ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 3 : ตอน โลกมนุษย์ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 718
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    17 ต.ค. 62

                







                    จอมราชัย์และเจ้าชายแดเนียล....เสด็จแล้วววววววววว  เสียงร้องของนายทหารมหาดเล็กดังขึ้น  ทำให้ผู้ที่รับเสด็จอยู่ที่ท้องพระโรงถวายคำนับจอมราชันย์ด้วยท่าทีเกรงกลัว  เหล่าผู้อาวุโสที่รอฝ่าบาทอยู่ในที่ประชุมต่างเลิ่กลั่กด้วยจิตใจที่หวาดหวั่นนัก ฝั่งของเสนาบดีและขุนนางชั้นสูงต่างเหลือบมองสีหน้ากันไปมาราวกับเกี่ยงหน้าที่ว่าผู้ใดจะเป็นผู้เสนอหัวข้อสำคัญต่อไป  ฝีเท้าแกร่งย่างก้าวเข้ามาถึงยังที่หมาย  ขั้นบันไดสูงนับสิบๆขั้นไต่ไล่ระดับไปจวบจนถึงบังลังค์ประทับอันโอ่อ่าห์  ร่างแกร่งสะบัดชุดคลุมที่พาดอยู่ที่บ่าให้เข้าที่ 


                    ท่าทีที่ค่อยๆทรุดพระวรกายนั่งประทับช่างองอาจแลน่าเกรงขามยิ่ง  สายพระเนตรกวาดมองเหล่าผู้ร่วมประชุมหารือที่ต่างสังเสียงเซ็งแซ่ถวายพระพรยามอรุณรุ่ง  ฝ่ามือหนาผายมือให้ทั้งหมดทั้งมวลเริ่มการประชุมได้  ร่างของเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ก็ก้าวมายังใจกลาง ณ ลานกว้างหน้าพระพักตร์ ก่อนจะคำนับจนศีรษะจรดแทบพื้นกระเบื้องเพื่อถวายฎีกา  ทหารชั้นผู้น้อยรีบไปรับฎีกาเล่มแรกของวันให้ราชมนูอย่างท่านจาริส คาร์เตอร์ที่ยืนอยู่ข้างกายฝ่าบาทได้ตรวจทาน  สายตาสีดุจไข่มุกดำผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยคำถวายรายงานให้จอมราชันย์และผู้ร่วมประชุมใหญ่ได้สดับรับฟังจนทั่ว

 

                ฎีกาฉบับแรกของวันนี้เป็นของท่านอีคอน เสนาบดีพระคลังกล่าวว่า......จากการสังเกตของข้าพเจ้าฯเพลานี้แนวตะเข็บชายแดนเกิดปัญหาประหลาดขึ้นประการหนึ่ง เมื่อต้นไม้แห่งชีวิตอายุครบหนึ่งสหสัวรรษจะค่อยๆให้ผลพลาสม่าน้อยลงจนกระทั่งล้มตายลงในที่สุด  ปัญหานี้เพิ่งเคยเกิดขึ้นในแดนดินของเรา อาจจะนำมาสู่การขาดแคลนเสบียงแลอาหารแก่ประชาราษฏร์ในภายภาคหน้าได้  จึงขอเสนอให้ที่ประชุมได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว....จบการถวายฎีกาพะยะค่ะ

 

           แย่ล่ะสิ // จะทำเช่นไรดีล่ะพวกท่าน // นั้นน่ะสิ ต้นไม้แห่งชีวิตล้มตายลงฉะนี้ ปัญหาหนักนัก

 

ท่านอีคอน ไฉนปล่อยปัญหานี้บานปลายได้กันเหล่า! // ใช่ ๆ ท่านเป็นเสนาบดีของพระคลังนะท่าน! ” เสียงโวยวายของเหล่าขุนนางอาวุโสเริ่มกระหึ่มขึ้นพลางทักท้วงไปยังร่างใหญ่ของชายที่เป็นผู้รับผิดชอบกับหายนะในครั้งนี้

 

                เสร็จสิ้นคำถวายฎีกาฉบับแรกก็ทำเอาที่ประชุมถึงกับระส่ำระส่ายกับปัญหาเล็กที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวงสำหรับเราชาวแวมไพร์  เสียงถกเถียงของเหล่าขุนนางดังระงมจนฟังมิเป็นศัพท์  ใบหน้านิ่งเรียบของชายผู้สุขุมขมวดคิ้วด้วยความหนักพระทัยยิ่ง  ปัญหานี้นับเป็นผลเสียแก่ประชาราษฎร์มากโขนัก  หากเกิดผลพลาสม่าและเสบียงจำพวกเลือดและอาหารสดจำต้องขาดแคลน ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยเฉกเช่นครั้นมหาสงครามก็เป็นได้  เจ้าชายแดเนียลมองเหล่าขุนนางเฒ่าที่เอาแต่ปะทะคารมณ์ก็พลอยให้นิ่วหน้าไม่สบอารมณ์  ก่อนที่ฝ่ามือขององค์เหนือหัวจะผายมือให้หยุดและเงียบเสียงลง

 

พรึ่บ.....

