ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 5 : ตอน บัญชาลับ100 %

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 457
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    12 ต.ค. 61





คุณคาร์เตอร์คะ.....เสียงเรียกดังขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังเหม่อลอยราวกับขบคิดถึงอะไรบางอย่างจนไม่ได้ยินในสิ่งที่เธอกำลังสัมภาษณ์อยู่  ร่างสูงพลันได้สติก่อนจะหันมาคลี่ยิ้มอ่อน  พลางจ้องไปยังใบหน้านักข่าวที่มาเจาะสกู๊ปส่วนตัวด้วยความตั้งอกตั้งใจอีกครั้ง

 

ไม่ทราบว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณคาร์เตอร์สนใจในการอนุรักษ์รถคลาสสิค จนกระทั่งได้เป็นทั้งประธานสมาคมและยังเป็นผู้บริหารระดับสูงที่จัดจำหน่ายที่ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากนี้...มีความเป็นไปเป็นมาอย่างไรหรอคะ ว่าแล้วชายหนุ่มมาดสุขุมก็ยิ้มอ่อนรับก่อนจะประสานมือทั้งสองข้างไว้บนหน้าขาด้วยความสมาร์ท  แสงไฟและสปอร์ทไลท์ต่างจัดไฟให้ได้ภาพที่สวยที่สุด  ไมค์ลอยตัวใหญ่ที่โยกอยู่เหนือหัวสั่นนิดหน่อยด้วยความประมาทเมื่อทางทีมงานได้รับเกียรติจากอภิมหาเศรษฐีหน้าใหม่ไฟแรงที่ต่างเป็นที่จับตามอง

 

อืม ก็เพราะชอบนี้แหละครับเลยอยากอนุรักษ์เอาไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานเราได้รู้จักว่าสมัยก่อนเก่ากว่าจะมาเป็นสมัยสุดไฮเทคนี้...ความงดงามแบบดั้งเดิมเป็นยังไงกว่าจะได้อะไหล่มาแต่ละชิ้น คำพูดที่ดูอบอุ่นและน่าค้นหาทำให้นักข่าวสาวถึงกับยิ้มตามแรงเสน่ห์ที่แสนท่วมท้นจากชายตรงหน้า

 

โอ้ว แล้วมีรถคลาสสิคเก่าสุดยุคอะไรอย่างนั้นเหรอคะ

 

ตอนนี้เก่าสุดก็ยุค 19 ระหว่างนี้ก็กำลังรวบรวมอยู่ครับเลยยังให้รายละเอียดไม่ได้ว่ารุ่นใหม่สุดที่สะสมได้นั้นอยู่ยุคไหนแล้ว ....ผมมีธุระต้องไปต่อ ขอโทษด้วยนะครับ” 



มาแล้วชายหนุ่มก็ทอดมองนาฬิกาเรือนใหญ่บนข้อมือพร้อมกับเลิกคิ้ว ก่อนจะยิ้มบางพลางขอโทษแขกผู้มาเยือนว่าจำต้องให้สัมภาษณ์ได้เพียงเท่านี้  ว่าแล้วร่างสูงก็กำชับเสื้อคลุมตัวหนาเข้าหาตัวก่อนที่ชายร่างสันทัดอีกผู้จะเดินเข้ามาพร้อมเนื้อตัวที่แต่งเต็มคล้ายกับเป็นพ่อบ้านคนสนิท  นาฬิกาพกสุดหรูถูกหงายขึ้นมาดูหน้าปัดก่อนจะค้อมตัวเคารพชายตรงหน้าด้วยทีท่าสง่า  



บรืน....บรืน


รถลีมูซีนสีขาว รุ่น Maybach Landaulet แบบเปิดประทุนได้ก็เข้ามาเทียบตัวด้านหน้าโรงแรมหรูพอดิบพอดี  ร่างของชายสุดหล่อ รวย แล้วยังโสดสนิทอย่างจาริส คาร์เตอร์ค่อยๆเข้าไปยังตัวรถทันที  เสียงเครื่องยนต์สุดคลาสสิคออกตัวไปท่ามกลางสายตาของคนทุกผู้ที่ต่างหันเหไปเสพเทคโนโลยีและความทันสมัยกันจนหมดจนไม่เหลือความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเช่นเขาคนนั้นเลย


ชายคนสนิทเป็นผู้ขับรถค่อยๆลอบมองราชมนูที่ค่อยๆดึงเนคไทออกด้วยความอึดอัด  นัยน์ตาสีไข่มุกดำทอดมองไปยังทิวทัศน์รอบนอกด้วยความเบื่อหน่าย  พวกมนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตน่ารังเกียจ  โลภ เขลา งมงาย ดูแคลนพวกต้อยกว่า แต่กลับเชิดชูพวกสูงส่งเช่นพวกกระเป๋าหนามากทรัพย์อย่างเขาเป็นต้น  ไม่ก็เป็นจำพวกดูคนแต่เปลือกนอก  ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำมีชนกลุ่มน้อยที่เป็นสิ่งที่ผู้คนไม่อยากคบค้าสมาคม เนื้อตัวสกปรกมอมแมม หิวโซอดยาก แล้งแค้น แถมยังไร้บ้าน  แต่ทว่าสังคมแห่งมนุษย์กลับเมินเฉยแล้วยังรังเกียจพวกเดียวกันอีก  น่าสมเพชยิ่งนัก...

