ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 29 : ตอน ขึ้นเกี้ยว 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    24 ก.พ. 62


 จอมราชันย์แคสเปี้ยน






ห้องลับภายในพระราชฐานชั้นใน


            “ เจ้าคิดว่าข้าเขลาที่ตัดแขนขวาของตนเองทิ้งดั่งคำลือเลืองรึไม่ ? ” พระสุรเสียงตรัสถามขึ้นลอย ๆ ทำเอานายทหารรักษาพระองค์หน้าใหม่ถึงกับไปไม่เป็น  ร่างโปร่งผมสีควันเอ่ยตอบตามตรงในขณะที่ยังสวมหน้ากากที่ปกปิดใบหน้าของตนเอง

 

            “ สำหรับข้าคาดว่า  ฝ่าบาทคงมีเหตุผลส่วนพระองค์มากกว่าพะยะค่ะ 



            “ วัลแคนเอ๋ย  เจ้าตอบเพื่อให้ข้าพอใจ หรือว่า  ตอบเพื่อเอาตัวรอด  ” สายพระเนตรทอดมองลงมาราวกับมองเห็นความคิดความอ่านของอีกฝ่ายอย่างทะลุปุโปร่ง  คำถามที่ตรัสขึ้นราวกับองค์เหนือหัวไม่ได้ต้องการคำตอบจากเขาอย่างไงอย่างนั้น

 

            “ ทั้งสองอย่างพะยะค่ะ 

 

            “ หึ หึ หึ....เจ้าเป็นคนเถรตรงกว่าที่ข้าคิดเอาไว้  ข้อนิ้วอันแข็งแกร่งกวาดไล้ไปยังหลักฐานที่วางกองกันอยู่ตรงหน้า  ฝ่าบาทแย้มพระโอษฐ์จนกลายเป็นแสยะพร้อมกับสายพระเนตรที่สะท้อนถึงความเย็นเยือก   หัวหน้าหน่วยรากที่จอมราชันย์ไหว้วานให้ไปสืบเสาะเบาะแสมายืนถวายรายงานฉบับพกพาฟรานซิสจึงรับมาแล้วถวายถึงพระหัตถ์




               “ ลิสรายชื่อทั้งหมดที่เกี่ยวข้องพะยะค่ะ  ดูเหมือนว่าพยานที่เราพอจักควานหาได้นั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอยอยู่หลายปาก  ส่วนของสำคัญที่มัดตัวได้ก็เหลือเท่าที่เห็นพะยะค่ะ   




           “ เจ้าคิดว่าอย่างไรวัลแคน   ” พระสุรเสียงทุ้มตรัสดังขึ้นพร้อมกับเสียงกลั๊วหัวเราะที่เจือไปด้วยโทสะคุกรุ่น!!!  เสียงปิดสมุดพกนั้นดังสนั่นอยู่ภายในห้องลับ  


หน็อย!!  ดูเหมือนว่าพวกหนูพวกนี้จักเก็บกวาดเศษซากได้สะอาดเสียจนเอี่ยมอ่อง!!!


มิหน่า  วังกลาง 46 ห้องถึงลงมติเห็นพ้องให้พวกนางไร้ซึ่งมลทินและลงทัณฑ์เพียงแค่กักบริเวณเท่านั้น!!!


ทั้งที่เสด็จแม่ของข้ากลับนอนนิ่งยังมิได้สติเลยแท้ ๆ!!!



           “ เพลานี้พอจักทราบขุนนางและข้าราชบริพารที่เป็นสายและกองหนุนแล้วพะยะค่ะ   วัลแคนเอ่ยเสริมตามข่าววงในที่ได้รับมา



               “  แล้วจักทำอย่างไรกับเหล่าพระสนมพะยะค่ะฝ่าบาท? ” เคอร์แชตทูลถามด้วยใจที่เต้นระรัว  ทั้งเจ็บใจ ทั้งแค้นแทนจอมราชันย์ที่รับรู้ความจริงของเงื่อนงำที่ถูกฉาบไปด้วยยาพิษ



ขวับ!!!


               “ เคอร์แชต!! ”  สายพระเนตรสีบลอนต์เทาหม่นหันมาค้อนขวับใส่สหายคนสนิทด้วยแววตากร้าวไปด้วยน้ำโหจนเคอร์แชตหน้าซีดเป็นไก่ต้ม  ครั้นนึกขึ้นมาได้ว่าฝ่าบาทยังมิเคยแต่งตั้งหญิงใดให้ขึ้นมาเคียงคู่  เจ้าตัวสำนึกผิดก่อนจักค้อมคำนับขอประทานอภัยที่ใช้คำไม่เหมาะสม



                 “ ขอพระราชทานอภัยโทษพะยะค่ะ...




