ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 58 : ตอน แปลก (2) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 80
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    22 พ.ย. 62

 

 

‘เหนื่อยชะมัดยาก...! //คอข้าแห้งผากเหลือเกิน // ร้อนและหนักอะไรถึงเพียงนี้’

 

แม้นร่างสูงจะพยายามข่มตาด้วยการปิดเปลือกตาคมกริบของตนเองลงสักเพียงไร เสียงแห่งห้วงความคิดคะนึงของเหล่าบรรดาทหารหาญและข้าราชบริพารแวมไพร์ก็ดังอยู่ในโสตประสาทอยู่ตลอดเวลาจนเขากลายเป็นชายที่ไม่อาจนอนได้เต็มอิ่มหรือว่านอนได้เต็มตื่น นี้คือความสามารถที่เป็นพรสวรรค์หรือว่าเป็นคำสาปที่ไม่มีวันลบล้างออกจากตัวเขากันแน่? ร่างแกร่งตัดสินใจไม่พยายามข่มตาหลับขับตานอนพักอีกต่อไปพลางใช้เรียวนิ้วกรีดชายผ้าม่านที่บดบังแสงสุริยันตร์ตรงช่องหน้าต่างของตนเองให้เลิกออก ก่อนจะรับสั่งกับฟรานซิสที่โบยบินอยู่เคียงคู่พระเกี้ยวของเขาด้วยสีหน้าราบเรียบ

 

“กระจายรับสั่งไปยังทุกขบวน...ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ทุกขบวนเตรียมร่อนลงพื้น!!!เราจะพักที่ป่าสนด้านหน้า!!!! ”ทันทีที่เสียงเพรียกของพระราชมนูดังก้องอยู่ต้นริ้วขบวนใหญ่ เหล่าทหารราชองครักษ์ที่บินโฉบอยู่ไม่ไกลก็ส่งเสียงปาวร้องไปยังกลางและท้ายขบวนด้วยเสียงดังต่อกันไปเป็นทอด ๆ นึง

 

“ทุกขบวนเตรียมร่อนลง!!!!! //เตรียมร่อนลง!!!!! //เตรียมร่อนลง!!!!! ”ทันทีที่เหล่าขบวนเกี้ยวบินโผล่พ้นออกมาจากหมู่เมฆาสีขาวนวล ในที่สุดพวกเขาก็เห็นเขตป่าสนอันแสนอุดมสมบูรณ์ที่อยู่เบื้องหน้า ทิวทัศน์ถูกฉาบไปด้วยสีเขียวขจีอันชุ่มฉ่ำและเย็นสบาย กลิ่นอายของความดิบชื้นโชยมาสายลมชวนให้เหล่าแวมไพร์ที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางรู้สึกปลอดโปร่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ ป่าสนอันกว้างใหญ่ทอดตัวยาวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาเช่นนี้บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าพวกเขาใกล้เข้าถึงเขตแดนเหนือของแวมไพร์เข้าไปทุกขณะแล้ว

 

“ทุกขบวนร่อนลง...รักษาขบวนไว้!!!!! //ร่อนลง!!! รักษาขบวนด้วย!!!!! //ร่อนลง!!! รักษาขบวนไว้!!!!! ”ทันทีที่นัยน์ตาสีน้ำตาเข้มเห็นทำเลทองสำหรับการตั้งกระโจมเพื่อค้างแรมก็ปาวร้องให้ทุกริ้วขบวนร่อนลงและรักษาระเบียบ โดยพระเกี้ยวของจอมราชันย์จะบินโฉบลงไปยังเบื้องล่างก่อนเพื่อทำการกำหนดนำทิศทางแก่ริ้วขบวนที่เหลือ

 

พรึ่บ พรึ่บ พรั่บ พรั่บ พรั่บ...พรั่บ พรั่บ

 

“ทุกขบวนหยุดดดดดดด!!!! // หยุดดดด!!! //หยุดดดด!!! //หยุดดดด!!! ”ฟรานซิสปาวร้องก่อนจะค่อย ๆ ลดระดับความสูงลงไปจนพระเกี้ยวของฝ่าบาทจวบจนจะแตะถึงพื้นดินที่เต็มไปด้วยหินและก้อนกรวดเม็ดน้อยเม็ดใหญ่ เหล่าแวมไพร์ร่างมหึมาทั้งหลายค่อย ๆ ชะลอความเร็วในการกระพรือปีกบินลงด้วยความเชื่องช้า กรงเล็บที่เคยจับแท่นเสาที่แบกพระเกี้ยวหลวงอยู่ค่อย ๆ คลายตัวลงก่อนที่ปีกของพวกเขาจะลู่ต่ำลงข้างลำตัวเมื่อพระเกี้ยวอยู่ในระดับที่วางลงยังพื้นกว้างได้โดยไม่เอนเอียง

 

