ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 59 : ตอน อันตราย(1) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    30 ธ.ค. 62


 


แคสเปี้ยน

 

เดินฝ่าตัวป่าสนเข้าไปด้านในได้สักพักร่างบางก็ได้แต่ชะแง้ชะเง้อมองไปรอบบริเวณ อากาศโดยรอบยิ่งพอไร้ซึ่งแสงของดวงตะวันอากาศยิ่งเย็นเหยียบนัก คงเป็นเพราะต้นสนเหล่านี้เติบใหญ่จนสูงเสียดฟ้ามากพอที่จะทำให้รอบบริเวณเหน็บหนาวผนวกกับใกล้บริเวณแหล่งแม่น้ำใหญ่ด้วยแล้วก็ยิ่งเพิ่มทวีความหนาวเข้าไปอีก

 

ดีที่เป็นแวมไพร์แล้ว ไม่งั้นคงได้ตัวสั่นเป็นลูกนกตกรังแน่ ๆ เลยเรา

 

เอ๊ะ...นี่เราพูดว่าดีงั้นเหรอ?

 

ร่างอรชรนึกอยากจะตบปากของตนเองจริง ๆ ที่คิดอ่านอะไรไม่เข้าท่า แต่ก็ทำได้แค่ปิดเปลือกตาแล้วขบริมฝีปากล่างด้วยอารมณ์คุกรุ่น ยิ่งเดินฝ่าความมิดมิดเข้าไปลึกเท่าใดก็ยิ่งเห็นแสงสว่างวาบเป็นดวงขนาดย่อมมากมายล่องลอยอยู่กลางอากาศ แสงสีนวลสีเขียวอ่อนกำลังวูบไหวไปมาเยอะขึ้น...และเยอะขึ้นเรื่อย ๆ คนเรือนเล็กกวาดข้อมือขึ้นไปกลางอากาศและแล้วไม่นานแสงสีเขียวอ่อนนั่นก็ลอยละล่องเข้ามาใกล้

 

หิ่งห้อยนี้!

 

ร่างบางนึกก่อนจะเผลอคลี่รอยยิ้มหวาน และแล้วก็เดินมาถึงยังสระน้ำเหมันต์ที่ว่าเข้าจนได้ แอ่งน้ำขนาดใหญ่โอบล้อมด้วยผาหินที่มีน้ำตกพาดผ่านตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเรา มีผ้าละนินผืนบางเบากางกั้นเอาไว้อยู่ใกล้ ๆ คงเข้าไว้สำหรับผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ล่ะสินะ เสียงคิกคักของเหล่าอิสตรีหลากหลายผู้ดังแหว่วมากลาย ๆ ดึงความสนใจให้แขกหน้ามาใหม่ที่เพิ่งเข้ามานั้นหันเหไปมองอยู่ไม่ใช่น้อย ยาจีผายฝ่ามือเชิงให้เข้าไปหลบอยู่หลังผืนผ้าละนินเพื่อปลดเปลื้องชุดอาภรณ์โดยมีนางคอยช่วยจัดแจงอยู่พลาง ๆ ร่างบางปลดเปลื้องอาภรณ์ชั้นแรกไปได้ยังไม่ทันดี

จู่ ๆ ก็มีสตรีร่างสมส่วนสวมทับด้วยชุดคลุมสีสำลีเดินสวนออกมาพร้อมกับข้ารับใช้ส่วนตนพร้อมนางกำนัลที่ติดตามอีกสองสามตนที่ยิ้มเริงร่าด้วยสีหน้าแย้มบาน นัยน์ตาสีน้ำฟ้าสบเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเพียงครู่นึง ร่างอวบอิ่มสมรูปร่างความเป็นหญิงสูงชั้นหยุดยืนมองอยู่ครู่นึง เส้นผมสีดำสนิทปรอยปรกลงมาบนใบหน้าและชุดคลุมที่ชุ่มฉ่ำด้วยหยดน้ำจนแนบเนื้อหนังไปบางส่วนนั้นกำลังสร้างเสน่หาบางประการให้อีกฝ่ายเกิดความร้อนแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ร่างบางได้แต่ตะลึงในความงามของอีกฝ่ายจนพอได้สติว่าสตรีตรงหน้ามีอายุอานามมากกว่าหลายขุมจึงจำต้องค้อมศีรษะลงด้วยความเงอะงะเพราะกำลังทำธุระส่วนตนอยู่ อีกฝ่ายไม่ได้กล่าวสิ่งใดแม้เพียงครึ่งคำนางเพียงพยักหน้ารับแล้วก็เดินจากไปเงียบ ๆ

 

“ ท่านดารินเจ้าคะ....เชิญด้านนี้เจ้าค่ะ ” เสียงของยาจีทำให้ร่างอรชรได้สติกลับสู่ร่างตนเองอีกครั้ง ก่อนจะเดินนวยนาดเข้าไปยังสระน้ำตรงหน้าที่ช่างสวยงามท่ามกล่างป่าเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ยาจีช่วยปลดและพับชุดคลุมผืนบางเบาลงยังโขดหินข้าง ๆ กาย ก่อนจะปล่อยให้สตรีวรรณะสูงเยื้องย่างลงไปยังพื้นน้ำเย็นเหยียบทีละน้อย...ทีละน้อยจนร่างกายค่อย ๆ ถูกผืนน้ำกลืนกินเรือนร่างจนถึงช่วงทรวงอก มีเพียงนางกำนัลเพียงหนึ่งตนที่ปรนนิบัติชำระล้างร่างกายให้ตั้งแต่เรือนผมจรดทั่วเรือนร่าง

 

“ ขออนุญาตเจ้าค่ะ ” ขณะที่อีกฝ่ายกำลังขออนุญาตปลดเปลื้องมวยผมที่รวบอยู่ลงมาทำความสะอาดอยู่นั้นร่างอรชรก็พลันนึกบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ เมื่อครู่คุณหนูแพทริเซียมีทั้งข้ารับใช้ส่วนตนและนางกำนัลอีกตั้งสองถึงสามตนเดินติดตามอยู่ต้อย ๆ

 

น่าแปลกนัก

 

เหตุใดตัวข้าที่ดำรงซึ่งตำแหน่งทางสังคมเดียวกันถึงมีข้ารับใช้เพียงตนเดียว?

