ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 39 : ตอน ชายปากแข็ง (2) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 84
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    20 เม.ย. 62



เซล่า   ไวต์

 

                พระสุรเสียงทุ้มตรัสกับข้าด้วยสายพระเนตรจริงจังจนก้อนเนื้อที่อยู่ใต้อกข้างซ้ายพลันหล่นวูบราวโลกทั้งใบนี้หยุดหมุน  นี่เป็นครั้งแรกที่ความคิดของข้านั้นพลันตื้อและขาวโพลนไปหมด  มือไม้ที่เคยเข้มแข็งพลันสั่นระริกด้วยความกลัวจนยากจักควบคุมไว้...ถ้อยคำของฝ่าบาทยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมหลุดออกไป  พอ ๆกับความทรงจำในวันวานที่ตัวข้านั้นเคยใช้ร่วมกับนางเองก็ตามมาหลอกหลอน  ทั้งแววตาแพรวพราวและรอยยิ้มบริสุทธิ์อันนั่น...หากว่ามันจำต้องหายไปจากโลกนี้ตลอดกาล  ตัวข้าคงมิอาจทานทนไหว  เปลือกตาคมปิดนัยน์ตาของตนเองลงพลางใช้เรียวนิ้วบีบขลึงตรงช่วงสันจมูกไปมาเบา ๆเพื่อคลายความเครียดจัดที่กำลังจะทำให้ร่างโปร่งได้แต่ครุ่นคิดแล้วก็คิด  คิดซ้ำวนไปวนมาว่าจะทางช่วยเยียวยานางอย่างไร? 

 

จะยื้อชีวิตนางต่อได้อย่างไรในงานมงคลที่จัดขึ้นอย่างเอริกเกริกขนาดนั้น?

 

  จะหาทางสัมผัสเรือนร่างเพื่อต่อลมหายใจของนางต่อได้อย่างไร? 

 

บัดสบเอ๊ย!!!! คิดสิว่ะ!!!!

 

                ลอร์ดจาริส?! ” เสียงหวานเอ่ยเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงกึ่งตะโกนจนชายที่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่กับเธอนั้นพลันเบนสายตาออกจากฝ่ามือของตนเอง  พลางผละศรีษะออกจากเก้าอี้พำนักก่อนจะขานรับเสียงเอือย

 

                ขออภัยคุณหนูเซล่า...ข้าแค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย มัวแต่คิดเรื่องซินเซียจนลืมตนไปเลยว่า...คุณหนูเซล่ามารอทานมื้อค่ำกับเราวันนี้แท้ ๆ

 

                เรียก เซล่า เถิดเจ้าค่ะ  อย่างไรเราก็เป็นคู่หมั้นคู่หมายกันแล้ว... ขณะที่ร่างบางพูดพร่ำสถานะด้วยสีหน้าเบิกบาน  แต่ร่างสูงกลับรู้สึกว่า คู่หหมั้นคู่หมาย คำนี้  เป็นเหตุให้นางอันเป็นที่รักของเขาต้องช้ำใจ จากน้ำมือของเขาเอง 

 

                “ ………….. ” ร่างสูงคว้าแก้วทรงสูงขึ้นมากระดกรวดเดียวเพื่อดับความกระหาย  ทีท่าที่แลดูถามคำตอบถาม  แถมยังเอาแต่นั่งเงียบขรึมไม่แม้แต่จะถามสารทุกข์สุขดิบ หรือสอบถามลักษณะนิสัย หรืออยากรู้กิจกรรมที่เธอชอบบ้างเลยแบบนี้...แลดูว่าชายมาดขรึมดูสุขุมและอบอุ่นผู้นั้นกำลังเหมือนมีอะไรมากวนใจอยู่?