“ท่านฟรานซิสตั้งกระโจมเลยรึไม่ขอรับ”ทหารที่กำกับดูแลเสบียงเร่งฝีเท้ามายังพระราชมนูเพื่อขอความเห็น ฟรานซิสได้ยินเช่นนั้นจึงเหม่อมองฟากฟ้า หมู่เมฆาเริ่มจับกลุ่มรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน อากาศดิบชื้นของป่าสนกำลังทำให้สภาพอากาศของที่นี่แปรเปลี่ยนจากฟ้าใสไปเป็นฝนพรำในอีกไม่ช้า

 

“ตั้งกระโจมได้เลย...ดูทิศทางลมด้วย”ฟรานซิสเอ่ยสั่งการณ์ ก่อนจะรีบสาวเท้าไปหยุดยืนอยู่เคียงข้างองค์เหนือหัวที่กำลังเสด็จลงมาจากตัวพระเกี้ยวด้วยทีท่าแสนสง่า

 

“ทราบแล้วขอรับ พวกเจ้าตั้งกระโจม!!!! ดูทิศทางลมเป็นหลักด้วย!!!// ตั้งกระโจม!!!เร็วเข้า!!! //ตั้งกระโจม!!!! ”

 

“ เจ้าสองตนแยกย้ายไปตามตัวมิลล่าหัวหน้านางกำนัลและลอร์ดจาริส คาร์เตอร์...ให้พวกเขาสองตนมาหาข้าที่นี่ เพลานี้โดยไว”ทันทีที่ลงจากพระเกี้ยวจอมราชันย์ก็หันไปยังชายหนุ่มหุ่นล่ำสันที่ดำรงตำแหน่งองครักษ์ส่วนพระองค์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมติดจริงจัง

 

“พะยะค่ะฝ่าบาท // พะยะค่ะฝ่าบาท”ชายมากฝีมือนามวัลแคนและเคอร์แชตน้อมศีรษะลงพลางใช้สปิริตแวมไพร์ไปตามตัวบุคคลที่ฝ่าบาทเพิ่งมอบหมายหน้าที่ให้ เมื่อสิ้นพระสุรเสียงจอมราชันย์ก็สาวเท้าลัดเลาะไปตามแม่น้ำที่ไหลพาดผ่าน เส้นผมสีบลอนต์เทาสยายไปตามอากาศที่พัดผ่านมากระทบร่าง ชายอกสามศอกหุ่นล่ำสันกำลังยืนกางแผนที่เส้นทางในการเดินทางพลางแลกเปลี่ยนบทสนทนากับเหล่าทหารหาญที่อยู่ใต้บังคับบัญชา

 

“ท่านแม่ทัพ...”

 

“ฝ่าบาทมีสิ่งใดให้เกล้ากระหม่อมรับใช้พะยะค่ะ”

 

“ ข้าอยากให้เจ้านำทหารในสังกัดเดินตรวจตราความเรียบร้อยในป่ารอบบริเวณให้เข้มแข็ง หนนี้ข้ามีแวมไพร์วรรณะสูงสายเลือดบริสุทธิ์ร่วมเดินทางมาด้วยหลายผู้ ข้าเกรงว่านั่นอาจดึงดูดให้เหล่าปีศาจและอสูรชั้นต่ำมารวมตัวกัน”

 

“เช่นนั้นกระหม่อมขอนำทหารฝีมือดีสักสิบห้าตนออกลาดตระเวนพะยะค่ะ”

 

“ลำบากเจ้าแล้ว”

 

“หามิได้พะยะค่ะ ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย”

 

หลังจากการนั่งอุดอู้อยู่ภายในเกี้ยวอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมงในที่สุดก็ได้ออกมายืดเส้นยืดสายสักทีนึง แอชตันผละตัวออกไปด้านนอกก่อนจะยื่นฝ่ามือมาที่ฉันเพื่อช่วยประคองให้ออกมาจากเกี้ยวหลวงได้สะดวกขึ้น เสียงโป๊กป๊ากที่ดังระงมอยู่เนือง ๆ ทำให้ฉันนึกเฉลียวใจหันไปมองที่แท้ก็เป็นเสียงของเหล่าทหารที่กำลังทำการใช้ท่อนไม้ใหญ่เท่าท่อนซุงตอกไปยังหมุดตัวเท่าฝาบ้านเพื่อยึดและขึงเชือกตั้งเป็นกระโจมอยู่ริมธารกันให้ชุลมุนไปหมด ขณะที่ทุกคนต่างกำลังวุ่นไปตามหน้าที่ สตรีที่ไม่ได้มีหน้าที่จำเพาะเจาะจงจึงไม่คิดจะเกะกะขวางทางเหล่าข้าราชบริพารที่กำลังวิ่งวุ่นกันตัวเป็นเกลียว ร่างอรชรเดินทอดน่องไปตามธารน้ำใสพลางกวาดสายตาสอดส่อง บัดนี้เริ่มมีกระโจมน้อยใหญ่ตั้งเรียงรายเป็นหย่อม ๆ พอเหลือบหันไปทางซ้ายก็เห็นชายร่างสันทัดสองตน เป็นชายวัยกลางคนหนึ่งผู้และชายวัยแรกรุ่นเห็นจะได้อีกหนึ่งผู้ พวกเขามีผมหยักศกสีบลอนด์อ่อนยาวปะบ่าอยู่รำไรทั้งคู่ ใบหน้าคมคายคล้ายกันอยู่หลายส่วนนัก พ่อลูกกันงั้นเหรอ? ถ้าจำไม่ผิดผมสีบลอนด์อ่อนสะท้อนแสงแบบนี้เหมือนกับคุณหนูคาร่า ดีแลนไม่มีผิด หรือว่าพวกจะเป็นคนของสกุลดีแลนกันนะ คิดอยู่ในหัวยังไม่ทันได้จบประโยคดีจู่ ๆ สายตาคมกริบของชายวัยกลางคนผู้นั้นก็เหลือบหางตามาเห็นร่างบอบบางพอดิบพอดี ดารินเผลอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะค้อมศีรษะลงต่ำถวายความเคารพแล้วเดินผ่านไปเงียบ ๆ

