ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 37 : ตอน นั่งลง(?)100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    24 ม.ค. 62


    พระบรมสาทิสลักษณ์  โดย  ดาริน  คาร์เตอร์

 

 

          “ หึ  มิรู้ สกุลรัชเชรด เสี้ยมสอนสตรีในโอวาทเช่นไร  ถึงได้ใจกล้าคิดจักเหยียบเรือสองแคม...ชายผิวเข้มนาม ลอร์ดเสตนาท์ เอ่ยลอย ๆด้วยน้ำเสียงกลั๊วหัวเราะ

 

แหม...แค่กลอนตัดพ้อถึงดวงจันทร์  มิเห็นมีสิ่งใดเสียหายนี่ขอรับ (  ^ ^)” ลอร์ดบารอนที่มีศักดิ์เป็นพี่ของคุณหนูแพทริเซียเปรยโต้ตอบ  แม้จะแสร้งฉีกยิ้มกว้างพลางหัวเราะชอบใจกลบเกลื่อน  แต่ฝั่งของลอร์ดเสตนาท์ก็ไม่ยอมราฝีปากโดยง่าย

 

บททดสอบนี้ต้องแสดงความสามารถต่อหน้าพระพักตร์แท้ ๆ แต่สายตาและการกระทำกลับเบนไปทาง...คำว่า ทิศบูรพาแทนที่จะเป็นทิศอุดร ยังไม่ทันได้เอ่ยจนจบประโยค (ทิศอุดร = ทิศเหนือ  จอมราชันย์ประทับอยู่ , ทิศบูรพา = ทิศตะวันออก  เจ้าชายแดเนียลประทับอยู่)

 

พอเถอะหน่าพวกเจ้า...ข้าจะดูบุตรสาวข้าร่ายรำ เสียงพ่นลมหายใจออกด้วยความติดลำคาญก็ดังสวนขึ้นมาก่อนจะปรายหางตาตำหนิลอร์ดหนุ่มที่เอาแต่กัดกันไปกันมาจนน่าหงุดหงิด  ชายผิวเข้มอย่างลอร์ดเสตนาท์ส่งเสียงจิ๊อย่างขัดใจเมื่อเห็นว่าชายสกุลใหญ่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆอาวุโสกว่าหลายชั่วอายุจึงจำต้องหยุดฝีปากของตนเองลงอย่างช่วยไม่ได้  กลับกันที่อีกฝ่ายรับคำว่า ขอรับ แล้วก็ฉีกยิ้มพลางปิดปากเงียบ

 

 แม้ใบหน้าจะดูยกยิ้มและไม่เป็นทุกข์เป็นร้อน  แต่นัยน์ตาคมกลับชำเลืองเห็นความกรุ่นเคืองที่อีกฝ่ายคงโกรธจัดจนบีบกำชับฝ่ามือจนเส้นเลือดบวมปูด  เห็นฉีกยิ้มอยู่เกือบตลอดเวลา  นึกว่าจะไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับคำสบประมาทเมื่อครู่เสียอีก  ลอร์ดจาริสนึก

 

สงครามเย็นถูกหยุดชะงักลงกลางคัน  คำเหน็บแนมเมื่อครู่กลับสร้างรอยบาดหมางระหว่างสองสกุลใหญ่ให้ร้าวรอนมากขึ้นไปอีก  บรรยากาศมาคุที่ก่อตัวอยู่ในตอนนี้...บ่งบอกได้เป็นอย่างดีเลยว่า  สกุลทั้งสี่ที่แบ่งเขตปกครองออกที่สองฝั่งฟากกำลังเพิ่มรอยแยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ

 

  คาร์เตอร์และรัชเชรดทำหน้าที่ดูแลหัวเมืองในแดนเหนือ  โจนส์และดีแลนทำหน้าที่ดูแลหัวเมืองในแดนใต้  แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ที่สืบทอดตำแหน่งขุนนางใหญ่   ขั้วอำนาจทั้งสี่ที่ทำหน้าที่ภายใต้คำปฏิญาณตนในนามคนของราชวงศ์มานาน  ความขัดแย้งภายในที่ฝั่งรากลึกมาจากรุ่นสู่รุ่นกำลังทำให้อาณาบริเวณที่นั่งรับชมอยู่ในบริเวณใกล้เคียงพลอยอึดอัดใจตามไปด้วย

 

ตึง ตึ่ง ตึ้ง....