 

กิจราชการทำให้หนักใจรึเจ้าคะ?   รึว่าห่วงน้องดารินที่ไปร่วมพิธีใหญ่?  วันนี้เป็นวันแรกที่ทางราชสำนักทำการทดสอบด้วยนี่เจ้าคะ  เสียงหวานขานพลางวางมีดและส้มลง  ก่อนจะดึงผ้าขาวขึ้นมาซับให้ริมฝีปากของตนให้สะอาดสะอ้าน

 

                ก็ทำนองนั้นนั่นแหละขอรับ...ร่างสูงตอบก่อนจะจรดคมมีดลงไปบนเนื้ออสูรที่วางอยู่ตรงหน้า  เนื้อสีแดงกล่ำที่ฉ่ำไปด้วยเลือดกำลังหยดลงมาบนภาชนะจนจานสีสำลีถูกแต่งแต้มด้วยหยดน้ำสีทับทิมเข้มเต็มไปหมด

 

                ............... คู่หมายเรากลับมานั่งเงียบอีกแล้ว  รึว่าจะเป็นกิจลับของทางการที่มิอาจเปรยให้คนนอกอย่างเรารับรู้ได้กันนะ?  ร่างบางพยายามขบคิดหาเหตุผลพลางร่วมทานอาหารมื้อค่ำสุดพิเศษกับชายหนุ่มต่อโดยไม่ได้ซักไซ้อะไรเพิ่มเติม   

 

                เมื่อทั้งคู่ทานอาหารทั้งจานหลักและจานรองเสร็จสับเรียบร้อย  ข้ารับใช้ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ก็เข้ามาจัดแจงเก็บอาหารคาวหวานไปตามหน้าที่  ร่างบางลุกออกจากเก้าอี้โดยไม่รีรอให้ฝ่ายชายทำหน้าที่สุภาพบุรุษจนร่างโปร่งผงะ  เธอสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวเขาจากด้านหลังด้วยสีหน้านิ่งสงัดก่อนจะยกฝ่ามือคู่สวยของตนเองบีบเคร้นคลายเส้นตรงช่วงบ่ากว้างเพื่อเอาใจคู่หมายของตนที่แลดูเครียดจัดตลอดการรับประทานอาหาร

 

                เซล่า  เจ้ามิต้องลำบากหรอก...แรงบีบส่ง ๆ หนักข้างเบาบ้างของอีกฝ่ายพร้อมกับบีบเคร้นไล้เส้นกำลังทำให้เขารู้สึกว่า นี่ไม่ใช่การนวดผ่อนคลายเลยสักนิดเดียว  ไม่ใกล้เคียงเอาเสียเลย  นวดสะเปะสะปะไม่เป็นทิศทางแบบนี้ก็สมแล้วที่เป็นบุตรสาวแห่งสกุลขุนนางด้วยกัน  ก็ไม่แปลกใจมากนักที่นางจักไม่รู้แม้แต่การนวดง่าย ๆ ด้วยฝ่ามือ

 

                ข้ารู้ว่ามันอาจจักไม่ได้ช่วยท่านมากมายนัก...แต่ขอให้ข้าได้ช่วยคลายความเครียดจากท่านหน่อยเถิดเจ้าค่ะ

 

                “…………..” แม้นใจลึก ๆก็อยากจะพูดคำว่า ขอบคุณ แก่นางที่แสดงถึงน้ำจิตน้ำใจ  แต่ว่าการณ์ใหญ่ที่เขานึกพะวงอยู่ในตอนนี้....แค่การกดคลึงคลายเส้นคงไม่ช่วยให้เขาหาทางเยียวยาซินเซียไปได้จริง ๆ  

 

 

กว่าคุณหนูเซล่าจักยอมกลับก็ปาไปเกือบสองชั่วยามได้  นัยน์ตาคมทอดมองดวงจันทร์ที่บัดนี้เคลื่อนที่คล้อยมาใกล้จักถึงกลางกระหม่อมอยู่รอมร่อ  แต่ทว่าในขณะที่สายตากำลังชอนขึ้นมาก็หันไปเห็นลิ้นชักชั้นนึงที่ที่เขาผนึกของต่างหน้าของหญิงผู้กุมดวงใจของเขาเอาไว้ข้างในทำให้ฝ่ามือหนาคว้ามวนบุหรี่ขึ้นมาพลางจุดเพื่อสูบอีกสักมวนจำต้องชะงักลง...เขาเลือกที่จะไม่สูบและสาวเท้าไปข้างหน้า   ร่างโปร่งหยุดยืนมองอยู่พักนึง ก่อนจะตัดสินใจย่อลำตัวของตนเองลงในท่านั่งยองแล้วเอื้อมแขนข้างถนัดไปใต้เตียงเพื่อคลำหากุญแจเปิดผนึกที่ได้ซุกซ่อนเอาไว้  เสียงหมับคว้าก่อนจะล้วงเอาลูกกุญแจทองเหลืองทรงโบราณออกมาพินิจมองแล้วตัดสินใจไขได้ในที่สุด    