 

“ทำไมถึงไม่เข้าไปทักทายเสียหน่อยเล่าขอรับ...นั่นคือลอร์ดลอเรนซ์และลอร์ดคารอส ดีแลนนะขอรับ อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะเข้าไปทำความรู้จักเอาไว้”
 

“พวกเขาดูยุ่ง ๆ ข้าจงไม่อยากเข้าไปรบกวนเวลา ว่าแต่ว่าทำไมตระกูลดีแลนถึงมีลอร์ดสองคนล่ะ?”

 

“เห็นชายที่หยุดยืนอยู่ข้าง ๆ ท่านลอร์ดลอเรนซ์หรือไม่ขอรับ...”แอชตันกระซิบกระซาบพลางบ่ายหน้าไปทางอื่น เมื่อได้ยินดังนั้นสาวเจ้าจึงจงใจเหลียวมองนู้นทีนี้ทีก่อนจะลอบมองชายคนดังกล่าวอย่างแนบเนียน แวมไพร์หนุ่มผู้ทอดแบบลอร์ดลอเรนซ์มาแทบทุกอย่าง แต่สัดส่วนรูปร่างกลับผอมบางแห้งแกนราวกับกิ่งไม้ไม่สมวัย

 

ขวับ

 

“เห็น...”

 

“นั่นคือท่านลอร์ดคารอสขอรับ...ดำรงตำแหน่งลอร์ดแห่งสกุลดีแลนคนปัจจุบัน แต่ทว่าร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เล็กทำให้ลอร์ดลอเรนซ์ยังต้องคอยว่าราชการแทนอยู่เนือง ๆ”

 

“แล้วคุณหนูคาร่าเป็นอะไรกับเขา”

 

“ฝาแฝดขอรับ...”

 

แฝด!!!? พระเจ้าช่วย แวมไพร์เองก็มีแฝดได้ด้วยหรือนี้!

 

“แอชตันแล้วใครเป็นแฝดผู้พี่ล่ะ?” ร่างบางไม่รอช้ารีบยิงคำถามต่อไปด้วยความใคร่รู้ทันที เห็นว่าเหล่าแวมไพร์มีบุตรยากมากและพวกเขาเองก็ไม่เร่งรัดในการแต่งงานหรือการมีบุตรด้วย อาจเป็นเพราะพวกเขามีอายุไขที่ยาวนานมากเกินกว่าจะตีกรอบจำกัดช่วงเวลาในแต่ละวัยว่าควรหรือไม่ควรทำสิ่งใด

“ท่านคารอสเป็นแฝดผู้พี่ขอรับ” ชายลูกผสมตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นั่นกลับยิ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้เป็นนายไม่ใช่น้อย ร่างบางรู้สึกสงสารท่านลอร์ดน้อยตนนั้นเหลือเกิน

“เช่นนี้น่ะเอง....น่าสงสารจังเลย” ร่างบางได้แต่พึมพำกับตนเอง หวนนึกถึงรูปร่างและร่างกายที่ไม่สมบูรณ์พร้อมของอีกฝ่าย สาเหตุเหล่านั้นคงส่งผลต่อการดำรงศักดิ์ทางสังคมไม่ใช่น้อย มิหนำซ้ำยังเป็นบุตรชายคนโตที่ต้องสืบสกุลด้วยแล้ว...มิน่าบิดาเขาถึงได้ดูหงุดหงิดและเกรี้ยวกราดกับบุตรชายของตนเกือบจะตลอดเวลา

 

ทั้งสองเดินไปรอบ ๆ ตามริมธารอยู่ได้ไม่นาน ก็มีเสียงทุ้มต่ำกังวานขานเรียกมาจากด้านหลัง ชายรูปร่างสันทัดอกผายไหล่ผึ่งนวยนาดเข้ามาหาพร้อมกับสีหน้ายิ้มแย้ม เส้นผมสีดำบางส่วนของเขาถูกรวบม้วนไปด้านหลังเผยให้เห็นช่วงโค้งเว้าสันกราม ดูจากเสื้อผ้าอาภรณ์แล้วคงเป็นแวมไพร์วรรณะสูง

