลังจับจ้องท่วงท่าการบินสุดพิสดารแสนโลดโผนอยู่นี้มีสัดส่วนและขนาดใหญ่โตกว่าร่างจริงทั่ว ๆไปที่เธอเคยพบเห็น แวมไพร์ตนนี้มีร่างจริงที่ใหญ่โตมาก ขนาดบินฉวัดเฉวียงด้วยความเร็วถึงเพียงนั้นก็ยังเห็นว่าช่วงลำตัวยามที่กางเรียวปีกจนสุดเรียวแขนใหญ่พอจะจะกลบดวงจันทราที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้าได้อย่างง่ายดาย

 

นี้เป็นร่างจริงของผู้ใดกัน?

 

พวกวรรณะสูงสายเลือดบริสุทธิ์แน่...

 

พวกลอร์ดงั้นหรอ หรือจะเป็นของพระบรมวงศานุวงศ์...?

 

พญาค้างคาวตัวใหญ่ยักษ์นั้นเอนเอียงลำตัวไปมาซ้ายและขวาก่อนจะพลิกลำตัวหมุนเป็นเกลียวสามตลบและสยายเรียวปีกคู่ใจออกเพื่อบินขึ้นในระดับที่สูงกว่าเดิม ทันทีที่ส่วนหัวผงาดขึ้นกลางอากาศจนได้ซึ่งระยะตามที่ต้องการเรียวปีกกว้างที่เคยกางจนสุดแขนก็พลันขยับลู่เข้าหาลำตัวจนแนบสนิท สาวเจ้านึกว่าจะได้เห็นทีท่าโลดโผนสุดแสนหวาดเสียวอีกครา แต่เธอกลับคิดผิดถนัด...!

 

ตูมมมมมมม ซ่าส์!!!!

 

พญาค้างคาวที่เคยบินตัดไปตัดมาจู่ ๆ ก็ปล่อยให้ศีรษะของตนทิ้งดิ่งลงสู่เบื้องล่างและพญาค้างคาวร่างมหึมาจมหายไปยังสายน้ำอันกว้างใหญ่ ร่างพญาค้างคาวตัวใหญ่ยักษ์นั่นจมหายลงไปกลางแม่น้ำอยู่นานสองนานจนคนเรือนเล็กนึกตกใจเผลอส่งเสียงปาวร้อง

 

“ เจ้า...เจ้า!!! ” ร่างบางสาวเท้าเข้ามาใกล้ยังริมธารน้ำพลางลองพยายามตะโกนเรียกดู เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครจึงได้แต่เรียกขานสรรพนามกลาง ๆ ออกไปก่อน

 

“ เฮ้!!! เจ้าจงใจทิ้งตัวลงน้ำใช่หรือไม่!! ” ร่างบางยกมือทั้งสองขึ้นมาอังที่บริเวณปากพลางร้องตะโกนปาว ๆ ออกไป ใช่สิ เมื่อครู่นี้เราก็เห็นว่าอีกฝ่ายจงใจเก็บปีกที่เคยสยายก่อนจะพุ่งตัวลงสู่ด้านล่างด้วยความเร็วนี้! ร่างบางตะโกนเรียกพลางทิ้งระยะรอสัญญาณตอบกลับ หรือไม่อีกฝ่ายอาจโผล่พรวดขึ้นมาจากผิวน้ำด้วยตนเอง แต่ทว่าเมื่อปล่อยเวลาผ่านไปชั่วครู่นึงกลับไร้วี่แวว...ไม่มีสัญญาณใด ๆ ตอบกลับมานอกจากความเงียบสงัดและเสียงของลำธารที่กำลังไหลกระทบโขดหิน

 

เวรแล้ว หรือว่าจะจมน้ำจริง ๆ?!

 

ร่างอรชรไม่รอช้ารีบค้อมตัวลงไปทิ้งรองเท้าหุ้มส้นที่สวมใส่อยู่ออกทันที ก่อนจะปี่ตัวเดินฉับ ๆ ไปยังแม่น้ำผืนใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าด้วยจิตใจที่ร้อนรน บ้าชะมัดเลยแล้วทำไมฉันจะต้องมาซวยแบบนี้ด้วยเนี่ย!!! แค่ออกมาเดินเล่นให้คลายสมองกลับต้องมาลุยน้ำลงไปช่วยไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ที่บินผาดโผนจนจมน้ำหายไปเองดื้อ ๆ!! ตายแน่ โดนแอชตันด่าจนหูบวมอีกแน่ ๆ เลย!!! เวรเอ๊ย เวร เวร เวรจริง ๆ! เรือนร่างบอบบางเริ่มจมหายไปกว่าครึ่ง แต่ที่ที่ค้างคาวตัวใหญ่นั่นจมน้ำหายไปกลับอยู่หลังโขดหินก้อนนั้นซึ่งเหลืออีกสองถึงสามช่วงตัวได้กว่าจะแหวกว่ายไปถึง และแล้วอาภรณ์สีสำลีก็ค่อย ๆลู่เข้าหลำตัวของหญิงสาวเมื่อระดับน้ำสูงขึ้นมาจนถึงระดับคอ สองเท้าที่เคยก้าวเดินลอยขึ้นเมื่อระดับท้องน้ำนั้นลึกเกินกว่าจะฝ่าไปด้วยสองเท้า ร่างบางจำต้องเปลี่ยนมาเป็นท่าว่ายขั้นพื้นฐานพลางร้องเรียกอีกฝ่ายที่ยังคงจมหายไปกลางผืนน้ำ