 

กึก...แกร๊กกกกกก

 

ครืดดดดดดดดด

 

                แสงจันทร์พลันฉายเข้ามาในห้องนอนกว้างของชายผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์  ภายในลิ้นชักทรงสี่เหลี่ยมพลันสะท้อนจ้าจนเกิดแสงวิบวับ   แร่ทองคำขาวบริสุทธิ์กว่าเก้าในสิบส่วนยังคงไร้ซึ่งคราบเกรอะกรังมาทำให้ของข้างในนี้ต้องมัวหมอง  อดีตในครั้งนั้น...จุดเริ่มของการเว้นระยะที่ข้าเป็นผู้เริ่ม  ถ้าจักให้เล่า....คงต้องเล่าตั้งแต่แรกเริ่มสะนะ


                    ย้อนกลับไปวันนั้น  วันที่ข้าเพิ่งอายุได้เพียง 15 ปีเศษ  บิดาข้าลอร์ดโรเบิร์ต  คาร์เตอร์  ชายอกสามศอกที่ไม่ว่าแวมไพร์หน้าไหนก็จำต้องยำเกรง  กำลังพาข้าเข้าไปยังที่แห่งหนึ่งที่ประตูทางเข้าทอดตัวยาวออกไปไกลจนสุดสายตา  มีปราสาทและตำหนักนับสิบ ๆ หลังที่กว้างขวางเสียยิ่งกว่าคฤหาสน์ประจำตระกูลของข้าเสียอีก  ข้าตื่นเต้นจนเผลอเรอชะโงกหัวออกจากรถม้าจนท่านพ่อหันมาปรามเสียงเข้มใส่

 

                จาริส…!! ”

 

                “ ขออภัยขอรับ....เด็กชายตัวน้อยที่สวมอาภรณ์เรียบหรูพลันทำสีหน้าสลดลงเล็กน้อย  ก่อนจะกลับมานั่งรักษามารยาทตามคำสั่ง  มีแวมไพร์หนุ่มมากมายตั้งริ้วขบวนเป็นระเบียบรับท่านพ่อที่กำลังพาข้าเข้าไปยังโถงทางเดินที่กว้างขวางเสียจนข้าที่เอาแต่แง้นหน้ามองลวดลายสลักเหล่านั้นปวดต้นคอไปหมด  มีแวมไพร์เด็กวัยไล่เลี่ยกันกับข้าอีกสามตนกำลังยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่ ณ ลานกว้างบ่ายหน้ามามองเป็นตาเดียว  เด็กชายเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าและตราประจำตระกูลของตนเองบนหน้าอก 

 

พวกแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์เหมือนกันนี่เอง...

 

                ท่านพ่อมีแขกผู้ใหญ่ปี่เข้ามาพูดคุย  ในขณะที่ข้าถูกนายทหารสองตนเดินขนาบไปส่งยังลานพิธีใหญ่  ขาของข้ายังไม่ทันได้ก้าวลงไปจู่ ๆ สัมผัสแรงกล้าที่เป็นจิตสังหารก็พุ่งตรงมาที่ข้าจนฝีเท้าของข้าชะงักย่างก้าวนั้นไป  ก่อนจะสะบัดใบหน้าไปหาตามสัญชาตญาณดิบที่อยู่ในตัว

 

