ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 57 : ตอน แปลก (1) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 75
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    21 ต.ค. 62

                  
แพทริเซีย  รัชเชรด

                ริ้วขบวนของเหล่าข้าราชบริพารเริ่มเคลื่อนขบวนมายังลานประหาร  เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานแห่งความอัปยศด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก  นัยน์ตาคมโตคู่สวยแอบชำเหลืองสายตามองลอดผ่านชายผ้าคลุมที่ปรกลงมาเกินครึ่งใบหน้าทำให้เธอนั้นมองฝูงชนที่เริ่มเนืองแน่นไม่ค่อยถนัดตาเท่าไหร่  นึกอยากรู้นักว่าเหล่าแวมไพร์จะมีพิธีการประหารเป็นอย่างไร  พวกเขาจะสำเร็จโทษทรราชย์ด้วยวิธีการไหนจะใช้หมุดตอกหน้าอกรึเปล่านะ  ครั้นเราจะหันไปถามแอชตันที่เดินตามดุจดั่งเงาก็คงจะได้โดนเจ้าตัวเอ็ดเอาเสียมากกว่า   ขณะที่กำลังขบคิดอยู่นั้นเราก็ค้นพบว่าลานประหารทับทิมเดือดไม่ได้ห่างไกลไปจากตัววังหลวงอย่างที่คิด  สาวเจ้าเดินพ้นออกมาจากเขตกำแพงวังได้ไม่ถึงชั่วยามก็พบกับลานรูปร่างคล้ายกับดาวหกแฉกสีขาวสะอาดสะอ้านพราวระยิบระยับยามเมื่อแสงสุริยันตร์ค่อย ๆ โผล่พ้นขึ้นมาจากท้องฟ้า 

 

                นี่น่ะหรือลานประหาร? เสียงหวานเอ่ยกับตนเองด้วยน้ำเสียงผะแผ่วพร้อมกับเผลอเปิดริมฝีปากด้วยความตื่นตะลึง  นึกไม่ถึงว่าลานกว้างที่เอาไว้ใช้สำหรับการสำเร็จโทษขั้นสูงสุดจะวิจิตรงดงามมากกว่าที่เธอนึกฝันเอาไว้มาก  ทหารที่ทำหน้าที่เฝ้ายามที่นี่ทันทีที่เห็นสตรีวรรณะสูงเดินทางมาถึงก็ยื่นฝ่ามือของตนเองออกมาเพื่อประคองร่างนางให้ขึ้นสู่บันไดวนไปยังเก้าอี้รับรองของตนเอง 

 

                ที่นี่มีเพียงเหล่าพสกนิกรเด็กหญิงเด็กชายและแวมไพร์หลากหลายช่วงวัยยืนรักษาระเบียบอยู่ในรัศมีรอบนอก  ในขณะที่เหล่าแวมไพร์ที่มีอภิสิทธิ์เหนือกว่ากลับมีที่นั่งสบาย ๆ รับรองอยู่ด้านใน  ทำไมแบ่งชนชั้นกันแตกต่างราวฟ้ากับดินเช่นนี้นะ  ร่างบางได้แต่ตัดพ้อในใจพลางเผลอกำชายกระโปรงของตนเองบนหน้าตักด้วยความลืมตัว  และแล้วเธอเองก็จำต้องลุกขึ้นยืนขึ้นทำความเคารพเมื่อพบว่าริ้วขบวนที่เดินทางมาถึงด้วยเวลาไล่เลี่ยกัน คือ ขบวนของคุณหนูแพทริเซีย แห่งสกุลรัชเชรด

 

                คาราวะท่านพี่แพทริเซียเจ้าค่ะ เสียงหวานขับขานด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความจริงใจ  ทำให้เจ้าของชื่อที่ถูกเรียกหานั้นคลียิ้มจาง ๆ บนใบหน้าก่อนจะพยักหน้าน้อย ๆ เชิงตอบรับ  นัยน์ตาสีฟ้าทะเลพลันตกตะลึง ขนาดอีกฝ่ายสวมทับด้วยผ้าคลุมสีมืดเช่นเดียวกันกับเธอ ยามที่สายลมพัดผ่านจนชายผ่านไล้ไปทั่วร่างยังเห็นถึงสัดส่วนได้รูปของความเป็นหญิง  ทรงผมรวบม้วนขึ้นของอีกฝ่ายมีปอยผมบางส่วนย้อยลงมาราวกับไม่ได้จัดทรงแต่กระนั้นกลับยิ่งทำให้สตรีตรงหน้าสง่างามและร้อนแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ  ดารินอ้าปากค้างก่อนจะเผลอก้มมองยังทรวดทรวงองเอวและเนินหน้าอกของตนเองที่ดูราบเรียบเป็นกระดานไปเลย

 

                ได้ข่าวว่าเมื่อคืนเจ้าถูกทำร้าย...อาการบาดเจ็บเป็นเช่นไรบ้าง

 

                “ ข้ามิเป็นไรมากเจ้าค่ะ  โชคดีที่ได้ทหารฝีมือดีเข้ามาช่วยได้ทันการ สิ้นประโยคท่อนสุดท้ายแพทริเซียก็คลี่ยิ้มก่อนจะชำเลืองสายตาไปมองแอชตัน  ชายลูกผสมที่หยุดยืนอยู่ข้างล่างของร่างบางด้วยแววตานิ่งงัน 

 

                เป็นเช่นนั้นข้าก็เบาใจ...ข้าขอตัวก่อน   แพทริเซียเอ่ยน้ำเสียงนุ่มก่อนจะเดินไปประจำตำแหน่งของตนเองที่อยู่ถัดไปไม่กี่ช่วงตัวด้วยสีหน้าไม่ยิ้มแต่ก็ไม่ได้บึ้งตึง  ทั้งกิริยา ท่าทาง  น้ำเสียง  ต่างงามสง่าและมีออร่าบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจนร่างบางสัมผัสได้ก่อนจะอมยิ้มที่มุมปาก

 

เพรียบพร้อมทุกคุณสมบัติแบบนี้...