 

                “ …………………….” ดั่งประกาศิตอันเฉียบคม  เสียงโหวกเหวกของเหล่าขุนนางเฒ่าต่างหยุดลงพลางเหม่อมองจอมราชันย์ผู้เยือกเย็นว่าจะมีรับสั่งแก้ไขปัญหานี้เช่นไรกัเป็นตาเดียว

 

                ทุกท่านจงฟัง....ปัญหานี้นับเป็นปัญหาใหญ่หลวงนัก  หากไม่เร่งแก้ไขจะทำให้ชาวเราทุกผู้เดือดร้อนเป็นแน่นอน  ข้าเล็งเห็นว่าหากเราลองใช้การทดลองใหม่ๆ ของนักวิจัยหัวกะทิเดินทางไปยังโลกมนุษย์เพื่อสร้างโลหิตหรือพลาสม่าทดแทนขึ้นมาได้สำเร็จล่ะก็คงจะช่วยบรรเทาปัญหานี้ไปได้มากโขเชียว

 

                วิลเลียม ออส พร้อมถวายการรับใช้พะยะค่ะ.......คำพูดของจอมราชันย์ทำให้หัวหน้าวิจัยและเป็นผู้บุกเบิกแดนแวมไพร์ด้วยการทดลองและวิทยาการใหม่ๆก้าวมาด้านหน้าพลางชันเข่าคาราวะพร้อมถวายงานรับใช้

 

                ช้าก่อนจอมราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่....การเดินทางไปยังโลกมนุษย์ในครานี้จะมิเป็นการผิดพันธะสัญาสันติภาพรึพะยะคะ  ฝั่งของแวร์วูฟคงมิยินยอมเป็นแน่ ท่านราชครูขององค์เหนือหัวกล่าวเสริมขึ้นมาถาม

 

                ข้าจักเจรจากับกษัตริย์โรแวนผู้ปกครองแห่งแวร์วูฟด้วยตัวข้าเอง  ท่านราชครู

 

แล้วหากไม่สำเร็จล่ะพะยะคะฝ่าบาท.....ขุนนางมากเล่ห์อย่างโทมัสเอ่ยค้านด้วยเหตุผลที่มีน้ำหนัก  ทำให้จอมราชันย์ทอดมองด้วยแววตานิ่งเรียบ ร่างแกร่งเหยียดยิ้มพลางกำพระหัตถ์ด้วยความแค้นใจเจ้าขุนนางเฒ่าที่พยายามไล่ต้อนเขามาตลอดนับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ และแล้วใบหน้าคมที่เคยเรียบตรึงก็พลันยิ้มเยาะ  เขาไม่ต้องเป็นฝ่ายต่อปากต่อคำด้วยตนเอง  ร่างสูงผมบลอนต์ก็หยัดกายขึ้นจากพำนักพลางหันไปเอ่ยกระทบไหล่ผู้เฒ่าที่เอาแต่ยึดถือวิธีการคร่ำครึโบราณด้วยสีหน้าทะเล้น

 

รึว่าเจ้ามีวิธีการแก้ไขได้ดีไปกว่านี้....  ก่อนที่เจ้าชายแดเนียลจะยอกย้อนด้วยคำถามที่ทำเอาคู่กรณีชะงักไปพักใหญ่

 

           มะ...ไม่มี พะยะค่ะฝ่าบาท ขุนนางเฒ่ากราบทูลตามตรง  ก่อนจะเหม่อมองไปยังร่างของชายผู้ประทับอยู่บนบังลังค์กว้างด้วยแววตาที่ยังแคลงใจอยู่ไม่ใช่น้อย

 

มันจะต้องสำเร็จ...ท่านโทมัส เจ้าชายแดเนียลเอ่ยเสริมเพื่อสนับสนุนความเห็นของเสด็จพี่ด้วยทีท่าเข้มแข็ง

 

หากมีสิ่งใดผิดพลาด  ผู้ใดจะเป็นผู้รับผิดชอบในการใช้การทดลองและวิทยาการนี้ล่ะพะยะค่ะจอมราชันย์ ” เสร็จสิ้นคำกล่าวขุนนางโทมัสแสยะยิ้มก่อนจะสาวเท้ากลับไปประจำตำแหน่งของตนเองดังเดิม  ร่างแกร่งเหยียดยิ้มพลางกำพระหัตถ์ด้วยความแค้นใจเจ้าขุนนางเฒ่าผู้นี้อยากจะงัดข้อกับเขาอย่างนั้นหรือ!