 

“ นี้!!!!!....บ้าเอ๊ย ” ร่างบางเห็นว่าร้องเรียกไปก็ดูจะไม่เป็นผลจึงได้แต่สบถก่อนจะแหวกว่ายมาจนถึงโขดหินก้อนที่พญาค้างคาวนั้นจมหายไปกับตา ฝ่ามือเล็กทั้งสองข้างจับเนินหินเปียกชื้นนั่นเอาไว้เพื่อประคองตัวและไม่ให้ตัวเองลอยคอไหลไปตามกระแสน้ำ ในเมื่อลุยน้ำจนตัวชุ่มฉ่ำถึงขนาดนี้ก็คงต้องดำผุดดำว่ายหาอีกฝ่ายดูว่าเป็นอย่างไร ขณะที่ร่างบางกำลังจะเริ่มการช่วยเหลือ จู่ ๆแสงสีเงินใต้ผืนน้ำก็แยงสายตาเธอขึ้นมาพร้อมกับร่างกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามของชายปริศนาที่โผล่พรวดผืนน้ำขึ้นมาอย่างกระทันหัน!!

 

ซ่าส์!!!!!

 

“ ว๊ายยยยยยยย!!! ”

 

ร่างสูงโผล่พรวดขึ้นมาจากผืนน้ำพร้อมกับเสยเรือนผมสีบลอนต์เทาที่ปรกอยู่บนใบหน้าให้กกลับไปยังด้านหลัง นัยน์ตาคมเบิกตากว้างขึ้นเมื่อได้ยินเสียงหวีดร้องของอิสตรีดังอยู่ในระยะประชิดตัว ทันทีที่ฝ่ามือหนาลูบไล้ละอองน้ำที่บดบังทัศนวิสัยออกได้จนเกือบหมดร่างสูงก็จำต้องผงะไปหลายต่อหลายขุม กลิ่นอายคล้ายกุหลาบลอยฟุ้งอยู่แค่ปลายจมูก ร่างเล็กที่เนื้อตัวเปียกปอนจนชุดอาภรณ์สีขาวดุจสำลีนั้นแนบเนื้อจนเห็นสัดส่วนทรวดทรวงของความเป็นหญิง เรือนผมสีทองอมส้มเป็นประกายรับกับนัยน์ตาสีฟ้าทะเลคู่โตที่จดจ้องมายังเขาด้วยแววตาที่ตกตะลึงไม่แพ้กัน! สภาพนางในตอนนี้ช่างเร้าร้อนไม่ต่างกับนางยั่วสวาทก็มิปาน ธารน้ำที่เคยเย็นเหยียบและดับมอดทุกอณูความรู้สึกของร่างสูงกลับไม่ได้ช่วยอะไรเขาได้เลย เมื่อสตรีที่เขาเฝ้ารออยู่ในสภาพกึ่งเย้ายวนและหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า

“ ดึกดื่นปานนี้เจ้าออกมาทำบ้าอะไร...แอชตันหายหัวไปไหน ” เสียงดุดันเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธกริ้ว ทำให้ร่างบางเงยหน้าขึ้นมามองอย่างเต็มตาอีกครั้ง ใบหน้าสมส่วนดุจรูปปั้นของจอมราชันย์ปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้า!! เป็นฝ่าบาทหรอกหรือที่โบยบิน!!!!? ร่างบางไล้สายตามองอย่างลวกๆ ก่อนที่ใบหน้าหวานจะรู้สึกร้อนผ่าวราวกับมีเปลวไฟอังอยู่ที่หน้าก็มิปาน เมื่อร่างบางเผลอสาดสายตาไล้มองพบว่าหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามช่วงกล้ามอกและซิกแพ็คกำลังทิ้งตัวและไหลลงเบื้องล่าง

 

จอมราชันย์เปลื้องท่อนบน!!!

 

 

จอมราชันย์เปลื้องท่อนบน!!!

 

 

ใช่ค่ะ พวกคุณอ่านไม่ผิดหรอก เพราะตอนนี้ฉันกำลังจ้อง

 

ท่อนบนแสนเปลือยเปล่าของจอมราชันย์อยู่!!!

 

T/////////T แง ถ้าท่านพี่รู้ได้แหกอกเราตายแน่

 

“ เอ่อ...คือว่า คือ...ขออภัยเพคะ!!! ฝ่าบาทอย่าเข้าพระทัยผิดนะเพคะ หม่อมฉันมิได้คิดจาบจ้วงล่วงเกินพระองค์ หม่อมฉันเพียงแค่นอนไม่หลับเลย...เอ่อ ”

 

“………” ร่างสูงนิ่งก่อนที่นัยน์ตาคมปรายตามองรอบบริเวณ เขาเห็นรองเท้าหุ้มส้นของสตรีวรรณะถูกทอดทิ้งเอาไว้อยู่ที่ริมธารผนวกกับสภาพที่คลับคล้ายคลับคลากับลุยแม่น้ำมาไกลจนถึงนี้ หรือว่านางแอบดูเขาโบยบินอยู่บนท้องนภามาตั้งแต่แรกเริ่ม

 