 

นางต่างหากคือผู้ที่เหมาะสมจะขึ้นดำรงตำแหน่งราชินี...

 

ไม่ใช่ข้า!

 

                มองผู้อื่นตาเป็นประกายแบบนั้น...หากเป็นบุรุษคงเป็นการกระทำที่เสียมารยาทมากนะขอรับคุณหนูดาริน

 

นั่นไง...บทเทศนาเริ่มต้นขึ้นแล้วไง

 

            ทำไมจะมองไม่ได้...ก็สวยสะเบอร์นั้น ร่างอรชรจงใจกระซิบกระซาบกับแอชตันเป็นภาษาอังกฤษเพื่อไม่ให้ผู้อืนลอบฟังบทสนทนา

 

                “ หึ  หึ  หึ  @#$#$$*&*#$ (ท่านเองก็งามไม่แพ้นางหรอกขอรับนายหญิง) ” ชายลูกผสมได้ยินดังนั้นก็พอเดาทางความคิดของสตรีตรงหน้าได้ในทันที  ก่อนที่เขาจะกลั๊วหัวเราะในลำคอแล้วตอบคุณหนูเป็นภาษาแวร์วูฟพลางฉีกยิ้มที่มุมปาก

 

ขวับ!?

 

เมื่อกี้แอชตันตอบกลับมาเป็นภาษาอะไร!

 

                “ นี่...! เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไร?! ” ร่างบางหันขวับกลับมายังแอชตันที่หยุดยืนอยู่ด้านหลังก่อนจะถลึงตาใส่ที่คำพูดเมื่อครู่นี้เขาบ่นพร่ำเป็นภาษาอื่นที่เธอไม่รู้จักด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์!  เจ้าหมอนี้มันจงใจไม่ให้เรารู้ว่าประโยคเมื่อครู่ตอบกลับมาว่าอะไร!

 

                “ สำรวมกิริยาก่อนขอรับ...ฝ่าบาทเสด็จแล้ว     

เอ๊ะ?  ฝ่าบาทเสด็จอะไร

 

ถ้าเสด็จมหาดเล็กก็ต้องปาวประกาศแล้วสิ

 

            ร่างบางนึกท้วงพลางขมวดคิ้วเป็นปมขนาดย่อมเชิงไม่เชื่อคำเอ่ยของชายลูกผสมเท่าใดนัก  สาวเจ้าจำใจหันกลับไปยังทิศเดิมเพื่อตรวจสอบว่าจอมราชันย์เสด็จมาถึงที่ตามที่อีกฝ่ายเอ่ยจริงหรือไม่  แต่ทว่ายังไม่ทันได้ตั้งตัวดีเสียงของมหาดเล็กก็ปาวร้องเสียงดังสนั่นจนเธอเองยังแอบสะดุ้ง!

 

                ฝ่าบาทและพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จแล้ววววววววววววว!!! ” สิ้นเสียงปาวร้องของมหาดเล็กที่ทำหน้าที่องค์เหนือหัวทั้งสามพระองค์ก็ปรากฏตัวขึ้น ณ ลานประหารทับทิมเดือด  เหล่าข้าราชบริพารที่รอรับขบวนเสด็จต่างจัดแจงตัวเองยืนตัวตรงรับการเสด็จมาเยือนกันโดยพร้อมเพรียง 

 

บ้าหน่า!!  แอชตันเอ่ยเตือนเราตั้งแต่ก่อนที่มหาดเล็กจะปาวประกาศอีกหรือนี้?!

 

            ทันทีที่จอมราชันย์สะบัดชุดฉลองพระองค์แล้วทรุดพระวรกายลงบนแท่นพำนักกว้าง  เหล่าข้าราชบริพารที่รับเสด็จอยู่ก็ค่อย ๆ ทยอยนั่งลงยังตำแหน่งของตนด้วยความสงบเรียบร้อย  ฝ่ามือหนาตวัดเรียกไปยังฟรานซิสพระราชมณูที่หยุดยืนอยู่ไม่ห่างพลางเอ่ยกระซิบกระซาบบางอย่าง  ก่อนที่เจ้าตัวจะพยักหน้ารับและตะโกนก้องให้เบิกตัวนักโทษมายังลานประหารใหญ่  เสียงโซ่ตรวนที่คล้อยอยู่ที่คอห้อยระย้าลงมารวบแขนทั้งสองข้างให้ไพร่อยู่ด้านหลัง  ทหารร่างกำยำดันหลังเหล่าแวมไพร์สกุลโจนส์ให้เร่งฝีเท้า  เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนของแต่ละผู้นั้นต่างกระเซอะกระเซิงพร้อมด้วยเสื้อผ้าที่เปอะเปื้อนดูไม่ได้เอาเสียเลย  ไม่นานเหล่านักโทษจำนวนหลักสิบก็เรียงรายอยู่เบื้องพระพักตร์จอมราชันย์ที่กำลังมองลงมาด้วยสายพระเนตรเย็นเหยียบ  เมื่อเหล่าทรราชย์เดินทางมาถึงแต่ยังไม่ยอมทรุดเข่าทั้งสองข้างลงเหล่าทหารที่กุมตัวจึงจัดการเตะตัดขาอย่างเต็มแรงจนเหล่านักโทษสถานหนักล้มหน้าทิ่มกันเป็นแถว ๆ  ทันใดนั้นแวมไพร์ร่างกำยำที่สวมหน้ากากก็ใช้สปิริตแวมไพร์วับมายืนประจำที่

 

          ลอร์ดเสตนาร์ด  โจนส์ เจ้ามีอะไรจักสั่งเสียรึไม่ กายแกร่งหยัดกายลุกขึ้นพลางเอ่ยกับนักโทษขั้นสถานหนักเป็นครั้งสุดท้ายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแววตาที่ว่างเปล่า

 

            “ หึ  หึ  หึ  ฮ่ะฮะฮ่า....จักฆ่าก็รีบฆ่าเถิด  ข้าไม่นึกเสียใจแม้เพียงปลายก้อย

 

(กรอด!!)