 

อย่าได้กังวลใจไป   ข้าจะให้คนที่ข้าไว้เนื้อเชื่อใจที่สุดเป็นผู้รับผิดชอบ...จาริส  และแล้วเสียงทรงอำนาจขององค์เหนือหัวก็เพรียกหา 

 

พะยะค่ะฝ่าบาท ” ทหารรักษาพระองค์คนสนิทย่างก้าวไปด้านหน้าก่อนจะถวายความเคารพจนสุดตัว  และแล้วพระบัญชาจากร่างสูงที่ประทับอยู่บนบังลังค์ก็ดังขึ้น

 

ข้ามอบหมายให้เจ้าเป็นผู้รับผิดชอบภารกิจนี้  จงพา  วิลเลียม ออส นักวิจัยชั้นแนวหน้าของเราไปยังโลกมนุษย์  เมื่อถึงที่หมายมั่นจงทำการวิจัยและสร้างสิ่งมาทดแทน ต้นไม้แห่งชีวิตให้จงได้....

 

การเดินทางในครั้งนี้ยากลำบากนักสำหรับพวกเจ้าทั้งสอง  จงใช้ธำมรงค์แห่งซัลวาทอร์ป้องกันผิวพรรณของเจ้าจากแสดงอาทิตย์ของโลกที่ฝั่งนู้นให้ดี  อย่าได้ถอดมันออกจากกายเป็นอันขาด...จอมราชันย์เอ่ยพลางให้นายทหารมหาดเล็กนำกล่องไม้แกะสลักคลานนำของสำคัญไปมอบให้ถึงมือชายผู้จำต้องเดินทางไกลจนพวกเขารับแหวนวงโตไปสวมที่ฝ่ามือ

 

พรึ่บ  หมับ  หมับ!

 

                ขอบพระทัยพะยะค่ะ // ขอบพระทัยพะยะค่ะ คำขานรับของชายทั้งคู่ดังขึ้นเมื่อได้รับของสำคัญที่ฝ่าบาทถวายให้ 

 

                แอชตัน  จะเป็นผู้รับใช้และคอยเป็นหูเป็นตาให้ข้าตลอดเวลายามที่พวกเจ้าอยู่นู้น  ทันทีที่จันทราขึ้นถึงกลางหัวพวกเจ้าก็ออกเดินทางได้....กำหนดการเดินทางกลับข้าจักส่งให้อีกทีหลัง เมื่อเสร็จสิ้นการเจรจากับกษัตริย์โรแวนแล้ว  และแล้วชายอีกผู้ที่เดินมาหยุดอยู่ ณ ใจกลางของห้องประชุมก็ปรากฎ  ร่างของชายหน้าได้รูป เรือนผมสีดำขลับ นัยน์ตาดุดันคุกเข่าถวายการรับใช้จอมราชันย์ที่เป็นนายชีวิตด้วยความซื่อสัตย์

 

รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ // รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ พระบัญชาเสร็จสิ้นเหล่าคณะที่ต้องเดินทางต่างขอตัวไปตักเตรียมความพร้อม   หลายชั่วยามผ่านไปราชมนูคนสนิทก็กลับมาประจำตำแหน่งข้างกายองค์เหนือหัวอีกครั้ง  นายหทารมหาดเล็กกล่าวถวายรายงานจากฎีกาฉบับสุดท้ายของวันให้จอมราชันย์ได้รับฟัง

 

ฎีกาฉบับสุดท้ายในวันนี้เป็นของท่านโทมัส...ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ กล่าวว่า...เอ่อ...เสียงกระอักกระอ่วนอันน่าลำคาญทำให้ราชมนูหันมามองตาขวางเชิงตำหนิ

 

อ่านไปสิ....! เสียงเอ็ดจากท่านจาริสทำให้มหาดเล็กชั้นผู้น้อยจะก้มหน้าลุดลงต่ำไม่กล้าหือ  จำใจอ่านคำถวายฎีกาด้วยสีหน้าซีดเผือกพลางสั่นเทาด้วยความเกรงกลัวว่าองค์เหนือหัวจะพิโรธเช่นครั้งก่อนๆ

 