“ หม่อมฉันกะจะเดินฆ่าเวลาเพียงแค่ชั่วครู่ แต่พอเห็น เอ่อ...ค้างคาวตกลงไปกลางแม่น้ำไม่ยอมโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเสียทีก็เลย...ก็เลย ”

 

“ เจ้าก็เลยคิดจะช่วยงั้นหรือ? ”

 

“ ใช่แล้วเพคะ...ฝ่าบาท ”

 

“ แวมไพร์ไม่ตายเพราะจมน้ำตายหรอกนะ...(ถอนหายใจ) ”

 

“ หม่อมฉันรู้! แต่ในน้ำอาจมี...สัตว์ร้าย ” ร่างบางเอ่ยสองพยางค์หลังด้วยเสียงกระอ่อมกระแอ้ม เธอรู้ว่าเหตุผลอาจดูไม่มีน้ำหนักสำหรับอีกฝ่ายที่อาจเข้าใจผิดไปไกล แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้นี้!!! จะให้เธอแสร้งทำทีเป็นไม่รู้ว่ามีใครจมน้ำแล้วเดินกลับกระโจมงั้นเหรอ?!! ไม่มีทาง!

 

ร่างสูงได้แต่ถอดถอนลมหายใจ นางไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ยามที่มีคนอ่อนอกว่าหรือเป็นอะไรต่อหน้าก็จะปี่เข้าไปช่วยโดยไม่เคยคิดหน้าคิดหลังว่านั่นอาจเป็นหลุมพรางหรืออีกฝ่ายอาจเป็นศัตรู ป่วยการที่จะเท้าความยาวสาวความยืด เพลานี้จวนจะสว่างแล้ว และการที่ร่างของนางยังแช่อยู่ในน้ำโดยที่ยืนห่างจากเขาเพียงแค่ไม่กี่ก้าวแบบนี้

 

มันไม่ดีต่อใจเอาเสียเลย...ไม่เลยสักนิด ร่างสูงนึก

“ ขึ้นฝั่งได้แล้ว ” พระสรุเสียงดังขึ้นพลางหรี่สายพระเนตรลงเชิงกำชับทำให้ร่างบางเผลอค้อมศีรษะลงต่ำก่อนจะขานรับและเหลียวหลังกลับไปจ้ำอ้าวว่ายกลับไปหมายจะขึ้นฝั่งตามพระบัญชาโดยไว

 

“ พะ เพคะ ” ร่างบางวาดเรียวแขนแหวกว่ายไปตามทางน้ำ แต่ทว่าขณะเดียวกันนั้นเองกระแสน้ำกลับพัดพาท่อนไม้ใหญ่ให้ไหลผ่านมาพอดิบพอดี

 

“ ระวัง!!!! ”

 

หมับ!!!?

ดีที่ร่างสูงเหลียวหันไปเห็นได้ทันการ ฝ่ามือหนาจึงคว้าคนเรือนเล็กกลับมาได้ทันเวลาพอดี! ท่อนไม้ใหญ่นั่นลอยเคว้งผ่านคนทั้งสองไปตามธารน้ำไหลในที่สุด เหลือเพียงใบหน้าหวานที่เบิกตาโตด้วยความตกใจ เพราะอีกฝ่ายคว้าเธอกลับมาประชิดตัวจนแผ่นหลังเธอแนบชิดแผ่นอกล่ำสันของจอมราชันย์อยู่กลาย ๆจนได้กลิ่นหอมคุ้นจมูกออกมาจากกายแกร่งพาให้ใจเต้น

 

ตึกตึก....

“ ดีที่ข้าคว้าเจ้าไว้ได้ทัน....” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงผะแผ่วราวกับโล่งอก เพราะยืนอยู่ใกล้กันมากจนเรียวหูได้ยินเสียงแหบกระเส่าของฝ่าบาทที่ดังอยู่ใกล้มาก มากเสียจนจู่ ๆ ใจมันก็เต้นไม่เป็นส่ำขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

 

ตึกตึก...

“...ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท ” ร่างบางไม่กล้าหันกลับไปหาจอมราชันย์ตรง ๆ เพราะเธอรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าบัดนี้ใบหน้าเธอร้อนจี๋ดุจไฟลวกขนาดไหน ไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมจู่ ๆ ใจถึงได้เต้นแรงขนาดนี้!! ทั้ง ๆ ที่พระองค์ก็แค่หวังดีไม่ได้มีเจตนาอื่น

 

ตึกตึก...

เพียงแค่ได้ยินเสียงหวานขานตอบแม้นจะแค่เบือนหน้าหันมาหาเล็กน้อยก็ตาม ดวงใจของชายเย็นชาก็พลอยไหวสั่น สัมผัสแผ่วเบาที่เกิดขึ้นเพียงเพราะเหตุสุดวิสัยกลับทำให้เขาเกิดความโลภอยากจะโอบคนเรือนเล็กเอาไว้จนเนื้อเต้น อยากกอดนางให้จมอกให้สมกับวันเวลาที่รอคอยเหลือเกิน ยามที่นางในดวงใจค่อย ๆ ผละกายออกห่างและแหวกว่ายสายธารออกไปเพื่อกลับขึ้นฝั่ง ทำให้ร่างสูงได้แต่ยืนนิ่งเหม่อมอง...ใจของเขายังคงเป็นของนาง แหวนธำมรงค์ที่คล้อยอยู่ที่พระศอนั้นสั่นระริกเบา ๆ ไม่ยอมหยุด เมื่อผู้เป็นเจ้าของแห่งดวงหทัยของจอมราชันย์อยู่ใกล้ในรัศมี ร่างสูงเลือกที่จะไม่ว่ายน้ำกลับขึ้นฝั่ง แต่เขากลับปีนขึ้นไปยืนบนโขดหินก่อนจะอาศัยจังหวะที่ร่างอรชรใกล้จะถึงฝั่งจำแลงแปลงกายสู่ร่างจริงและโฉบขึ้นสู่ฟากฟ้า ก่อนจะร่อนลงบนพื้นด้วยร่างมนุษย์อีกครา...