            “ ช่างจองหองยิ่งนัก เจ้าชายแดเนียลได้แต่กัดฟันกรอดพลางสบถด้วยน้ำเสียงสุดจะกลั้นไว้  แรงโทสะที่กำลังพวยพุ่งเมื่อนัยน์ตาสีเอกลักษณ์ของเขาเห็นว่าอากัปกิริยาของชายตรงหน้า  ดูสีหน้าและคำพูดคำจาของมัน! ต่อหน้าพสกนิกรก็หาได้สำเหนียกเจียมตนไม่! น่าจับมันทรมาณให้เป็นพัน ๆ เท่าเสียมากกว่ากระมัง!!!


            เช่นนั้นข้าขอส่งพวกเจ้า...เหล่าสกุลโจนส์ทั้งหมดสู่การหลับใหลชั่วนิรันดร์ สิ้นพระสุรเสียงที่เป็นส่งสัญญาณสุดท้ายแห่งจอมราชันย์  เหล่าเพชรฆาตที่สวมหน้ากากปกปิดใบหน้าก็ทำการกางกรงเล็บสีดำขวับของตนเองขึ้นก่อนจะใช้ความเร็วสูงสุดบุกทะลวงทรวงอกตัดขั้วหัวใจของเหล่าทรราชย์ให้สิ้นใจภายในครั้งเดียวไม่มีแม้เสียงกรีดร้องหรือคำวิงวอนจากเหล่าทรราชย์  มีเพียงเสียงฉึกเดียวที่ดังไล่เลี่ยกันด้วยเวลาเพียงเศษเสี้ยว  ยามที่ฝ่ามือและกรงเล็บของเหล่าเพชรฆาตชักกลับออกมาจากร่างของเหล่านักโทษเหลือเพียงช่องโหว่กลวงโบ๋ขนาดเท่ากำปั้นพร้อมกับเลือดสีแดงฉานที่หลั่งนองกองอยู่บนลายพื้นสีขาวพราวระยับ  ร่างบางที่ยืนอยู่ด้านหน้าริ้วขบวนของตนเองเผลอตกใจให้กับการฆ่าอันอุจอาจตรงหน้าจนเผลอยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดปากของตนเองไว้ด้วยความลืมตัว  ไอปีศาจอันหนักอึ้งของสกุลโจนส์มลายหายไปทันทีเมื่อเหล่าเพชรฆาตทำการประหารแล้วเสร็จ  ร่างอันไร้จิตและวิญญาณยังอยู่ในท่าชันเข่าและไม่มีที่ท่าว่าฟุบตัวล้มลงไปกองกับพื้นของลานกว้าง  ลานทับทิมเดือดคือลานประหารขนาดกลางที่พื้นถูกยกสูงขึ้นให้ลอยเหนือพื้นดินโดยมีราษฎร์นับหมื่นตนมารอชมการประหักประหารแวมไพร์วรรณะสูง  สายเลือดแวมไพร์บริสุทธิ์ของเหล่าสกุลใหญ่ต่างเป็นที่หมายตาของเหล่าแวมไพร์ชั้นต่ำต้อยให้มาออกันที่นี่อย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง  ลายสลักบนพื้นลานประหารมีร่องน้ำเล็ก ๆ สลับไขว่ไปมาเป็นลวดลายดาวหกแฉกสีขาวให้กลับกลายเป็นสีเลือด ก่อนที่เลือดสีกล่ำที่ไหลพาดผ่านจะค่อย ๆ รวมตัวกันจนเป็นแอ่งอยู่ ณ จุดศูนย์กลาง 

 

แหมะ....แหมะ....แหมะ

 

            ทันทีที่หยดเลือดเริ่มทิ้งลงลงไปยังพื้นเบื้องล่าง เหล่าแวมไพร์วรรณะต่ำไปจนถึงแวมไพร์ชั้นกลางกู่กันเข้าไปอ้าปากรองรับกันอย่างบ้าคลั่งบ้างก็ผลักกันเพื่อยื้อแย่งหยาดหยดเลือดแวมไพร์บริสุทธิ์  บ้างก็ชกต่อยตบตีกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อเลือดที่กำลังไหลงผ่านรูเล็ก ๆ ของลานประหารทับทิมเดือด

 

ตึกตึก...

ภาพแวมไพร์นับพันกำลังชุลมุน...

 


แหมะ....แหมะ....แหมะ

 

           ของข้า!!!! // หลบไป๊!!! // แฮ่  แฮ่  เลือดบริสุทธิ์!!! // เลือดดดดดดดด !!!! ” เสียงโหวกเหวกราวกับสัตว์ของเหล่าแวมไพร์ชั้นต่ำดังก้องจนแทบจะฟังให้เป็นศัพท์ไม่ได้  เหล่าทหารที่รักษาระเบียบอยู่รอบนอกพลันปรับเปลี่ยนตำแหน่งมาอารักษ์ขาเหล่าแวมไพร์ที่ประทับอยู่ด้านในในทันทีที่เหล่าประชาชนกู่กันเข้ามายื้อแย่งหยาดหยดเลือดของแวมไพร์วรรณะสูงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย!