ตลอดสองสหัสวรรษนับแต่ครองราชย์มานี้....ตำแหน่งราชินีคู่พระทัยยังคงไร้วี่แววผู้ที่ควรคู่ครอบครอง  แด่จอมราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้าฯเห็นสมควรว่าควรเลือกสตรีที่เหมาะสมขึ้นครองเคียงคู่เพื่อมีรัชทายาท.....โดยไว.....”  คำถวายในฎีกาฉบับสุดท้ายช่างไปกระตุ้นดวงใจเขาให้รวดร้าวยิ่งนัก  ภาพความทรงจำอันล้ำค่าฉายย้อนกลับมาบั่นทอนจิตใจเขาอีกแล้ว  ชั่ววูบที่ดวงเนตรสั่นไหว...แต่ตั้งสติได้ว่าใครที่เป็นผู้ถวายฎีกานี้กับเขา  มันช่างไม่รู้จักเข็ดหลาบ  ทันทีทีเห็นใบหน้าของเฒ่าเล่ห์เหลี่ยมทำให้ใบหน้าคมรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความโมโห!!!

 

ปังงงงงงงงงงง!!!!!!!!!

 

(สะดุ้ง!!!?)

                “…………!!!!!” ทุกผู้ที่ร่วมประชุมต่างสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นองค์เหนือหัวตบพำนักพิงจนสนั่นหวั่นไหว!!! นัยน์ตาสีบลอนต์เทาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานกล่ำด้วยความพิโรธ  เรียวนิ้วหนาชี้หน้าขุนนางเฒ่าผู้เหิมเกิมก่อนจะเปล่งวาจาด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยโทสะ!!!

 

                บังอาจนัก....ชักกำเริบเสิบสานมากไปแล้วท่านโทมัส!!!!เสียงอันทรงอำนาจตวาดลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด  ร่างของแวมไพร์เฒ่าสั่นระงมเพื่อเห็นชายเจ้าชีวิตโกรธาจนเหล่าขุนนางโดยรอบเขาพลอยกันผละห่างไม่อยากไปมีส่วนได้ส่วนเสียกับการกริ้วของฝ่าบาท

 

                มะ...มิใช่เช่นนั้นพะยะค่ะ  ข้าพเจ้าฯเพียงเห็นว่า...น่าจะสมควรแก่เวลาที่จะ......ขุนนางเฒ่ามากเล่ห์ยังไม่ทันได้แก้ต่างจนจบประโยค  แรงกริ้วก็เพิ่มทวีคูณจนบานกระจกภายในที่ประชุมแตกกระจุยกระจายจากแรงกดดันทางไอปีศาจที่ต่างชั้น

 


โผละ เพล้ง เพล้งงงงงง!?

 

                เห็นว่าข้าเป็นใครกัน!!!!....เจ้าถึงมีสิทธิ์มาสั่งให้ข้าทำนั่นทำนี้ตามใจนึก!!!!”

 

                ข้าน้อยผิดไปแล้วฝ่าบาท โปรดเมตตาด้วย ได้โปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด.....ขุนนางผู้จองหองรีบทรุดกายนั่งสำนึกผิดพร้อมเอาหัวโขกพื้นแสดงความจริงใจ  แต่ทว่านั้นกลับเป็นการกระทำอันเปล่าประโยชน์เมื่อชายผู้มีอำนาจมีพลังเร้นลับในการอ่านความคิดของผู้อื่นได้เสียนี้

 

                ทหาร!!!!! ลากขุนนางที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงไปสำเร็จโทษชั้นที่หนึ่งเสีย!!!!!! ”  ไม่นานทหารหาญอกสามศอกก็ใช้สปิริตแวมไพร์เข้ามาล็อกท่อนแขนของขุนนางดังกล่าวพลางลากออกไปในท่ากึ่งยืนกึ่งนั่ง!

 

พรึ่บ  พรึบ หมับ หมับ หมับ!!!

 

                พวกเจ้าจะทำอะไร...ปล่อย ปล่อยข้า!!! ฝ่าบาทได้โปรดเถิด  เมตตาด้วยพะยะค่ะ!!!”

 


แอ๊ดดดดด......ปึง....!

 

                “…………………….” เหล่าขุนนางระดับสูงก้มหน้าลุดลงต่ำไม่อยากรับรู้ถึงชะตากรรมของท่านโทมัสว่าจะเป็นเช่นไรต่อไปเมื่อกราบทูลเรื่องต้องห้ามต่อหน้าพระพักตร์  สายตาแดงฉานของจอมราชันย์ทอดมองไปยังกลุ่มขุนนางที่เข้าพวกของโทมัสราวกับรับรู้!  เปลือกตาคมปิดลงเพื่อระงับโทสะที่สูงปรี๊ดจนฟางเส้นสุดท้ายของเขาขาดสะบั้นให้สงบและเยือกเย็นเหมือนเก่า....ลมหายใจเฮือกใหญ่สูดกลิ่นอายชื้นเย็นเข้าไปในทรวงอกเพื่อกลับเข้าสู่โหมดปกติ