 

ระหว่างที่หญิงงามนึกตรึกตรองเธอก็ปล่อยให้นางกำนัลสาวจัดแจงสวมใส่ชุดคลุมสีขาวสะอาดลงบนเรือนร่างอย่างว่าง่าย นางผายมือเชิงให้เดินตามแผ่นหลังของนางไปยังทางลัดที่ตัดตรงถึงจุดตั้งกระโจมสีงาช้าง ร่างสูงที่เอนกายกอดอกอยู่ค่อย ๆ เหยียดสันหลังของตนเองให้ยืดตรงก่อนจะค้อมศีรษะคำนับหนึ่งทีพลางเลิกชายผ้าของกระโจมใหญ่เพื่อเปิดทางให้ แต่ทว่าฝีเท้าของสตรีเรือนเล็กก็หยุดชะงักลงอย่ตรงทางเข้าก่อนจะเหลียวแผ่นหลังหันมายังยาจีนางกำนัลสาวที่ติดสอยห้อยตามด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

“……..”

 

“ ยาจี ” เสียงหวานขานชื่อต้นของอีกฝ่ายพลางหรี่สายตามอง

 

“ เจ้าคะคุณหนูดาริน ” ยาจีขานรับด้วยถ้อยคำสุภาพแต่ทว่าน้ำเสียงกลับแข็งกระด้างจนร่างบางชักนึกขุ่นมัว

 

“ เจ้าบอกว่าขุนนางฮิวต์มอบหมายให้เจ้ามาปรนนิบัติข้าใช่หรือไม่ ” เสียงหวานที่มักเอ่ยด้วยความขี้เล่นมลายหายไปโดยสิ้นจนแอชตันเองยังนึกฉงนใจ ว่านางกำนัลตรงหน้าไปทำอะไรให้คุณหนูดารินผู้มีวิสัยทะเล้น ติดขี้เล่นผู้นี้ขุ่นข้องใจได้!?

 

“ เจ้าค่ะ เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ”

 

“ หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าก็ยิ่งคับข้องใจสงสัยนัก...ว่าเหตุไฉนถึงจัดแจงให้คุณหนูแพทริเซียมีนางกำนัลคอยรับใช้มากกว่าข้าได้ ” ร่างบางเอ่ยพลางเหยียดสายตามองจนนางกำนัลสาวถึงกลับไม่กล้ากลืนน้ำลายลงลำคอ นึกแสร้งตีหน้ามึนทำทีปัดปฏิเสธในขณะที่แอชตันเองเริ่มกวาดสายตาจับพิรุธอีกฝ่ายด้วยจิตที่มัวหมอง

 

“ หาได้เป็นดั่งที่คุณหนูท่านกล่าวไม่เจ้าค่ะ แต่เป็นเพราะคุณหนูแพทริเซียท่านมีข้ารับใช้ส่วนตนของนางด้วยเจ้าค่ะเลยอาจดูว่ามีผู้ติดตามมากกว่าเป็นพิเศษ ”

 

นางผู้นี้กำลังหาญกล้าโกหกคำโตได้หน้าตาเฉย!

 

“ บังอาจนัก ต่อหน้าข้าเจ้ายังจักแก้ตัวข้าง ๆ คู ๆ อยู่งั้นรึ!!!! ”

 

“ หามิได้เจ้าคะ ข้าน้อยมิกล้า ข้าน้อยมิกล้าเจ้าค่ะ! ” สิ้นเสียงตวาดลั่นนางกำนัลสาวก็ทรุดกายลงไปยังเบื้องล่างด้วยความหวาดหวั่น ไม่คาดฝันว่าสตรีตรงหน้าที่เป็นเพียงแค่บุตรบุญธรรมจะสำแดงอำนาจข่มขวัญนางได้จนเตลิด เห็นเป็นหญิงงามวิสัยเริงร่าเทียวไปเทียวมานึกว่าจะเป็นสตรีที่คงไม่หาเรื่องเอาความเอาผิดต่อสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ที่ไหนได้นางกลับน่ากลัวดุจนางสิงห์ก็มิปาน!