ตึกตึก...

ภาพของหยดเลือดสีข้นกำลังทิ้งตัวลงไปยังโพรงปาก...        

 

ตึกตึก...

ไม่รู้ทำไม...

 

แต่ภาพตรงหน้ากำลังดึงดูดเราจนละสายตาออกไปไม่ได้ 

 

ตึกตึก...

ทำไมนะ  ลำคอถึงได้แห้งผากเหลือเกิน 

 

            เสียงโครมครามจากอกข้างซ้ายทำไมมันถึงได้กระหน่ำมากขนาดนี้  เป็นเพราะนี้คือความตื่นเต้นที่ได้เห็นการต่อสู้แย่งชิงจนเลือดสาดกระเซ็น...หรือเป็นเพราะเลือดสีข้นกองใหญ่ที่อออยู่ตรงหน้าเรากันแน่  ร่างบางได้แต่นึกโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ฝีเท้าของตนเองกำลังจะก้าวเดินออกไปจากริ้วขบวนที่ตนหยุดยืนอยู่

 

คุณหนูดาริน... คำสี่คำจากชายลูกผสมที่ยืนคุมอยู่ด้านหลังร่างบางเอ่ยขึ้นพร้อมกับสัมผัสบางอย่างที่ทำให้สตรีร่างเล็กที่กำลังจะสติหลุดนั้นหลุดออกจากภวังค์อันน่าหลงใหล

 

            “ !!!!!! ”

 

          “ ...คิดจะทำสิ่งใดขอรับ ดวงตาสีนิลพรายมองเธอด้วยแววตาลุ่มลึกพร้อมกับสัมผัสบางอย่างชวนให้ขนหัวลุกซู่!


เป็นเช่นนี้นี่เอง...

 

มิหน่าฝ่าบาทถึงมีราชโองการให้ข้าคุ้มกันนายหญิง...

 

                นัยน์ตาสีนิลพลันรับรู้เหตุและผลโดยพลันเมื่อเขาสังเกตเห็นอากัปกิริยาของสตรีตรงหน้าที่กำลังเดินดิ่วไปยังทิศเบื้องหน้า  ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันรู้สึกตัว  ดวงตาคมจงใจใช้หางตาชำเลืองรอบบริเวณมีแขกผู้ใหญ่และฝูงชนเยอะเกินไป  ไม่เหมาะที่จะเอ่ยเตือนเจ้าตัวออกไปโดยตรง...


            หน้าท่านซีดแล้วนะขอรับ...มิไหวก็อย่าฝืนเลยขอรับ ”  ชายลูกผสมจงใจเอ่ยเต็มเสียหมายใจให้แวมไพร์รอบบริเวณได้ยินปราย ๆ ให้พวกเขารับรู้ว่าสตรีตรงหน้านั้นกำลังจะทรงตัวยืนต่อไปไม่ไหวแล้ว

 

หา...? ร่างบางนึกท้วงด้วยความงุนงงกับคำพูดคำจาเมื่อครู่

 

                ข้า...ข้าแค่ ร่างบางผงะไปหลายส่วนก่อนที่จะพยายามปัดปฏิเสธแต่ทว่าไม่ทันการ  แอชตันตัดบทนางด้วยการจับบ่าทั้งสองข้างและพาเดินปี่ออกไปเบื้องหน้าพลางเอื้อนเอ่ยขอพระบรมราชานุญาตจากองค์เหนือหัว

 

                “ ทูลฝ่าบาท...

 

                “ ไป เถิด ชายลูกผสมยังไม่ทันได้เอ่ยจนจบประโยค  ร่างสูงก็ตอบรับคำร้องขอนั้นด้วยพระสุรเสียงหนักแน่นราวกับรับรู้ความนัยที่อีกฝ่ายกำลังจะร้องขอ

 

                “ ขอบพระทัยพะยะค่ะ....ไปกันเถิดขอรับ ชายลูกผสมรีบพาร่างบางออกไปจากบริเวณนองเลือดดังกล่าวทันทีโดยไม่คิดจะเว้นช่องไฟให้เธอได้นึกแก้ต่างด้วย  ร่างสูงปรายสายตามองตามแผ่นหลังบอบบางนั่นค่อย ๆ ตีตัวออกไปจนกระทั่งภาพดังกล่าวกลืนหายไปท่ามกลางฝูงชนที่ยืนออกันอย่างแน่นขนัด  

 

เห็นได้ชัดว่าร่างกายของนางกำลังตอบสนองและไวต่อเลือดบริสุทธิ์มากขนาดไหน 

 

อันตราย....อันตรายเกินไป

 

                ร่างสูงนึกพลางกำฝ่ามือของตนเองพลางกลบเกลื่อนด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง  แต่แท้จริงแล้วใจเขากำลังร้อนรนเป็นอย่างมาก  เขาต้องการเวลา...ต้องประวิงเวลาให้นางได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้   ให้ร่างกายของนางวิวัฒนาการเข้ากับเลือดบริสุทธิ์เข้มข้นจัดที่อยู่ภายในร่างให้ได้ก่อนที่บททดสอบขั้นที่สองจะเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครา   เวลาผันผ่านไปได้สักพักในที่สุดเลือดสีกล่ำที่เคยหลั่งรินลงสู่โพรงปากแวมไพร์ผู้หิวโหยก็ค่อย ๆ เหือดแห้ง  ร่างแกร่งลุกขึ้นจากที่พำนักก่อนจะเสด็จไปยังแพทริเซียที่หยุดยืนอยู่พลางแลกเปลี่ยนบทสนทนาอยู่ครู่นึง

