[Pre-order] ชายาบัญชารัก (สนพ.เฟยฮุ่ย)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 65,048 Views

  • 275 Comments

  • 1,709 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    203

    Overall
    65,048

ตอนที่ 6 : ห่างเหิน (รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4912
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 214 ครั้ง
    17 ก.พ. 62

ห้า

 

           พออวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านได้ยินคำว่าหมอหลวงก็ให้ตกใจนัก หรือว่าน้ำที่ลี่เอ๋อร์ดื่มเข้าไปจะมีอันตราย! เขารีบวิ่งตาม หัวใจเต้นรัวเร็ว โทษตัวเองที่อยู่ใกล้แต่ไม่ดึงตัวนางออกห่าง หากนางเป็นอะไรไปเขาจะทำเช่นไร

           พวิบตาเดียวทั้งหมดก็วิ่งมาถึงเรือนใหญ่ที่เฉินซื่อจิ่นนั่งเจรจากับซื่อเซี่ยยี่อยู่ เสียงโวยวายของเสี่ยวหลันทำให้เฉินซื่อจิ่นกับหยางหมี่เฟิงลุกพรวดออกมาด้านหน้าทันที

           “เกิดอันใดขึ้นเสี่ยวหลัน!” เฉินซื่อจิ่นตวาดเมื่อเห็นทั้งเฉินลี่จูและเสี่ยวหลันต่างพากันร้องไห้พูดจาไม่รู้เรื่อง

           “ลี่เอ๋อร์เป็นอันใด! รีบพูดเร็วเข้า!”

           เสี่ยวหลันเบะปาก สีหน้าไม่สู้ดี เมื่อโดนเร่งเร้าจึงรีบบอก “ลี่เอ๋อร์วิ่งชนตู้เก็บน้ำหอมของข้า แล้ว...แล้วพิษงูที่ข้าเพิ่งเก็บก็หกออกมา! แล้ว...นาง...นางก็”

           เฉินซื่อจิ่นหน้าซีด รีบคว้าตัวเฉินลี่จูมากอด ท่ามกลางเสียงแผดร้องของธิดารัก เขารีบมองหาอาการที่จะเกิดจากพิษนั้นทันที

           หยางหมี่เฟิงใจคอไม่ดี เดินมาช่วยลูบหลังปลอบเฉินลี่จู ขณะเดียวกันก็ถามเสี่ยวหลันไปด้วย “นางทำอะไร!

           “นาง...นางดื่มพิษเข้าไป!” เสี่ยวหลันน้ำตาไหลพราก รีบคุกเข่าลง “ข้า...ข้าขอโทษ เป็นข้าดูแลนางไม่ดีเอง!”

           หัวใจของเฉินซื่อจิ่นกับหยางหมี่เฟิงคล้ายถูกบีบรัดรุนแรง หรือพวกเขาจะต้องเสียเฉินลี่จูคนนี้ไปเพราะยาพิษอีกคน!

           “ให้กระหม่อมตรวจดูก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ” ฮุ่ยหลินรีบยื่นหน้าเข้ามาแล้วตรวจดูอาการเฉินลี่จูทันที “เสี่ยวหลันท่านหญิงเสวยยาพิษใดเข้าไปบอกมาเร็ว!

           “พิษงูจงอาง...”

           ฮุ่ยหลินเลิกแขนเสื้อเฉินลี่จูขึ้นตรวจชีพจรแล้วทำหน้าพิกล “ร่างกายไม่มีจุดช้ำ ชีพจรกับอวัยวะภายในก็ไม่มีอาการผิดปกติ ในปากไม่มีร่องรอยอาเจียน ริมฝีปากไม่ดำ...หากนางถูกพิษงูจงอางจริงย่อมต้องอาเจียนแล้ว” เขาว่าแล้วพยายามมองเข้าไปในปากเล็กๆ นั้น

           สีหน้าประหลาดใจของฮุ่ยหลินทำให้เฉินซื่อจิ่นสบตากับหยางหมี่เฟิงอย่างไม่ได้นัดหมายทันที พวกเขามองตามการตรวจของฮุ่ยหลินก็เห็นเป็นเช่นนั้นจริง

           “ชีพจรปกติ...รึ เฉินซื่อจิ่นคิดถึงความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น...นางได้รับภูมิต้านทานพิษทั้งหลายจากเขา...