 

กร๊อบ...

เสียงเหยียบกิ่งไม้แห้งดังมาจากต้นสนที่อยู่ห่างออกไปจากทิวป่าด้านหลัง ใบหน้าคมบ่ายหน้าหันหาก่อนจะได้กลิ่นสาบคุ้นจมูกที่โชยเจือมากับสายลมจาง ๆ ที่แท้เจ้าแอชตันก็ไม่ได้อู้งานถึงขนาดที่ปล่อยปละให้ร่างบางออกมาเดินเตร็ดเตร่รอบนอกเพียงลำพัง แต่กลับสะกดรอยตามนางมาโดยไม่ปล่อยให้เจ้าหล่อนรู้สึกตัวต่างหาก...

 

“ จะปล่อยให้คุณหนูคาร์เตอร์ยืนสั่นเป็นลูกนกเช่นนี้ไปจนถึงเมื่อใด...แอชตัน คอนเนอร์ ” พระสุรเสียงทุ้มดังกังวานขึ้นทำเอาชายผู้เป็นเจ้าของชื่อถึงกลับสะดุ้งเฮือก รับรู้ได้ถึงอารมณ์คุกรุ่นของฝ่าบาทที่มีต่อเขาได้เป็นอย่างดีเพราะโดยปรกติแล้วจอมราชันย์ไม่เรียกขานชื่อและสกุลเก่าของเขาแบบเต็มยศเช่นนี้บ่อยนัก เว้นเสียแต่ตอนที่พระองค์กำลังทรงกริ้วจัด...

 

ร่างบางที่กำลังยืนบิดชายผ้าเพื่อลดทอนความหนักอึ้งและความเปียกชื้นของอาภรณ์พลันชะงักมือไปหลายอึดใจ ก่อนจะเบือนหน้าไปยังทิวป่าสนที่ตั้งตระหง่านจากด้านหลัง และแล้วชายใบหน้าคมสันผู้เป็นเจ้าของชื่อก็ปรากฏตัวขึ้นพลางค้อมคำนับคาราวะจอมราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่

“ ขออภัยพะยะค่ะ...กระหม่อมเห็นว่ายังไม่ควรเข้าไปขัดบทสนทนาจึงได้แต่หยุดยืนอยู่ตรงนี้พะยะค่ะ ” ชายลูกผสมเอ่ยด้วยความสัตย์ซื่อ นัยน์ตานิลพรายเบิกกว้างตั้งแต่ที่คุณหนูดารินเหวี่ยงรองเท้าที่สวมอยู่ลงริมธารและกระโจนลงแม่น้ำเพื่อลงไปช่วยเพียงเพราเข้าใจผิดก็นึกอยากจะปี่ฝีเท้าเข้าไปห้ามปราม แต่อีกใจนึงกลับเลือกที่จะหยุดยืนนิ่งอยู่ที่มุมอับสายตาตรงนี้ต่อเห็นจะดีกว่า...เพื่อให้พวกเขาได้สานสัมพันธ์กันอีกครั้ง เพื่อให้จอมราชันย์ได้สร้างสะพานแห่งความทรงจำกับนายหญิงใหม่อีกสักหน เขาจึงได้แต่ข่มใจตนและบอกตัวเองให้ยืนนิ่งอยู่ตรงนี้...อย่าได้ริเข้าไปขวางทางของพวกเขาทั้งคู่ ชายลูกผสมหยัดกายแกร่งขึ้นก่อนจะถัดเปลื้องเสื้อตัวนอกแล้วสวมทับให้กับร่างบางที่ตอนนี้ชุดอาภรณ์สีสำลีนั้นแนบเนื้อจนเกินงาม

 

“ คุณหนูดารินสวมนี้เอาไว้ดีกว่าขอรับ...” เปลือกตาคมปิดแน่นพลางเบือนหน้าหนีเพื่อให้เกียรติสตรีตรงหน้า ทันทีที่ร่างบางได้เสื้อตัวนอกก็ก้มมองสภาพของตนเองก่อนจะรับรู้สภาพความโป๊เปลือยที่ตนเองนั้นไม่ได้รับรู้ซึ่งเรื่องราวเลยว่าบัดนี้ชุดของเธอนั้นแทบจะไม่ปกปิดอะไรเลยสักนิดบนเรือนร่าง!!!!

 

หมับ!!!