 

                ถวายพระพรแด่จอมราชันย์และเจ้าชายเพคะ แพทริเซียเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มพลางเผลอลุดหน้าลงต่ำด้วยความประหม่า  ไม่นึกว่าชายมากบารมีอย่างทั้งสองพระองค์จะเสด็จตรงมาหาเพื่อพูดคุย

 

                ตามเสด็จประพาสครั้งนี้ยาวนานหน่อยนะ...หากขาดเหลืออะไรแจ้งแก่ขุนนางฮิวต์ได้เลย

 

                “ แพทริเซียขอขอบพระทัยฝ่าบาท ร่างสูงปรายตาสังเกตเห็นยามเมื่อเขาเอ่ยถามคำนางก็ตอบคำ  แถมพลางแอบชำเลืองมองไปยังอนุชาของเขาที่หยุดยืนอยู่ข้าง ๆ อีกต่างหาก  ริมฝีปากที่เคยเรียบตึงยกยิ้มเพียงชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยโยนระเบิดลูกโตไปให้ชายผู้เป็นน้องว่า

 

                ข้ามีธุระที่ต้องหารือต่อ  ข้าจักให้พระอนุชาข้าเดินไปส่งเจ้าแทนก็แล้วกัน...หวังว่าเจ้าจักมิถือสา ถ้อยคำที่จอมราชันย์ตรัสออกมาทำให้ร่างสูงผมสีบลอนต์ถึงกับเบิกตากว้าง  นึกไม่ถึงว่าเสด็จพี่จะเปิดโอกาสให้กันแบบซึ่ง ๆ หน้าเช่นนี้

 

                “ เอ่อ...หามิได้เพคะฝ่าบาท สตรีวรรณะสูงได้ยินเช่นนั้นก็ปั้นหน้าไปไม่ถูก  เพราะเธอเองก็ยังอยู่ในพิธีการคัดเลือก ครั้นจะให้เจ้าชายอาสาไปส่งก็ดูมิงาม  แต่จะขัดรับสั่งองค์เหนือก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ไปอีกยกใหญ่  ถึงแม้ความคิดนั้นจะร้องท้วงถึงความถูกต้อง  แต่ใจนางกลับพองโตขึ้นเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว

 

นี่ไงสิ่งที่เจ้าปรารถนา...

 

อยากเกี่ยวดองกับสกุลรัชเชรดเพื่อเสริมบารมีนักมิใช่หรือ  เอาซิแดเนียล

 

จงใช้โอกาสนี้ของเจ้าเสียซิ...น้องข้า

 

                “ ไปสิแดน  นัยน์ตาคมเหลือบมองร่างสูงอีกผู้ที่หยุดยืนอยู่เคียงข้างที่ยังไม่ยอมขยับตัวสายตานิ่งงัน  นัยน์ตาสีเอกลักษณ์ที่ถอดแบบออกมาเหมือนกันนั้นสบเข้ากันราวกับเชือดเฉือน  ร่างสูงผมสีบลอนต์เทายกยิ้มพลางปรายตามองเยี่ยงผู้กำชัยไปกว่าครึ่งแทนคำพูด  ร่างสูงโปร่งผมสีบลอนต์ประกายทองได้แต่กำฝ่ามือของตนเองแน่นนึกแค้นใจนักที่สิ่งที่อยากได้กลับไม่ได้  แต่เขาเองก็ไม่อยากจะแพ้แล้วถอยหลังไปมือเปล่าเสียด้วย!  คำว่าศักดิ์ศรีมันค้ำคอและแน่นอน...สิบปี  ร้อยปี  พันปีค่อยสะสางหนี้แค้นก็ยังไม่สายเกิน!!  เขาต้องการอำนาจเพื่อรากฐานที่มั่นคงและสิ่งที่จะเสริมอำนาจเขาให้แข็งแกร่งทัดเทียมจอมราชันย์  และทางที่ลัดที่สุดก็คือการมีชายาเอก  ชายเจ้าสำราญยิ้มกว้างก่อนจะผายมือให้กับร่างบางสีผมดำสนิทตรงหน้าด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มชวนน่าฟัง

 

                เชิญสุภาพสตรีก่อน...

 

                “ ขอบพระทัยเพคะ แพทริเซียก้มศีรษะของตนลงก่อนจะอมยิ้มแล้วเป็นฝ่ายเดินนำเจ้าชายแดเนียลไปก่อน  สายพระเนตรสีบลอนต์เทาอมฟ้ากำลังเปล่งประกายออร่าบางอย่างออกมาจนฟรานซิสเองนั้นยังอดไม่ได้

 

                แบบนี้จักดีจริง ๆ หรือพะยะค่ะฝ่าบาท....

 

                “ เจ้ามิเห็นหรือว่าพวกเขาเหมาะสมกันมากขนาดไหน

 

                ฟรานซิสนึกเถียงไม่ออกเพราะจากที่เขาหยุดยืนดูจากตรงนี้  ทั้งคุณหนูแพทริเซียและเจ้าชายแดเนียลดูมีอะไรบางอย่างที่เข้ากันมากเสียจนเขาเองก็ปฏิเสธไม่ลง  แต่ในฐานะของพระราชมณูนอกจากเรื่องนี้แล้วเขาต้องเอ่ยเตือนถึงผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับจอมราชันย์ด้วย

 

                แต่พระองค์อาจถูกคัดค้านโดยเหล่าอาวุโสนะพะยะค่ะ....มิหนำซ้ำสกุลรัชเชรดจักเสริมอำนาจให้ท่านแดเนียลแกร่งขึ้นและอาจแข็งข้อต่อท่านได้ในภายภาคหน้า....