 

                มีผู้ใดอยากจะกล่าวเรื่องตำแหน่งราชินีกับข้าอีกรึไม่....เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักทามด้วยดวงเตรที่ขุ่นเคือง  แต่กระนั้นเหล่าเสนาบดี ราชครู ขุนนางกลับนิ่งเงียบไม่มีผู้ใดกล้าปริปากเรื่องนี้กับฝ่าบาทอีกต่อไป  การเชือดไก่ให้ลิงดูในครานี้ดูเหมือนจะได้ผลยิ่งนัก  ร่างแกร่งนึกก่อนจะเอนกายพิงบังลังค์ด้วยความเหนื่อยอ่อนพร้อมกับกล่าวปิดประชุม

 

                “……………………..”

 

                ...งั้นก็เลิกประชุม



สัมภาระที่จำเป็นถูกจัดเตรียมอยู่บนกระเป๋าลูกใหญ่ของชายทั้งสามที่ต้องออกเดินทางไกลบ้านไกลเมือง  ทหารอารักษ์ขาหยุดยืนรอคำสั่งจากองค์เหนือหัวที่ยังเจรจาสาระสำคัญของกษัตริย์โรแวนผ่านธิปส์ใสในห้องส่วนพระองค์ตามลำพัง  แอชตันค้อมตัวทักทายผู้ร่วมชะตาที่เป็นแขกรายใหม่ที่เขายังไม่สนิทชิดเชื้อมากนักด้วยทีท่าเป็นมิตรและเจื่อนยิ้มบางๆ  ขณะที่ชายหนุ่มหน้านิ่งไม่มีทีท่าตอบรับคำทักทายเท่าไหร่  เขามองชายลูกผสมด้วยสายตาระยิบระยับพลางขยับเรือนแว่นให้เข้ากระชับที่ใบหน้า  แสงประกายในดวงตาคมนั้นทำให้ชายลูกผสมรู้สึกอึดอัดชอบกล

 

ลูกผสมระหว่างแวมไพร์กับแวร์วูฟ  เลือดจะสีเดียวกันชาวเราไหมนะ  รึว่าจะมีพลังเร้นในกายบางอย่างที่ยังรอการถูกค้นพบกันแน่  ว่าแล้วชายผู้ช่างสงสัยก็ชำเลืองไปยังชายหนุ่มมาดสุขุม  พระราชมนูทหารรักษาพระองค์ที่ฝ่าบาทไว้เนื้อเชื่อใจทุกอย่าง  ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มานับไม่ถ้วน แวมไพร์วรรณะสูงเชื้อสายบริสุทธิ์ไม่มีมลทินใดเจือปน....ผลงานชิ้นเอกของตระกูลคาร์เตอร์ก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนในครั้งนี้  


แหมแต่ละรายช่างเป็นเหยื่อชั้นดีสำหรับเขายิ่งนัก...ว่าแล้วชายนักคิดก็ต้องสะดุ้งโหยงอย่างตกใจเมื่อเห็นแววตาภายใต้ผ้าคลุมของพระราชมนูมองมาด้วยสีหน้าที่เดาความคิดไม่ออก  ชายผู้เป็นใหญ่ในภารกิจลับในครั้งนี้ยืนกอดอกพร้อมทอดมองพระราชวังใหญ่โตและบรรยากาศอันสงบเงียบด้วยใจที่หวาดหวั่นเล็กน้อย  นี้เป็นอีกครั้งที่จำจากดินแดนแม่และเหมือนว่าคราวนี้จะต้องจากไปนานโขแน่นอน  ใบหน้าคมทอดมองด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมและองอาจยิ่งกว่าใครในทุกผู้ที่เดินทาง

 

ไม่นานค้างคาวน้อยก็ส่งสาร์นสำคัญที่ประทับตราของจอมราชันย์มาส่งให้ถึงมือหัวหน้าทหารที่ทำหน้าที่อารักษ์  ข้อความที่แนบอยู่บนม้วนทำให้ทหารรายดังกล่าวโค้งตัวคาราวะแล้วถวายให้ถึงมือชายร่างสูงที่หยุดยืนมองด้วยความผงะ  ก่อนที่ขบวนจะเริ่มออกฝีเท้าเดินทางไปยังประตูมิติบานที่สามที่ได้รับการอนุมัติจากเจ้าของแผ่นดินทั้งสองฝั่งฟาก  กว่าจะเดินทางมาถึงบริเวณวาร์ปไปยังมิติของโลกมนุษย์ก็เล่นเอาคนที่ไม่เคยเดินทางไกลอย่างวิลเลียมหอบกินอยู่เหมือนกัน



ขวับ?