               “ ฝ่าบาทพะยะค่ะ  ร่างสูงเรือนผมน้ำตาลรีบออกมาเบี่ยงประเด็นที่ทำให้จอมราชันย์ทรงกริ้วไปเป็นหัวข้ออื่นเพื่อยืดชีวิตของเคอร์แชตที่ดันปากพล่อยพูดอะไรไม่รู้จักคิดให้รอดตาย  สายพระเนตรแสนคมราวกับกริชเงินก็ปราดมองลงมาคาดโทษฟรานซิสที่ดันพูดอะไรขึ้นมาดักคอเขาไว้ก่อน  แต่เมื่อเห็นว่าฟรานซิสแสดงสีหน้าเป็นจริงเป็นจังจอมราชันย์จึงยอมผ่อนปน


            “  ข้าเห็นแจ้งว่าหนามยอกก็ควรเอาหนามบ่งพะยะค่ะ....หากพระองค์ส่งพวกนางไปยังแถบชายแดน  เท่านี้เหล่าขุนนางที่ให้การสนับสนุนคงมิกล้าทำอันใดอุจอาจไปสักระยะ 


               “  ให้ข้าส่งพวกนางไป เดดเเลนเทิล อย่างนั้นรึ? ”  เมืองที่เป็นแหล่งค้าทาส  เหล่าวรรณะต่ำอยู่แน่นขนัดที่สุดในดินแดน  ที่ที่แล้งแค้นและมีต้นไม้พลาสม่าน้อยมาก  ไม่ว่าจักปลูกทดแทนอย่างไรก็ไม่ยอมเพิ่มจำนวนขึ้น  นรกบนดินของเหล่าชนชั้นสูงก็ว่าได้


               “ แต่อาจสร้างมิพอใจและเกิดการประด้างกระเดื่องของสามตระกูลที่เป็นขุนนางใหญ่และขั้วอำนาจที่ค้ำจุนราชวงศ์มาช้านานในภายหลังได้พะยะค่ะ ” ฟรานซิสเอ่ยแจงผลกระทบที่จักตามมาให้องคืเหนือหัวทรงรับทราบ


            “ แต่ข้าเห็นด้วยพะยะค่ะฝ่าบาท // แบบนั้นมีข้อเสียดังที่ฟรานซิสเสริมก็จริงอยู่  แต่ข้อนี้จักยิ่งทำให้ผู้ที่ให้การสนับสนุนพวกนางหยุดเคลื่อนไหวไปได้สักระยะพะยะค่ะ ” เคอร์แชตเสริมทัพพร้อมกับวัลแคนเองที่เริ่มไล่ทันความคิดความอ่านของพระราชครูขององค์เหนือหัว


               “ ข้าคิดว่า ฝ่าบาทน่าจักใช้ข้อนี้ให้เป็นต่อพะยะค่ะ  ลงโทษพวกนางให้รู้สำนึกในทางอ้อม  แถมยังเป็นการณ์ดีที่จักถือโอกาสเสด็จประพาสในภายหลัง  เพื่อตรวจเยี่ยมและแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ด้วยพะยะค่ะ ” พระราชครูเสนอความเห็นทำให้จอมราชันย์ที่กำลังกริ้วอยู่ยอมสงบใจแล้วตั้งมั่นฟัง


ยิงนัดเดียวได้นกสองตัวอย่างงั้นเรอะ?


ได้สำเร็จโทษแบบเบาะ ๆ ให้พวกนาง


มิหนำซ้ำระยะเวลาที่ประทับที่นั่นคงรีดเคร้นพิรุธจากพวกนางได้มิมากก็น้อย


ค่อย ๆ เชือดไก่ให้เหล่าขุนนางเฒ่าได้เห็นอย่างเชื่องช้า


แล้วยังได้ลงพื้นที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย  



               “ เมื่อพระนางจากสามตระกูลใหญ่ได้รับความหมางเมินจากจอมราชันย์เช่นนี้  พวกที่ให้การหนุนหลังอยู่คงรีบบ่ายหน้ามาหาผู้ที่เหมาะสมที่สุด  ในเพลานี้เห็นทีจักเป็นคนของตระกูลคาร์เตอร์พะยะค่ะ 


ท่านพระราชครู....ข้าเห็นแจ้งข้อนั้นมานานแล้ว


           “ แต่นางมิใช่สายเลือดบริสุทธิ์และมิใช่บุตรีโดยแท้หรอกหนาท่านราชครู ” จอมราชันย์แสร้งทำเฉไฉ  หมายอยากรู้ความรู้สึกนึกคิดของพระราชครูแห่งตนว่าตอนนี้กำลังเข้าข้างคาร์เตอร์เพื่อเอาใจเขา  รึว่ามีเหตุและผลที่สมควรอยู่กันแน่?


            “ รับสกุลของคาร์เตอร์แล้วย่อมมิมีข้อกังขาพะยะค่ะ  ข้าคาดว่าข้อนี้คงจักดึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ให้ยอมความได้มิยากเย็นนัก  


             “ ถ้าท่านเห็นแจ้งดังนั้น  ข้าก็มิขัดข้องแต่ประการใด....”  จอมราชันย์พลันอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด   ทำเอาฟรานซิสได้แต่ลอบยกยิ้มเล็กอมยิ้มใหญ่ที่ทุกอย่างลงล้อคตามที่จาริสและฝ่าบาทวางหมากไว้บนกระดานทุกประการ  เหลือเพียงแค่รอเวลาและกำลังสนับสนุนเท่านั้น  ทีท่ากระหยี่ยิ้มย่องของฟรานซิสทำให้เคอร์แชตได้แต่ยืนหน้านิ่วไม่เข้าใจพอ ๆ กับวัลแคน  นายทหารองครักษ์หน้าใหม่ที่มิรู้ว่าบัดนี้ฝ่าบาทกำลังดีพระทัยเรื่องอันใดกันแน่?  ระหว่างที่ได้จัดการดัดหลังคุณหนูสามตระกูลใหญ่?  รึค่อย ๆ ต้อนพวกที่หนุนหลังที่เร้นกายในเงามืด?  รึว่าเรื่องที่กำลังจักได้ดองเป็นทองแผ่นเดียวกับตระกูลคาร์เตอร์? ให้ตายซิเดาพระทัยจอมราชันย์ยากมากจริง ๆ  วัลแคนนึก