 

                “ หึ  แล้วแดเนียลใช้สกุลใครเจ้าลืมเลือนไปแล้วหรือฟรานซิส

 

อ๊ะ!! จริงด้วย!!

 

เจ้าชายใช้สกุลเดียวกับฝ่าบาท...แบบนี้ก็เท่ากับฝ่าบาท


ได้เคียงคู่กับสตรีที่หมายมั่น  ได้เกี่ยวดองและควบคุมสกุลคาร์เตอร์!

 

ใช้การแต่งงานของเจ้าชายกับสกุลรัชเชรดเข้ามาช่วยเสริมอำนาจทางทิศใต้อีกแรง!!

 

ได้กำกับและควบคุมทั้งสองสกุลพร้อมกันในคราวเดียว!!!!

 

                กระหม่อมช่างเขลานัก  ฝ่าบาทช่างปราดเหรื่องเหลือเกินพะยะค่ะ ”  ฟรานซิสเอ่ยชื่นชมองค์เหนือหัวด้วยความสัตย์จริง  พระองค์ไม่เพียงเก่งกาจในทางด้านการรบ  แต่กลับปรีชาด้านการปกครองเสียจนเขาเองยังอดชื่นชมไม่ได้  ไม่นึกเสียดายชีวิตเลยที่ได้มีโอกาสติดตามรับใช้พระยุุคคลบาทอย่างใกล้ชิดเช่นนี้  ทั่วหล้าจักหาผู้ใดเสมอเสมือนหรือเทียมเท่าองค์เหนือหัวของเขานั้นไม่มีอีกแล้ว!!!  จอมราชันย์ที่ขึ้นครองราชย์ด้วยพระชันษาน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์  แถมช่วงผลัดเปลี่ยนแผ่นดินยังเกิดมหาสงครามและมิหนำซ้ำยังเป็นผู้กำชัยชนะจนชื่อเสียงและพระเกียรติยศก้องไปไกลจนดินแดนอื่นจำต้องรู้จักพระนามของพระองค์

 

                “ ไปเถิดฟรานซิสเสียเวลามามากแล้ว...”  ร่างแก่งเอ่ยพลางสาวเท้าเดินนำริ้วขบวนไปยังใจกลางเมืองเพื่อเสด็จประพาสเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร์ตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้ตามกำหนดการหลวงที่ได้ตั้งมั่นเอาไว้  ขณะที่เจ้าชายแดเนียลกำลังส่งคุณหนูแพทริเซียยังขบวนเกี้ยวของนางอยู่นั้นเอง  นัยน์ตาสีอ่อนของชายวัยกลางคนก็วาววับด้วยเพลิงคุกรุ่น  ฝ่ามือของเขากำไม้เท้าอาวุธคู่กายแน่นเสียจนบุตรชายที่หยุดยืนอยู่ด้านหลังสังเกตเห็นและมองบิดาด้วยสายตาจับสังเกต  บิดาของเขากำลังมีน้ำโหจนแทบจะระเบิดเพียงเพราะเจ้าชายแดเนียลกำลังแสดงนัยยะสำคัญทางการเมืองท่ามกลางฝูงชนนับพันนับหมื่นที่มาร่วมพิธี


                 “ ขึ้นรถม้าซิคารอส! ต้องให้ข้าเอ่ยปากสั่งหรือไรหา! ”

 

                  “ ขอรับท่านพ่อ...บุตรชายจำต้องก้มหน้ารับคำสั่งผู้เป็นบิดาที่กำลังใช้เขาเป็นที่ระบายอารมณ์ดั่งเช่นทุกครั้งที่หงุดหงิดงุ่นง่านใจ  นัยน์ตาสีอ่อนมองภาพเบื้องหน้าอีกหนก่อนจะแสยะยิ้ม  


เจ้าชายแดเนียลเลือกเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน...


อะไร ๆ มันอาจจะได้ง่ายดายขึ้น

 

 

 

                หลังจากพาร่างบางเข้ามาตั้งสติใหม่ภายในเกี้ยว  เขาก็ทรุดกายอยู่ด้านในโดยนั่งอยู่ ณ ฝั่งตรงกันข้ามเพื่อลอบสังเกตพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงด้วยสายตาระแวงระวัง

                “ เลิกจ้องสักที...ข้าไม่ได้ไปฆ่าใครตายเสียหน่อย ” ร่างบางพ่นลมหายใจออกจมูกฟึดนึงด้วยความลำคาญเพราะนัยน์ตาสีนิลของอีกฝ่ายเอาแต่จ้องเธออย่างไม่ลดละมาได้สักพักแล้ว

 

                “ แต่เมื่อครู่นี้ท่านกำลังจะสติหลุด! ” ชายผู้ไม่เคยตะคอกถึงกับออกปากว่าด้วยสีหน้าจริงจังเป็นที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาทำให้ร่างอรชรที่ปากไวนั้นพลันชักไปหลายขุมก่อนจะสะบัดหน้าพลางยอมรับตามสัตย์จริงว่าเธอเองก็เป็นดั่งคำที่เขากล่าวไว้ไม่มีผิดเพี้ยน 

 

                “ ข้า...!! โอเค โอเค ข้าสติหลุดจริง...ข้าขอโทษ ” ถ้อยคำสามคำที่พ่วงต่อท้ายนั้นเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาเพราะเจ้าตัวก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่ปล่อยให้ตนเองสติหลุดกับกองเลือดที่อออยู่ตรงหน้า

 