          เสียงระรัวของกลองเริ่มบรรเลงขึ้นพร้อมกับร่างบอบบางของคุณหนูคาร่าที่กำลังเริ่มสะบัดชายผ้าเพื่อวาดลวดลายร่ายรำ  ความพริ้วไหวของเสื้อผ้าอาวรณ์ที่สวมใส่มากำลังเริ่มสยายไปตามท่วงท่าและทำนองที่เริ่มเร้าจังหวะขึ้นทีละน้อย..เสียงกลองและดนตรีชนิดเป่าเร้าจังหวะไวขึ้น และไวขึ้นจนร่างบอบบางนั้นวาดลวดลายราวกับนกกระเรียนขาวที่กำลังกางปีกร่ายรำและแล้วเสียงดนตรีก็ดำเนินมาจนถึงท่วงทำนองคลายแมกซ์สุดท้ายในการร่ายรำอันอ่อนช้อย  และในท้ายที่สุดเสียงระรัวเหล่านั้นก็จบลงพร้อมด้วยเสียงปรบมือที่ดังกระหึ่ม

 

ถึงคิวเราแล้วสะด้วย...

 

บ้าเอ๊ย...

 

ตื่นเต้นชะมัด!

 

          เหล่านางกำนัลและทหารมหาดเล็กเริ่มเคลียร์พื้นที่ ณ ลานกว้างให้พร้อมสำหรับโชว์ความสามารถสุดท้ายด้วยความว่องไว  มีขาตั้งพร้อมอุปกรณ์วาดเขียนมากมายเรียงรายให้เราได้หยิบใช้อยู่ ณ เบื้องหน้าของจอมราชันย์ที่กำลังปรายสายพระเนตรลงมามองด้วยสีพระพักตร์นิ่ง  ทั่วบริเวณเงียบสงัดจนเราได้ยินเสียงฝีเท้าของตนเองเยื้องย่าง...

 

ตึก  ตึก  ตึก  ตึก

 

ไม่รู้ว่าเสียงตึก ๆที่กระหน่ำอยู่ในอกดังขึ้นไม่ยอมหยุด  สายตานับร้อยจับจ้องมาที่เราเป็นจุดเดียวชวนให้รู้สึกเสียวไส้พิกลนัก 

 

เอาว่ะ  เอาก็เอา!!

 

 

ริมฝีปากบางรูปกระจับขบเม้มเพื่อคลายความประหม่าก่อนจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอดแล้วคว้าดินสอไล้ลายเส้นเป็นโครงร่างอย่างเบามือ  เสียงซุบซิบดังขึ้นเมื่อเห็นว่าความเงียบรอบบริเวณมากเสียจนแวมไพร์ระดับขุนนางทั้งหลายเริ่มเบื่อหน่าย  ขุนนางฮิวต์รีบส่งสัญญาณไปยังเหล่านักดนตรีประจำราชสำนักให้ทำการบรรเลงเพลงคลอเบา ๆ เพื่อให้การแสดงความสามารถในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้แขกชั้นผู้ใหญ่หน่ายหนีไปเสียก่อน  ร่างอรชรดำดิ่งสู่ผลงานที่ตนกำลังสร้างสรรค์โดยเงยหน้าขึ้นมาชอนสายตามองร่างสูงเป็นระยะ ๆ เพื่อเก็บรายละเอียดปลีกย่อย  นัยน์ตาสีฟ้าที่กำลังใจจดใจจ่ออยู่ในเพลานี้  ช่างเป็นแววตาที่น่าพินิจมองยิ่งนัก...สายพระเนตรชำเลืองด้วยแววตาทอแสงอ่อนเล็กน้อยก่อนจะใช้แขนที่เท้าพำนักของบังลังค์บดบังรอยแย้มที่กำลังยกยิ้มที่มุมปากด้วยความแนบเนียน 

 

ขณะที่เหล่าขุนนางผู้ไม่หลงใหลในงานศิลป์ต่างเริ่มอ้าปากหาวอย่างมีจริตเพื่อรักษาภาพพจน์และมารยาท  ร่างอรชรเริ่มใช้เรียวนิ้วเกลี่ยสีและแปรงไล้ไล่ระดับแสงเงาและความคมชัดของกรอบภาพด้วยความว่องไว  จนเหล่านักดนตรีที่ทำหน้าที่บรรเลงขับกล่อมนั้นเหลือบมองหน้ากันก่อนจะบรรเลงทำนองให้ไวขึ้นตามท่วงท่าการลงสีของคุณหนูสกุลคาร์เตอร์  เวลาที่ใช้ไปไม่ได้นานโขจนน่าเกลียด  นักดนตรีบรรเลงบทเพลงไปได้เพียงเพลงสองเพลงเท่านั้น  สุดท้ายแล้วผลงานชิ้นเอกของร่างอรชรก็จบสิ้นลงอย่างสวยงาม....