           “ จาริสจักขึ้นมาถวายรายงานต่อข้าเมื่อใดฟรานซิส ” 


           “ ย่ำค่ำในคืนพรุ่งนี้เห็นจักได้พะยะค่ะฝ่าบาท  ”  


ย่ำค่ำเชียวรึ? ใยถึงได้นานถึงเพียงนั้น


อยากจักหย่อนเวลาให้เร็วขึ้นเพื่อให้ได้เจอหน้านางโดยไว  


แต่ก็กลัวจักผิดสังเกตและความแตกเสียก่อน  


เอาเถิด...อีกแค่วันเดียวเท่านั้น  


แค่วันเดียวเท่านั้น  


หลังจากนี้ข้าจักไม่ปล่อยให้เจ้าไกลตาข้าอีกเป็นอันขาด


ดวงใจข้า...ข้ารอเจ้ามานานเกินไปแล้ว  


             “ ดี  วันนั้นให้ทุกผู้มาให้ครบองค์ประชุมทั้งหมด  ห้ามขาดแม้แต่ผู้เดียว ” 


     

 

ร่างแกร่งเดินทอดน่องกลับมายังรถม้าคันหรูที่จอดเทียบอยู่รอบนอกของทะเลสาบนอร์เทส  แมกซ์ผู้ติดตามเบิกตากว้างทันทีที่เห็นสีหน้าและแววตาของนายน้อยก็พลันอึ้งไม่กล้าปริปากถามอะไรให้นายน้อยรู้สึกอึดอัดอีกต่อไป  เขาเดินจ้ำไปเปิดประตูราชรถแล้วน้อมศีรษะคาราวะลงเล็กน้อย  ชายที่ปกติก็พูดน้อยอยู่แล้วหยุดยืนนิ่งอยู่ครู่นึงพลางปรายตาไปเห็นสารถีที่เพิ่งจักเก็บงำของบางอย่างลงไปในสาบเสื้อ

 

แลกกับข้าด้วยสิ่งนี้ได้รึไม่.....เสียงทุ้มกังวานเอ่ยพลางล้วงหยิบสกุลเงินเดวิลจำนวนหยิบมือนึงยื่นให้สารถีที่ทำหน้าที่นั่งอยู่ตรงบังเหี่ยน

 

อ๊ะ เอ่อ...นะ นายน้อยหมายถึง....? ”  แวมไพร์หนุ่มหน้ามนเอ่ยอย่างเลิ่กลั่กพลางแลซ้ายแลขวาสำรวจรอบกาย  แต่พอเห็นสายตาที่จี้ลงมายังของที่อยู่ในมือเขา  เจ้าตัวเลยรีบหยิบออกมาจากสาบเสื้อด้วยทีท่ากล้า ๆ กลัว ๆ

 

ใช่  ที่อยู่ในมือเจ้านั่นแหละ


 

นั่นมันท่อสูบบุหรี่

 

นายน้อยเลิกสูบไปนานแล้วนี่

 

ไฉนถึงนึกอยากกลับมาสูบเจ้านี่อีก?

 


            แมกซ์ผู้ติดตามได้แต่ยืนนิ่งพลางไม่ปริปากห้ามปราม  เพราะบัดนี้นายน้อยกลายเป็นแวมพร์ที่โตเกินกว่าที่จักมาฟังเสียงคำทักทามจากชายแก่ ๆ อย่างเขาเสียแล้ว  เป็นเพราะที่นี่คือที่ที่ทำให้นายน้อยนึกถึงเรื่องแย่ ๆ?  หรือว่าค่ำคืนนี้มีเรื่องอะไรมากวนใจนายน้อยจาริสกันนะ?

 


ขะ  ขะ  ขอรับ  เชิญตามสบายขอรับนายท่าน เจ้าตัวรีบค้อมตัวแล้วยื่นท่อสูบที่ทำจากไม้ราคาย่อมเยาว์ให้นายท่านแต่โดยดี  นัยน์ตาสีมืดพินิจมองก่อนจักรับมาแล้วใช้ริมฝีปากขบเม้มท่อสูบเอาไว้  ก่อนที่สารถีจักรีบประเคนเปลวไฟจากปลายไม้ขีดเพื่อจุดให้ตามประสงค์ 

 


ฟู่วววววววววว......’  ร่างสูงสูดไอควันเข้าไปจนทั่วปอดพลางพ่นหมอกสีเทาหม่นออกมาจากโพรงปากด้วยสีหน้าเคร่งขรึม  เจ้าตัวยืนสูบอยู่พักใหญ่ก่อนที่จักก้าวขึ้นไปประทับด้านในตัวรถแล้วเดินทางกลับคฤหาสน์ประจำตระกูลใหญ่  