                “ อย่าให้เกิดขึ้นอีกนะขอรับ...” ชายลูกผสมเอ่ยตักเตือนด้วยน้ำเสียงเข้มจัดทำให้บรรยากาศภายในเกี้ยวนั้นกลับมาเงียบจนน่าอึดอัดใจอีกครั้ง  ร่างบางไม่รู้จะทำเช่นไรเลยทำได้แค่ถัดปรอยผมบางส่วนที่ปรกลงมาไปที่ข้างใบหูก่อนจะเอนกายของตนเองพิงกับเบาะนิ่ม ๆ พลางไม่เอ่ยหรือรับปากสิ่งใด  เพราะตัวเธอเองก็ไม่มั่นใจนักว่าจะทำตามคำร้องขอนั้นได้มากน้อยสักแค่ไหน  แต่นับจากนี้เธอคงต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้นตามคำที่แอชตันว่าจริง ๆ  ทั้งสองเงียบกริบไม่มีใครปริปากสนทนาหัวข้อใดจนกระทั่งเสียงหวานชวนน่าฟังจะเป็นฝ่ายทลายความเงียบสงัดอันน่าอึดอัดใจนี้ลง

 

                “ ....นี้แอชตัน   นัยน์ตาสีฟ้าทะเลกำลังเหม่อมองออกไปยังช่องหน้าต่างที่อยู่ข้างตัวด้วยใจที่หลุดลอย  ครั้นนึกถึงสีหน้า  แววตาของใครอีกคนที่มักแสดงเพียงสีหน้าที่ไร้ซึ่งอารมณ์พร้อมกับน้ำเสียงุทุ้มต่ำแหบพร่าที่ไม่ว่าจะฟังสักกี่หนก็พาลให้ใจเต้นไม่เป็นส่ำอยู่เสมอ

 

                “ ขอรับชายลูกผสมขานรับทันที  แต่ทว่ากว่าร่างบางจะยอมปริปากพูดต่อก็กินเวลาไปหลายชั่วอึดใจนัก

 

                “ เขาคนนั้นก็รู้ว่าข้าเป็นอะไร...แล้ว  แล้วทำไมเขาถึงยังปล่อยข้าให้ลอยนวลอยู่  ในที่สุดข้อคำถามที่ใหญ่และหนักอึ้งที่สุดก็หลุดออกมาจากปากของร่างบางจนได้  นัยน์ตาสีนิลพรายสั่นไหวไปชั่ววูบนึงนึกไม่ถึงว่าหญิงตรงหน้าจะเอ่ยปรึกษาเรื่องนี้กับเขาโดยตรงเช่นนี้

 

เขาคนนั้นที่ว่าหมายถึงฝ่าบาทงั้นเหรอ?

                “………….” หรือว่านายหญิงเห็นว่าข้ารับใช้ฝ่าบาทโดยตรง  อาจจะเท่าทันความรู้สึกนึกคิดของผู้เป็นนายเช่นนั้นหรือ?  แต่ใช่ว่ารู้แล้วจะสามารถปริปากพูดโผ่งออกไปโดยง่ายเสียที่ไหน  ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับท่านด้วยแล้ว...ยิ่งยากเสียยิ่งกว่าสิ่งใดเสียอีก

 

ก๊อก  ก๊อก  ก๊อก

                “ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ขบวนทั้งหมดออกเดินทางแล้วขอรับ...โปรดเตรียมตัวด้วย ” นายทหารนายหนึ่งเคาะอยู่ด้านนอกเกี้ยวสามครั้งก่อนจะกล่าวรายงาน  ทำให้ชายลูกผสมจำต้องขานตอบรับอีกฝ่ายก่อนที่จะได้ตอบคำถามที่ค้างคาใจของผู้เป็นนายที่ยังคงรอฟังคำตอบของคำถามที่นางสงสัย

 

                “ ...เข้าใจแล้ว ”

 

             “…………”

 

               

                “ เรื่องนั้นข้าไม่มีคำตอบให้หรอกขอรับ...ถ้าคุณหนูอยากรู้จริง ๆ เก็บคำถามนั้นไว้แล้วไปหาเจ้าของคำตอบจักดีกว่าขอรับ  ” ชายลูกผสมเอ่ยพลางสงวนท่าทีให้สำรวมอีกครั้ง  ร่างบางได้แต่นึกตรึกตรองกับประโยคสุดท้ายที่แอชตันทิ้งท้ายเอาไว้ให้  ให้เก็บคำถามไปถามด้วยตัวเองงั้นเหรอ? แล้วคำตอบล่ะ....คำตอบแบบไหนที่เราคาดหวังกัน

 

        แล้วเจ้าจักต้องได้ชดใช้แน่....ดาริน  คาร์เตอร์

 

          เสียงทุ้มต่ำนั่นเอ่ยกับเราเอาไว้ก่อนที่เราจะหลุดรอดจากเงื้อมมือทหารฝีมือดีได้อย่างหวุดหวิด  ชดใช้อย่างงั้นเหรอ? เขาหมายถึงอะไร  ชดใช้แบบไหนกัน...ไม่เข้าใจเลย  เราไม่เข้าใจ  ไม่เข้าใจการกระทำของผู้ชายคนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว  บัดนี้เหล่าทหารที่ทำหน้าที่ยกขบวนเกี๊ยวกำลังจำแลงแปลงร่างและเริ่มยกตัวเกี้ยวอันใหญ่ขึ้นสู่น่านฟ้าตามเสียงแตรสังข์ที่เป่าร้องเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยให้ตลอดการเดินทางอันยาวนี้สำเร็จลุล่วงและกลับมาปลอดภัยทุกผู้ทุกตน  สายลมเย็น ๆพัดโชยเข้ามายังในตัวพระเกี้ยวหลวงจนเส้นผมนุ่มสลวยนั้นกระจัดกระจายและสยายออกยามที่แสงสีทองของดวงตะวันฉาบลงบนเรือนผมสีทองอมส้มราวกับมีบางอย่างกำลังเปล่งประกายออกมาโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันสังเกตเห็น  นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่กำลังลอบมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างด้วยจิตใจที่งุ่นง่านนั้นจำต้องสะบัดหน้าหันไปมองประกายแสงบางอย่างที่สะท้อนวิบวับที่หางตาด้วยใจที่ใคร่รู้

 

เหมือนกับว่าเขาเคยเห็นภาพนี้ที่ใดกัน?