แม้นเรียวนิ้วคู่สวยสีขาวซีดจะมีรอยเปื้อนจากคราบสีดำและขาวบนชิ้นงานของตนเองจนเกรอะกรังไปหมดก็ตาม  ร่างบางก็สาวเท้าถอยหลังแล้วแสดงความเคารพตามหน้าที่  นายทหารมหาดเล็กและนางกำนัลจะเข้ามาเก็บรูปพระบรมสาทิสลักษณ์และอุปกรณ์ทั้งหลายออกไปจากลาน  ขุนนางฮิวต์สาวเท้าเข้ามาเพื่อพินิจรูปวาดก่อนจะไล้สายตามองด้วยแววตาแพรวพราว  ลายเส้นประหลาดของคุณหนูท่านนี้ไม่มีนักจิตรกรใดในของราชสำนักเหมือนเลยสักผู้เดียว  ภาพตรงหน้าแสดงถึงความองอาจของจอมราชันย์ได้เป็นอย่างดี  ทั้งแววตา สีหน้า ชุดฉลองประองค์ในคราบชุดเกราะหนา และพระหัตถ์ขวาถืออาวุธด้วยทีท่าน่าเกรงขาม  ราวกับว่าภาพนี้สะท้อนถึงความสง่าของจอมราชันย์ราวกับมีชีวิตจริง ๆ  ขุนนางผู้เป็นหนึ่งในกรรมกลางนึกพลางลอบมองผลงานด้วยแววตาชื่นชม  เจ้าตัวหยิบยกพระบรมสาทิสลักษณ์ไปหมายจะถวายให้ฝ่าบาทถึงพระหัตถ์ด้วยตนเอง  แต่ทว่าเสียงกร้าวของจอมราชันย์ก็ดังสวนขึ้นมากลางคันจนขุนนางฮิวต์ต้องชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน...!!!

 

        ช้าก่อน....

 

          “……!!! ”

 

          ผู้ใดเป็นผู้วาด....ก็ให้ผู้นั้นเป็นผู้ถวาย พระสุรเสียงปาวร้องก่อนจะเท้าปลายคางลงบนหลังฝ่ามือแล้วปรายตามองลงมาด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก 

 

เชิญขอรับ....ขุนนางฮิวต์สาวเท้ากลับลงไปจากขั้นบันไดก่อนจะนำรูปวาดเมื่อครู่ยื่นให้ฉันแทน

 

เอ๊ะ!  ฉะ...ฉันเหรอ?

 

          รูปวาดขนาดใหญ่ถูกยื่นมาตรงหน้า  ทำให้ฉันผู้เป็นเจ้าของชิ้นงานจำใจรับมาถือด้วยสีหน้าที่ยังติดงุนงง  สายตานับร้อยที่ฉาบมองลงมายิ่งสร้างความอึดอัดใจไม่ใช่น้อยเลย  เอวบางตัดสินใจสาวเท้าสามขุมขึ้นไปยังขั้นบันไดกว้างเพื่อถวายภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ตามพระกระแสรับสั่งเมื่อครู่  ไม่นานร่างบางติดไปทางผอมก็หยุดยืนอยู่ ณ เบื้องหน้าจอมราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่  นัยน์ตาคมของชายผู้มีดวงเนตรสีบลอนต์เทาเหมือนกันลอบมองไม่วางสายตาเช่นเดียวกันกับลูคัสที่ก็จับจ้องคุณหนูแห่งสกุลคาร์เตอร์ด้วยแววตาวาววาบ!!!

 

  ยิ่งได้กลิ่นอายจาง ๆ และได้ยลดวงหน้าหวานของนางก็ยิ่งตกใจ!!!

 

ดาริน คาร์เตอร์ ผู้นี้เหมือนกับท่านซาเลียน่า โรส มากเกินไปเหลือเปล่า!!!!

 

 ลูคัสนึกก่อนจะแอบชำเลืองปฏิกิริยาของเจ้าชายที่จ้องนางอย่างไม่วางสายตาไปเลยแม้แต่เศษเสี้ยววินาที

 

          ใบหน้าหวานไม่ได้ชอนนัยน์ตาสีฟ้าทะเลสุกสกาวขึ้นมามองเสด็จพี่เลยสักนิด  นางค่อย ๆย่อลำตัวต่ำลงก่อนจะถวายรูปพระบรมสาทิสลักษณ์ต่อหน้าพระพักตร์พร้อมก้มหน้าลงพื้นราวกับบ่ายเบี่ยงและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอยู่เป็นนัย ๆ  ในขณะที่เจ้าพี่เองก็ดูยิ้มกริ่มจนน่าขัดใจ  ก่อนที่คำตอบของความเป็นไปได้จะพลันผุดขึ้นมาจนชายเจ้าสำราญกระจ่างแจ้ง

 

อะไรกันบรรยากาศแบบนี้...