 


มีเพียงสายลมและความเงียบสกัดในยามวิกาลเท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้าง  เสียงของกีบเท้าของม้าดังกุบกับไปตามไหล่ทางและเนินหิน  นัยน์ตาคมทอดมองทิวทัศน์ด้านนอกอย่างไร้จุดหมาย  เส้นผมสีดำสนิทพลันปลิวไสวไปตามแรงโบกสะบัดที่ตีเข้ามาผ่านช่องหน้าต่าง  ความว่างเปล่ากำลังกัดกินให้ใจดวงนี้ด้านชาจนแทบจักไม่รับรู้ซึ่งความรู้สึก   ร่างสูงทำเพียงใช้กลิ่นอายของควันบุหรี่นี่เท่านั้นที่พอจักเยียวยาความตึงเครียดที่เขาแบกรับให้ออกไปจากหัวได้แม้เพียงเศษเสี้ยวก็ยังดี  ภาพของนางยังคงวนเวียนอยู่เต็มหัวไปหมด  ใยใจข้าถึงได้ร้าวรอนขนาดนี้กัน  ดั่งกับหยาดน้ำตาที่หลั่งรินของนางคือกริชเงินที่คอยเสียดแทงดวงใจข้าให้แตกสลายไปตามร่างบอบบางที่ไหวเอน 

 


ข้าขอโทษ....ขอโทษ  ขอโทษจริง ๆ 

 

เจ้ามิน่ามารักชายใจร้ายอย่างข้าเลย...

 

แต่ข้าไม่กล้า  ไม่กล้าดึงเจ้าลงมาจากความสูงส่งที่เกินเอื้อมถึง

 

ซินเซีย  ข้ารักเจ้า....รักมากกว่าสิ่งใดในโลก

 

ยกโทษให้ข้าด้วย....

 


นายน้อย  นายน้อยขอรับ! ”

 


“ ???? ”

 


ถึงบ้านแล้วขอรับ.... 

 


อ่า...ถึงแล้วงั้นเหรอ?

 


 ข้าปล่อยให้ตนเองด่ำดิ่งสู่ห้วงแห่งความคิดไปลึกขนาดที่ไม่รู้สึกตนเลยรึเนี่ยว่าถึงคฤหาสน์ของตนเองแล้ว  นัยน์คมทอดมองเวลาที่มีท้องนภาเป็นตัวบ่งบอก  แต่ทว่าเจ้าตัวยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปยังด้านในคฤหาสน์  จู่ ๆ ข้ารับใช้ที่ทำหน้าที่เฝ้าตรงประตูทางเข้าก็วิ่งกูรีกูจอมาหาเขาอย่างพัลวัน

 


ท่านจาริสขอรับ....มีแวมไพร์อ้างว่าเป็นคนของท่านรออยู่ด้านนอกขอรับ  จักให้ข้าน้อยทำเยี่ยงไรดีขอรับ? ”  ชายหน้าคมกระตุกเรียวคิ้วโก่งจนขมวดเข้าหากัน  หืม?  คนของข้าอย่างงั้นเหรอ?  ผู้ใดกันที่มาหาแต่ย่ำรุ่งแบบนี้?  จาริสนึก

 


ชื่อกับสกุลล่ะ  มิได้ถามมารึไร! ” แมกซ์ออกปากต่อว่า  ข้ารับใช้ที่วิ่งหน้าตาตื่นมาหาสะดุ้งโหยงก่อนที่จักครุ่นคิดอยู่พักนึงแล้วก็นึกออกในที่สุด

 


เอ่อ...เอ่อ  ชื่อ  ชื่อ.... วิลเลียม  ใช่แล้ววิลเลียม  ออส ขอรับ!! ”

 


ที่แท้ก็เจ้านักวิจัยนั่นน่ะเอง....

 


            นายน้อยรู้จักชายผู้นี้รึไม่ขอรับแมกซ์บ่ายหน้าหันมาถามจากปากของนายของตนเอง  ร่างสูงพยักหน้ารับก่อนจักถอดเสื้อคลุมออกแล้วพาดอยู่ที่ท่อนแขนแกร่งด้วยความเหนื่อยล้า  เขาเกือบลืมไปเสียสนิทเลยว่า   กำหนดการที่ต้องเข้าวังหลวงไปถวายรายงานภารกิจลับและถวายดวงใจแก่จอมราชันย์มาถึงแล้วนี่หน่า   สงสัยวันนี้ข้าคงมีเวลาได้หลับตาลงนอนแค่สองถึงสามชั่วยามสินะ....เหนื่อยชะมัด  ขนาดตัวข้ายังเหนื่อยล้าถึงเพียงนี้  แล้วฝ่าบาทป่านฉะนี้จักเหนื่อยกับงานที่ทรงแก้อยู่มากขนาดไหนกันนะ?