“คุยอะไรกันอยู่หรือน่าสนุกเชียว...ขอข้าร่วมวงสนทนาด้วยได้หรือไม่”

 

“คาราวะท่านลอร์ดบารอนขอรับ...ข้าแอชตัน คอนเนอร์” เมื่อเห็นว่าชายตรงหน้าคือใครชายลูกผสมจึงไม่รีรอรีบถวายความเคารพต่อเขาในทันที ทำให้ร่างบางรับรู้ไปในคราวเดียวว่าชายผู้ที่เดินเข้ามาทักทายนี้คือใคร

 

ถ้าไม่นับสกุลคาร์เตอร์ ดีแลน

 

แสดงว่าชายคนนี้คือลอร์ดแห่งสกุลรัชเชรดน่ะสิ

 

ร่างบางนึกพลางะอมยิ้มอ่อนเมื่อได้เห็นบทสนทนาของบุรุษทั้งสอง

 

“ (^ ^)ได้ยินชื่อเจ้ามานานแล้ว....ได้ข่าวว่าเจ้ามีฝีมือนี้ หากว่าว่างข้าอยากจะลองปะมือกับเจ้าดูสักครั้งได้หรือไม่”

 

“ฝีมือข้ายังไม่เก่งกาจถึงขนาดนั้นหรอกขอรับ...”

 

“ ไม่เอาหน่า อย่ามัวแต่ถ่อมตนซิ! ฮ่ะฮะฮ่า ๆ ” เมื่อเห็นจังหวะที่จะได้แสดงความเคารพ ร่างบางจึงไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป แต่ทันทีที่ร่างสูงได้ยินน้ำเสียงนุ่มหูชวนน่าฟังเขาก็หยุดอากัปกิริยาหัวเราะรวนดังกล่าวก่อนจะปรายสายตามองสตรีตรงหน้าให้เต็มสองตา ผิวขาวนางซีดกว่าที่คิดนัก น้ำเสียงนุ่มนวลชวนน่าฟังยิ่ง...เรือนผมสีเด่นนี้แปลกตาแต่ทว่าความรู้สึกบางอย่างกำลังทำให้เขาเองก็รู้สึกได้ กลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายกุหลาบที่โชยมานี้คุ้นจมูกจริง...

 

“คาราวะท่านลอร์ดบารอนเจ้าค่ะ”

 

“คุณหนูท่านนี้คงจะเป็นคุณหนูดาริน คาร์เตอร์ล่ะสินะ...เห็นไกล ๆ ว่างามแล้ว พอเข้ามาดูใกล้ ๆ ยิ่งงามนัก” ลอร์ดบารอนเอ่ยยอพร้อมกับฉีกยิ้มด้วยความเป็นมิตร ทำให้ร่างบางจำต้องน้อมหน้าลงต่ำทำทีเป็นเขินอายตามฉบับของสตรีชนชั้นสูง แต่ในความเป็นจริงแล้วเธอแทบอยากจะอ้วกออกมาเป็นเลือด!!!

 

“ ท่านลอร์ดกล่าวชมข้าเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ”

 

“ ฮ่ะฮะฮ่า ๆ คุณหนูคาร์เตอร์ ข้าชมจริง ๆ ดูสีผมของเจ้าซิสว่างวาบขนาดไหน สีนี้ข้าไม่ค่อยได้เห็นมากนักแต่ถ้าเทียบกันแล้วดวงตาสีฟ้าดุจท้องนภาของเจ้ากลับแปลกตายิ่งกว่า”ร่างสูงเอ่ยพลางฉีกยิ้มกว้างราวกับเป็นมิตร คำพูดเชยชมความงามของเขาหากใครฟังเพียงผิวเผินอาจเป็นการชื่นชมทั่ว ๆ ไป แต่ร่างบางกลับรู้ซึ้งได้เป็นอย่างดีว่าชายตรงหน้าไม่ได้เข้ามาเพื่อชมความงามของเธอเลยสักนิด!เหมือนเขาต้องการเข้ามาหยั่งเชิงเธอมากกว่า!!!

 

“นัยน์ตาสีฟ้าเช่นข้านั้นมีให้ถมเถไปเจ้าค่ะ” ร่างบางเอ่ยออกมาก่อนจะพลางคลี่ยิ้ม ไม่แสดงความตื่นตระหนกหรือว่าสั่นไหวอยู่ในดวงตาเลยสักนิด อากัปกิริยาที่นิ่งราวกับผืนน้ำยิ่งกระตุ้นความอยากรู้ของลอร์ดบารอนเป็นยกใหญ่ เขากลับยิ่งรู้สึกแคลงใจสงสัยนัก...ผู้หญิงตรงหน้าคือใครที่ไหนก็ไม่รู้ ทำไมสกุลคาร์เตอร์ถึงรับเข้ามากัน? ถึงจะไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงของลอร์ดคนปัจจุบัน แต่สิ่งที่เขากล่าวมาล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น ดาริน คาร์เตอร์ผู้นี้ไม่มีประวัติอะไรให้สืบเลยสักนิด ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าสงสัย...นางเป็นลูกเต้าใครแล้วมาจากที่ไหนกันแน่ ดูซิว่าถ้าข้าโถมตัวโยนก้อนหินก้อนแล้วก้อนเล่าลงไป ต่อให้เป็นแม่น้ำใหญ่...ผิวน้ำก็ต้องมีกระเพิ้มกันบ้าง!