                เป็นเด็กชายวัยไม่ถึง 15 ปีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงสูง  โดยมีทหารพี่เลี้ยงคุ้มเชิงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล  เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ดูงดงาม สง่าและมีรัศมีบางอย่างเปล่งออกมาจนข้ารู้สึกยำเกรง 

 

แรงจิตสังหารเมื่อครู่นี้ของเด็กนั่นงั้นเหรอเนี้ย?  ข้านึกอยู่ในใจเพียงลำพัง

 

                แต่แล้วจู่ ๆ เจ้าเด็กหน้าตายตนนั้นก็แสยะยิ้มอย่างชอบอกชอบใจจนออกนอกหน้า ก่อนจะกวักมือไปกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับทหารที่หยุดยืนอยู่ข้าง ๆโดยที่แววตานั้นยังมองข้าอย่างมีนัยยะอะไรสักอย่าง

 

อะไรของเจ้าหมอนั่น...ยิ้มอะไร?  ข้านึก  ก่อนจะไม่ได้สนใจอะไรให้ปวดหัว  แวมไพร์เด็กที่หยุดยืนอยู่ ณ กลางลานพิธีเริ่มทยอยเข้ามาพูดคุย แลกเปลี่ยนชื่อกันให้ได้รู้จักทีละตน  เด็กชายร่างผอมผมสีบลอนต์อ่อน มีนามว่า คารอส ดีแลน  เด็กชายผิวสีผมสีดำขลับ มีนามว่า เสตนาท์ รัชเชรด และชายผมสีน้ำตาลที่ดูยกยิ้มอยู่ตลอดเวลา มีนามว่า บารอน โจนส์  บัดนี้พอจักเข้าใจแล้วว่าท่านพ่อพามาที่นี่ก็เพื่อเป็นพระสหายให้องค์รัชทายาทของจอมราชันย์  เจ้าเด็กน้อยหน้านิ่งตนนั้นที่ยังยิ้มที่มุมปากไม่เลิกไม่รานั่นน่ะเองที่มีศักดิ์เป็นถึงองค์รัชทายาทสายเลือดแวมไพร์บริสุทธิ์อันเก่าแก่ที่ใคร ๆ ในดินแดนก็จำต้องยำเกรง  และแล้วจู่ ๆ ลานพิธีอันกว้างใหญ่ก็ถูกจอมราชันย์จัดเป็นสนามปะลองฝีมือให้กับองค์ชายของตนเอง  เสียงโครงเคร้งของอาวุธดังขึ้นได้ไม่ทันจบหนึ่งก้านธูป  เหล่านายน้อยของแต่ละสกุลใหญ่ก็พ่ายให้กับฝีมือที่ต่างชั้นเชิงขององค์ชายที่ดูเก่งกาจเสียจนข้าเองยังไม่อยากเชื่อสายตา

 

ถึงทีของข้าแล้วสิเนี่ย...

 

                นายทหารนำอาวุธชนิดต่าง ๆวางตั้งไว้รอบนอกลานพิธีเพื่อให้ข้าที่กำลังจะกลายเป็นเหยื่อให้องค์ชายน้อยตนนี้ได้คะนองฝีมือเล่นได้เลือกสรรตามใจชอบ  องค์รัชทายาทน้อยเยื้องย่างเท้าสามขุมไปรอบลานประลองราวกับกำลังรอว่าข้าจักหยิบอาวุธแบบไหนขึ้นมาปะทะกับพระองค์ 

 

จากที่เราดูฝีมือไปถึงสามยก 

 

องค์ชายถนัดมือซ้ายและถนัดสู้ระยะประชิดพอตน...

 

ถ้าอย่างนั้น...คงต้องใช้อาวุธระยะประชิดเหมือนกันเข้าสู้

 

                เรายังไม่ทันได้หยิบด้ามดาบขึ้นมาจากที่แสดงไว้ในมือได้อย่างเต็มที่  จู่ ๆแววตาแสนร้ายกาจและจิตสังหารนั่นก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้าขององค์รัชทายาทแล้วอีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามาโจมตีชนิดที่ไม่ให้เราได้ไหวตัวทัน  !!!