           ตอนที่เขาเกิดมานั้นก็เป็นเพียงแค่เด็กผู้ชายธรรมดาเหมือนคนอื่นๆ จนกระทั่งเขาอายุได้เก้าขวบ บิดาหรือไต้หวางองค์ก่อนกลับคิดก่อกบฏ พวกเขาถูกกองทัพพิทักษ์แผ่นดินใต้บัญชาการของซื่อเซี่ยเหมินหรือก็คือบิดาของซื่อเซี่ยยี่จับไปคุมขังและทรมานเพื่อเค้นให้สารภาพความจริง ตัวเขาแม้ไม่รู้เรื่องราวก็โดนลงทัณฑ์จนสาหัส แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นคือซื่อเซี่ยเหมินสั่งให้ซื่อเซี่ยยี่ผลักเขาลงบ่ออสรพิษเพื่อบีบบังคับผู้เป็นบิดาให้สารภาพ

           เขาตกลงไปในบ่อที่มีแต่อสรพิษนับร้อยตัว ถูกพวกมันกัดจนอาการสาหัสปางตาย หากไม่ได้ซื่อเซี่ยยี่ถ่ายลมปราณปกป้องหัวใจเอาไว้ก่อนจะผลักลงไป เขาคงตายไปแล้ว ในตอนที่คนพวกนั้นเอาเขาไปทิ้งไว้แถวสุสาน อาจารย์ย่าของเขาก็บังเอิญมาพบและช่วยเอาไว้ได้ นางใช้เวลาหลายปีรักษาเขาจนเกือบหาย ทว่าร่างกายก็ไม่เหมือนเดิม ร่างกายเขายังคงมีพิษเหล่านั้นตกค้างอยู่ แต่กลับสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและสามารถต้านพิษได้ทุกชนิด

           ฮุ่ยหลินพยักหน้า “กระหม่อมตรวจในช่องปากของท่านหญิงแล้ว หากเสวยพิษไปตามที่เสี่ยวหลันบอกจริง นางย่อมต้องอาเจียนและปวดท้องรุนแรง แต่...กระหม่อมไม่เห็นว่าท่านหญิงจะมีอาการเหล่านั้นเลย”

           เฉินซื่อจิ่นกับหยางหมี่เฟิงนิ่งกันไปชั่วขณะ จนเฉินซื่อจิ่นตั้งสติได้ก่อนจึงถามเฉินลี่จูที่กำลังสะอึกสะอื้นในอ้อมอก “ลี่เอ๋อร์ ลูกเจ็บตรงไหน”

           เฉินลี่จูน้อยสั่นศีรษะ...แปลว่าไม่เจ็บ

           เฉินซิ่อจิ่นยิ่งขมวดคิ้ว “แล้วลี่เอ๋อร์ร้องไห้ทำไม”

           “หลัน...ฮึก...” เฉินลี่จูน้อยยังเบะปาก “หลัน...ดุ”

           เขาหันไปทางศิษย์น้องที่ซบไหล่ฮุ่ยหลินสะอึกสะอื้น

           “ตอนนั้น...ข้า[smr1] ตกใจที่ลี่เอ๋อร์ดื่มพิษเข้าไปก็เลย...เลยเสียงดังใส่นาง ฮึก...”

           หยางหมี่เฟิงเอานิ้วนวดหัวคิ้วอย่างโล่งอก ตรงเข้าไปกอดเฉินลี่จูไว้แน่น “ดีแล้ว...ดีแล้วที่เจ้าไม่เป็นอะไร”

           “ถึงอย่างไรก็ยังวางใจไม่ได้ ต้องให้หมอหลวงตรวจอาการซ้ำอีกรอบก่อน” เฉินซื่อจิ่นอยากให้แน่ใจมากกว่านี้ว่าธิดาของเขาปลอดภัยดี ส่วนองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านที่เกือบหัวใจหยุดเต้นก็ได้รับรู้เรื่องราวใหม่ของพระคู่หมั้นเพิ่มเติม...

           เฉินลี่จู...ธิดาของเฉินไต้หวาง นอกจากน่ารัก ร่าเริงและแจ่มใสแล้ว พิษงูยังทำอันตรายนางไม่ได้อีกด้วย

 

           หลังจากนั้นไม่นาน ข่าวลือที่ว่าท่านหญิงเฉินลี่จูธิดาองค์เดียวของเฉินไต้หวางทนทานต่อพิษได้ก็แพร่สะพัดไปในหมู่พระญาติและเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง แต่นั่นไม่ได้นำพาเสียงชื่นชมยินดีมาให้ นอกจากเฉินเยี่ยนจื่อ เฉินเยี่ยนหรู และเฉินหรูอี้ พระธิดาและพระโอรสของหวงตี้ที่ยังคงมาเล่นกับเฉินลี่จูเหมือนก่อนแล้ว เด็กๆ คนอื่นต่างถูกบรรดาพระสนมและหวางองค์อื่นสั่งห้ามไม่ให้เล่นกับเฉินลี่จู เพราะเกรงจะได้รับอันตรายจากท่านหญิงตัวน้อย...