 

“งั้นหรอกหรือ...ตั้งแต่ข้าว่าราชการมานี้เพิ่งเคยเห็นแวมไพร์ที่มีนัยน์ตาสีแปลกเช่นเจ้าเป็นรายแรกนี่แหละ ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นลูกใครมาจากไหนหรือ พอจะแนะนำชื่อเสียงเรียงนามเดิมของเจ้าให้ข้าฟังได้หรือไม่ ” นัยน์ตาสีเข้มจ้องเข้าไปยังนัยน์ตาสีประหลาดของร่างบางด้วยแววตาลุ่มลึก

 

กึก!!

แย่ล่ะสิ...ปรกติลอร์ดบารอนมักสรวลเสเฮฮาที่สุดในบรรดาลอร์ดด้วยกัน

 

นึกไม่ถึงว่าเขาจะปี่เข้ามาซักไซ้คุณหนูดารินกันซึ่ง ๆ หน้าเช่นนี้! แอชตันผงะไปหลายส่วนแต่ก็ยังซ่อนความตกใจเอาไว้ภายใต้ใบหน้าที่ไม่ได้แสดงความรู้ร้อนหนาวกับประโยคไล่บี้เมื่อครู่นี้เลย

 

“................”ทำยังไงดีจะแก้ตัวว่ายังไง เขาจับตามองปฏิกิริยาเราแทบจะไม่กระพริบตาหันไปทางไหนเลย ถ้าแสดงสีหน้าหรือท่าทางที่ดูมีพิรุธล่ะก็แย่แน่ เอายังไงดีริน!คิดซิคิด!!!

 

และแล้วเสียงฝีเท้าของบุคคลที่สามก็เยื้องย่างเข้ามาด้านหลังร่างบางที่หยุดยืนอยู่ด้วยสีหน้าที่กำลังจะไม่สู้ดี น้ำเสียงทุ้มต่ำเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นพร้อมกับคำตอบที่อีกฝ่ายคลั่งค้างใจ นัยน์ตาสีไข่มุกดำวาววาบเป็นมันขวับก่อนจะปรายสายตามองไปยังลอร์ดบารอนที่กำลังหาเรื่องผู้เป็นน้องของเขาด้วยแววตาพิฆาตร


 

ตึก...ตึก...ตึก

“ สกุลเดิมของนางคือ เคท ดาริน เคท...ปู่แท้ ๆ ของนางก็มีนัยน์ตาสีฟ้านี้เฉกเช่นเดียวกัน ข้าไม่เห็นว่านัยน์ตามีสีฟ้าดุจท้อนภาจะทำให้เรื่องนี้ผิดแผกแปลกประหลาดที่ตรงไหนร่างสูงจงใจบอกอีกฝ่ายเป็นนัย ๆว่าตอนนี้เขาชักจะล้ำเส้นมากเกินไปแล้ว

 

เสียงทุ้มแบบนี้...ท่านพี่เหรอ!?

ร่างบางไม่ทันได้ตั้งตัวเธอหันไปทางขวามือตนเองอีกทีก็เห็นท่านพี่หยุดยืนอยู่ข้างกายเป็นที่เรียบร้อย แม้นสีหน้าและแววตาจะไม่ได้มองมายังเธอเลยสักนิด แต่ทว่ากลับรู้สึกอบอุ่นใจเป้นอย่างมากเมื่อรับรู้ว่าตอนนี้ท่านพี่กำลังปกป้องเราจากชายตรงหน้าอยู่

 

“โอ้วข้าก็นึกว่าใครที่ไหน ( ^ ^) ที่แท้ก็เป็นท่านลอร์ดจาริส คาร์เตอร์นี่เอง”

 

“ คาราวะขอรับท่านลอร์ดจาริส...” แอชตันเอ่ยทำความเคารพตามมารยาท แต่ในเนื้อแท้แล้วเขารู้สึกขอบคุณท่านจาริสเป็นอย่างมากที่เข้ามาต่อลมหายใจท่านดารินให้พอมีแรงสู้รบตบตี เพราะขือถ้าเขาเป็นฝ่ายพูดออกไปล่ะก็ อาจเกิดข้อครหาได้ว่าเขาไปรู้จักมักจี่กับครอบครัวของคุณหนูตั้งแต่ตอนไหน จะกลายเป็นว่าข้อมูลที่ควรจะช่วยคุณหนูให้หลุดจากวังวนนี้จะไม่วายกลายเป็นเขาหยิบยื่นอาวุธให้อีกฝ่ายโถมคำถามเข้ามาเสียมากกว่า!