 

ฮึ่ยยยย  เล่นทีเผลองั้นรึ!!?

 

                “ หึ  หึ  หึ  ดูท่าจักชอบบุตรชายของสกุลคาร์เตอร์หลายขุมนัก....จอมราชันย์ยิ้มกริ่มให้กับทีท่าที่ผีผลามจนผิดวิสัยของพระโอรสของตนเอง  ที่จู่ ๆ ก็บุกทะลวงอีกฝ่ายทันทีที่เลือกอาวุธยังไม่ทันแล้วเสร็จ

 

               

เคร้งงงงง เคร้งงงงงง!!!

 

                “ ย๊า!!!  อย่าเอาแต่หนี!!!! ” องค์ชายสบถด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเต็มทน  แต่ข้าก็พยายามถอยล้นเพื่อรักษาระยะ  แต่ทว่าการถูกไล่บี้และฟาดเพลงดาบมานับไม่ถ้วนแบบนี้..ก็ทำได้เพียงแค่เว้นระยะแล้วตั้งรับรอเท่านั้น

 

 

เอ๊ะ  เดี๋ยวนะ?  ถ้าการที่เราสามารถโต้กลับแล้วล้นระยะมาตั้งรับได้แบบนี้  แสดงว่าความเร็วของเราเป็นฝ่ายเหนือกว่าน่ะสิ?  เช่นนั้นจะเป็นฝ่ายหนีแบบนี้อยู่ใยกันเล่า!!!!!

 

โฉ๊ะ!!!!!!  ฉับบบบบบบบบบบบบบบบ!!!!

 

จังหวะที่อีกฝ่ายกำลังโถมเข้ามาและวาดอาวุธ  ข้าก็ใช้ช่วงเวลานั้นหยุดถอยล้นและเปลี่ยนน้ำหนักไปลงที่ปลายเท้าหมายพุ่งตัวไปด้านหน้าเพื่อทำการโจมตีโต้ตอบเช่นกัน  นัยน์ตาของอีกฝ่ายชะงักพร้อมกับสัมผัสปลายดาบของข้าที่ตวัดเส้นพระเกศาสีบลอนต์เทาประกายเข้มนั่นให้ขาดสะบั้นได้ส่วนนึงในเพลงดาบเดียว....

 

แบบนี้ซิ...ถึงจักควรค่าให้เอาจริงขึ้นมาหน่อย นัยน์ตาคู่นั้นปรายตามองไปยังเส้นพระเกศาของตนเองที่เพียงครู่เดียวก็ถูกอีกฝ่ายฟันฉับจนขาดได้แม้จะใช้เพียงเสี้ยววิสั้น ๆ 

 

ข้าชักจักถูกใจชายที่มีนามว่า  จาริส  ขึ้นมาเสียแล้ว

 

 องค์รัชทายาทนึกพลางเหยียดยิ้มราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังถูกใจเหยื่อที่กำลังล่ามิมีผิดเพี้ยน ดาบที่พระองค์ถือด้วยมือซ้ายในคราแรกถูกสลับเปลี่ยนมาเป็นมืออีกข้างด้วยแววตาแพรวพราวราวกับเจอของเล่นชิ้นโปรด?!!!

 

ใยถึงเปลี่ยนไปจับด้วยมือขวา!

 

รึว่าแท้จริงแล้ว...มือข้างที่ถนัด คือ มือขวาตั้งแต่แรก?!!!!

 

ในที่สุดเราก็เป็นฝ่ายถูกไล่ต้อนจนหืดขึ้นคอถึงอีกฝ่ายจะมีอายุน้อยกว่าอยู่สองถึงสามปี  แต่ทว่าฝีมือและทักษะที่โต้เพลงดาบของเรากลับมานั้นกลับหนักหน่วงชะมัดยาก!!!  เราสู้กันชนิดที่ต่างฝ่ายต่างผลัดกันได้เปรียบและเสียเปรียบจนกระทั่งเรี่ยวแรงที่ถาโถมเข้าหากันในคราแรกกำลังถูกบั่นทอนจนแม้แต่ตัวข้าเองก็แทบจักมิมีแรงเหลือ...เพียงเสี้ยววินาทีที่ถูกอีกฝ่ายกวัดแกว่งเพลงดาบจนอาวุธข้าต้านมิไหว  เพียงจุดตายเล็ก ๆ อีกฝ่ายเผลอมีช่องโหว่อยู่นั้นข้าสามารถจังหวะนั่น  สามารถทำให้อีกฝ่ายพ่ายได้...