 


            นั่นคือคนของข้าเอง  หาห้องหับให้เจ้าตัวพักผ่อนชั่วคราวด้วยนะแมกซ์  สี่ชั่วยามนับจากนี้ค่อยออกเดินทาง  ช้ากว่านี้เดี๋ยวจักไปช้ากว่าที่ทางการกำหนดไว้  

 


            “ ขอรับ  แล้วครานี้จักเข้าเฝ้านานไหมขอรับ  ข้าน้อยจักได้เตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อม

 


            “ คงมินานนักหรอกกระมัง  ถ้ามิมีกิจอันใดก็คงอยู่ที่วังหลวงไม่เกินสามวัน....ฝากเจ้าจัดการด้วยนะ

 


            “ ขอรับ  ราตรีสวัสดิ์ขอรับนายน้อย ”  ร่างสูงพยักหน้ารับสองสามทีก่อนจักใช้สปิริตแวมไพร์วับหายไปกับสายลม  บัดนี้ภาระที่อังอยู่บนบ่ากำลังทำให้เขาล้าจนอยากจักล้มตัวลงนอนบนฟูกเตียงอันอ่อนนุ่มเต็มประดา  ฝีเท้าแกร่งก้าววับปุบปับมายังฟากของห้องพักของเขาเอง  แต่ทว่าสายตาสีมืดก็จำต้องผละไปเล็กน้อย  เมื่อเห็นร่างอรชรสมส่วนแสนคุ้นตากำลังนอนฟุบอยู่ที่โซฟาที่อยู่ตรงทางขึ้นบันไดไปห้องนอนของเขาเอง  แรงผ่อนลมเข้าออกอย่างเป็นจังหวะบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าบัดนี้เจ้าของร่างอ้อนแอ้นนี้หลับสนิทชนิดที่ไม่รู้สึกตัวเลยว่าเจ้าของห้องกำลังหยุดยืนมองอยู่ด้วยสายตาทอแสงอ่อน

 


            ท่านจาริส?!! ” ชายลูกผสมที่สะลึมสะลือหยุดยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลพลันสะดุ้งเฮือกพลางอุทานเสียงแผ่ว  เมื่อเห็นสายตาคมกริบของท่านจาริสที่ยืนประทับอยู่ด้านหลังคุณหนูดารินจอมดื้อดึงที่บัดนี้ฟุบหลับปุ๋ยอยู่บนโซฟาตัวใหญ่  แมร์รี่เองก็นอนอยู่ที่พื้นพรมไม่ได้สติพอ ๆ กับนายหญิงของตนเอง

 


            ใยรินถึงมานอนคอพับอยู่ที่นี่...แอชตันเจ้าดูแลน้องสาวข้าภาษาอะไรของเจ้า!! ” เสียงตวาดดังสนั่น  ชายลูกผสมได้แต่ลุดหน้าลงต่ำอย่างยอมจำนน 

 


ข้ามิมีสิ่งใดจักแก้ตัวขอรับท่านจาริส   ความผิดข้าเองขอรับ

 


แมร์รี่....แมร์รี่!!!! // ว๊ายยยยย  นะ  นะ นายท่านจาริส  

 


เอ๊ะ....เสียงท่านพี่นี่หน่า? เสียงต่อว่าที่ดังขึ้นทำให้สาวขี้เซาที่เป็นต้นเรื่องทั้งหมดค่อย ๆ ลืมตาตื่นจากนิทรา

 


ปล่อยให้คุณหนูมานอนตากลมอยู่ด้านนอกใช้ได้ที่ไหน!!  ข้าจักลงโทษเจ้าทีหลัง!!! ” ความเกรี้ยวกราดพลันสำแดงเดชจนสาวใช้ของร่างบางได้แต่นั่งก้มหน้าน้อมรับชะตากรรมของตนเองด้วยตัวที่สั่นเทา  เมื่อเห็นคนอื่นรับโทษแทนตัวเธอที่เป็นต้นเรื่องทำให้ร่างบางลุกพรวดขึ้นมาด้วยสีหน้าขลึงขลังก่อนจักกางปีกปกป้องคนของตนเอง

 


พวกเขามิผิดนะเจ้าคะ  ข้าดื้อดึงที่จักรอจนกว่าท่านพี่จักกลับมาเอง  ถ้าจักลงโทษใครสักผู้ก็ควรจักเป็นข้าที่เป็นต้นเรื่อง....

 


อย่าปากกล้าริท้าทายพี่นะริน!!! // น้องเปล่านะเจ้าคะ เมื่อเห็นว่าท่านพี่ฉุนเฉียวจนน่าเกรงขาม  เด็กสาวเห็นว่าพี่ชายแสนขรึมของตนเองเกรี้ยวกราดจนผิดวิสัยก็พลอยสงบปากสงบคำโต้เถียงลงพลางทำหน้าหง็อยไม่กล้าขัดคอต่อ   นัยน์ตาคมยอมลดความเกรี้ยวกราดที่กำลังเพิ่มพูน  บัดนี้เขากลับไร้เหตุผลเอาอารมณ์แห่งความหงุดหงิดทั้งหลายมาลงที่น้องสาวที่มิได้ทำผิดแต่ประการใด 

 