 

“ คุณหนูดารินเกิดเรื่องอันใดขึ้นเช่นนั้นหรือขอรับ ” แอชตันพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูกเพื่อสอบถามเหตุเป็นไปเป็นมาว่านางกำนัลตรงหน้านึกทำผิดอะไรให้นายหญิงโมโหเป็นฟืนเป็นไฟได้มากถึงขนาดนี้

 

“ แอชตัน เจ้าเองก็เห็นว่าเมื่อครู่นี้มีนางกำนัลนามว่า ยาจี เพียงผู้เดียวที่ติดตามไปปรนนิบัติข้าที่สระเหมันต์ ”

 

“ ขอรับข้าเป็นพยานได้ ”

 

“ การที่ราชสำนักจักส่งคนมารับใช้สักกี่ตนข้ามิเคยนึกอิดออด แต่พอข้าถึงที่หมายกลับกลายเป็นว่าคุณหนูแห่งสกุลอื่นกลับมีนางกำนัลรับใช้มากถึงสามผู้ ในขณะที่ข้ามีเพียงแค่ยาจีรับใช้อยู่เพียงตนเดียว ข้าเองก็บุตรีแห่งสกุลใหญ่แล้วเจ้าจักให้ข้าเข้าใจเป็นอื่นหรือ?! ” นัยน์ตาหวานแสดงความเกรี้ยวกราดพลางหันมาตวาดต่อนางกำนัลตัวน้อยที่กำลังทรุดกายลงไปสั่นเพิ้มอยู่บนก้อนกรวดด้วยแววตาวาวโรจน์! สิ่งคำขยายความแอชตันชายลูกผสมก็นึกกระจ่างแจ้ง ขุนนางฮิวต์เป็นผู้กำกับมอบหมายดูแลหน้าที่และจัดแจงเหล่านางกำนัลในวังหลังทั้งหมด ยิ่งเป็นการเสด็จประพาสด้วยแล้วมิมีผู้ใดแอบอ้างหน้าที่มอบหมายคำสั่งการแทนเขาได้ และยิ่งเป็นเขาผู้นั้นยิ่งมิต้องนับถึงการลำเอียงเลือกข้าง แสดงว่าเขาต้องจัดแจงส่งตัวนางกำนัลหลวงมาปรนนิบัติคุณหนูสกุลใหญ่ทั้งสามด้วยจำนวนคนที่เท่า ๆ กัน เห็นได้ชัดว่ามีนางกำนัลจงใจหลบเลี่ยงเกี่ยงงานอยู่!

 

“ ยาจีข้าจักให้โอกาสเจ้าอีกแค่หนเดียวเท่านั้น ตอบมาว่านางกำนัลที่ควรจะอยู่ปรนนิบัติข้านั้นหายหัวไปที่ใด ” ร่างบางเอ่ยพลางสะกดอารมณ์ที่กำลังจะระเบิด หากปล่อยเหตุนี้ให้ผ่านพ้นตัวไปก็เท่ากับปล่อยให้ข้าราชบริภารตนอื่น ๆ ริอาจรังแกแลหยามเกียรติสกุลของท่านพี่ได้ ฉะนั้นแล้วเหตุนี้สตรีเรือนเล็กจึงมิอาจปิดหูปิดตาใจดีปล่อยให้ผ่านเลยไปได้โดยง่าย

 

“ คือว่า คือ คือว่าพวกนาง.....ว๊ายยยยย!!! ” เมื่อเห็นว่านางกำนัลตรงหน้าเอาแต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ติดอ่างเป็นพัลวัน แอชตันจึงตัดสินใจชักดาบที่อยู่ในฝักออกมาแล้วปักลงบนเนินกรวดตรงหน้าเพื่อเป็นการตักเตือน เสียงหวีดร้องจนเสียงหลงดังขึ้นก่อนที่นางกำนัลสาวจะผงะและผละถอยไปด้านหลังด้วยความกลัวตาย พลางเฉลยคำตอบและกรีดนิ้วชี้ไปยังป่าสนทิศบูรพา

 

ฉึกกกกกก!!!!

 

“ พะ พะ พวกนางทั้งสองตนไปพลอดรักกับพลทหารที่ชายป่าฟากนู้นเจ้าคะ (T_T) ฮืออออ ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วยเจ้าค่ะ ข้าน้อยห้ามปรามแล้วเจ้าค่ะคุณหนูดาริน แต่พวกนางก็ยัง...ก็ยัง ”

 

ผิดคาดแหะ...

 

พวกนางไปพลอดรักกับบุรุษกลางป่ากลางดง

 

“ แอชตันข้าควรทำเช่นไร ”

 

“ ควรแจ้งเรื่องแก่ขุนนางฮิวต์ขอรับ ”

 

หมับ!!!

 

“ !? ” เพียงแค่ได้ยินข้อเสนอแนะจากชายลูกผสม นางกำนัลสาวก็ปี่เข้าโอบรัดท่อนขาของคุณหนุผู้สูงศักดิ์พลางปาวร้องวิงวอนขอความเมตตาด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา

 

“ เจ้า!!! ชักกำเริบมากไปแล้ว!!! ” แอชตันโมโหพลางกระโชกนางกำนัลที่เหิมเกริมตนนี้ให้ออกห่างจากกายของคุณหนูดารินที่หยุดยืนพลางเหม่อมองสภาพน่าเวทนาด้วยสายตานิ่งสงัด

 

“ ฮือ ฮือ คุณหนูท่าน ได้โปรดเห็นแก่พวกนางสักหนเถิดเจ้าค่ะ อย่าได้...อย่าได้แจ้งเรื่องนี้แก่ท่านขุนนางฮิวต์เลยเจ้าค่ะ มิฉะนั้นพวกนาง...พวกนางได้ตายแน่ ๆ เลยเจ้าคะ !! ”

 

เห็นแก่พวกนางอย่างงั้นหรือ...

 

แล้วยามที่ข้าวิงวอนร้องขอชีวิตคนของข้า

 

มีผู้ใดฟังคำขอเหล่านั้นบ้าง?

 

“ ทหาร!!! ทหาร!!!! ”

 

พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ!!