 

เช่นนั้นข้าเลือกที่จะปล่อยโอกาสนั้นไปแล้วยอมรับความพ่ายแพ้ 

 

เพราะองค์ชายผู้นี้คงมิอยากให้ข้ายอมศิโรราบโดยง่าย

 

 แต่ก็มิยอมแพ้พ่ายต่อหน้าพระราชบิดาเช่นกัน

 

ข้าคิดได้ดังนั้น จู่ ๆ ปลายดาบที่กำลังเป็นฝ่ายโจมตีเข้ามาก็ชะงักไปพร้อมสายตาที่รับรู้ว่าข้าจงใจยอมจำนนต่อพระองค์  องค์รัชทายาทลดดาบลงก่อนจะหันไปหาจอมราชันย์

 

“ ? ” พระองค์ดูจะฉงนพระทัยกับเหตุการณ์เมื่อครู่  ทั้ง ๆที่พระโอรสแห่งพระองค์ก็เป็นฝ่ายได้เปรียบในชั้นเชิงอยู่ตำตา

 

ข้าขอเลือก  จาริส  คาร์เตอร์  ให้เป็นมือขวาของข้าพะยะค่ะ 

 

“…..!!!! ” อะไรนะ?!!!  ข้านึกพลันค่อย ๆ มองแผ่นหลังขององค์รัชทายาทที่อกผายไหล่ผึงไปยังทิศอุดรที่จอมราชันย์ประทับอยู่บนบังลังค์กว้าง

 

เจ้าจงแจ้งเหตุและผลมาซิว่าเพราะอะไรกัน...ทั้ง ๆที่สกุลอื่นฝีมือก็มิได้ด้อยไปกว่ากันเท่าใดนัก

 

“  หมอนี้เป็นชายเพียงตนเดียวที่สัมผัสจิตสังหารของข้าได้และสามารถแสดงฝีไม้ลายมือ  ตัดสินใจใช้จังหวะเพียงชั่วพริบตาลงดาบข้าด้วยความเด็ดเดี่ยวจนข้าเองต้องล่าถอยและเปลี่ยนอาวุธมาถือดาบด้วยข้างที่ถนัด  เพื่อต่อสู้หมายให้เห็นผลแพ้ชนะที่เด็ดขาด....ทั้งทักษะ  ไหวพริบ ความคิดความอ่าน  และสัญชาตญาณเพียบพร้อมในตัวผู้เดียวเช่นนี้  เท่านี้ก็พิสูจน์ได้แล้วพะยะค่ะว่าเขาคู่ควร  ”  คำพูดคำจาที่แลดูเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าวัยทำให้ข้ารู้สึกประทับใจในพระอัจฉริยภาพของพระองค์ที่ตั้งมั่นทดสอบข้ามาตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในลานพิธี  ทุกสิ่งอย่างที่ข้านึกว่าเป็นฝ่ายเดินนำในคราแรกบัดนี้...แต่ที่จริงแล้วองค์รัชทายาทต่างหากที่วางหมากล่อข้าเดินไปตามกระดานที่พระองค์หมายตาไว้ตั้งแต่แรก

 