 

“ ขะ ขอบคุณ///// ” ร่างบางอายจนอยากจะเอาหน้ามุดดินหนีจะแย่ นี้แสดงว่าเธอก็อยู่ในสภาพเกือบเปลือยท่อนบนทั้งต่อหน้าจอมราชันย์และแอชตันน่ะสิเนี้ย!!! โอ๊ยยยย!!! ขายขี้หน้าชะมัด!!! ร่างบางได้แต่ขบริมฝีปากล่างของตนเองด้วยความอายก่อนจะกำชับชายเสื้อที่เพิ่งได้รับเอาไว้แน่น นัยน์ตาคมตวัดหางตาติแอชตันเล็กน้อยก่อนที่อีกฝ่ายจะทำได้เพียงแค่ค้อมศีรษะรับและรอถูกเชือดเป็นการส่วนตัวกับพระองค์ที่หลัง เมื่อร่างสูงลอบสังเกตบัดนี้ดวงจันทร์ค่อย ๆ คล้อยลงต่ำจวบจนใกล้จะพ้นปัจฉิมยามแล้ว แต่ว่าร่างบางยังคงเอาแต่หยุดยืนอยู่ริมธารไม่ยอมไหวติงไปไหนเสียที เขาจึงต้องเตือนนางให้รีบกลับไปพักผ่อนก่อนที่จะมีใครมาเห็นสภาพกึ่งเย้ายวนนี้เพิ่มมากกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าเขาคงไม่ชอบใจแน่

 

“ ดาริน...เพลานี้เจ้าควรจะกลับกระโจมของตนเองได้แล้ว ”

 

“เพคะ เพคะฝ่าบาท เช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลา // ทูลลาพะยะค่ะ ” ร่างบางได้แต่น้อมรับพระบัญชาด้วยความเหงอะหงะนึกสบถด่ากับตนเองที่เอาแต่ทำเรื่องขายขี้หน้าต่อหน้าผู้ชายตนนี้อยู่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างบางเดินจ้ำอ้าวกลับไปยังทิศทางเดิมที่ตนจากมาพลางพึมพำด่าทอตัวเองเป็นภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงอุบอิบที่ยากนักที่ใครจะเข้าใจได้ ร่างสูงที่ปล่อยให้ช่วงตัวท่อนบนเปลือยเปล่าบัดนี้หยดละอองน้ำที่เคยชุ่มฉ่ำกลับมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแค่ชุดฉลองพระองค์ชั้นในสุดที่ยังคาดทัดเอาไว้ที่เอว

 

พรึ่บ...พรึ่บ

“ เสวนาสิ่งใดกับท่านดารินไปบ้างหรือพะยะค่ะฝ่าบาท ” และแล้วเสียงที่เสียดสีเพราะใช้สปิริตแวมไพร์วับกายมาหยุดเคียงข้างจอมราชันย์ก็ปรากฏร่างสันทัดของว่าที่พระราชมนูคู่พระทัยที่เอาแต่ยกริมฝีปากฉีกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ล้อเลียนอีกฝ่ายไม่ยอมลดละ

 

“ ฟรานซิส...เมื่อครู่นี้เจ้าเห็นอะไรไปบ้างฮึ เจ้าเห็นใช่หรือไม่ ”

 

“ พะยะค่ะ? เอ๊ะ ฝ่าบาททรงตรัสถึงช่วงไหนละพะยะค่ะ ”

 

แค่มีเจ้าแอชตันได้เห็นทรวดทรวงองค์เอวของดารินเขาก็หัวเสียแทบแย่

 

แล้วยังจะมีเจ้าฟรานซิสเพิ่มเข้ามาอีกคน

 

หมับ!!!

“ อั่ก!! ฝ่าบาทบีบคอกระหม่อมด้วยเหตุใดพะยะค่ะ?!! แค่ก แค่ก แค่ก ”

 

“ ข้าถามว่าเจ้าเห็นอะไรบ้าง ตอบ - ข้า!! ”

กรอดดดดดด...!

“ เอ๋...ก็พระองค์ทรงสั่งให้กระหม่อม เคอร์แชตและวัลแคนคอยอารักษ์ขาอยู่ไม่ใกล้แต่ก็ไม่ไกลพระองค์มิใช่หรือพะยะค่ะ ข้าน้อยทั้งสามก็ต้องเห็นตั้งแต่ระ อั่ก!!! อั่กโอกกกกก ฝ่าบาทข้าน้อยหายใจ....แค่ก แค่ก!!! ” เพราะคำสารภาพที่ไม่รู้ซึ้งซึ่งชะตากรรมของตนเองทำให้ฟรานวิสได้แต่แดดิ้นอยู่ใต้พระหัตถ์ขององค์เหนือหัวที่ออกแรงกดขึงที่ต้นคอจนอีกฝ่ายพูดพร่ำไม่เป็นประโยค เคอร์แชตและวัลแคนเห็นทีท่าไม่ดีจึงรีบวับกายลงมาจากยอดต้นสนที่ซุ่มตัวอยู่พลางแยกตัวฟรานซิสออกมาก่อนที่ฝ่าบาทจะลงมือหนักข้อมากไปกว่าเดิม

 

                กว่าวัลแคนและเคอร์แชตจะช่วยฟรานซิสให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชได้ก็แทบหืดขึ้นคอ  แวมไพร์ผู้เยาว์ที่สุดในบรรดาทหารองครักษ์ด้วยกันถึงกลับส่ายหัวระรัว