 

“ เกิดเหตุใดขึ้นขอรับคุณหนู ”

 

“ ลากตัวนางกำนัลตนนี้ไปยังกระโจมของท่านขุนนางฮิวต์ที ข้ามีเรื่องด่วนที่ต้องร้องเรียน…”

 

“ ขอรับ!! ลากนางไป! ” สิ้นเสียงตอบรับเหล่าทหารอีกสองนายก็หิ้วปีกนางกำนัลสาวไปยังกระโจมของขุนนางฮิวต์ทันทีตามคำสั่ง!

 

หมับ หมับ หมับ!

 

“ คุณหนูดารินเจ้าคะ!? มะ ไม่นะเจ้าคะ พวกเจ้า!!! ม่ายยยยยยย!!! ปล่อยข้า ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด!!! คุณหนู คุณหนู!!!!! ” เสียงหวีดร้องโวยวายของยาจีดังกึกก้องจนเหล่าทหารลาดตระเวนและเหล่าแวมไพร์วรรณะสูงที่เข้าพักแรมไปแล้วยังต้องออกมาด้านนอกกระโจมของตนเองเพื่อสาดส่องสายตามอบเหตุการณ์ความเป็นไปของเรื่องพลางเริ่มจับกลุ่มก้อนพูดคุยเสวนา เสียงซุบซิบกระซิบกระซาบและกวาดสายตามองมายังสตรีตนเดิมผู้เป็นเหตุความวุ่นวายเริ่มดังจนอื้ออึงขึ้น แต่ร่างบางหาได้สนใจไม่ ร่างอรชรรีบเข้าไปยังด้านในกระโจมสวมชุดคลุมตัวหนาเพื่อให้ตนแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยก่อนจะออกมายังด้านนอกโดยมีแอชตันเดินขนาบเยงข้างไปตลอดทาง

 

“ ท่านเด็ดเดี่ยวขึ้นนะขอรับ...” แอชตันโน้มตัวมาใกล้ ๆ พลางเอ่ยชื่นชมที่ได้เห็นว่าสตรีตรงหน้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นไปอีกก้าว สิ่งที่ท่านดารินทำนั้นนับว่าถูกแล้ว หากปล่อยให้ผ่านเลยไปจะยิ่งมีแต่เรื่องเสื่อมเสีย ไม่เพียงแค่พวกนางที่จะถูกต้องโทษ แต่จะกลับกลายเป็นว่าให้ท้ายส่งเสริมพวกนางให้ทำผิดคิดชั่วมั่วโลกี พลอยให้ชื่อเสียงและเกียรติยศของสกุลคาร์เตอร์ต้องมัวหมองในภายภาคหน้า

 

ต่อให้เป็นเจ้าก็คงต้องเปลี่ยน ร่างบางนึก

 

“……..” เมื่อเห็นคุณหนูเดินหน้านิ่งดิ่ว ๆ ไปโดยไม่คิดจะหันมาแยแสหรือแม้แต่จะขมวดคิ้วไม่พอใจกับคำชื่นชมของเขาเลยสักคำ ชายลูกผสมจึงเร่งฝีเท้าไล่ความเร็วจนกระทั่งหยุดยืนอยู่ห่างจากแผ่นหลังของร่างบางเพียงแค่ไม่กี่ก้าว นัยน์ตาสีนิลตวัดหางตาลอบมองไปยังกลุ่มชนที่เริ่มจับกลุ่มรวมตัวกระซิบกระซาบ โสตประสาทที่ดีกว่าแวมไพร์เริ่มทำงานตามกลไกของร่างกาย เรียวหูของเขากระดิกรับคลื่นเสียงความถี่ต่ำสองสามครั้งก่อนจะเอนกายบอกเรื่องราวที่พอจับใจความได้จากฝูงชนที่เริ่มติฉินนินทา

 

“ เสียงกระซิบกระซาบเหล่านั้นเอ่ยเป็นนัย ๆ ว่าท่านโหวกเหวกโวยวายเพียงเพราะริษยาที่ข้ารับใช้ของตนน้อยกว่าคุณหนูแพทริเซียขอรับ โอ้ว...มีบางกลุ่มอ้างว่าท่านไม่พึงใจที่ฝ่าบาทได้เสวนากับคุณหนูแพทริเซียตอนที่อยู่ลานประหารด้วยนะขอรับ !! ” ฟังจากน้ำเสียงช่วงท้ายที่ขึ้นคีย์สูงจนน่าหมั่นไส้ ร่างบางที่อุตส่าห์ไม่นึกใส่ใจต้องหันมาแซะในความช่างจ้อจนผิดสังเกตของแอชตันไม่ได้

 

“ หูเจ้านี้ดีจริง ๆ นะ ” ร่างบางเอ่ยพลางกัดฟันกรอดว่าเชิงแดกดันให้อีกฝ่ายสงบปากสงบคำให้มากขึ้น แต่ทว่าเจ้าตัวหาได้คิดเช่นนั้นกลับยืดอกกว้างทำทีภูมิใจในความสามารถอันเลิศล้ำของตนเองเสียอย่างนั้น

 

“ ก็ข้าเป็นลูกครึ่งนี้ขอรับ...”