เช่นนั้น  จาริส  คาร์เตอร์  จงให้สัตย์สาบานเลือดต่อข้ามาซิว่า  นับแต่นี้เจ้าจักเป็นทั้งโล่และดาบให้องค์รัชทายาท คอยรับใช้  คอยบดบังภัยคุกคาม  คอยปัดเป่าเพศภัยและฟาดฟันศัตรูมิให้ขวางทางโอรสแห่งข้า  ตราบไปจนชั่วชีวิตของเจ้า...คำสัตย์สาบานที่ผูกพันธะสัญญาด้วยเลือดกำลังถูกกริชพระราชทานกรีดลงบนฝ่ามือของเด็กชายตัวน้อยที่จำต้องให้คำสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าจอมราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่  เม็ดเลือดของแวมไพร์บริสุทธิ์ที่รินไหลลงอาบฝ่ามือของทั้งสองกำลังผายมือเข้าหากันเพื่อทำพันธะสัญญา  สัตย์สาบานที่มิมีวันถูกทำลาย  เป็นโซ่ตรวนที่มิมีวันฉีกขาด  เป็นชะตาชีวิตของข้าว่าจะต้องจงรักภักดีแด่พระองค์เพียงผู้เดียว...พิธีกรรมที่บุตรชายของสกุลใหญ่จะต้องถูกทำพิธีนี้แด่องค์รัชทายาทเพื่อคอยปกป้องและคุ้มครองภัยมิให้เกิดภยันตรายทั้งปวง  และหลังจากที่ข้าถวายตนรับใช้พระองค์ได้ไม่ถึงสองปี  เจ้าฟรานซิสและเคอร์แชตก็ได้เข้าเป็นหนึ่งในทหารรักษาพระองค์เฉกเช่นเดียวกัน...

 

และมงคลฤกษ์ก็มาถึง  งานเฉลิมฉลองการประสูติของพระธิดาลำดับที่ 9 ของกษัตริย์โพเซดอนก็ถือกำเนิดขึ้น  จอมราชันย์และองค์ราชินีที่กำลังตั้งพระครรภ์เสด็จไปถวายเครื่องราชแสดงความยินดีกับการถือกำเนิดองค์หญิงตนใหม่  ท่ามกลางแสงสีภายใต้เมืองแห่งผืนสมุทรอันกว้างใหญ่  ภายใต้ปราสาทใหญ่ในโดมฟองน้ำที่เป็นที่พำนักของกษัตริย์ต่างแคว้นและแขกคนสำคัญ  ริ้วขบวนสุดอลังการของท่านโพเซดอนและองค์ราชินีก็เสด็จมาเปิดพิธีด้วยพระราชรถที่มีวาฬอายุนับร้อยปีลากมาพร้อมริ้วขบวนนายเงือกและนางเงือกที่เป็นพระโอรสและพระราชธิดาแห่งพระองค์  ท่ามกลางเสียงดนตรีของเหล่าสรรพสัตว์ในแดนมัจฉา  นัยน์ตาข้าพลันสะดุดกับเรือนผมสีฟ้าประกายที่นั่งอยู่บนขบวนวาฬเพชรฆาตรตัวที่สองที่ไล่มาติด ๆ 

 

ซินเซีย...?  // จาริส...?   ผิวขาวนวลเป็นยองใยดุจมณีแห่งท้องทะเลกำลังสะท้อนรับแสงไฟใต้ผืนน้ำให้สว่างวาบ  เรือนผมสีฟ้าเป็นประกายกำลังสยายไปตามกระแสน้ำที่ไหลเวียน  ทันทีที่ใบหน้าหวานกำลังฉีกยิ้มกว้างพลางโบกไม้โบกมือทักทายแขกนับพันที่มาร่วมพิธีใหญ่  ทันใดนั้นสายตาของเราสองตนก็สบเข้าหากันโดยมิได้ตั้งใจ  เสียงผะแผ่วของชายหนุ่มและหญิงสาวเอ่ยพึมพำเมื่อทั้งคู่รับรู้ถึงสถานะภาพของกันและกันในที่สุด

 