 

ตลอด  950ปีที่ผันผ่านนั้นช่างล่วงเลยไปไวราวกับโกหกการโยกย้ายที่พัก เปลี่ยนชื่อสกุลทุกๆ 50 ปี และในที่สุดนี้ก็จะเป็นการใช้ชื่อสกุลจริงในวาระสุดท้ายแล้วสินะ แอชตันที่กำลังทอดมองใบหน้ายุ่งๆของราชมนูที่มักปั้นหน้าขรึมก็ประสานเข้ากับนัยน์ตาของอีกฝ่ายผ่านกระจกหลังจนสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นว่าท่านราชมนูกำลังมองเขากลับเช่นกัน


วิลเลียมเป็นไง....

 

ยังไม่สำเร็จขอรับท่านจาริส.... เมื่อได้ยินคำตอบที่ฟังจนเบื่อชายร่างแกร่งก็ผายมือไปมาราวกับให้หยุดบทสนทนานี้ลงก่อนที่เขาจะอารมณ์ไม่ดี  หนทางแก้วิกฤตนี้ช่างจะมืดมน การผลิตสิ่งทดแทนผลพลาสม่าหรือว่าช่วยแก้ไขปัญหาการล้มตายของต้นไม้แห่งชีวิตนั้นยากเย็นแสนเข็ญถึงเพียงนี้เชียวหรือนี้  จวบจนจะครบกำหนดต้องกลับดินแดนแม่อยู่แล้วเชียว...สถานการณ์ตรงหน้าเหมือนจะบีบครั้นปัญหาให้เข้ามารดต้นคอของพวกเขาเต็มประดา เพลานี้หัวสมองโล่งโพลนงานวิจัยของวิลป่านนี้กลับยังไม่คืบหน้าเลยสักนิด 

 

เอ่อ...ท่านจาริสขอรับ เสียงขานเรียกชื่อของลูกผสมทำให้ชายหนุ่มสะบัดใบหน้าคมไปหาก่อนจะทอดมองราวกับใคร่รู้

 

เอ่อ....ท่านจอมราชันย์รอเสวนาอยู่ที่คฤหาสน์หลัก  ได้สองชั่วยามแล้วขอรับ...ว่าแล้วร่างสูงสะดุ้งโหยงพร้อมกับตวาดจนลูกผสมที่ทำหน้าที่ขับรถเผลอตกอกตกใจที่จู่ๆคนมาดขรึมก็เปลี่ยนโทนเสียง

 

แล้วทำไมเจ้าไม่บอกข้า!!!!! ปล่อยให้ฝ่าบาทรอข้าได้อย่างไรห๊ะแอชตัน?!!!!”

 

ก็ ก็ท่านบอกว่า....หากไม่ถึงเวลาอย่าเพิ่งมารับนี้ขอรับแล้วจะให้ข้าทำอย่างไร?

 

เจ้าหมาโง่เอ๊ย....เสียงก่นด่าดังขึ้นทำเอาชายหน้ายิ้มถึงกับหุบรอยยิ้มพร้อมกับหัวเราะเสียงแห้งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหงุดหงิดแค่ไหน  และแล้วตัวรถสุดโก้ก็เคลื่อนตัวออกนอกตัวเมืองสุดหรูหราก่อนจะใช้เส้นทางลัดมายังเขตทุรกันดารที่สุดที่อยู่เกือบติดตะเข็บเมืองใหญ่  สองข้างทางที่เคยเต็มไปด้วยแสงสีและตึกระฟ้าสูงลิ่วค่อยๆถูกลบด้วยต้นไม้และสีเขียวชอุ่มแห่งธรรมชาติ  กลิ่นอายเย็นๆโชยเข้ามายังตัวรถเมื่อชายนัยน์ตาไข่มุกดำค่อยๆกดกระจกบานเลื่อนลงเมื่อสูดดมความสดชื่น  ท่ามกลางความเจริญอันล้ำสมัยธรรมชาติกลับเป็นสิ่งหายากและเหลือน้อยเต็มทนบนโลกใบนี้  