 

“ ถ้าอยากรู้อะไรถามข้าเถิด...อย่าได้เกรงใจกันเลยลอร์ดบารอน ” ร่างสูงผมดำขลับไม่พูดเปล่า ชายที่มักดึงสีหน้าตึงถึงกับกระตุกรอยยิ้มที่มุมปากไปวูบนึงทำเอาลอร์ดบารอนที่ชอบกระตุกหนวดเสือตนนี้หมายให้คุกรุ่นเล่นถึงกับผงะถอยหลัง นึกไม่ถึงว่าการที่เขาเข้ามายุ่มย่ามกับสาวผู้เป็นน้องบุญธรรมจะทำให้จาริส คาร์เตอร์ผู้นี้ฉุนเฉียวจนฟิวส์แทบขาดแบบนี้

 

“ ฮ่ะฮะ...ฮ่ะฮะฮ่า ได้ยินท่านลอร์ดยืนยันชัดขนาดนี้ข้าก็ไม่มีสิ่งใดจักสงสัยแล้ว เอาหน่า ๆ ลอร์ดจาริส ข้าว่าเราไปหามุมเย็น ๆ คุยเรื่อง...เอ่อ อ่อ ใช่ คุณหนูเซล่า ไวต์กันดีกว่าเนอะ...ขอยืนตัวท่านพี่ของเจ้าสักประเดี๋ยวแล้วกันนะคุณหนูคาร์เตอร์ ( ;;;^ ^) ” ลอร์ดบารอนรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแทบไม่ทัน ก่อนจะรีบขอตัวพาลอร์ดจาริสที่กำลังอยู่ในอารมณ์บูดไปทางอื่นทันที เจ้าตัวรีบหัวเราะแห้งแก้เขินหมายใจไม่ให้ความสัมพันธ์ของสกุลรัชเชรดและสกุลคาร์เตอร์ต้องมาผิดใจกันเพราะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

 

ฟู่วววววว....โล่งอกไปที

 

ร่างบางได้แต่ถอดถอนลมหายใจกรุ่นออกมาด้วยความโล่งใจ นี้ดีที่หนนี้ท่านพี่เข้ามาช่วยได้ทัน ชายลูกผสมลอบสายตาชำเลืองมองนายหญิงของตนด้วยทีท่าใจชื้นขึ้นมาหลายส่วน ก่อนจะปรายสายตามองไปยังแผ่นหลังของลอร์ดทั้งสองที่เพิ่งปลีกวิเวกออกไปไกลจนเกือบสุดสายตาด้วยใจที่หวาดหวั่น

 

สถานการณ์เมื่อครู่ช่างเฉียดฉิวนัก...

 

ดีที่เป็นท่านจาริสเป็นผู้ออกปากด้วยตนเอง

 

มิฉะนั้นแล้วอีกฝ่ายคงมิยำเกรงและยอมถอยกลับไปโดยง่ายเช่นนี้....

 

ท่าทางเหล่าขุนนางระดับสูงทั้งหลายจักแคลงใจสงสัยในตัวนายหญิงอยู่โขนัก

 

เริ่มเคลื่อนไหวกันแล้วซินะ....กับสงครามเย็นทางการเมืองในครั้งนี้น่ะ

 

“ ระวังตัวด้วยนะขอรับท่านดาริน... ” ถ้ยประโยคที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงผะแผ่วและเบาบางของชายลูกผสมที่หยุดยืนอยู่เคียงข้าง ทำให้ร่างอรชรตระหนักถึงความนัยอย่างถ่องแท้ แม้นผู้คนมากมายจะแย้มสรวลและปี่เข้ามาทักทาย เปรยชมด้วยใบหน้าที่ฉาบไปด้วยรอยยิ้ม แต่ความเป็นจริงแล้ว....ไม่มีใครที่เราสามารถไว้ใจได้เลยสักผู้เดียว

 