 

รึว่าทั้งสองเคยปะหน้ากันมาก่อนแล้ว?!!!

 

          มาใกล้ ๆ น้ำเสียงทุ้มเปรยลอย ๆ ก่อนจะใช้ฝ่ามือแกร่งกวักให้อีกฝ่ายเขยิบกายเข้ามาอีก

 

เอ๊ะ?  ใกล้ ๆเหรอ? (    =”=)

 

“…….” ร่างบางสาวเท้าเข้าไปใกล้หนึ่งก้าวทันทีเมื่อสิ้นเสียงทุ้มต่ำ

 

ใกล้กว่านี้

 

โอ๊ยยย ต้องใกล้เบอร์ไหนคะพ่อคุณ?!!

 

“…….” สาวเจ้าตัดสินใจเขยิบเท้าเข้าไปใกล้อีกสองก้าว ในขณะที่ใบหน้านวลนั้นยังคงก้มหน้าต่ำค้างเติ่งอยู่เช่นเดิม

 

              เมื่อร่างแกร่งเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ยอมชอนสายตาขึ้นมามอง  แถมยังทิ้งระยะห่างเสียไกลเกินกว่าที่เขาจะเอื้อมถึงจึงแสยะยิ้มแล้วนึกเรื่องสนุก ๆ ขึ้นมาได้  ก่อนจะแสร้งตีหน้านิ่งต่อ


ได้เลย  ดาริน...


คิดจะหนีข้างั้นรึ?


คิดว่าจะหนีพ้นรึไรกัน



               “ นั่ง – ลง ” 


                ?

 

                ข้าสั่งให้ เจ้า นั่ง ลง ... พระสุรเสียงกร้าวแห่งความเอาแต่พระทัยดังขึ้นด้วยสีหน้าตายด้าน  ทำให้ร่างอรชรที่กำลังก้มหน้าค้อมลงต่ำอยู่นั้นจำใจต้องเงยใบหน้าหวานขึ้นมาพร้อมกับอุทานด้วยความไม่เข้าใจในประโยครับสั่งเมื่อครู่!!

 

                เอ๊ะ?

 

 นั่ง...นั่งไหน?

 

 ตรงนี้ไม่เห็นมีเก้าอี้ว่างเลยสักตัว?

 

 

พรึ่บ  พรึ่บ  พรึ่บ  พรึ่บ!!!

 

 

                ไม่ได้ยินที่ฝ่าบาทตรัสเรอะ...!!! ”

 

ฉึบ  ฉึบ  ฉึบ ฉึบ!!!!!


                ทันใดนั้นทหารที่รายล้อมอยู่รอบบริเวณก็พลันชักดาบและอาวุธในมือของตนเองขึ้นมาพร้อมกันพลางมองมาทางฉันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด!!!  ปลายดาบและหอกที่จรดอยู่รอบตัวทำให้น้ำลายที่อยู่ในลำคอพลันเหือดแห้งกลายเป็นของเหลวเหนียวหนืดที่กลืนไม่ลงไปโดยปริยาย!!!?

 

ได้ยินโว๊ย!!! แต่มันไม่มีเก้าอี้!!!!

 

แล้วจะให้ฉันไสหัวไปนั่งตรงไหน???!!!!!

 

เอาก็เอา!!! พื้นก็พื้น!!

 

นั่งแม่งทั้งกระโปรงยาวแบบนี้เนี่ยแหละ!!!

 

                ฝีเท้าของสาวเจ้าเยื้องย่างขึ้นมาตามขั้นบันไดพร้อมกับพลทหารนับสิบที่ถูกอาวุธจี้ไล่มาตามแผ่นหลัง  สีหน้าอึดอัดของเจ้าตัวแสดงอยู่บนใบหน้าก่อนที่นัยน์ตาสีฟ้าทะเลจะเหลือบไปมองยังพื้นกว้างที่อยู่ตรงหน้าพระพักตร์ของจอมราชันย์  ว่าแล้วเจ้าตัวก็ใช้ข้อมือทั้งสองข้างรวบชายกระโปรงของเธอเข้าหาตัว  ก่อนจะมีทีท่าทรุดตัวย่อลงไปหมายจะนั่งพับเพรียบลงกับพื้นตามพระกระแสรับสั่ง  แต่ทว่าชายแกร่งที่เอนกายอยู่บนบังลังค์ก็ตรัสบางอย่างสวนขึ้นมาอีกหน

 

                ไม่ใช่ตรงนั้น....

 

หา?  ถ้าไม่ใช่ตรงพื้น....

 

แล้วหมายถึงตรงไหน?!!     