มนุษย์เกือบทุกผู้อพยพไปยังตัวเมืองที่แสนแออัด  ทิ้งบ้านเรือนให้รกร้างจนเหลือไว้เพียงไม่กี่หลัง...ป้ายบอกทางค่อยๆน้อยลงจนถนัดตาพร้อมกับถนนหนทางที่เริ่มขลุกขลักตามความลึกที่พวกเขาได้เคลื่อนตัวเข้ามา  อาณาเขตกว่าสี่พันไร่ค่อยๆเผยความชุ่นฉ่ำแห่งแดนดินที่แสนอุดมสมบูรณ์  ผู้คนระแวดนี้ล้มหายตายจากและแยกย้ายไปหมดแล้ว  ที่ที่เคยตั้งถิ่นฐานแล้วย้ายไปยังที่ใหม่ๆผ่านมา 950ปี  คฤหาสน์หลังงามที่เคยสร้างขึ้นจากสองมือก็ยังคงความสง่าและคงทนจนชายผู้บุกเบิกคลี่ยิ้ม  รถลีมูซีนคันหรูจำค่อยๆถูกคาภาลวงตาที่กางกั้นไว้กลืนกินจนเข้ามายังเขตปลอดภัย 


แอชตันดับเครื่องยนต์พลางสาวเท้าลงจากรถเมื่อพวกเขามาถึงที่หมาย  ร่างของราชมนูรีบสาวเท้าก้าวเข้าไปยังตัวคฤหาสน์หลักที่ตั้งตะหง่านอยู่ด้านหน้าด้วยใจที่ร้อนรน  สองเท้าทอดผ่านห้องโถงใหญที่ทอดตัวยาวก่อนที่สายตาเจ้ากรรมจะหันไปสะดุดกลิ่นอายเย็นๆพร้อมกับร่างองอาจแสนมักคุ้น  แผ่นหลังกว้างของจอมเหนือหัวประทับยืนทอดมองดวงจันทร์ที่ฉายแสงสลัวบนฟากฟ้า ณ  บานหน้าต่างบานใหญ่  ฝ่าพระหัตถ์แกว่งของเหลวที่อยู่ในแก้วไวน์ทรงสูงไปมาก่อนจะหันมาชายคนสนิทที่ดูจะตื้นตันใจที่ได้ปะหน้ากันเป็นครั้งแรก


ดวงเดือนที่นี่ดวงเล็กกว่าที่นู้นเจ้าว่าไหมจาริส.......เสียงทุ้มต่ำติดกลั๊วหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดีทำให้จาริสเผลอฉีกยิ้มกว้าง  


นานเพียงไรที่ไม่ได้เห็นฝ่าบาททรงพระสรวล...นานเท่าไหร่กันนะ

 

ถวายบังคมพะยะค่ะฝ่าพระบาท....ข้าต้องขอประทานอภัยที่ล่าช้า...” 


และแล้วเสียงที่กำลังขาดห้วงก็พลันชะงักเมื่อนัยต์ตาคมทอดเห็นร่างของชายเรือนผมสีน้ำตาลแสนคุ้นเคยอีกผู้ที่กำลังทำหน้าที่รินของเหลวให้ฝ่าบาทใหม่


 เจ้าฟรานซิส!!? ราชมนูคนสนิทตะลึงก่อนที่สหายอีกคนจะสาวเท้าผละออกไปให้พวกเขาได้เสวนาตามลำพังตามมารยาท


จาริสที่ทรุดกายลงต่ำอยู่ในท่าชันเข่าพร้อมถวายความภักดีด้วยน้ำเสียงสั่นคลอเล็กน้อยทั้งตกใจ ดีใจในเวลาเดียวกันจนไม่อาจบรรยายซึ่งความรู้สึก  และแล้วแอชตันที่ตามมาทีหลังก็ทรุดกายคาราวะองค์เหนือหัวเช่นกันก่อนที่พระองค์จะพยักหน้าเชิงอนุญาตให้หยัดกายลุกขึ้นยืน  จาริสพยักหน้าเป็นนัยๆให้แอชตันไปตามวิลเลียมที่กำลังง่วนอยู่ในห้องวิจัย ณ อีกฟากของตัวคฤหาสน์ให้รีบมาที่นี้โดยไว  ลูกผสมพยักหน้ารับอย่างเข้าใจในคำสั่งการผ่านสายตานิ่งก่อนที่จะรีบสาวเท้ากลับไปตามนักวิจัยหัวกะทิ


จาริสที่เดินตามหลังกว้างขององค์เหนือหัวกำลังจะเบนหัวข้อสนทนา แต่ทว่ากลับทำได้ไม่ทันการเสียงทุ้มต่ำขององค์เหนือหัวก็ตรัสสวนขึ้นมาอย่างรู้ทันความคิดเสียก่อน  นัยน์ตาสีบลอนต์เทาผมฟ้าจดจ้องไปยังแววตาเบื้องลึกของราชมนูพร้อมกับใบหน้าที่นิ่งเสียจนเสียวสันหลังวาบ

 

งานวิจัยดำเนินไปถึงไหน.......