 

แวร์วูฟรึ..... แอชตันอุทานพึมพำตามสัญชาตญาณที่มีจมูกไวยิ่งกว่าใครในที่นี้เอ่ยราวคนละเมอ และแล้วกลิ่นสาบเหม็นของแวร์วูฟก็ลอยคลุ้งจนทหารกล้าแห่งแวมไพร์จำต้องยกฝ่ามือขึ้นมาปิดจมูก  บ้างก็ยกชายผ้าคลุมที่สวมอยู่ขึ้นมาบังแทน

 

การศึกมหาสงครามทำให้มิติแห่งเวลาของที่นี่กับโลกมนุษย์คลาดเคลื่อนอยู่โขนัก.... ชายผิวสีหนึ่งในสี่ของฝั่งแวร์วูฟที่อยู่ในร่างปกติเอ่ยด้วยทีท่าน่าเกรงขาม  

 

 “ ร้อยปีของที่นั่น เท่ากับ หนึ่งปีของที่นี่  เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนของแดนแวมไพร์  ทางเราจึงเห็นชอบให้พวกเจ้าใช้เวลาวิจัยผลผลิตบนโลกมนุษย์ได้แค่ 1,000 ปีเท่านั้น   คำพูดที่ย้ำชัดถึงระยะเวลาทำให้ชายทั้งสามถึงกับนิ่งงัน  นักวิจัยหัวกะทิถึงกับจิ๊ปากหงุดหงิดระยะเวลาอันน้อยนิดนั้นไม่อาจการันตีได้เลยว่าเขาจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์เพื่อทดแทนต้นไม้แห่งชีวิตที่ให้ผลพลาสม่าได้ทันการ  !

 

แสดงว่าพวกเจ้าจะเป็นผู้ควบคุมพวกข้าตลอดเวลาที่อยู่โน่นน่ะสิ  ชายมาดขรึมออกปากเปรยเป็นนัยๆ  ก่อนที่ชายผิวสีที่ดูเหมือนจะเป็นแกนนำของแวร์วูฟจะแสยะยิ้มแล้วเอ่ยปากตอบ

 

เราจะจับตาดูท่านตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงท่านราชมนู....เมื่อถึงที่มั่นตั้งหลักปักฐาน  เราจะกำหนดขอบเขตที่ไม่ล้ำเส้นแดนซึ่งกันและกัน

 

คำพูดของชายรงหน้าทำให้จาริสหรี่ตามองลงเล็กน้อย  คิดจะตามประกบทุกฝีก้าวเลยอย่างนั้นรึ  หึ แวร์วูฟนี้ช่างน่าลำคาญเสียจริง.....

 

หากยามวิกาลหรืออรุณรุ่งมีใครเล่นตุกติกไปยุ่งย่ามกับมนุษย์  เราจะถือว่าท่านทำผิดพันธะสัญญาแห่งสันติภาพ.......

 

ดูจากกล้ามเนื้อที่เล็ดลอดมาตามชายผ้า....


ก็รู้แล้วว่าแวร์วูฟพวกนี้  ฝีมือไม่ใช่เล่นๆ

  

เจ้าพวกนี้มันกะจะฆ่าแน่...


หากพบว่าแวมไพร์ทำผิดตามเงื่อนไขที่ฝ่าบาทเจรจาเอาไว้  



               จาริสนึกก่อนจะหยุดยืนประจันหน้ากับอีกฝ่ายด้วยสีหน้านิ่งเรียบกับอีกฝ่ายที่ปรายตาสีเหลืองนิลลงมามองเช่นกันประโยคแฝงความนัยนั้นทำให้จาริสปรายตาขึ้นมองเชิงให้หยุดพล่ามวาจาที่กำลังดูแคลน  พลางย่างก้าวเข้าไปใกล้ชายผิวสีด้วยทีท่าที่ไม่เกรง

 

ฉะนั้นหากมีกลิ่นสาบเข้ามาในอาณาเขตของฝั่งข้าโดยพละการ  ทางเราจะถือว่าท่านทำผิดพันธะเงื่อนไขเช่นกันท่านนายพล....



พรึ่บบบบบ.......

 

“ .......!!!!!!?   สิ้นเสียงร่างสูงผมดำก็ก้าวฝีเท้าผ่านไปยังอีกฟากของมิติด้วยความกล้าหาญ  แน่ล่ะนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่จะได้กลับไปยังดินแดนที่มีแต่เสียงอันน่าหนวกหู  แถมยังคอยกระตุ้นความกระหายให้ตื่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบานใหญ่จากโลกปีศาจ  ร่างสูงก็ต้องหวืดครั้งใหญ่เมื่อพบว่าที่เขาก้าวเหยียบไปสุดฝีเท้านั้นมีแต่ความว่างเปล่า!!?  