 

อะไรของหมอนี้เนี่ย!!!

 

                ร่างสูงใช้ฝ่ามือตบลงบนหน้าตักกว้างของตนเองพลางเหยียดยิ้มด้วยแววตาเจ้าเล่ห์  สีหน้านิ่งที่ไม่ได้ยกยิ้ม   แต่ทว่าแววตาร้ายกาจนั่นกลับปรายตามายังฉันกลับใช้เรียวนิ้วมือไล้ตรงต้นคอ  ตำแหน่งที่ฉันเคยกัดเขาจนเลือดโชก!!! เสียงทุ้มเอ่ยกำชับประโยคประกาศิตเมื่อครู่พลางยกยิ้มที่ริมฝีปากจนกลายเป็นรอยยิ้มแสยะเย้ย

 

                ตรง นี้ ต่างหาก

 

                “ !!!! ” เหล่าลอร์ดและขุนนางทั้งหลายในบริเวณได้ยินพระสุรเสียงพร้อมเพรียงกันโดยชัดเจน  ทุกผู้ต่างมองหน้าเข้าหากันพลางเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูกที่เห็นว่า ฝ่าบาททรงโปรดปรานคุณหนูสกุลคาร์เตอร์จนถึงขนาดรับสั่งให้นั่งลงบนตักกว้าง?!

 

                “ ข้าเกรงว่า การณ์นั้นอาจจักดูมิงามเท่าไหร่เจ้าค่ะ ” หญิงสาวก้มหน้าพลางพยามปัดปฎิเสธด้วยสีหน้ายิ้มเจื่อนการกระทำของนางกำลังสร้างความพอใจให้กับชายอีกผู้ที่ดำรงศักดิ์เป็นพระอนุชาของฝ่าบาทเป็นอย่างยิ่ง

 

เจ้าตัวบอกชัดถึงขนาดนี้

 

แสดงว่า นาง...ยังไม่ได้รักเสด็จพี่        

 

แดเนียลครุ่นคิดพลางยิ้มกริ่มที่เห็นแสงแห่งความหวังถูกจุดประกายขึ้น  เสียงพร่ำในห้วงคะนึงแห่งความคิดของน้องชายทำให้ชายผู้เป็นพี่พลันรู้สึกหงุดหงิดในดวงหทัยขึ้นมาโดยพลัน  สายตาคมค้อนขวับเรียวคิ้วโก่งโค้งมนเข้าหากันเมื่อได้รับคำตอบที่น่าระคายหูจากโฉมนาง

 

                “ ดาริน  คาร์เตอร์...เจ้ากล้าขัดคำสั่งของข้ารึ? ”

 

               “ !!? ” ใบหน้าหวานพลันเบิกตากว้างทันทีที่ได้ยินคำประกาศิตพร้อมกับรอยยิ้มร้าย ๆของชายมาดนิ่งเป็นหนแรก  เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง  ฝ่ามือหนาจึงเอื้อมเข้าไปหาโดยที่ร่างอรชรยังไม่ทันได้รู้สึกตน...ทันทีที่เรียวนิ้วสัมผัสถึงรูปวาดที่สาวเจ้านำมาถวายได้  ร่างโปร่งก็กระตุกข้อมือกลับเต็มแรงทำให้หญิงสาวที่จับรูปภาพดังกล่าวเอาไว้แน่นพลันเสียหลักล้มลงจนเซเข้ามาหาตัวอย่างไม่ได้ตั้งใจ  ร่างบอบบางราวกับแก้วกระจกกำลังถลาเยื้องเลยไปจากเก้าอี้บังลังค์ 

 

  อย่าให้ข้าต้องพูดอะไรซ้ำซาก...  ฝ่ามือแกร่งก็ตวัดรับเอวบางโดยใช้เพียงข้อมือเดียวได้อย่างทันท่วงทีชั่วพริบตาที่ถูกคว้าร่างเอาไว้ได้สาวเจ้ายังไม่ทันได้เบือนหน้าหันมาสบสายตา  ฝ่ามือแกร่งก็กำชับพลางกระชากร่างบอบบางเข้ามาหาตัวจนอีกฝ่ายถูกบังคับให้ทรุดกายลงบนตักกว้างต่อหน้าแขกผู้ใหญ่นับร้อยที่ทำตาโตราวกับไข่ห่านก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น  พร้อมกับสีหน้าของนางกำนัลและนายทหารรอบพระวรกายรีบก้มหน้าลุดลงต่ำ ไม่ก็เบนสายตาไปทางอื่นด้วยทีท่าไม่รู้ไม่ชี้ให้เธอได้เห็น?!!!!  ไม่ว่าสาวเจ้าจะออกแรงดิ้นขลุกขลักและพยายามแงะฝ่ามือหนาอย่างแนบเนียนเช่นไร  แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ผลตามที่คิดเอาไว้เลยสักนิด

 

อ๊ากกกกกกกกกกกกก!!! แกะไม่ออก!!!