 

“………………” จาริสเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมกับหลบสายตา  และการกระทำนั้นเป็นคำตอบได้ชดแจ้งให้กับชายที่เพิ่งจะเอ่ยปากถามไถ่  ร่างแกร่งเหลียวหลังให้พลางกระดกของเหลวที่บรรจุอยู่ในแก้วไวน์จนหร่อยหรอไปทีละนิด  และแล้วร่างของชายไหล่กว้างอย่างวิลเลียมนักวิจัยหัวกะทิก็พลอยน้อมคาราวะจอมราชันย์

 

ถ้าถึงกำหนดแล้วยังไม่แล้วเสร็จ......ข้ากางปีกปกป้องพวกเจ้าไม่ได้นะจาริส  กฎก็คือกฎ ฝีเท้าก้าวไปด้านหน้าถึงตัวขั้นบันไดกว้างที่ทอดกลายไปยังชั้นสองของตัวคฤหาสน์หลังใหญ่ ก่อนที่นัยน์ตาของจอมราชันย์จะหันมาหาเขาอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม  คำเน้นที่ตรงตรัสเพื่อเตือนสติทำให้ราชมนูคนสนิทถึงกับรู้สึกได้ถึงของเหลวที่หนืดอยู่ที่ต้นคอ แตทว่าก็นอบน้อมบรรจงค้อมศีรษะลงพร้อมกับขานรับด้วยความหนักแน่น

 

กระหม่อมเข้าใจพะยะค่ะ....แต่จะทำให้สุดความสามารถที่มี เมื่อได้ยินดังนั้นเรียวนิ้วเย็นยะเยือกก็ไล้ไปตามขอบแก้วไวน์พร้อมกับยกยิ้มที่มุมปาก  วิลเลียมถวายบังคมก่อนที่จะขอพระบรมราชานุญาตไปสานงานวิจัยที่คลั่งค้างไว้ให้จบอย่างคนร้อนใจ  แอชตันเองขันอาสาไปตักเตรียมห้องประทับของฝ่าบาทให้เรียบร้อยจึงทำให้ตอนนี้เหลือเพียงองค์เหนือหัวและราชมนูคนสนิทที่ยืนสนทนาอยู่ ณ ระเบียงกว้างตามลำพัง  สายลมอ่อนๆโชยอ่อนจนเส้นพระเกศาสีเทาสนิทปลิวไสว  เรียวเล็บที่ยาวได้รูปจรดลูบไปยังเรือนผมก่อนจะบรรจงเปลี่ยนสีเพื่อให้กลมกลืนกับมนุษย์ทั่วๆไป  ฝ่ามือหนาทาบลงบนพำนักพิงของระเบียงที่ทอดยาวโค้งมน  


ดวงเนตรทอดมองเห็นเนินเขาสูงลิบที่มีดวงไฟสีแดงประกายส้มถูกจุดอยู่ลิบๆ  พกแวร์วูฟทหารกล้าของโรแวนคงจับตาดูคนของเขาตลอดเวลาไม่ยอมพักเลยสินะ....ช่างยอดเยี่ยมนัก  ชายสุขุมตรัสชมอยู่ในพระทัยก่อนที่จะตัดสินพระทัยบอกความลับบางอย่างกับสหายคนสนิทตามลำพัง


ที่ข้ามาในครานี้....ไม่ได้มาเพื่อตรวจทานงานที่ได้มอบหมายอย่างเดียวหรอกสหายข้า ทันทีที่ได้ยินประโยคที่เอ่ยออกมาจากปากองคืเหนือหัวคิ้วโก่งได้รูปของชายคนสนิทก็พลันขมวดขึ้นอย่างไม่เข้าใจ  ก่อนที่เสียงแห่งพระสรวลจะสวนทางขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าคมที่ยังจดจ้องไปยงดวงจันทร์ที่กำลังลอยเด่นอยู่เหนือหัว


นางกำลังมาจุติ....ตามพรแห่งการ์ญ่าที่เคยประทานให้ 

 

            ฝ่าบาทกำลังหมายถึง......!!!” จาริสเว้นวรรคพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้างก่อนที่ร่างสูงของจอมราชันย์จะหันมาประจันหน้า  พลางทอดมองมายังเขาด้วยสายตาที่ทอแสงอย่างอ่อนโยน

 

            ใช่....นางมาแล้ว ” ว่าแล้วรอยยิ้มแรกแห่งจอมราัชนย์ก็ทำให้ราชมนูตะลึงเป็นหนที่สอง

 


สามปีล่วงเลย

 