พวกเจ้า...ออกไปก่อน แมร์รี่แวมไพร์สาวใช้และแอชตันชายลูกผสมพยักหน้ารับก่อนจักทยอยออกไปนอกบริเวณตามคำสั่งของชายผู้เป็นเจ้าบ้านแต่โดยดี  ร่างบางอ้าปากพะงาบ ๆเมื่อเห็นว่าบัดนี้เธอต้องดำเนินแผนการขอคืนดีกับพี่ชายแสนดุของเธอเพียงลำพัง  ร่างแกร่งกำชับเสื้อคลุมที่ถืออยู่ที่ท่อนแขนขึ้นมาพลางหันมาถามถึงจุดประสงค์ที่เจ้าตัวรอเขาจนสลบไสลคาโซฟากว้าง



มีอะไรก็มาว่า...พี่เหนื่อยแล้วอยากจักพักเต็มทน

 


คือ...คือ  ทะ  ทานของว่างรองท้องก่อนไหมเจ้าคะ? ”  สาวเจ้าเอ่ยด้วยทีท่าเงอะหงะ  ก่อนที่จักวิ่งปี่ไปหยิบชั้นของว่างที่มีของโปรนของท่านพี่ที่ได้สืบเสาะมาจากบรรดาป้า ๆ ที่ทำงานอยู่ในครัว  นัยน์ตาสีไข่มุกดำปรายมามองเหล่าของหวานที่บัดนี้โดนสายลมเย็น ๆ โบกเสียจนกลายเป็นของไม่น่ารับประทานเอาเสียเลย  บางชิ้นแข็งกระด้าง  บางชิ้นแห้งกรังไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแสดงว่ารินคงรอเขากลับมาอยู่นานหลายชั่วยามเลยขนมเหล่านี้ถึงได้มีสภาพดูไม่จืดแบบนี้

 


เอามาง้อพี่รึไร? พี่ชายคนโตยอมหลุดจากสีหน้าขรึมแล้วหัวเราะรวนในลำคอแกมแซวเล่น  ทำให้หญิงสาวตรงหน้าเสียฟอร์มจนเผลอหลุดสีหน้าอมยิ้มไปตามไปด้วย

 


            “ พูดมากหน่า!!!  :<  ”

 

 

หมับ!

 

    

        “ อะไร!! พี่พูดด้วยดี ๆแล้วยังกล้าเหวี่ยงใส่แบบนี้รึไรหา!! คนที่ไม่ฟังอะไรเลยก็คือเจ้าต่างหาก นี่แน่ะ  นี่แน่ะ!!! ”

 


โอ๊ยยยย  พอแล้ว!!! ผมน้องเสียทรงหมดแล้ว!!!! ” นัยน์ตาสีฟ้าทะเลเบิกตากว้างด้วยความตกใจที่จู่ ๆ หัวของเธอก็รู้สึกได้ถึงแรงหนักอึ้งที่กดลงมาบนหัวพลางออกแรงโยกหัวของเธอไปมาจนหัวเกือบหลุดจากจากบ่า  มิหนำซ้ำยังออกแรงขยี้จนเส้นผมที่อุตส่าห์หวีเช้าสายบ่ายเย็นพลันชี้โด่ชี้เด้ไปหมดอีกต่างหากในที่สุดก็มีเสียงหัวเราะคิกคักและเสียงตีกันจนเหล่าข้ารับใช้ที่เดินตรวจตราอยู่รอบบริเวณพลอยลอบอมยิ้มให้กับภาพน่าเอ็นดูนี้กันเป็นแถว ๆ   เมื่อยิ้มจนเมื่อยปากร่างสูงจึงผละฝ่ามือหนาแล้วเลิกแกล้งเจ้าตัวดี ก่อนที่จักหันมาคลียิ้มอ่อนจนเจ้าตัวแสบที่ทำหน้ามุ่ยอยู่พลันเงยหน้าขึ้นมามอง


 

นึกว่าเจ้าจักมิยอมพูดคุย  หรือเล่นแบบนี้กับพี่อีกสะแล้ว....”  เสียงทุ้มที่เคยเปรยด้วยความหนักแน่นและเด็ดขาด  บัดนี้เหลือเพียงน้ำเสียงที่แผ่วเบาพร้อมกับแววตาที่เศร้าสร้อยเสียใจสาวน้อยพลอยน้ำตารื้นขึ้นมาหลังจากได้ยินประโยคตัดพ้อเมื่อครู่

 


ฮึก...พี่คะ  ฮือ ฮือ ฮึก  น้องขอโทษ  ฮือออออ  ขอโทษนะคะที่น้องงี่เง่าใส่  ฮือ ขอโทษค่ะ  ขอโทษ....สาวน้อยจอมซนในวันนั้นปล่อยโฮล็อตใหญ่ออกมาในที่สุด  เจ้าตัวยืนร้องไห้จนหน้าตาเบี้ยวบูดจนใบหน้าที่เคยสวยหมดจดกลายเป็นหญิงขี้ริ้วเพียงแค่ชั่วพริบตา

 

 

อะไรกันนี่....นี่ข้าทำให้หญิงร้องไห้อีกแล้วหรือ?