 

เอ๊ะลูกครึ่ง....ลูกครึ่ง!? สิ้นประโยคยังไม่ทันดีฝีเท้าเล็กก็หยุดชะงักขึ้นมาโดยพลันทำเอาร่างสูงที่เดินตามต้อย ๆ ถึงกลับเบรคฝีเท้าจนตัวโก่ง ดีที่เขายั้งตัวของตนไว้ได้ทันไม่งั้นแล้วคงได้ชนนายหญิงจนเสียหลักล้มไปกองกลับพื้นเป็นแน่

 

“ หมายความว่ายังไงที่ว่าเป็นลูกครึ่ง? เจ้าไม่ได้เป็นแวร์วูฟหรอกหรือ! ” นัยน์ตาสีฟ้าเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะลูกครึ่งแวร์วูฟ!? ขนาดเป็นแค่ลูกครึ่งยังตัวโตได้ขนาดนั้น แบบนี้พวกแวร์วูฟแท้ ๆ ไม่สิ! พวกแวร์วูฟสายเลือดบริสุทธิ์จะตัวใหญ่เบอร์ไหนกันล่ะนี้!

 

“ แค่ครึ่งเดียวขอรับ ข้านึกว่าคุณหนูจักรู้จักนามของข้าแล้ว คงจะรู้จักนามรองของข้าแล้วเสียอีก...”

 

โอ๊ะ มีนามรงนามรองด้วย!

 

หรือว่าไอ้นามรองที่ว่านั่น หมายถึงฉายาที่ทั่วหล้าตั้งให้แบบนี้หรือเปล่านะ?!

 

“ งั้นนามรองของเจ้าคืออะไรกัน ไหนบอกให้ข้าฟังสักหน่อยซิ ”

 

“ ที่นี่เรียกขานนามรองของข้าว่า ชายลูกผสม ขอรับ ”

 

“ ชายลูกผสมงั้นเหรอ? ก็...เหมาะดี เหมาะกับเจ้าแล้วล่ะนะ ” ร่างบางลูบไล้ที่ปลายคางของตนเองสองสามทีก่อนะจพยักหน้ารับกับนามรองที่ผู้คนกล่าวขานว่าเหมาะกับเจ้าตัวมากขนาดไหนและเดินต่อไปโดยไม่ซักไซร้อะไรต่อ สิ่งนั้นทำให้ร่างสูงผมดำนึกเอะใจจนหยุดฝีเท้าที่ก้าวตามพลางขมวดเรียวคิ้วของตนเองด้วยความสงสัย

 

“ ? ”

 

“ อะไร? ใยทำหน้านิ่วแบบนั้น ” ร่างบางหยุดฝีเท้าของตนเองและหันมาหาพลางเอ่ยถามแอชตันที่เอาแต่ปั้นหน้านิ่วคิ้วขมวด

 

“ มิถามต่อหรือขอรับว่าข้าเป็นลูกผสมระหว่างแวร์วูฟกับอะไร? หรือว่าข้ามาเป็นข้าหลวงที่นี่ได้อย่างไร อะไรทำนองนั้นน่ะขอรับ ” นัยน์ตาสีนิลสบเข้ากับนัยน์ตาสีฟ้าด้วยแววตานิ่งงัน เขารู้สึกแปลกใจที่สตรีช่างจ้อซักไซร้เอาความและถามไถ่เรื่องราวต่าง ๆ อยู่เป็นนิจ เหตุใดถึงไม่ซักไซ้ถามไถ่เขาต่อดั่งเช่นทุกครั้ง

 

“ ก็สีหน้าเจ้ามันบอกว่าไม่อยากเล่าถึงความหลังนี้ ข้าก็เลยไม่ถามต่อ ” ร่างบางเอ่ยพลางชี้นิ้วมายังเขาที่หยุดยืนอยู่ด้วยสีหน้ายิ้มเจื่อน เธอไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไปเจอเรื่องหนักหนาสาหัสอะไรมา แต่เมื่อครู่นี้ยามที่ได้ยินนามรองเธอกลับเห็นเพียงความทุกข์ระทมและความเจ็บปวดมากมายฉายอยู่บนแววตาของแอชตัน

 

“………”

 

“ ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่า ไม่ต้องฝืนไปหรอกหน่า...ไปเถอะ ”

 

แปล๊บบบบบบบ

 

“ ///// ” ประโยคเมื่อครู่ดุจกับเวลาถูกหยุดเอาไว้ชั่วขณะ รอยยิ้มบนใบหน้าของนายหญิงผุดขึ้นอย่างเชื่องช้าจนดวงตาสีฟ้านั่นหยีขึ้นอย่างเป็นมิตร ดั่งกลับเขาเห็นความทรงจำเดิมครั้นเก่าก่อนฉายซ้ำทับอีกรอบ ต่างกันเพียงแค่ช่วงเวลาและบางท่อนบางตอนเท่านั้น ครั้งแรกที่ได้รับใช้นายหญิง...นายหญิงกล่าวกลับเขาว่า ถ้าไม่อยากยิ้มก็ไม่ต้องยิ้ม มาบัดนี้ ภาพเดิมนั้นซ้อนทับขึ้นอีกครา แม้นนายหญิงจะอยู่ในร่างใหม่ สถานะใหม่ นามใหม่ แต่ดวงวิญญาณยังคงเดิม ประโยคเมื่อครู่นั้นคือประโยคเดียวกันกลับเมื่อหลายพันปีไม่มีผิดเพี้ยน...ความรู้สึกบางอย่างอุ่นวาบแล่นขึ้นมากลางดวงใจจนเขารู้สึกจั๊กจี้

 

อะไรกันความรู้สึกเมื่อกี้....

 

ทำไมข้ารู้สึกร้อวผะผ่าวที่ใบหน้าราวกลับกำลังจับไข้ได้กัน?