ณ โต๊ะอาหารที่ทอดตัวยาวมีเพียงชายร่างสูงมาดขรึมเพียงคนเดียวในคฤหาสน์หลังงามนี้ที่ยังคงนั่งรับประทานอาหารสไตล์ตะวันตกจากฝีมือของเชฟมือเยี่ยมที่จ้างวานอยู่ด้วยสีหน้าพึงพอใจ  เรียวมีดค่อยๆจรดคมด้ามเข้าไปในเนื้อโคชั้นดีที่สั่งนำเข้าจากแดนปลาดิบ  ความนุ่มที่ยังคงสภาพความชุ่มฉ่ำค่อยๆลู่ไปตามแรงมีดที่แทบไม่ต้องออกแรงกด  เผยให้เห็นสีอมชมพูระเรื่อด้านในที่แสนน่าอร่อยลิ้นยิ่ง  ไม่นานเมื่อเสร็จกิจจากของคาวแอชตันที่ควบตำแหน่งหัวหน้าพ่อบ้านจำเป็นก็ค่อยๆทะยอยของหวานสีสันประหลาดตาเข้ามาอีกเป็นขบวน  ของหวานทานเล่นรูปร่างพิลึก ดูนุ่มนิ่มแต่ก็เด้งดึ๋ง  มีกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้ลอยมาเตะจมูกอยู่จางๆ  สายตาคมทอดมองไปยังชายลูกผสมด้วยความสงสัย

 

พุดดิ้งมะม่วงเสริฟ์คู่กับตูเล่อัลมอนต์พะยะค่ะ....รอยยิ้มแสยะรับเมื่อได้รู้จักชื่อแปลกประหลาดที่ไม่คุ้นหูก่อนที่ฝ่ามือหนาจะหยิบช้อนคันเล็กขึ้นมาตักพลางค่อยๆใช้จมูกโด่งสูดดมกลิ่นหอม  ก่อนจะจรดไปยังโพรงปากที่ได้ลิ้มชิมรสชาติ  ทว่าเรียวลิ้นสากกลับไม่รู้สึกรสชาติอันเปรี้ยวอมหวานละมุนเลยแม้แต่น้อย  แต่สัมผัสได้ถึงความหอมละไมและรสสัมผัสที่แปลกแต่ทำให้รู้สึกดีมากโขอยู่  ฝ่ามือหนาจรดผ้าสีขาวที่พาดอยู่บนตักขึ้นมาเช็ดริมฝีปากด้วยความสง่า  ก่อนจะหันมามองชายลูกผสมที่ยืนยิ้มรอคำชมเชยจากองค์เหนือหัวด้วยใจที่เต้นตึกตั่ก

 

แอชตัน.....

 

พะยะค่ะ ว่าแล้วชายหนุ่มขานรับเสียงใสก่อนที่ฟรานซิสจะสาวเท้าเข้ามามอบเสื้อคลุมยี่ห้อแบรนด์เนมชั้นยอดให้ฝ่าพระบาทได้สวมทับ  ฝ่ามือกำชับเสื้อคลุมขนสัตว์พร้อมหยีเส้นเกศาที่บัดนี้ยาวเพียงประบ่าเท่านั้น  ฟรานซิสขันอาสาผละกายไปเตรียมภาหนะให้พร้อมสับในขณะที่ลูกผสมเดินเคียงคู่มาส่งองค์เหนือหัวที่จะออกไปสำรวจโลกภายนอกเหมือนเช่นทุกๆครั้ง

 

อาหารเมื่อครู่เยี่ยมยอดจริงๆ....ขอบใจ ตรัสเชยชมเสร็จร่างแกร่งก็สาวเท้าก้าวเข้าไปยังตัวรถหรูรุ่นลิมิเต็ดหายากที่จาริสได้เตรียมเอาไว้ให้ใช้ส่วนพระองค์  ชายลูกผสมยิ้มจนแก้มแทบปริก่อนที่จะอาสปิดประตูรถบานใหญ่ลงด้วยตนเองพร้อมกับค้อมศีรษะคาราวะ

 

เดินทางปลอดภัยพะยะค่ะ....ขอให้เจอสิ่งที่ทรงตามหาโดยไว ฟรานซิสหัวเราะเล็กน้อยกับการดีใจจนออกนอกหน้าของแอชตัน

 

 

บรืนนนนนนนนนนน...