“….เข้าใจแล้ว ” เสียงหวานพึมพำตอบรับด้วยจิตใจที่แน่วแน่ เป็นจริงดั่งที่ท่านพี่กล่าวเตือนเอาไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในรั้ววังของวังหลวงจริง ๆ ว่าเรามิอาจไว้เนื้อเชื่อใจใครได้....เส้นผมสีเด่นสยายไปกับสายลมจนปลิวไสวแสงสุริยันตร์ที่กำลังคล้อยลงต่ำลง ยิ่งทำให้เรือนผมของสาวเจ้าบิดเกลียวเป็นลอนคลื่นชวนให้น่าพินิจมองยิ่ง เจ้าตัวไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำว่านางกำลังเปล่งประกายรับแสงทองยามเย็นมากขนาดไหน ร่างสูงผายฝ่ามือให้เหล่าทหารคู่พระทัยของเขาเยื้องย่างออกไปรอด้านนอก ก่อนจะเอนกายแกร่งลงอิงบนหมอนอิงพลางแสยะยิ้มจนเห็นคมเขี้ยว ทีท่าและอากัปกิริยาของนวลนางกำลังถูกนัยน์ตาสีเอกลักษณ์คู่นึงจับจ้องอย่างไม่วางสายตา ทุกอิริยาบถเรียบง่ายกำลังถูกเขาผู้นี้ลอบมองจากความมืดมิดของกระโจมใหญ่ที่ตั้งขึงจนเสร็จสิ้นแล้ว ฝ่ามือหนั้งข้อศอกหนาเท้าไปยังหมอนอิงเพื่อเอียงพระพักตร์แลแผ่นหลังของร่างบางจากมุมแคบ ๆ ให้ถนัดตามากขึ้น ริมฝีปากที่เคยเรียบตึงยังยิ้มเล็กน้อยที่ได้เห็นสีหน้าติดจริงจังจากสตรีผู้ที่มีวิสัยซุกซนและช่างเจรจา นางหันใบหนาจิ้มลิ้มหันไปหาชายลูกผสมอีกครั้งก่อนที่จะออกเดินตระเวนแถวริมธารด้วยทีท่าอ้อยอิ่งกลิ่นกุหลาบเคล้าสายลมเย็นยะเยือกโชยอยู่รำไรแต่ทว่ากลิ่นอายของแวร์วูฟของชายที่คอยอารักษ์ขาก็กลบกลิ่นอายหอมรัญจวนนี้จนหมดสิ้น นัยน์ตาคมแอบชำเลืองแผ่นหลังเล็ก ๆ ของสาวเจ้าจนกระทั่งนางเดินดิ่วไปไกลเกินกว่าจะหามุมอับสายตาลอบชำเลืองได้ เขานึกขบขันตนเองที่บัดนี้มีเพียงแค่การมองนางจากมุมไกล ๆ เท่านั้นที่เขาสามารถทำได้ ร่างสูงปิดเปลือกตาลงพร้อมกับยกพระหัตถ์ข้างซ้ายขึ้นมากุมธำมรงค์ประจำพระองค์ที่คล้อยอยู่ทบนพระศอด้วยแววตาทอแสงอ่อน

 

ซ่า ซ่าส์...

 

เสียงน้ำกระทบกับโขดหินประปรายบนลายน้ำชวนให้ร่างบางที่เดินทอดน่องมาพักใหญ่ ๆ พลอยรู้สึกผ่อนคลาย ร่างบางสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ๆ ก่อนจะเป่าลมเย็น ๆ ออกมาด้วยสีหน้าสดชื้นเป็นที่สุด นัยน์ตาหวานกวาดสายตาออกไปไกลก่อนที่สายตาสุกสกาลจะหันไปสะดุดใจกับเชิงผาที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลไปจากจุดตั้งค่ายพักแรมของกองคาราวาน ไม่รู้ทำไมจู่ ๆ ในหัวก็รู้สึกวูบไปชั่วครู่นึงราวกับว่าตนกำลังตกจากที่สูงก็มิปาน ร่างบางที่ยังยืนรับลมอมน้ำค้างอยู่ดี ๆ ก็เซถลาทำให้แอชตันถึงกลับตกใจเผลอเอื้อมมือคว้าต้นแขนของอีกฝ่ายด้วยความตกใจยิ่ง!

 

หมับ...!

 

“ คุณหนู!!!? ”

 

“ อ่า...โทษที ” เสียงหวานครวญพลางใช้เรียวนิ้วกุมขมับของตนเองเล็กน้อย เมื่อครู่นี้พอเราจ้องไปที่เชิงผาตรงนั้น จู่ ๆ ก็รู้สึกหน้าวูบไปแว๊บนึง ดีที่แอชตันคว้าไว้ทัน ไม่เช่นนั้คงได้ลงไปลอยคออยู่ในแม่น้ำกลายเป็นขี้ปากคนทั้งคาราวานเป็นแน่เลย เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายที่ดูอิดโรยเล็กน้อยชายลูกผสมก็ได้แต่กัดริมฝีปากของตนเองมิให้ไวเกินกว่าเหตุ เขาชายตาสำรวจไปยังท่อนแขนที่เคยพันผ้าสมานบาดแผลก่อนจะตัดสินใจดึงชายผ้าพันแผลออกเพื่อตรวจสอบ

 

“ ขออภัยขอรับท่านดาริน ”

 

“ แอชตัน...เจ้าจะทำอะไร! ” ร่างบางเอ่ยปรามเพราะคิดว่าสิ่งที่เจ้าตัวกำลังทำนั้นช่างไม่เหมาะสม แต่ทว่าเธอก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรงขึ้นมาดื้อ ๆ ร่างกายรู้สึกหนักอึ้งจนแทบจะประคองร่างให้ยืนอยู่นั้นก็ยากเต็มกลืน นัยน์ตาสีนิลพรายเบิกตากว้างบาดแผลลึกที่เคยฉาบอยู่บนเรียวแขนของนายหญิงสมานจนสนิทไร้ซึ่งริ้วรอยใด ๆ มากร่ำกราย

 

“ ดูเหมือนแผลทั้งหมดจะสมานตัวสนิทแล้วขอรับ...” ชายลูกผสมนึกโล่งใจกับผลลัพธ์ที่ได้มอง แต่ทว่าเมื่อปายตาไปมองยังสีหน้าและท่าทางที่ดูอิดโรยของท่านดารินที่แลดูเหนื่อยอ่อนเกินกว่าที่ควรจะเป็น

 

จริงด้วย...ไม่มีแผลแล้วนี่หน่า?