 

แอชตันนึกในขณะที่ฝีเท้าของเขาก็ยังค้างเติ่งไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ได้แต่เหม่อมองแผ่นหลังของนายหญิงของตนเองกำลังเดินตรงไปด้านหน้าโดยที่ไม่รับรู้เลยว่านัยน์ตาสีนิลของตนนั้นกำลังวูบไหวไปชั่วครู่นึง

 

“ เอ้าชักช้าอยู่นั่นแหละ! งั้นข้าไม่รอแล้วนะ! ”

 

“ ขอรับ ไปเดี๋ยวนี้แหละขอรับ...!”

 

และแล้วเมื่อเหล่าทหารร่างฉกรรช์เยื้องย่างมาจนถึงกระโจมของขุนนางฮิวต์ก็พลันโยนร่างของนางกำนัลนามว่ายาจีลงไปกองกับพื้นชนิดที่ไม่มีออมแรงเลยสักนิด พลางตะโกนร้องเรียกขุนนางผู้มีสิทธิ์ขาดในวังหลังให้ออกมารับฟังคำร้องเรียนโดยพลัน

 

“ ท่านขุนนางฮิวต์ขอรับ!!! คุณหนูดารินมีเรื่องร้องเรียนแก่ท่านโดยด่วนขอรับ!! ”

 

ผลั่บ

 

สิ้นเสียงแข็งกระด้างไปเพียงไม่นานนักชายกระโจมผ้าผืนใหญ่ก็ถูกเลิกออกพร้อมกับการปรากฏตัวของขุนนางฮิวต์ที่อยู่ในชุดอาภรณ์ลำลอง ไร้ซึ่งหมวกทรงสูงที่มักสวมใส่ ขุนนางใบหน้าหวานละมุนหรี่ตามองคุณหนูจากตระกูลใหญ่ที่หยุดยืนอยู่ที่ด้านหน้าไปพลางและเหลือบตามองหนึ่งในนางกำนัลที่เขาเป็นผู้คัดสรรส่งไปให้แก่สาวเจ้าไปพลาง

 

“ มีเรื่องอันใดให้ข้ารับใช้หรือขอรับคุณหนูคาร์เตอร์...” ขุนนางฮิวต์แย้มปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะปรายสายตาชำเลืองนางกำนัลสาวที่เอาแต่มุดหน้าลงต่ำด้วยนัยน์ตาเย็นเหยียบ

 

“ ข้ามีเรื่องอยากสอบถามท่านขุนนางฮิวต์โดยตรงเจ้าค่ะ ว่าท่านส่งนางกำนัลหลวงมาให้แก่ข้านั้นมีทั้งหมดกี่ตนเจ้าคะ ”

 

พรึ่บ พรึ่บ...!

 

“ สามตนขอรับ ” ขุนนางฮิวต์ตอบพลางสะบัดชายพัดไปมาเชิงเป็นจังหวะอย่างมีจริตของความเป็นหญิงแอบแฝงตามวิสัย

 

นั่นประไร ขุนนางฮิวต์มิได้มีใจลำเอียง

 

โอนเอนเลือกที่รักมักชังจริง ๆ !!

 

พวกนางจงใจละเมิดกฎและข้อปฏิบัติของการเป็นนางกำนัลหลวงด้วยตนเองต่างหาก!

 

ร่างบางนึกก่อนจะทิ้งระเบิกลูกโตไว้ให้แก่นางกำนัลสาวที่นั่งตัวสั่นเทิ้มด้วยสายตาเย็นยะเยือก ในเมื่อไม่ให้เกียรติแก่ศักดิ์ศรีแห่งตระกูลคาร์เตอร์แล้ว เธอก็ไม่จำเป็นต้องสนใจใยดีพวกนางเฉกเช่นเดียวกัน หรือที่เขาเรียกกันอีกนามว่า กรรมตามสนอง!

“ แต่ที่มาปรนนิบัติรับใช้ข้าจริง ๆ นั้นมีเพียงแค่ ยาจี เพียงตนเดียวเจ้าคะ ส่วนที่เหลือนั้นหายไปไหนข้ามิอาจรู้ได้...”

 

“ มีพยานอื่นที่มิใช่คนในตระกูลท่านยืนยันเรื่องนี้หรือไม่ขอรับ? ” เพื่อแสดงความเป็นกลางขุนนางฮิวต์จึงจำต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย

 

“ ข้าขอรับ...ข้าอยู่ในเหตุการณ์ ” ขุนนางฮิวต์พูดยังไม่ทันจบประโยคดี ชายลูกผสมก็ชูมือยกขึ้นเหนือศรีษะเพื่อแสดงตนว่าตนเป็นพยานปากสำคัญให้แก่คุณหนูคาร์เตอร์ได้

 

แอชตัน คอนเนอร์ เป็นพยานเช่นนั้นหรือ...

“ เช่นนั้นข้าจักตามตัวนางกำนัลที่เหลือและสอบปากคำพวกนางก่อนนะขอรับ เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะให้คนของข้าไปตามคุณหนูและพยานเพื่อมาสอบปากคำเช่นเดียวกัน ระหว่างนี้เชิญคุณหนูนอนหลับพักผ่อนเอาแรงเถิดขอรับ...”