                “ ก็รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังจะกระตุกหนวดราชสีห์...ดีเท่าไหร่แล้วที่พี่ไม่ซี้ม่องเท่งคาพระหัตถ์ฝ่าบาท ”

 

                “ เจ้าน่ะหุบปากไปเลย...! ” ฟรานซิสแว้งก่อนจะใช้เรียวนิ้วค่อย ๆ กด ๆ นวด ๆคลึงบริเวณต้นคอที่เมื่อครู่องค์เหนือหัวบีบเข้าอย่างจัง  เพราะความปากไวของตนเองแท้ ๆ เกือบได้สิ้นชื่อก่อนรับตำแหน่งแล้วไหมล่ะ! ฟรานซิสนึก

 

                “ แล้วเจ้าไปทำอะไร...ฝ่าบาทถึงได้ทรงกริ้วถึงเพียงนั้น? ” วัลแคนที่มักสงบปากสงบคำเอ่ยปากถามด้วยความใคร่รู้เพราะเท่าที่เขาสังเกตอยู่ระยะไกล  หลังจากที่คุณหนูคาร์เตอร์กลับออกไป ฟรานซิสก็แค่เร้นกายกลับไปหาและเสวนาด้วยเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น  เหตุใดจอมราชันย์ถึงได้พิโรธจนลงไม้ลงมือกับทหารคู่พระทัยได้?

 

                “ ข้าก็แค่ถามว่าพระองค์ตรัสอะไรกับคุณหนูคาร์เตอร์เท่านั้นเอง...สงสัยข้าอาจล้ำเส้นพระองค์มากเกินไปหน่อย ”

 

                “ เฮอะ มันจะใช่แค่นั้นจริงเหรอ!!! ” เจ้าของเรื่องยังไม่ทันได้พูดจบประโยคดี  เคอร์แชตผู้ติดตามรับใช้เยื้องพระยุคคลบาทมาเนิ่นนานก็คันปากเกินกว่าที่จะนิ่งเฉย  ฟรานซิสทนไม่ไหวจึงหันไปเขม่นว่าอีกฝ่ายอย่างเหลือทน!

 

                “ ไอ้เจ้าเด็กนี้ เดี๋ยวข้าตบกระบาลทิ่มเลยนี้  พูดจากวนข้าไม่เลิก! ”

 

                “…………” แปลกนัก  ฝ่าบาทมิใช่ชายเลือดร้อนที่หุนหันถึงกลับขาดสติหลุดลงไม้ลงมือได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น  มันต้องมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้นเป็นแน่...แต่ข้าแค่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร  วัลแคนได้แต่คิดก่อนจะจับสังเกตเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ 

 

                วัลแคนที่เคยเป็นนักล่าจึงมีวิสัยชอบสังเกต  แม้จะไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงกริ้วด้วยเหตุใดแต่ขนาดพระองค์รับสั่งให้พวกเขาคอยอารักษ์ขาห่างออกมาถึงสามวา  เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงรัศมีของเพลิงพิโรธที่แผ่ออกมาจากกายพระองค์  กลุ่มไอปีศาจที่จับกันมวลหนาแน่นชวนให้รู้สึกคลื่นไส้และวนท้องนั้นแผ่รัศมีจนเขาเองยังไม่อยากเฉียดเข้าไปใกล้ในเพลานี้  

 

พรึ่บ!?

 

                “ คุ้มกันฝ่าบาท!!!! ”

 

                เสียงบางอย่างกระทบกิ่งสนจนเกิดเสียงหนักเกินกว่าที่จะเป็นสายลมพัดผ่านด้วยสัญชาตญาณของอครักษ์ที่ถูกฝึกบรือมาอย่างดี ทันทีที่ทั้งสามตนรับรู้ถึงสัญญาณผิดปรกติก็รีบใช้สปิริตแวมไพร์เข้ามาหาองค์เหนือก่อนจะใช้ตัวเองเป็นโล่กำบังภัย!

 

                ร่างสูงหยุดยืนก่อนจะปรายตานิ่ง   ฟรานซิสตั้งท่าเตรียมชักอาวุธ ในขณะที่เคอร์แชตและวัลแคนก็จับที่ด้ามดาบรอคำสั่งเช่นเดียว  ทันทีที่ฝุ่นของไอดินค่อย ๆ สลายไป  นัยน์ตาคมกริบก็เห็นร่างของชายวัยกลางคนที่ทรุดเข่าถวายความเคารพอยู่เบื้องหน้า

 

                “ ขออภัยพะยะค่ะฝ่าบาท ”

 

                “ มีเรื่องอะไรหรือท่านรองแม่ทัพ ”

 

                “ ทูลฝ่าบาท ท่านแม่ทัพให้มารายงานว่า บัดนี้พวกอสูรนับพันกำลังดาหน้าเข้ามาที่นี่ทุกสารทิศพะยะค่ะ  เกรงว่าอีกไม่นานกำลังของแม่ทัพและทหารฝีมือดีอีกสิบห้านายอาจจะต้านเอาไว้ไม่อยู่พะยะค่ะ  ”

 

อะไรนะ! // ท่านแม่ทัพถึงกลับเอาไม่อยู่!!?