รู้ตัวอีกทีก็พบแต่ความมืดทมิฬที่มีแต่แสงจันทร์ดวงใหญ่สาดส่องจนเห็นแต่พุ่มไม้สูงเสียดฟ้าสีเขียวชะอุ่มทอดอยู่ด้านล่างจนไกลสุดลูกหูลูกตาเสียแล้ว!!!!  แรงลมตีอัดใบหน้าจนแทบจะแหกปากร้องเตือนพรรคพวกที่กำลังจะผ่านประตูมิติมาไม่ได้เลยสักนิด!!!


โถ่เว้ย....ประตูบ้านี้โผล่มาอยู่ส่วนไหนของโลกมนุษย์กันนี้!!!?  ผ้าคลุมที่เคยปกปิดมิดชิดถูกตีเสยกลับไปอยู่หลังลำคอ  และแล้วดวงตาคมโตก็จำต้องเบิกกว้างเมือ่พบว่าที่ที่เขากำลังดิ่งลงด้วยความเร็วสูงเช่นนี้  


บ้าเอ๊ย....นั่นมันหน้าผา!!!?  ว่าแล้วขณะที่หัวสมองยังโล่งโปร่งอยู่นั้นเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจกับสถานการณ์ของชายหัวกะทิที่เดินผ่านมิติมาเป็นรายที่สองก็ดังขึ้น  ชายแกร่งพยายามเหลียวไปมองคนสติแตกที่ดูเหมือนตอนนี้จะพยายามจำแลงร่างเป็นค้างคาวยักษ์เพื่อเอาตัวรอด  ทำให้จาริสที่มีทักษะการเอาตัวรอดตะโกนบอกอีกฝ่ายด้วยสัญชาตญาณ!

                               

                “ วิลเลียม!!! ห้ามแปลงร่างเด็ดขาด!!!!!!

 

                “ แล้วจะให้ข้าทำยังไง!!!!! นั่นมันหน้าผา!!!!!!? ”

 

                “ หวะ เหวอออออออ!!! // อะไรกันวะเนี้ย!!!!! ” เสียงของลูกผสมคละเคล้าไปกับทหารของฝั่งแวร์วูฟที่อุทานลั่นเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง

 

                ห้ามแปลงร่างเด็ดขาด!!!!!  อาจมีมนุษย์แถวนี้เห็นร่างของเราได้!!!! ” จาริสเอ่ยพร้อมกับเตรียมใจรับความเจ็บปวดที่จะจะได้ลิ้มรสในอีกไม่กี่อึดใจ  แนวหินที่เรียงชั้นสลับไปมาค้ายกับคมมีดดีๆนี้เองยามกระแทกเข้าจังๆ

 

                “ จะให้ดิ่งลงไปหน้าทิ่มยังงั้นเหรอ!!!!!? ” ชายผิวสีตะโกนกลับด้วยน้ำเสียงสุดจะทานทน  แต่แล้วพอระยะพื้นดินใกล้ขนาบเข้ามาเรื่อยๆ  ชายเจ้าของความคิดก็ทำได้แค่หลับตาพริ้มรับชะตากรรมอันแสนหอมหวานที่โลกมนุษย์มอบให้

 

                “ คิดเสียว่าเราจ่ายค่าค้างแรมที่แดนดินนี้ถึงพันปีก็แล้วกัน....ท่านนายพล!!!!!!! ”

 



ตุบบบบบบบบบบบบบบบบบ   โครม โครมมม  ตุบตุบตุบ ตับบบบบบบ!!!!

 


                “ โอ๊ยยยยยยยยยยยย  / อุ๊บบบบบบบบ!!! / อ๊ากกกกกกกก

 

                ไม่นานร่างของเหล่าผู้มาเยือนก็พรมจูบแทบพื้นธรณี  มีเสียงบรรเลงของต้นไม้สูงครูดไปตามใบหน้าและผิวพรรณจนพากันล้มโค่นไปแถวๆ  เสียงโอดครวญครางระงมของเหล่าแวร์วูฟดังขึ้น  เมื่อพวกเขาต้องแบกรับความเจ็บปวดชนิดที่ไม่มีคาดคิด  ผิดกับแวมไพร์ที่ค่อยๆหยัดกายที่สั่นด้วยความปวดร้าวทีละนิดพร้อมกับบาดแผลที่กำลังทำหน้าที่สมานตัวเองตามเชื้อสายบริสุทธิ์ของโลหิตที่แล่นอยู่ในร่าง