 

“ ขออภัยที่ต้องเข้ามาขัดจังหวะบทสนทนานะเจ้าคะคุณหนูดาริน...ข้ามีนามว่ามีอา ส่วนนี้คือยาจีเจ้าค่ะ ” นางกำนัลสองตนเดินปี่เข้ามก่านจะค้อมศีรษะถวายความเคารพแก่สตรีวรรณะสูงตรงหน้าหนึ่งที

 

“ ขุนนางฮิวต์ให้มาเรียนท่านว่า ยามย่ำค่ำนี้ถึงเพลาเหมาะสมแก่การชำระล้างร่างกายของสตรีผู้ติดตามขบวนเสด็จทุกตนเจ้าค่ะ ข้ามีอาจักอาสานำทางไปยังสระเหมันต์ให้เจ้าค่ะ ส่วนยาจีจะรับหน้าที่ช่วยคุณหนูในเรื่องต่าง ๆ จนกว่าสกุลคาร์เตอร์จะส่งมอบข้ารับใช้ส่วนตนของท่านมาเจ้าค่ะ ”

 

พวกนางไม่แสดงทีท่านอบน้อมต่อเราอย่างที่ควรจะเป็นเลย

 

หรือว่าจะไม่พอใจที่ถูกมอบหมายหน้าที่ให้มารับใช้เรากันนะ?

 

“ เชิญทางนี้เจ้าค่ะ ” นางกำนัลที่ชื่อมีอาอะไรนั่นทำความเคารพต่อเราด้วยทีท่าแข็งกระด้างก็จริง แต่ยังเก็บและสะกดความไม่พอใจเอาไว้ได้แนบเนียนกว่ายาจีที่หยุดยืนอยู่ด้านหลายหลายส่วนนัก ยาจีดูยังเยาว์กว่ามีอาและค่อนข้างแสดงแววตาที่ไม่พึงพอใจที่ต้องมาปรนนิบัติเราออกมาอย่างเห็นได้ชัด

 

ท่าทางคงจะได้เจอศึกหนักสะแล้วสิ...รินเอ๊ย!

 

ไม่รู้พวกนางจะมาดีหรือร้าย เป็นสายให้ใครในที่นี้บ้างก็มิอาจรู้ได้ ร่างบางนึก
 

“ แอชตันเจ้ารออยู่ตรงนี้ ” แอชตันดูหัวเสีย แต่ทว่าหนนี้ฝ่ามือของเรามันยกยั้งขึ้นได้ทันการณ์จนแอชตันนั้นชะงักไปหลายอึดใจ

 

(กรอด)

“ ขอรับ ” ชายลูกผสมได้แต่ขานรับแม้จะขัดใจกับนางกำนัลทั้งสองตนที่ไม่ให้เกียรติแก่คุณหนูดาริน คาร์เตอร์เท่าที่ควรก็ตาม!! ร่างอรชรเดินตามแผ่นหลังของนางกำนัลทั้งสองเข้าไปยังป่าสน บัดนี้ดวงสุริยันต์กำลังจะลาลับขอบฟ้าไกล แสงอาทิตย์สีทองอมส้มอร่ามค่อย ๆ ถูกความมืดมิดในยามคืนค่ำกลบจนท้องนภาฉาบไปด้วยสีรัตติกาลอันมืดมิด ดวงจันทราเสี้ยวกำลัง ๆ ค่อย ๆ ฉายแสงสว่างวาบไล่แผ่นหลังของสาวเจ้าไปจนลับสุดสายตา

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น

  1. #122 YolladaKansit (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 23:50
    รออยู่นะไรท์ ติดตามอยู่ตลอด
    #122
    1
    • #122-1 mystical1(จากตอนที่ 58)
      19 พฤศจิกายน 2562 / 09:28
      ศ ส อา นี้รอไรต์นะคะ เดี๋ยวอีพให้เลย 5555 สงสาร แง กอดทีนึง
      #122-1
  2. #121 jeen555 (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 00:51
    ไรท์ใจดีจังมาเร็วจังงง
    ปล.ขออีกได้มั้ย เก้าโลภ555
    #121
    1
    • #121-1 mystical1(จากตอนที่ 58)
      21 ตุลาคม 2562 / 19:22
      จัดให้ตามคำขอแล้วน๊า :)
      #121-1