 

                แม้นสาวร่างเล็กพยายามจะหยัดกายขึ้น  แต่ดูเหมือนว่าฝ่ามือที่กำชับอยู่ที่ช่วงเอวในตอนนี้จะกลัดกุมกำชับล็อคร่างเธอเอาไว้ให้อยู่ในท่านั่ง  โดยมีช่วงลำตัวบนของอีกฝ่ายฉาบอยู่ด้านหลังราวกลับกำลังโอบกอด  ร่างบางจึงจำใจต้องนั่งจ้ำเบ้าอยู่ตรงนี้แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายดึงรูปที่อยู่ในมือเธอไปพินิจมองในระยะประชิดแทน...

 

สายพระเนตรคมละสายตาจากจิตรกรน้อยที่ยอมจำนนนั่งอยู่บนตักแต่โดยดีด้วยแววตาเคลือบยิ้ม  ก่อนจะเบนสายพระเนตรไปยังรูปวาดที่ลงสีสดด้วยแววตาปลื้มปิติ  แต่แล้วจู่ ๆ รอยแต้มของหยดสีดำที่แต่งแต้มอยู่ตรงกรอบหน้าคล้ายกับหยาดน้ำตาสีทมิฬกำลังรดอยู่บนใบหน้าก็ทำให้ฝ่ามืออีกข้างที่จับรูปใหญ่ไว้ค่อย ๆเกลี่ยเรียวนิ้วหัวแม่มือสัมผัสพลางเบือนหน้าหันไปหาจิตรกรตัวน้อยที่นั่งเป็นหินอยู่บนตักด้วยสีหน้านิ่วคิ้วขมวด

 

หมับ...

 

                “ ใยเจ้าถึงวาดให้ ข้ากันพระแสง...ทั้ง ๆที่ตัวข้านั้นถือทั้งอาวุธและสวมชุดเกราะสำหรับไปรบ  ?  เมื่อเสียงทุ้มต่ำของชายจ้าวแผ่นดินตรัสถามด้วยสีหน้านิ่ว  สาวจิตรกรน้อยก็พลันรีบยกเหตุผลที่เป็นแรงบรรดาลใจสำคัญในการวาดของเธอขึ้นมาตอบโดยพลัน

 

                “ คือ...หม่อมฉันคิดว่า  กว่าพระองค์จะหลอมรวมแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ให้เป็นปึกแผ่นได้  ย่อมต้องผ่านสมรภูมิรบมามิใช่น้อย  การฆ่าฟันทั้งศัตรูในคราบของแวมไพร์ด้วยกันเองก็ดี  หรือต่างเผ่าพันธุ์กันก็ดี  ลึก ๆในพระทัยของพระองค์คงรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องคร่าชีวิตแต่ละชีวิตให้ดับสูญเพื่อแลกกับความสงบสุขของบ้านเมืองเจ้าค่ะ....   ”

 

                “ อย่างนี้นี่เอง...ฟรานซิส ” พระสุรเสียงทุ้มต่ำแสร้งเออออไปตามภาษา  ก่อนจะยัดเหยียดรูปดังกล่าวไปให้ฟรานซิสนำรูปที่ว่านี้เอาไปใส่กรอบเก็บเอาไว้ให้ดี

 

          “ พะยะค่ะฝ่าบาท ” ทันทีที่ได้ยินเจ้าของชื่ออีกตนที่ท่านพี่เคยเปรยเอาไว้ร่างบางก็เบือนหน้าไปมองพลางจดจำลักษณะเด่นของอีกฝ่ายเอาไว้ให้ขึ้นใจ   ว่าชายดังกล่าวคือแวมไพร์ที่ท่านพี่บอกว่าไว้เนื้อเชื่อใจได้ภายในรั้วในวัง!!!