 

“ เอาตามที่ท่านเห็นสมควรเจ้าค่ะ ข้าขอตัวก่อน ” ร่างบางพยักหน้ารับก่อนจะคาราวะผู้อาวุโสที่ประพฤติปฏิบัติตนได้นน่าเกรงขามยิ่ง ความเที่ยงธรรมและเถรตรงไม่โอนเอนเอียงอ่อนไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำให้ขุนนางฮิวต์ช่างเป็นผู้ที่น่าเคารพและน่าไว้ใจได้สมกับที่ท่านพี่เคยเปรยเอาไว้ไม่มีผิดเพี้ยน

ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกของยาจีที่เอาแต่หวีดร้องเพราะไม่อยากถูกลากตัวเข้าไปสอบสวนด้านในกระโจมของขุนนางฮิวต์นั้นสร้างความระคายหูให้แก่แวมไพร์ตนอื่นที่เริ่มออกมาออกันเพื่อส่ายสายตามองความวุ่นวายที่เกิดขึ้นโดยมีคุณหนูดาริน คาร์เตอร์ผู้เป็นหนึ่งในสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด แต่ในทางกลับกันเสียงกระซิบกระซาบของเหล่าแวมไพร์กลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่คอยสอดสายตาสอดแนมเรื่งราวเริ่มจับกลุ่มคุยโว้และติฉินสาวเจ้าดังขึ้นเรื่อย ๆ

‘ คุณหนูตนนั้นอีกแล้วหรือนี้ // นั่นน่ะซิ เป็นแค่บุตรีบุญธรรมของตระกูลใหญ่เข้าหน่อยอวดเบ่งน่าดู // เมื่อคืนวานเหล่าทหารของวังหลังก็วิ่งกันจนหัวหมุนเพราะนางถูกลอบทำร้ายมิใช่หรือ! ’

 

‘ ใช่น่ะสิ! เห็นว่าเป็นข้ารับใช้ในตระกูล // แต่โดนเก็บไปแล้วมิใช่หรือ หนนี้จะเอาคนของวังหลวงอีกหรือ! จิตใจอำมหิตเสียจริง!! // โหดร้ายนัก ได้ยินว่านางมิพอใจที่ขุนนางอื่นหนุนคุณหนูแพทริเซียน่ะซิ! ’

 

‘ ตายแล้ว ขี้อิจฉาน่าดู!! // ชู่ววววว์ เบาเสียงหน่อยสิเจ้า! // ก็มันจริงนี้น่า เป็นแค่เลือดบริสุทธิ์ของเก๊ยังจะมีน่ามาร่วมพิธีคัดเลือกพระสนมเอกอีก แค่นี้ก็รู้ว่านางช่างหน้าด้านหน้าทนเกินหญิงนัก!’

 

ร่างบางที่อุตส่าห์ทำทีหูทวนลมและข่มใจตนไว้มิให้ใส่ใจในคำของแวมไพร์ไร้ค่าเหล่านั้นที่ตีเรื่องราวจนออกทะเลไปไกลโพ้นอย่างสุดกำลัง แต่ยิ่งปล่อยไว้นานเข้า..ยิ่งจ้ำอ้าวและทำทีเฉยเมยก็ดูเหมือนคำนินทาและกล่าวว่านั้นจะยิ่งมากเกินที่เธอจะทานทนเก็บอารมณ์เอาไว้ได้ไหว!

 

ขวับ!!!

สุดท้ายและเมื่อฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้น...เพียงแค่ร่างอรชรหยุดฝีเท้าก้าวเดินและสะบัดหน้าไปยังกลุ่มก้อนน้อยใหญ่ที่หยุดยืนอยู่มิใกล้มิไกลตัวด้วยนัยน์ตาสีฟ้าทะเลที่เดือดดาดเหล่าเสียงของแมลงวี่แมลงวันก็พลันหุบปากของตนเองลงก่อนจะแสร้งตีมึนรีบหุบริมฝีปากของตนไปเสียดื้อ ๆ ร่างบางจดจ้องด้วยแววตาแข็งกร้าวนั้นอยู่นานสองนานจนแวมไพร์ที่จับกลุ่มพลังงานด้านลบเหล่านั้นแตกหือราวกับผึ้งแตกรังแยกย้ายสะบัดก้นออกไปโดยพลัน

 

“ ก็แค่เสียงของเหล่ามดปลวกขอรับ...อย่าได้เก็บมาใส่ใจเลยขอรับ ” แอชตันรับรู้ถึงโทสะที่กำลังเร่งเร้าให้กายของนายร้อนลุ่มดุจเปลวเพลิงจึงพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบเพื่อมิให้คุณหนูท่านเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ

 

“ ข้ารู้...ข้าถึงทนอยู่นี้ไง ” เสียงหวานเอ่ยพลางกัดฟันกรอด พยายามไม่เก็บมาใส่ใจแต่คำดูถูกเหล่านั้นก็ดูหมิ่นจนเกินจะทานทนได้ ได้แต่นับหนึ่งถึงร้อยอยู่ในใจเพื่อให้ตนเองนั้นใจเย็นลง

 

“ กลับเข้ากระโจมกันเถิดขอรับ...น้ำค้างเริ่มลงแล้วขอรับ ” ร่างสูงไม่พูดเปล่าพลางเลิกชายกระโจมกว้างขึ้นก่อนจะเชื้อเชิญให้หญิงสาวเข้าไปพักผ่อนด้านใน เมื่อนัยน์ตาสีนิลพรายผายมือขึ้นกลางอากาศแล้วพบว่าเริ่มมีหยดน้ำค้างกลั่นตัวลงมาปรอย ๆ แล้ว

 

“ อืม ” เอวบางขานรับก่อนจะสาวเท้าก้าวเข้าไปด้านในแม้นอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ข้างในจะจำต้องสะกดและปล่อยให้มมันมลายหายไปเองก็ตาม


ปัจฉิมยาม (ตีสาม ถึง หกโมงเช้า)

ร่างเล็กเอาแต่ระส่ำระส่ายพลิกซ้ายทีขวาทีอยู่บนตั่งเตียงนอนด้วยจิตที่ยังคงยึดติดอยู่กับสีหน้า ท่าทาง แววตาและถ้อยคำของเหล่าแวมไพร์ที่จับกลุ่มวิพากย์วิจารณ์จนแล้วจนรอดเธอก็ไม่อาจข่มตาลงนอนได้อย่างที่ควรจะเป็น

 

บ้าจริง เป็นอย่างงี้ทุกทีสิ หน่า

 

พอมีเรื่องอะไรกวนใจทีไร...นอนไม่หลับสักทีนึง


 

พรวด!