                ราชองครักษ์ถึงกลับเบิกตากว้าง  ครั้นที่เคยติดตามการเสด็จประพาสมาถึงแม้นเหล่าแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์จะไม่ติดตามเสด็จมามากเช่นนี้  แต่ทุกครั้งก็จะมีอสูรโผล่พรวดมาบ้างเป็นประปรายแต่แค่จัดการสักสามสี่ทีพวกมันก็ยอมล่าถอยไปเพราะรักตัวกลัวตายเนื่องจากอาจได้ไม่คุ้มเสีย  แต่ทว่าครั้งนี้กลับบอกว่าท่านแม่ทัพกลับบอกว่ามีมากจนถึงขนาดอาจจะต้านไว้ไม่ไหวเชียวหรือ!

 

                “ ฟรานซิส เจ้าจงถ่ายทอดราชโองการจากข้า ”เพียงแค่พระสุรเสียงเพรียกหาร่างสูงผมสีน้ำตาลเข้มก็ทรุดเข่าลงกับพื้นกรวดเพื่อรับฟังราชโองการหลวงจากจอมราชันย์ทันที

 

                “ พะยะค่ะฝ่าบาท ”

 

                “ พิธีล่าสัตว์แลอสูรตามธรรมเนียมของผู้เข้ารับการคัดเลือกในวันพรุ่งนี้เป็นอันยกเลิก...แจ้งแวมไพร์ที่ติดตามขบวนข้าทุกตนว่า ข้าอนุญาตให้แวมไพร์ที่นี่ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกบรรดาศักดิ์ร่วมล่าอสูรตั้งแต่บัดนี้จนกว่าพวกมันจะล่าถอย...ผู้ใดฆ่าได้มากที่สุดข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม ” พระสุรเสียงถ้อยประโยคสุดท้ายทุ้มต่ำแสนเย็นยะเยือก  นัยน์ตาสีเทานั้นประกายเป็นวาววับจรัสแสง  ริมฝีปากที่เคยเรียบตรึงถึงกลับคลี่ยิ้ม....นานมากแล้วที่ข้าราชบริพารของเขาแทบไม่ได้ปลดปล้นสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่อยู่ข้างใน  นานมากแล้วที่ข้าสู้อุตส่าห์รักษาสันติ  ในเมื่อพวกมันโลภและกระหายเลือดบริสุทธิ์เพื่อพัฒนาร่างของตนเองนัก เห็นทีคงต้องสั่งสอนให้มันรู้ซึ้งถึงสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนเสียบ้าง

 

            “ รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ ” ฟราสซิสแสยะยิ้มรับพลางรับตราประจำพระองค์มาเพื่อถ่ายทอดคำสั่งพลางค้อมศีรษะรับราชโองการ  ในขณะที่เคอร์แชตและวัลแคนนั้นโลมเลียริมฝีปากด้วยเรียวลิ้นสากอย่างอดใจตนไว้ไม่ไหว  แวมไพร์หน้าไหนเล่าจะไม่ชอบการฆ่าจนเลือดอาบสาดกระเซ็น  แค่นึกถึงกลิ่นคาวหอมต่อมลิ้นก็เสียวซ่านขึ้นมาจนแทบจะอดใจรอวินาทีที่ได้ฆ่าจนแทบไม่ไหว!

 

                “ ส่วนเจ้าเคอร์แชต เจ้าตามอนุชาข้าให้รีบมาสมทบกำลังหลัก  ข้าและวัลแคนจะล่วงหน้าไปทางเหนือพร้อมกับท่านรองแม่ทัพก่อน ”

 

                “ พะยะค่ะฝ่าบาท ”

 

พรึ่บ  พรึ่บ  พรึ่บ!!!!!

 

                ตัดภาพสลับมายังอีกฝั่งฟากร่างภูรหงส์กำลังปลดเปลื้องอาภรณ์ที่ชุ่มชื้นของตนเองอยู่ในกระโจมส่วนตนอยู่เพียงลำพัง  ผ่านมาไปถึงครึ่งชั่วยามถัดมาเสียโหวกเหวกของเหล่าข้าราชบริพารก็ฮือฮาปนเสียงโห่เฮกันให้อื้ออึงคะนึงมีไปถ้วนทั่ว  ร่างบางดุจแก้วกระเบื้องเลิกเรียวคิ้วของตนขึ้นด้วยความฉงน  พวกทหารหาญที่อยู่รอบบริเวณโห่ร้องอะไรกัน?  มีเรื่องอะไรน่ายินดีถึงขนาดปาวร้องให้ก้องผืนป่าสนได้ถึงขนาดนี้กันแน่นะ?

 

                “ แอชตัน..เกิดอะไรขึ้น ”

 

                “ เมื่อครู่ท่านฟรานซิสกล่าวรายงานราชโองการจากฝ่าบาทพะยะค่ะ...”

 

หื้ม ราชโองการงั้นเหรอ?

            “ จอมราชันย์พร้อมด้วยราชองครักษ์บางส่วนล่วงหน้าไปสมทบท่านแม่ทัพที่ต้านอสูรอยู่ขอรับ และฝ่าบาทยังทรงยกเลิกพิธีล่าสัตว์ของคุณหนูในวันพรุ่งนี้ เปลี่ยนเป็นให้ทุกผู้ที่ติดตามขบวนเสด็จเข้าร่วมการล่าสัตว์แลอสูรได้ตั้งแต่บัดนี้จนกว่าพวกอสูรเหล่านั้นจะถอยล้นออกไปจากอาณาเขตขอรับ  หากผู้ใดล่าได้มากที่สุดจอมราชันย์จะตบรางวัลให้อย่างงามด้วยขอรับ...