 

                “ นางตอบได้ไม่เลว....  //  แสดงให้เห็นถึงไหวพริบและความคิดความอ่านที่ลึกซึ้งมาก ” เสียงซุบซิบของขุนนนางชั้นผู้ใหญ่เอ่ยชื่นชม  ก่อนจะลอบมองสาวเจ้าเพียงตนเดียวที่สำแดงความสามารถหลายอย่างจนต้องตาต้องพระทัยฝ่าบาทจนได้รับการยกระดับการทดสอบให้สูงขึ้นไปอีกขั้นนึง

 

                แดเนียลลอบมองคณะขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ดูพอใจกับคำอธิบายของอีกฝ่ายที่บรรยายทั้งความคิด เหตุผลในชิ้นงานของตนเอง  โดยมีแคสเปี้ยนตั้งใจใช้คำถามกระตุ้นให้นางสำแดงความสามารถนี้ต่อหน้าเหล่าขุนนางที่หน่ายหนีไปจากการวาดเขียนอันแสนน่าเบื่อในช่วงแรกของการแสดงฝีมือ  นัยน์ตาสีเอกลักษณ์เหลือบมองไปยังคู่เอกของงานที่อยู่ ณ จุดสูงสุดของลานพิธีด้วยแววตามันวาว  แม้นในตอนนี้เจ้าพี่จะยอมปล่อยให้นางลุกออกจากตักและลงไปยังลานพิธีเบื้องล่างเช่นเดียวกับคุณหนูตนอื่น ๆ  แต่ทั้งรับสั่ง  การกระทำ แววตา และถ้อยประโยคเมื่อครู่นั้นยิ่งบ่งบอกให้เหล่าขุนนางที่หันเหไปหนุนหลังสกุลอื่นต้องพิจารณาการตัดสินนี้ใหม่เสียตั้งแต่ต้น....  


                “ ร้ายกาจมิใช่ย่อย... คำชมนั้นมิได้เปรยถึงเพียงแค่ร่างบางของสาวเจ้าของภาพวาดเมื่อครู่เพียงอย่างเดียว  แม้นนางจักมีความฉลาดและไหวพริบฉับไวก็จริงอยู่  แต่ชายที่หนุนนำและจงใจดึงศักยภาพของนางออกมาให้ทุกผู้ประจักษ์ต่างหากที่น่าเกรงยิ่งกว่าใครเป็นอย่างยิ่งยวด!!! 

 

แค่การเดินเกมส์ในตาแรก...ก็กินเบี้ยของเขาที่วางดักทางเอาไว้ไปได้ถึงหลายตัวนัก 

 

เห็นทีว่าคำมั่นที่ท่านน้าให้ไว้คงจักสลัดนางให้หลุดจากพิธีนี้มิทันต่อการณ์ใหญ่

 

หนนี้  ข้าคงจักต้องพิจารณาไมตรีของแพทริเซียแทนแล้วกระมัง...

 

“ วันนี้พวกเจ้าทำได้ดี...ขอให้พวกเจ้าโชคดีกับการทดสอบขั้นต่อ ๆ ไป  ข้า – รอ – ดู – อยู่  ” พระสุรเสียงตรัสอวยพรอวยชัยให้กับเหล่าคุณหนูทั้งสี่ที่หยุดยืนอยู่ ณ เบื้องล่าง  แต่กระนั้นเสียงหวานต่างโทนก็ขับขานตอบรับคำอวยพรนั้นด้วยความพร้อมเพรียง

 

“ ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท ” แม้นสีหน้าและน้ำเสียงจักแลดูยิ้มแย้ม  แต่ทว่าจริงแท้ก้นบึ้งของดวงใจกลับกำลังชิงชัง ริษยา หมั่นไส้ และโกรธเคืองสาวเจ้าที่ได้รับความดีความชอบจากฝ่าบาทจนออกนอกหน้า  ทั้ง ๆที่นางเป็นแค่แวมไพร์พันธุ์ทางไร้หัวนอนปลายเท้า!

 

‘ ถวายความเคารพพพพพพพพพพพพพพพพพ ’

 

และแล้วชุดฉลองพระองค์สีรัตติกาลก็ลุกออกจากที่พำนักและเดินกลับออกไปจาร่างองอาจนั้นลับสายตาไปในที่สุด  เจ้าชายเรือนผมสีบลอนต์ทองอ่อนเป็นประกายนั่นลุกตามเสด็จไปทีหลัง  ในขณะเดียวกันเหล่าลอร์ดและขุนนางที่รับชมอยู่ระเบียงใหญ่ก็ค่อย ๆทยอยออกไปจนเหลือเพียงแค่เหล่าขุนนาง นางกำนัลจากส่วนกลางเท่านั้น

 

“ เชิญคุณหนูทั้งสี่พักผ่อนตามอัธยาศัยได้เลยขอรับ...ค่ำวันนี้มีพิธีลอยโคมที่ธารน้ำมรกต  หากมาสายข้าจักหักคะแนนในบททดสอบหน้านะขอรับ ” ขุนนางฮิวต์เอ่ยเงื่อนไขก่อนจะส่งซิกให้ข้ารับใช้ประจำตัวของคุณหนูแต่ละตระกูลเข้าไปปรนนิบัติรับใช้นายของตนเองได้ตามหน้าที่

 