 

ร่างสูงเรือนผมสีน้ำตาลเข้มจะเร้นกายไปยังตำแหน่งคนขับรถพร้อมกับออกตัวไปส่งองค์เหนือหัวตามที่พระองค์ปรารถนา  ตัวรถออกเคลื่อนออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่และพ้นเขตคาถาที่จาริสเป็นผู้ร่ายเรียบร้อย  องค์เหนือหัวหยิบแผนที่ผังเมืองที่แนบอยู่ใต้เบาะขึ้นมาพร้อมกับทอดมองรอยปากปาแดงขีดฆ่าจนแดงเถือกเกือบหมด...สายตาคมนิ่งงันพร้อมกับจรดฝ่ามือไล่ไปตามผังเมืองตอนนี้เหลืออีกแค่ไม่กี่พื้นที่ที่ยังไม่ได้ไปสำรวจ

 

วันนี้ไปสำรวจที่ใดดีพะยะคะฝ่าบาท.... เสียงทุ้มต่ำของคนสนิทเอ่ยขึ้นโดยที่สายตายังคงเพ็งสมาธิไปยังท้องถนนกว้างที่เริ่มมีตัวรถสวยสง่าตามสมัยของพวกมนุษย์แล่นผ่านไปมา  ผิดแปลกกับรถคลาสสิคยุคเก่าแบบพวกเขาที่แล่นไปทางใดก็มีแต่ผู้คนจับจ้อง

 

ชานเมืองฝั่งตะวันตก....เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพลางทอดมองทิวทัศน์ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นความวุ่นวายให้เห็นทีละนิดเมื่อฟรานซิสจำต้องขับผ่านเมืองใหญ่ไปยังตัวชานเมืองตามพระบัญชา  ความเงียบเชียบจนน่าอึดอัดทำให้ร่างสูงที่กำลังขับรถอยู่ลอบถอนหายใจสีหน้าอันไร้ชีวิตชีวาของฝ่าบาททำให้เขารู้สึกเห็นใจไม่น้อย 

 

ภายใต้ใบหน้าที่เรียบนิ่งนั้น...จะซ่อนความเจ็บปวดในพระทัยไว้ขนาดไหนกันนะ   ฟรานซิสนึก

 

ข้าได้ยินนะ....เสียงเน้นขององค์เหนือหัวทำให้ฟรานซิสเผลอหัวเราะรวนขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี  พอเหลือบมองไปยังฝ่าบาทที่ทอดสายตาตำหนิเล็กน้อยมาทางกระจกหลังก็ทำให้ชายคนสนิทแสยะยิ้มรับกับความผิดพลาดอันไม่น่าให้อภัย  ลืมไปเสียสิ้นเลยว่าฝ่าบาททรงอ่านใจผู้อื่นได้....

 

ฝ่าบาท...ทำไมไม่บอกเจ้าลูกผสมไปล่ะพะยะคะว่าชาวเรานั้นไม่รู้รสอาหารพวกมนุษย์ นอกจากเนื้อที่ปรุงแบบ Rare ” ฟรานซิสเอ่ยพร้อมกับค่อยๆหมนุพวงมาลัยไปยังป้ายบอกทางที่จะมุ่งไปชานเมือง  ร่างแกร่งทอดกายพิงพำนักก่อนจะแค่นหัวเราะขึ้นในลำคอราวกับขบขันในคำถามอันมากความของเจ้าฟรานซิสขี้สงสัย


จักบอกไปใย.....บอกไปคนที่เตรียมการก็พลอยเสียใจแย่ ว่าแล้วรถคลาสสิคก็ค่อยๆออกห่างตัวเมืองอันแสนวุ่นวายของพวกมนุษย์ออกมาทีละนิดเริ่มเข้าสู่ถนนที่ยังคงไม่ได้รับการพัฒนา  เสียงกึกกักของวงล้อกว้างเริ่มดังขึ้นเมื่อเจอกับพื้นถนนที่ยังไม่หินดินดอนหยาบกระด้าง  บ้านเรือนของคนชนชั้นระดับล่างเริ่มโผล่ขึ้นมาตามข้างทาง....ทีละหลังสองหลัง  สายตานิ่งทอดมองพร้อมกับลอบถอนหายใจ...


สตรีที่เขาตามหาจักอยู่ในพื้นที่แล้งแค้นแบบนี้จริงๆน่ะหรือ  ถ้าเจอนางในดวงใจที่นี้จริงๆคงจะต้องหาทุกวิธีทางเอานางคืนมาให้จงได้  ว่าแล้วรถคลาสสิคคันสง่าก็แล่นมาจนถึงตัวบ้านหลังโตภายในเขตชานเมือง  หรือเรียกง่ายๆก็คือเขตบ้านนอกของประเทศที่จาริสเป็นผู้อาศัยอยู่นั้นแหละ  สายตาคมสะดุดเข้ากับบ้านน้อยหลังหนึ่งที่ดูจะตั้งเด่นอยู่ใจกลางหมู่บ้านจึงสั่งให้ฟรานวิสจอดขนาบด้านหน้าแล้วลงออกไปจากตัวรถด้วยลางสังหรณ์แปลกๆบางอย่างที่กำลังดดังก้องอยู่ในหัว

 