วินาทีนั้นราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน  ต่างหูคู่ใจที่ข้าสวมไว้ที่ข้างใบหูตอนนี้  ช่างคล้ายกับเครื่องประดับบนสร้อยของนางที่ไม่ว่าอย่างไรริ้วขบวนที่ตามหลังกษัตริย์และองค์ราชินีแบบติด ๆแบบนี้ก็ต้องเป็นพระราชธิดาของแดนเมอร์เมเดียอยู่แล้ว  ใจข้าชาวาบไปทั้งดวง...เมื่อรับรู้ว่า  นางเงือกที่เคยช่วยชีวิตข้าเอาไว้ครานั้น  ทั้งรอยยิ้ม  น้ำเสียง และแววตาของนางที่มักทำให้ใจข้าสั่นไหว...นางในดวงใจที่ข้าชอบแหกกฏของตระกูลเพื่อแวะเวียนไปหาที่แม่น้ำนอร์เทส  จักดำรงตำแหน่งสูงศักดิ์เป็นถึง  พระราชธิดาองค์โตของกษัตริย์โพเซดอนผู้เลืองชื่อและนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ข้าจำต้องเว้นระยะห่างออกมาจากนางอยู่เสมอ...ไม่ว่านางจะเข้ามาใกล้สักกี่ครั้งข้าก็จะเว้นระยะให้กลับไปเท่าเดิม  มีแค่คืน The Dark Day เท่านั้น...ที่ข้ามักจะเผลอแหกกฎของตนเอง  ริไขว่คว้าดวงจันทร์ดวงนั้นให้เข้ามาใกล้ตัว โดยการให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆว่าสักวันต้องเป็นของเรา....


               ความทรงจำอันล้ำค่าเหล่านั้น...หากมันต้องบุบสลายและหายไปดังหมอกควันที่มิอาจจับต้อง  นึกไม่ออกเลยว่าจักเป็นอย่างไร?  หากนางมิได้อยู่ร่วมโลกกับข้าแล้วข้าจักทนไหวอย่างนั้นหรือ?  
คำตอบที่ข้าได้ในตอนนี้ก็คือ  คำว่า ไม่  สถานเดียว    ร่างสูงตัดสินใจคว้ามันขึ้นมามองก่อนจะสวมลงไปที่ใบหู  หัวแม่มือพลันกดแกนแหลมลงไปในตำแหน่งเดิมที่บัดนี้กลับตันสนิทด้วยความทุลักทุเล  แต่ในท้ายที่สุดเสียงกึกสองครั้งที่ดังขึ้นก็ทำให้ปลายจมูกของเขารับรู้ถึงกลิ่นคาวคลุ้งที่กำลังไหลอาบลงมาตรงช่วงคอ...ปลายนิ้วสากลูบสัมผัสของต่างหน้าที่เขากลับมาสวมใส่ด้วยสายตาถวิลหาเนื้อนางในดวงใจจนใจแทบจะขาด  ต่างหูที่ทำจากแร่ทองคำขาวที่นางเคยมอบให้  ข้าถอดออกตั้งแต่รู้ว่านางดำรงตำแหน่งถึงเจ้าหญิงแห่งแดนเมอร์เมเดีย  ธิดาองค์โตของท่านโพเซดอน  ศักดิ์อยู่สูงถึงเพียงนั้นทำให้ข้ามิอาจกล้าจะหวนกลับมาสวม  แต่ครานี้มิเหมือนกัน...ข้าจักสวมไว้ไม่ให้ห่างตัว  เพื่อย้ำเตือนตนเองให้รู้ไว้ว่าต้องช่วยนางให้จงได้ เมื่อคืนจันทร์เพ็ญนั้นมาถึง  ร่างโปร่งไล้สัมผัสพลางหวนนึกถึงวันวานในอดีตด้วยแววตาทอแสงอ่อน

 

                 อย่าตายล่ะ...


________________________________________________________________________

Writter: ไม่รู้นึกคึกอะไร อัพ 100% สองตอนรวดแบบนี้ 55555  ไรต์ให้ขนมเยียวยาใจคนอ่านแล้วน๊าาาาา  อย่าลืมคอมเม้นต์ไว้ให้อ่านด้วยนะคะถ้าชอบ  สำหรับคนเชียร์จาริสก็เอาไปอ่านให้ฟินและดิ้นไปก่อนเน้อออออ เดี๋ยวจะกลับไปจิกหมอนที่คู่พระนางของเราต่อแล้ว แล้วเจอกันนะจ๊ะ :)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น