 

 

ชู่วววว์....หยุดร้องได้แล้ว เจ้าโตแล้วนะ  ขี้แยเป็นเด็ก ๆไปได้ คนเป็นพี่นึกยิ้มอย่างอ่อนใจก่อนจักดึงน้องสาวที่เขาอุตส่าห์ชุบเลี้ยงมากับมือเข้ามากอดปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม  ฝ่ามือหนาลูบไล้เรือนผมนุ่มสลวยของหญิงผู้น้องพลายตบบ่าเล็กของเจ้าตัวเบา ๆเพื่อปลอบขวัญ  แต่ทว่าเมื่อหญิงสาวโผเข้าหาร่างแกร่งของชายผู้เป็นพี่แล้วกอดตอบน้ำตาที่เคยไหลรินก็ต้องหยุดกลางคัน  เมื่อปลายจมูกรับรู้ถึงกลิ่นเหม็นที่ติดอยู่บนเสื้อด้านในที่ท่านพี่สวมทับอยู่ก็ถึงกับยืนแน่นิ่งไปชั่วขณะ

 


กลิ่นบุหรี่?  ท่านพี่สูบบุหรี่ด้วยเหรอ?!

 


        “ เอาล่ะ...ไปนอนได้แล้ว ฝ่ามือแกร่งลูบศีรษะเธออยู่สองสามทีก่อนจักผละออกแล้วคลียิ้มให้  นัยน์ตาสีฟ้าทะเลได้แต่โศกศัลย์พลางมองสีหน้าพี่ชายด้วยแววตาละห้อย


 

        ท่านพี่...ทุกข์อะไรอยู่อย่างนั้นเหรอเจ้าคะ? คำถามที่ตรงลงมาดั่งขวานผ่าซาก  ทำให้ชายที่กำลังปั้นรอยยิ้มอยู่ถึงกับหยุดกึกไปด้วยความตะลึง  นึกไม่ถึงว่าสาวน้อยตรงหน้าจักมองออกว่า 
ตอนนี้เขาปิดบังอะไรบางอย่างโดยที่ไม่ยอมบอกใคร

 

        เปล่านี่....ริน เจ้าแค่คิดมากไปเอง ร่างสูงพยายามบอกปัดเพื่อปฏิเสธ  แต่ทว่าก็ต้องชะงักไปเมื่อเสียงหวานค้านขึ้นมากลางคัน

 

 

ไม่จริง  ก็ตาของพี่...มันบอกน้องอยู่ว่าพี่กำลังเศร้า  ราวกับโลกทั้งใบไม่เหลืออะไรอย่างงั้นแหละ

 

 

“………………….”

 

 

ท่านพี่...มีเรื่องอะไรอย่างงั้นเหรอคะ? ทะเลาะกับพี่เซล่ามาเหรอ? คำหวานที่สวนขึ้นมาช่างเสียดแทงใจดำของร่างแกร่งยิ่งนัก 

 


ไม่ใช่เซล่าหรอกริน...ไม่ใช่

 

 

ความเข้มแข็งที่เคยฉาบเอาไว้พลันมลายสิ้นจนขาคู่นี้แทบจักทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่  ฝ่ามือหนาคว้าร่างของผู้เป็นน้องเข้ามากอดจนจมอกพร้อมให้ห้วงแห่งความรู้สึกที่แท้จริงไหลออกมาจนมิอาจเก็บซ่อนเอาไว้ได้อีก....

 

 

หมับ...

 


 

        ริน...รินพี่เจ็บ  เจ็บมาก...เจ็บจนเหมือนจักตาย น้ำเสียงที่เคยเข้มแข็งพลันเจือไปด้วยแรงสั่นจนคนเป็นน้องต้องโอบกอดคนเป็นพี่เอาไว้ราวกับกลัวว่าชายตรงหน้าจักล้มทั้งที่ยืนอยู่  คำบอกที่ไม่ได้เปล่งเป็นภาษาแวร์พิกแต่เป็นภาษาอังกฤษดังตอนที่อยู่บนโลกมนุษย์


 

เจ็บ?  เจ็บงั้นเหรอ?


 

        พี่  พี่ไม่รู้จักทำอย่างไรแล้ว...มันไม่มีทางเลยริน  พี่พยายามแล้ว  พี่พยายามมากจริงๆ ไม่มีเสียงสะอื้น  มีเพียงแรงกอดที่แน่นเสียจนเธอแทบจะหายใจไม่ออก  แรงกอดที่สัมผัสได้ถึงความสั่นเทาของผู้เป็นเจ้าของ  คำบ่นพร่ำที่ระบายออกมาทำให้สาวเจ้าไม่เข้าใจความหมายเอาเสียเลย  จนกระทั่งหัวไหล่สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่หยดเผาะอาบลงบนบ่า

 

 


พี่จาริสกำลัง...ร้องไห้งั้นเหรอ?