ชายวัยชราท่านหนึงเดินมาพร้อมกับไม้เฒ่าคู่ใจด้วยท่าทางสั่นเทาจนดูคล้ายจะล้มลงไปกองกับพื้นเสียทุกวินาที  ชายมาดผู้ดีราศีจับทั่วสารทิศก้าวเท้าออกมาจากตัวรถโก๋ที่หากเทียบมูลค่าเครื่องยนต์ของยุคเก่าแก่ราคาคงอื้อซ่าส์ แต่หากเปรียบเป็นมูลค่าทางใจล่ะก็นับเป็นสมบัติที่ประเมินค่าไมได้มากโขทีเดียว  เหล่าชาวบ้านระแวกใกล้เคียงเริ่มออกมามุงดูเหตุการณ์อันน่าประหลาดใจที่ชายที่น่าจะเป็นถึงระดับมหาเศรษฐีแต่งตัวดูมีชาติตระกูลมีธระอะไรกับหมู่บ้านยาจกกันแน่?  ว่าแล้วฝ่ายที่เป็นผู้ทักทายก่อนคือชายหนุ่มวัยแรกรุ่นท่าทางสุขุมนุ่มลึก


สวัสดีครับคุณตา.....พอเห็นท่าทีที่นอบน้อมถ่อมตนกับผู้อาวุโสกว่าก็ทำให้ชายชราหน้าบึ้งถึงกับยิ้มบางๆก่อนจะผายมือสั่นๆพร้อมกับยกไม้เฒ่าคู่ใจขึ้นมาถามไถ่หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านทั้งสองผู้ด้วยความเป็นมิตร

 

สวัสดีพ่อหนุ่ม....มีธุระอะไรรึเปล่า

 

ผมเห็นหน่วยงานของรัฐยังไม่เข้ามาช่วยเหลือปากท้องของที่นี้สักที  เลยอยากจะขันอาสาช่วยจุนเจือคนในหมู่บ้านสักหน่อยครับ.... ว่าแล้วถ้อยคำอันปรารถนาดีของร่างสูงมาดสุขุมก็จำถูกไม้เฒ่าจากชายชราที่ต้อนรับเมื่อครู่ฟาดเข้าที่หน้าผากเต็มๆ!!!

 


โป๊กกกกกกกกกกกกก!!!

 

            “ เห้ย....!!!” ฟรานซิสร้องเสียงหลงก่อนจะเข้าไปซัดตาแก่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สุด ทว่าฝ่ามือขององค์เหนือหัวละให้หยุดการกระทำดังกล่าวพร้อมกับปล่อยให้เลือดที่ไหลบากอยู่ตรงหน้าผากเจิ่งนองอยู่อย่างนั้น

 

            “ ………………….”

 

            “ โถ่เอ๊ยที่แท้ก็พวกชอบใช้เงินฟาดหัวคนอื่น!!! ออกไป!!!! ที่นี้ไม่มีใครต้อนรับพวกผู้รากมากดีคิดจะมาใช้เงินตบหัวซื้อที่ทางพวกเราไปก่อสร้างตึกระฟ้าหรอก!!!!”

 

            “ ไม่ใช่อย่างนั้นนะคุณตา  นายของผมท่านแค่....!!! ” ว่าแล้วฟรานซิสจำต้องชะงักคำพูดตามสายตาของฝ่าบาทที่รับสั่งผ่านสายตาว่าให้เขาสงบปากสงบคำลง

 


โครมมมม ครามมมมมม เคร้งงงงง !!?

 


            “ ใช่ๆออกไป!!! // ออกไปจากหมู่บ้านของเราสะ!!! ” เสียงข้าวของมากมายจากเหล่าระแวกเพื่อนบ้านชายชราเริ่มเขวี้ยงปามาทางชายมาดผู้ดีทั้งสองอย่างหยาบคาย  ฟรานซิสที่อารมณ์กำลังเดือดพล่านจำต้องรีบขึ้นรถไปสตาร์ทตัวเครื่องยนต์ตามหน้าที่ 

 

            ค่อกแค่ก....แค่กๆ ออกไป!!! ”

 

            “ คูณปู่.....เสียงใสของเด็กตัวน้อยที่ดังอยู่ภายในบ้านทำให้ชายชราที่กำลังขึงขลังนั้นเปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มอ่อนโยน  เสียงเดินเต๊าะแต๊ะของเด็กตัวน้อยก้าวเท้าออกมาโผกอดด้วยความไร้เดียงสา  เรือนผมสีดุจทองคำพลิ้วไสวไปตามแรงลม  เรือนร่างเล็กๆน่าถนุถนอมของเด็กน้อยทำให้ชายรูปงามตะลึง  ดวงตาคู่โตสีฟ้าทะเลอันเป็นเอกลักษณ์คละเจือกลิ่นดอกกุหลาบอยู่จางๆ 