จนแล้วจนรอดร่างบางก็เด้งขึ้นมาจากหมอนปุยที่รองคออยู่พลางเลิกผ้าห่มที่คลุมตัวออกด้วยความลำคาญ เพราะคำตำหนิเหล่านั้นแท้ ๆ ที่ทำให้เธอจำต้องเก็บมาคิดทั้ง ๆ ที่ใจไม่นึกอยากจะเอามาจำใส่ใจให้ปวดสมองแต่สุดท้ายแล้วมันก็อดไม่ได้จริง ๆไม่นึกเลยว่าเรื่องที่เธอไม่ได้เป็นฝ่ายผิดจะทำให้ผู้คนมากมายตีแพร่แพร่งพรายแปลความหมายออกไปได้ไกลถึงเพียงนั้น...ร่างบางตัดสินใจนึกอยากออกไปสูดอากาศด้านนอกเพื่อให้จิตใจที่ว้าวุ่นนั้นปลอดโปร่งขึ้นมาบ้างจึงตัดสินใจคว้าเสื้อคลุมตัวหนาที่แขวนอยู่บนราวก่อนจะสวมทับอย่างลวก นึกเพียงแค่จะออกไปทอดน่องริมธารเพื่ออยู่กับตนเองเพียงนานก็กลับกระโจม

ฝ่ามือเล็กค่อย ๆ แง้มชายผ้าจากด้านหลังกระโจมของตนออกเพื่อสาดส่องสายตาชำเลืองมอง มีทหารเดินยามผลัดเปลี่ยนเวรอยู่ไม่มาก มิหนำซ้ำเส้นทางนี้ยังอยู่ใต้ลมซึ่งเป็นต่อให้เธอได้มากพอที่จะกลบเกลื่อนแอชตันที่ยืนอารักษ์ขาอยู่ด้านหน้าของกระโจมให้ไม่ทันได้รู้สึกตัวอยู่โขทีเดียว สาวเจ้ากำชับเสื้อคลุมตัวนอกเข้าหาตัวเพื่อกลบกลิ่นกายก่อนจะย่องเบาออกไปด้านนอกโดยที่ชายลูกผสมไม่ทันได้ระแวงระวัง พอทหารเวรยามกำลังจะเดินผลัดเปลี่ยนมาทางนี้ สาวเจ้าก็รีบเร้นกายหลบตามมุมอับต่าง ๆ ทันที พอพวกเขาปี่กายเดินห่างออกไปได้สักระยะเธอก็โผล่พรวดออกมาจากที่หลบซ่อนตัวพลางถอดถอนลมหายใจหนึ่งเฮือก สายลมเย็นเหยียบพัดผ่านเรือนผมากด้านหลังจนปลิวมาปรกอยู่บริเวณหน้าทำให้เรียวนิ้วสีซีดของสาวเจ้าจำต้องยกขึ้นมาทัดปอยผมบางส่วนที่เริ่มกระเซอะกระเซิงเพราะแรงลม ในขณะที่ตัวย่างก้าวไปด้านหน้าแต่ในห้วงความคิดกลับกำลังขบคิดถึงแต่คำพูดมากมายที่ไม่เพียงแต่ติเตียนเธอ แต่กลับกระทบถึงชื่อเสียงของสกุลคาร์เตอร์ด้วยจิตที่ปล่อยผ่านไม่ลง

‘ เป็นแค่บุตรีบุญธรรมของตระกูลใหญ่เข้าหน่อยอวดเบ่งน่าดู’

 

‘ ชื่อเสียงเรียงนามเดิมของเจ้าคืออะไรงั้นหรือ? ’
 

‘ เลือดบริสุทธิ์ของเก๊ ’
 

‘ เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า ’
 

คำเหยียดหยามมากมายที่ถาโถมเข้ามาใส่จนบางครั้งก็ระงับอารมณ์โกรธเอาไว้ไม่ไหวจริง ๆ แม้นจะกลบเกลื่อนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและทำตัวซุกซนไปวัน ๆ เหมือนกับไม่รับไม่รู้อะไร แต่จริง ๆ แล้วเราเป็นฝ่ายที่เก็บเรื่องนี้มาตลอด...นับตั้งแต่มาที่นี่ หากไม่มีท่านพี่ที่เป็นแรงผลักดันให้ข้าสู้และพิสูจน์ตัวตนต่อคำนินทาเหล่านั้น ป่านนี้ข้าคงเลือกที่จะกลับไปคืนสู่อ้อมกอดอันแสนอบอุ่นใจของคุณปู่เรียบร้อยแล้ว...


 

ปู่คะ...

 

เป็นแวมไพร์ที่มีอายุไขยืดยาวทั้งที

 

ทำไมมันถึงได้เหนื่อยขนาดนี้เลยละคะ

 

คุณปู่...รินเหนื่อยจังเลยค่ะ


 


 


 



 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น

  1. #123 นิยายคือชีวิต()(( (@jeen555) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 00:47
    เย้🎉🎉🎉มาแย้วววว
    #123
    0