 

 


พี่ก็แค่ ก็แค่...โถ่เอ๊ย  พี่ขออยู่แบบนี้สักพักเถิด ฝ่ามือเล็กได้แต่ลูบแผ่นหลังกว้างของคนเป็นพี่ด้วยน้ำตาที่คลออยู่บนเบ้า  ไม่รู้ว่าพี่ชายคนนี้ทุกข์ระทมเรื่องอะไร  แต่พี่ชายที่เข้มแข็งมาตลอดกลับแสดงมุมอ่อนแอให้เธอได้เห็นแบบนี้  แสดงว่าเรื่องที่แบกรับเอาไว้อยู่คงจักสาหัสและเกินกำลังมากจริง ๆ  ไม่อย่างนั้นท่านพี่คงไม่พึ่งบุหรี่  ไม่อย่างงั้นคงไม่ระบายออกมาให้เธอได้ยิน

 

 

        ร่างบางนอนไม่หลับพยายามข่มตาคู่สวยให้ปิดลงเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้เลยจริง ๆ  ไม่ว่าจะตะล่อมถามแอชตันอย่างไร แอชตันเองก็ไม่รู้เรื่อง  แอบถามแมร์รี่  แมร์รี่ก็ยังถามสวนเธออีกว่าท่านจาริสทะเลาะกับคุณหนูเซล่าด้วยรึเจ้าคะ? เสียอย่างนั้น  ท่านพี่เหนื่อยกับอะไรมานะ...ถึงได้ร้องไห้ออกมาได้ถึงขนาดนั้น  ตำแหน่งผู้นำของตระกูลต้องรับภาระหนักถึงขนาดทำให้พี่ชายมาดขรึมเจ้าระเบียบของเธอทนกับความกดดันไม่ไหวเชียวเหรอ?  ให้ตายซิ  อยากรู้...แต่ก็ไม่รู้ว่าจักหันหน้าไปถามใคร  กว่าจักรู้สึกตนสาวเจ้ามากหน้าและคุณหญิงป้าก็เข้ามาจัดการข้าวของและลงเครื่องประทินผิวพร้อมกับจัดแจงแต่งองค์ทรงเครื่องประจำตระกูลให้กับเธอตั้งแต่แสงแรกแห่งอรุณยังไม่ทันเบิกฟ้าด้วยซ้ำ   ชุดเดรสยาวสีดำลายระยับที่ประดับชายกระโปรงด้วยพู่ของขนอสูรอะไรสักอย่างเรียบรายเป็นรูปร่างคล้ายกับหางปลาไล่ระดับ เส้นผมสีแปลกของฉันถูกช่างประจำตระกูลวี๊ดว๊ายตื่นเต้นบอกว่าสีเด่นเหมือนกับใครสักคน  แต่ทว่าคุณหญิงป้าสั่งให้หยุดเล่นแล้วรีบแต่งตัวให้เสร็จโดยไว  ไม่นานนักแมร์รี่ก็ถือสัมภาระที่จำเป็นชิ้นอื่น ๆ ลงไปด้านล่างเหลือเพียงแค่ฉันที่ยังหยุดยืนอยู่ที่บานหน้าต่างห้องนอนของตนเองที่ยังอดใจหายไม่ได้  ถึงจะพักแรมที่นี่ได้ไม่นาน  แต่ก็ถือว่าเหมือนบ้านหลังที่สองของชีวิตจริง ๆนั้นแหละนะ 

 


        คุณหนูดารินขอรับ...ขบวนพร้อมแล้วขอรับ แอชตันเรียกขานให้รีบลงไปด้านล่าง  ร่างบางจึงรวบชายกระโปรงแล้วเดินลงบันไดกว้างลงไปยังเกี้ยวที่ตั้งขบวนรออยู่ด้านหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ คุณหญิงป้ายืนหน้านิ่งอยู่ลานด้านหน้าพร้อมกับท่านลุงที่ยืนยิ้มต้อนรับขับสู้ไม่แพ้กัน

 


ขอบพระคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะเจ้าคะ....เสียงหวานเอ่ยพลางย่อลำตัวถวายคาราวะจนสุดเพื่อแสดงความนับถือ


 

อย่าได้ทำให้สกุลเราขายขี้หน้าล่ะ! // ไปดีมาดีนะหนูริน เสียงตวัดแกมดุของหญิงท่านเอ่ยอย่างแดกดัน  แต่จริง ๆแล้วกลับเอาพัดของตนเองขึ้นมาบังสีหน้าที่กำลังใจหายที่จู่ ๆ เด็กสาวที่ทำให้นางปวดหัวปวดกบาลได้ทุกวี่ทุกวันจักเข้าสู่รั้ววันและไม่รู้จักได้เจอะหน้ากันอีกเมื่อไหร่  ส่วนท่านลอร์ดเองก็รับขวัญและอวยพรให้ด้วยสีหน้าแย้มบาน

 


เชิญขึ้นเกี้ยวขอรับคุณหนูคาร์เตอร์ นายทหารมหาดเล็กที่ทำหน้าที่มารับตัวของตระกูลคาร์เตอร์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นการร่ำลาตามสมควร  นัยน์ตาหวานหันมาหายังผู้เป็นพี่ที่ยืนส่งเธอถึงที่ด้วยแววตายิ้มอ่อน ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆเป็นสัญญาณให้เธอขึ้นไปด้านในโดยไม่ต้องห่วงอะไร  ไม่นานริ้วขบวนก็เคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่  พร้อมกับคาราวานของท่านจาริส  คาร์เตอร์ที่ขนาบข้างเกี้ยวของผู้เป็นน้องไปตลอดการเดินทาง 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น

  1. #100 mochi mochi narek (@mewnarek-2507) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:57
    แหม่ ที่แท้คุณแม่ก็เอ็นดูหนูรินเหมือนกันสินะ โล่งใจยังบอกไม่ถูก
    #100
    0