 

นี้มัน.....ซาเลียน่า?  ร่างสูงตะลึงงันเมื่อสตรีที่ตามหามานานเนิ่นถูกความบังเอิญชักนำให้ได้มาเจอ  แม้จะผิดแปลกไปจากที่คิดเอาไว้ก็ตามที  แต่ดวงใจที่สงบกลับเต้นตึกตักอย่างคึกคะนองเมื่อได้เจอยอดดวงใจยืนประจันหน้าห่างเพียงไม่กี่หลาเท่านั้น   ฝ่ามือเหี่ยวหย่อนประคองอุ้มร่างของหลานสาวอันเป็นที่รักไว้ในอ้อมแขนก่อนจะออกปากไล่ตะเพิดชายผู้ดี   ในขณะที่ชายมาดสุขุมนั้นกลับค้อมศีรษะลงช้าๆพร้อมกับลอบซ่อนรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้า  ทีท่านอบน้อมพร้อมสายตาทอแสงอ่อนที่มอบให้ชายชราที่กำลังเข้าใจเขาผิด  มาดขรึมนั้นกลับแฝงทีท่าคาราวะและสุภาพเช่นเดิม ท่ามกลางความชุลมุนทำให้ฟรานซิสไม่ได้ทันสังเกต

 

            ....ออกไปให้พ้น เสียงเน้นย้ำทำให้ชายร่างแกร่งจำต้องผละกายออกไปโดยที่ไม่สามารถอธิบายอะไรให้กับชายชราที่กำลังโมโหและหัวรั้นคนนี้ให้ได้เข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริงของเขาในตอนแรกที่บัดนี้กำลังเปลี่ยนไป....เพราะเด็กสาวตัวน้อยวัยกระเตาะที่มองเขามาด้วยแววตาใสแป๋ว

 

            ผมมีเจตนาที่จะช่วยเหลือหมู่บ้านนี้จริงๆ ไม่มีสิ่งใดแอบแฝงเลยแม้แต่น้อย....แล้วผมจะมาใหม่แน่นอนครับคุณตา 

 

            “ แล้วเจอกันนะ...หนูน้อย  ”  เพียงเสี้ยววินาทีที่สายตานิ่งอ่านไม่ออกหันไปมองเด็กน้อยด้วยนัยน์ตาทอแสงอ่อนทำให้ชายชราปั้นหน้านิ่วไม่รับบุญ  พลางอุ้มร่างของหลานสาวสุดหวงเข้าไปยังตัวบ้านที่จะพังแล่ไม่พังแล่พร้อมกับปิดประตูปึงใส่

 


บรืนนนนนนนนนนนนนนน

 

            ฟรานซิสออกตัวรถมาด้วยความโมโหที่ยังขึ้นไม่หาย  ไม่นานรอยเลือดที่ไหลอยู่ของฝ่าบาทก็สมานตัวแล้วหยุดลง  เสียงบ่นผสมคำด่าที่ดังพรึมพรำของสหายตรงหน้าไม่ได้ทำให้ชายแกร่งนึกโมโหเลยสักนิดเดียว  ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามรอยยิ้มที่กำลังเปื้อนอยู่บนใบหน้าชายหน้านิ่งทำให้ฟรานซิสชะงักลงเมือ่เห็นฝ่าบาทเอาแต่อมยิ้มเมื่อเห็นผ้าสีเช็ดหน้าที่เหน็บอยู่ที่ปกเสื้อเผรอะไปด้วยคราบสีแดง


            ฝ่าบาท....น่าจะให้ข้าพเจ้าฯเตะตาแก่นั้นสักเปรี้ยงสองเปรี้ยงนะพะยะค่ะ!!! พูดแล้วมันน่าเจ็บใจนักเชียว!!!

 

            “ หึๆ ฟรานซิสเอ๋ย.......

 

            “ พะยะคะ........?


            “ ข้าเจอสิ่งที่ข้ากำลังตามหาแล้ว.....เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างนุ่มนวล  ดวงตาทอดมองไปยังบ้านหลังเก่าที่เพิ่งจำจากมาดว้ยความจำเป็น

 

            “ ..........!? ”

 

            “ ต้องขอบใจตาเฒ่านั้นต่างหากที่ฟาดข้า...อ่า ฟาดสะเต็มแรงเชียว เสียงขบขันปนกลั๊วหัวเราะอย่างอารมณ์ดีขององค์เหนือหัวทำให้ฟรานซิสไม่เข้าใจ แต่ก้ไม่กล้าปริปากถามทำได้แค่แอบเหลือบมองพรพักตร์ฝ่าบาทที่กำลังเปื้อนยิ้มและเหม่อมองด้วยสายตาที่เปี่ยมสุข




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น