                อั่กซ์....หน้าชาไปหมด  ให้ตายสิชั้นหินของที่นี่มันแข็งขนาดนี้เชียวหรือ  


               จาริสนึกพลางคว้ามือของแอชตันที่นอนครวญครางอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลให้ลุกขึ้นนั่ง  ด้วยความเป็นลูกผสมทำให้แอชตันพอจะทานทนความเจ็บปวดไปได้ แต่ทว่าการสมานตัวกลับช้ายิ่งกว่าแวมไพร์ทั้งสองมากนัก  ว่าแล้วชายสามคนต้องมาตั้งแคมป์ไฟแบบลวกๆเพื่อรอให้เหล่าทหารของแวร์วูฟที่เพิ่งเจอศึกหนักได้พักร่างกายจากการช้ำในเสียก่อน

 

             รู้สึกดีที่เกิดเป็นแวมไพร์ก็ครานี้.....เสียงหัวเราะหึๆในลำคอของวิลเลียมดังขึ้นพลางเหลือบสายตาไปเห็นสีหน้าเหยเกของเหล่าแวร์วูฟที่นอนขดตัวพร้อมกับแอชตันที่ขันอาสาปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้  เพราะจาริสและตัวเขาเองขอผ่านไม่อยากไปเฉียดใกล้กายแวร์วูฟที่เนื้อตัวเหม็นสาบ 

 


เปรี๊ยะ  เปรี๊ยะ....

               

                กิ่งไม้แห้งที่อยู่ในฝ่ามือของร่างสูงผมดำเขี่ยกองไฟจนเกิดประกายเพลิงเล็กๆเพื่อให้เหล่าแวร์วูฟที่บาดเจ็บได้อิงไออุ่น  ก่อนจะทอดมองพร้อมกับแค่นหัวเราะเบาๆ


นั่นน่ะสิ....จริงดั่งเจ้าว่า จาริสเอ่ยเสริม  พลางคิดว่าอย่างน้อย ๆ ถึงเลือดตกยางออกก็ฟื้นคืนดังเดิมไม่เหมือนพวกแวร์วูฟที่กำลังเผชิญหน้ารับความปวดร้าวแบบเต็มขั้น  กว่าเหล่าทหารของแวร์วูฟจะมีแรงพอเดินทางหาทำเลที่ตั้งมั่นก็กินเวลาไปหลายชั่วยาม  แสงแห่งอาทิตย์สาดส่องเมื่อเห็นร่างของแวมไพร์ทั้งสองต้องแสงทอแห่งดวงตะวันของโลกนี้ได้ยิ่งสร้างความประหลาดใจให้กับปีศาจหน้าขนยิ่งนัก


และแล้วพวกเขาก็เดินเท้าจนได้ที่ตั้งเหมาะสม  พื้นที่บริเวณนี้ใกล้แหล่งน้ำ และห่างออกไปลิบๆนั้นมีหมู่บ้านขนาดกลางอยู่  ทั่วทั้งบริเวณนี้มีต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นปกคลุมท่วมหัวทำให้อากาศโดยรอบคล้ายกับมีหมอกหนาจับทึบอยู่ตลอด  ความชื้นที่ผสมตัวอยู่ในรู้สึกเย็นสบายคล้ายกับได้จำศีลอยู่บนผนังถ้ำ  ทำเลนี้ถือเป็นทำเลทองของพวกเขาที่จะใช้ก่อร่างสร้างตัวยิ่งนัก  เหล่าแวร์วูฟกางอาณาเขตตกลงคือ  ทั่วบริเวณสี่พันไร่กว้างเป็นวงกลมจะเป็นพื้นที่ของเราโดยพวกเขาจะจับตาอยู่ที่เนินเขาถัดออกไปจากบริเวณดังกล่าว  ว่าแล้วชายทั้งสามก็จำต้องทำงานแข่งกันเวลา  อันดับแรกคงต้องมีบ้านเรือนให้เหมือนกับมนุษย์ทั่วๆไปที่อาศัยอยู่กันสะแล้ว...การขยายบ้านเรือนหรือสรรหาข้อมูลและกลมกลืนกับเหล่าผู้คนที่นี้คงต้องใช้เวลาตักเตรียมชายอีกสองคนให้รู้จักเตรียมพร้อม...

 

ฝ่าบาทท่านจะรู้รึไม่ว่า  ว่าขนาดนี้เป็นวันแรกก็ต้อนรับขับสู้พวกข้าถึงขนาดนี้....


โลกมนุษย์นี้ช่างร้ายกาจยิ่งนักพะยะค่ะ


 




 

 

 

 

 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น