 

เส้นผมสีนี้....คลับคล้ายคลับคลาผู้ใดกัน

 

ใยถึงคุ้นนัก  แต่เหมือนติดอยู่ที่มุมปาก

 

ไม่ว่าจะพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกสักทีนึง

 

            “....ข้าเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ ”  เสียงพึมพำที่ดังขึ้นทำให้บุตรชายที่นั่งอยู่ไม่ไกลห่างนั้นชะโงกออกไปที่นอกหน้าต่างเช่นเดียวกัน  แต่ทว่าบุตรชายของเขาชะโงกออกไปมองช้าไป  ขณะนั้นริ้วขบวนกำลังแปรใหม่เพื่อให้เปลี่ยนเส้นทางพอดิบพอดี

 

            มีอะไรหรือขอรับท่านพ่อ...?

 

            “ ข้ากำลังรู้สึกตงิดใจบางอย่าง  มีบางอย่างที่ข้ารู้สึกว่ามันผิดแผกแปลกตานัก ชายวัยกลางคนเอ่ยกับบุตรชายคนโตอย่างเถรตรงเหมือนดั่งเคย  ลางสังหรณ์บางอย่างกำลังทำให้เขารู้สึกสงสัย  ตั้งแต่ที่จาริสประกาศสละตำแหน่งพระราชมนูแล้ว  ไหนจะงานเฉลิมฉลองคราวนั้นอีกที่จู่ ๆ ก็ประกาศก้องว่ารับบุตรีบุญธรรมเข้ามาใช้สกุลคาร์เตอร์  ไหนจะเรื่องที่ส่งนางเข้ามาในพิธีคัดเลือกอีก....มันมีอะไรบางอย่างให้บังเอิญมากเกินไปหรือเปล่า?

 

            แปลกงั้นหรือขอรับ? แค่ก  แค่ก  แค่ก บุตรชายเอ่ยเพียงไม่กี่ประโยคก็กลับมาไออีกครั้งทำให้ผู้เป็นบิดาจำต้องบ่ายหน้าหนีด้วยความรำคาญ  มีบุตรชายให้เชิดชูหน้าวงศ์ตระกูลทั้งทีก็ดันมีร่างกายที่อ่อนแอปวกเปียกเสียนี้  ใช้การอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจเอาเสียเลย!

 

            รีบกินยาเสียคารอส...ข้ารำคาญ เมื่อบิดาเอ่ยปากพลางมองด้วยแววตาพิฆาตรใส่ทำให้ร่างสูงผมหยักศกเล็กน้อยและมีรูปร่างค่อนไปในทางผอมบางนั้นรีบพยักหน้ารับก่อนจะหยิบโหลยาสีเลือดในสาบเสื้อออกมาแล้วกระดกดื่มเพื่อระงับอาการทันที  ทุกครั้งที่มีท่านพ่ออยู่ด้วยเขาจะต้องเกร็งจนแอบประหม่าไม่ได้เสียทุกครั้ง  ท่านทั้งดุและคอยตำหนิเขาทุกครั้งที่มีอาการกำเริบ  และดูเมือนไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูขัดหูขัดตาท่านพ่อไปเสียหมดอีกต่างหาก  เทียบกับเจ้าชายแดเนียลที่เวลามาเยี่ยมเยียนสักกี่สิบครั้ง  ท่านพ่อก็จะฉีกแย้มจนเห็นคมเขี้ยวอยู่เสมอ  มิหนำซ้ำยังนิยมชื่นชมให้เขาฟังอยู่ร่ำไป


ข้ามันก็แค่ลูกไม่เอาอ่าว....


เทียบอะไรกับพระญาติที่เก่งกาจไม่ได้เลยสักอย่างเดียว 


แค่ร่างกายยังสู้พวกเขาไม่ได้  นับภาษาอะไรกับเรื่องอื่นกัน


            ผู้เป็นลูกได้แต่ซ่อนงำความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้และปิดปากเงียบ  เก็บและสะกดความไม่พอใจเอาไว้ให้ลึกสุดอยู่ภายในทรวงเพียงลำพัง  เพราะแม้เขาจะดำรงตำแหน่งลอร์ดต่อจากบิดา  แต่ทว่าด้วยร่างกายที่ไม่สู้ดีทำให้บิดาเองก็ยังไม่สามารถละวางมือจากงานราชการได้เสียทีนึง  กลับกลายเป็นว่าสกุลดีแลนมีเพียงแค่เขาดำรงตำแหน่งเพียงแค่ในนามเท่านั้นเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น

  1. #120 Patima666 (@Patima666) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 22:59
    ยิ่งอ่านยิ่งเศร้า 😭😭✌️. สงสาร พี่ กับ น้องคู่นี้จัง

    เตรียมผ้าเช็ดหน้าเเปป

    555
    #120
    0
  2. #119 นิยายคือชีวิต()(( (@jeen555) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 11:12
    มาเร็วๆๆน้าาา
    #119
    0
  3. #118 นิยายคือชีวิต()(( (@jeen555) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 11:11
    มาเร็วๆๆน้าาา
    #118
    0