 

                “ รางวัล..? ” นัยน์ตาสีฟ้าสกาวแวววาวเป็นมัน  เสียงหวานพึมพำซ้ำไปซ้ำมาพลางขบคิด...ไม่มีสิ่งใดที่เธอนึกอยากจะทูลขอเลยสักเรื่องราว  เงินทองที่สกุลให้มากจนท่วมท้น  มณีเครื่องประดับเธอเองก็ไม่ค่อยชอบอยู่แล้วจึงตัดทิ้งไป  ครั้นจะทูลขอไปออกไปแวะเวียนเที่ยวเล่นถึงโลกเก่าก็คงจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีก  เช่นนั้นรางวัลที่ว่านี้จะมีประโยชน์อะไร? เอ๊ะ  หรือว่าจะเอาไว้เป็นไม้ต่อเกิดว่าฝ่าบาทคิดจะลงโทษที่กัดคอพระองค์จนเลือดสาดขึ้นมาก็จะได้ทูลขอให้อภัยโทษ!!? เออ ทำไมถึงพึ่งฉลาดนะเนี่ยดาริน!!!

 

พรึ่บ!!

 

                ขณะที่ชายลูกผสมกำลังยืนเสวนากับร่างบางอยู่นั้นแขกคนสำคัญก็เร้นกายวับมาหาด้วยความว่องไวดุจความเร็วแสง  ชายมาดขรึมผมสีดำขลับในมาดชุดอาจองยืนสง่าอยู่ตรงหน้าสาวผู้เป็นน้องเล็กร่วมสกุลด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้ายนักหลังจากเขารับทราบซึ่งราชโองการใหญ่ที่เพิ่งถ่ายทอดคำสั่งไปเมื่อไม่นาน

                “ อ๊ะ ท่านพี่? ” เสียงหวานอุทานเสียงผะแผ่วเธอคาดไม่ถึงว่าชายผู้พี่จะวับกายมาหาเธอถึงหน้ากระโจมเร็วปานฉะนี้  นึกว่าเหล่าลอร์ดผู้เป็นผู้นำจะต้องไปเป็นกำลังสำคัญในการล่าอสูรครั้งนี้เสียอีก

 

            “ รินมากับพี่...เราจะไปล่าอสูรด้วยกัน ” คำเปรยที่จาริสเป็นผู้เอ่ยปากเชิญชวนเล็ดลอดออกมานัยน์ตาสีฟ้าก็พลันรื้นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้...นานมากแล้วที่พี่จาริสไม่ได้ชวนออกไปเที่ยวเล่นไนด้วยกันเลย  นานมากจริง ๆ ยิ่งพอมายังโลกนี้แล้วท่านพี่ก็ง่วนอยู่แต่กับงานราชงานหลวงจนไม่มีเวลาแม้แต่จะมาบ่นเราให้ปากเปียกปากแฉะดังเช่นแต่ก่อน  ถึงครั้งนี้จะเป็นออกล่าด้วยกัน  มันคงไม่สวยหรูหรือสนุกสนานเช่นการไปเที่ยวในตัวเมืองเพื่อจับจ่ายใช้สอยเช่นที่ผ่านมา  แต่นั่นก็เรียกรอยยิ้มพิมพ์ใจของสาวผู้เป็นน้อยให้ฉีกยิ้มกว้างพลางพยักหน้าตกปากรับคำของคนเป็นพี่ในทันที

 

                “ เจ้าค่ะ ”  สิ้นเสียงตอบรับชายหน้าคมก็พยักหน้าก่อนจะสาวเท้านำทางไปยังทิวป่าสนที่อยู่ถัดไปทางด้านหลังที่ตั้งค่ายพักแรมทันที  ชายลูกผสมจดจ้องแผ่นหลังกว้างของท่านจาริสไปพลางสะบัดหน้าหันกลับมายังทิศเหนือที่เป็นฝั่งตรงกันข้ามกับทางที่อีกฝ่ายกำลังเยื้องย่างก็ผุดเข้าใจความคิดความอ่านของลอร์ดจาริสขึ้นมาโดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องพร่ำอธิบายคำใด ๆ แก่เขา

 

ที่แท้ก็อยากให้ท่านดารินเลี่ยงการปะทะของอสูรที่อยู่แถวหน้านี้เอง...

 

ท่านลอร์ดจาริส  ท่านช่างเป็นชายที่ละเอียด รอบคอบและอ่อนโยนเหลือเกินขอรับ  ชายลูกผสมนึกชื่นชมก่อนจะสาวเท้าไล่ตามเพื่ออารักษ์ขาร่างบอบบางอยู่ทางด้านหลัง  พวกเขาทั้งสามค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่ผืนป่าสนอันกว้างใหญ่จนเรือนร่างค่อย ๆ ถูกเงามืดของผืนป่ากลืนกินจนหมดสิ้นไม่อาจไล่สายตามองตามได้ว่าบัดนี้พวกเขาลุดหน้าเข้าไปลึกเท่าใดแล้ว...

 

 

               

               

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น

  1. #124 นิยายคือชีวิต()(( (@jeen555) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 4 มกราคม 2563 / 00:58
    มาแย้ววววว
    #124
    0