“ นอกเหนือจากโคม  ข้าสามารถนำอย่างอื่นมาด้วยได้รึไม่ท่านขุนนางฮิวต์? ” เรเชลที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดเอ่ยถามข้อสงสัยของตนเอง  ในขณะที่ฉันยังมีเครื่องหมาย ? อยู่บนหัวว่าการลอยโคมที่ว่านี้คืออะไร

 

“ ห้ามนำของกิน ของมีคมต่าง ๆมาขอรับ  นอกนั้นสุดแท้แต่ท่านจะนำมา...อย่าลืมว่าหากสิ่งที่นำมาเป็นเหตุให้โคมของท่านจมลงแม่น้ำ  เหตุนี้ข้าน้อยก็ช่วยอันใดมิได้นะขอรับ (^    ^) ” ขุนนางฮิวต์ตอบอย่างไม่แยแสเท่าไหร่นักพลางโบกพัดคู่ใจของตนเองไปมาแล้วคลี่ยิ้มอ่อน

 

“ ขอบพระคุณท่านขุนนางฮิวต์เจ้าค่ะ...ข้าอาจจักลองนำ รูปวาด แนบลงไปในโคมเผื่อฝ่าบาทจักพอพระทัยกับใครเขาบ้างเจ้าค่ะ  ” เสียงสองของเรเชลอะไรนั่นเอ่ยพลางอมยิ้มนิด ๆบนใบหน้าก่อนจะจงใจเบนสายตาชิงชังมามองเราแล้วฉีกยิ้ม

 

 แหม  คิดว่าสง่าเป็นนางพญามากมั้ง!

 

 คิดเองไม่เป็นหรอคะ

 

แค่นี้ทำเป็นก็อปแล้ววาง...โถ่ว!!!

 

ไม่นานทั้งเรเชลและคาร่าก็สะบัดก้นนวยหน้าออกไปจากลานกว้างสักที  เมื่อคุณเธอสองตนออกไปจนลับสายตาฉันก็เบ้ปากมองบนก่อนจะเหยียดแขนออกพลางสูดลมหายใจเข้าปิดเพื่อดับไออุ่นที่กำลังคุกรุ่นอยู่บนหัว

 

 โอ๊ยยยย อากาศบริสุทธิ์ขึ้นตั้งเยอะ!!!

 

นิสัยเหน็บแนมของผู้หญิงนี้มันเหลือจะทน

 

ยิ่งเห็นยิ่งทนยิ่งหัวร้อนค่ะคุณขา

 

                “ รูปที่เจ้าวาดน่ะงามมากจริง ๆนะ  ลายเส้นและการลงสีแบบนั้น  ข้ามิเคยเห็นจากที่ใดมาก่อนเลย คำชมของแวมไพร์สูงศักดิ์นามว่า แพทริเซียที่แต่งกลอนชมจันทร์ได้เสนาะหูหันมาเอ่ยกับฉัน  ในขณะที่ตัวของเธอนั้นกำลังถูกทหารร่างยักษ์คุมขนาบอยู่ข้างริ้วขบวน

 

                “ ขอบคุณมากเจ้าค่ะ  กลอนของท่านก็เพราะมากเหมือนกัน (^  ^) ” สีหน้ายิ้มแย้มและฉีกยิ้มจนเห็นคมเขี้ยวทำให้คุณหนูร่างภูรหงษ์พลันชะงัก  ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างจนเห็นคมเขี้ยวและตาที่หยีจนปิดทั้งสองข้างแบบนี้กำลังทำให้เธอรู้สึกแปลกใจอยู่มิน้อยว่า  รอยยิ้มพิมพ์ใจที่สาวเจ้ามอบให้จนตาหยีแบบนั้นจะหมายความตามที่พูด  หรือว่าแค่จงใจเย้ยหยันที่เธอไม่ได้สนใจกับตำแหน่งพระสนมเอกของฝ่าบาทกันแน่?  นางเบือนหน้ามายิ้มเล็กน้อยก่อนจะสาวเท้าออกไปตามเสียงของทหารที่ดังไล่มาจากด้านหลังพลางกำชับเวลาในการกักบริเวณ


____________________________________________________________________________

 Writter: มาละนะ  งุ้ย ๆ ขอโทษทีให้รอเด้อ คุ คุ   จุ๊บ >3<  แล้วเจอกันจ้า

      

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น

  1. #93 moon_lovers (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 16:02

    กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

    #93
    0
  2. #92 --Butterfly-- (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 10:50
    รออออ555
    #92
    0
  3. #91 varidsarad (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 16:32

    ค้างงงงงงงง
    #91
    0
  4. #89 --Butterfly-- (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 16:57
    รอฉันรอเทออยู่~~
    (เพลงนานมากกก555)​
    #89
    0