           แม้แต่องค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่าน หลังจากเหตุการณ์นั้นก็ไม่เคยมาที่ตำหนักเฉินอีก

           แม้จะยังเยาว์ แต่เฉินลี่จูก็รับรู้ได้ถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของผู้อื่น เพียงสัปดาห์เดียวท่านหญิงน้อยก็แทบจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากที่เคยร่าเริงแจ่มใส เข้ากับผู้อื่นง่าย ก็เลือกจะอยู่ใกล้ๆ แต่เพียงใกล้กับพระมารดาหรือพระบิดาเท่านั้น หากไม่จำเป็นก็แทบมิเอ่ยปากสนทนาหรือไปวิ่งเล่นกับผู้ใด สายตาหวาดกลัวและคำปฏิเสธจากผู้อื่นทำให้นางเริ่มรู้สึกแปลกแยก

           ไม่เพียงแต่เพื่อนเล่นหายไป ตั้งแต่เมื่อวานก็มีผู้คนมากมายที่ได้ชื่อว่าเป็นหมอหลวงผลัดเปลี่ยนกันมาตรวจร่างกายนางไม่เว้นแต่ละวัน และเริ่มกระทำการหลายอย่างที่นางไม่ชอบใจ

           ดังเช่นตอนนี้...เฉินลี่จูน้อยกอดพระมารดาแน่น ขณะที่แขนข้างหนึ่งถูกนางกำนัลดึงรั้งจนตึง

           “เจ็บนิดเดียวนะเด็กดี”

           หยางหมี่เฟิงฝืนเอ่ยปลอบทั้งที่ใจแทบขาด “แม่อยู่นี่ ไม่ต้องกลัว” แต่เด็กน้อยวัยไม่ถึงสามขวบดีจะเชื่อฟังได้อย่างไร จึงไม่แปลกนักที่เฉินลี่จูจะกรีดร้องอย่างหนัก ใบหน้าเล็กนองน้ำตาและแผดเสียงไม่หยุด หยางหมี่เฟิงสงสารลูกแทบขาดใจ เฉินลี่จูยังเล็กเกินกว่าจะทนทานความเจ็บปวดหวาดกลัวที่เกิดขึ้นทุกวันได้ นางได้แต่หันไปทางเฉินซื่อจิ่นผู้เป็นสวามีราวกับตั้งคำถามว่าพวกเขาจะทำกับดวงใจของนางแบบนี้ไปอีกนานเท่าใด ลูกต้องมีรอยแผลจากการทดสอบเพียงใดพวกเขาจึงจะพอใจ!

           เฉินซื่อจิ่นเองก็มีท่าทีไม่ต่างจากนางนัก แต่ที่เขายังอดทนจนถึงตอนนี้ก็ด้วยอยากรู้ว่าอาการของเฉินลี่จูนั้นอยู่ในขั้นไหน เพียงแค่ต้านทานพิษได้ หรือแม้แต่เลือดนางก็เป็นพิษ! หากเป็นอย่างแรกก็นับว่าสวรรค์มาโปรด แต่หากเป็นอย่างหลัง...พวกเขาคงต้องเตรียมตัวเก็บข้าวของออกจากตำหนักได้เลย ไม่มีทางที่ฝ่าบาทจะเก็บเด็กน้อยมากพิษภัยเอาไว้แน่ ยังมีเรื่องการหมั้นหมายกับทางโหลวหลัน ทางนั้นจะยอมรับสะใภ้เช่นนี้ได้หรือ และเมื่อการหมั้นหมายถูกยกเลิก พวกเขาก็หมดประโยชน์ต่อราชสำนัก

           คมมีดกรีดลงที่นิ้วนางของเฉินลี่จู เด็กน้อยพลันกรีดร้องสุดเสียงเท่าที่จะเปล่งออกมาได้ เลือดสีสดไหลทะลักออกจากบาดแผลหยดลงสู่จอกกระเบื้องสีขาว หากปริมาณยังไม่เพียงพอ หมอหลวงผู้นั้นก็จำใจต้องบีบเค้นนิ้วน้อยเพื่อให้ได้เลือดมากพอที่ต้องการ เฉินลี่จูกรีดร้องจนเสียงแหบแห้ง

           เฉินซื่อจิ่นกำหมัดแน่นทนมองหมอหลวงกระทำกับบุตรสาวที่เขารักปานแก้วตาดวงใจ พอได้เลือดตามปริมาณที่ต้องการจึงยอมปล่อยมือ เฉินลี่จูร้องหาพระบิดาด้วยอาการขวัญเสีย ชายหนุ่มอุ้มบุตรสาวไว้แนบอก มองหยางหมี่เฟิงที่ทายาห้ามเลือดให้นิ้วน้อยๆ เขาก้มลงมองแผลเล็กแผลน้อยที่เพิ่มขึ้นไม่เว้นแต่ละวันก็พลันนึกถึงตนเองเมื่อครั้งยอมรับข้อเสนอของเสด็จพี่หวงตี้เพื่อกลับสู่ตำแหน่งไต้หวาง เขายอมกลับสู่ฐานันดรเพราะต้องการปกป้องชีวิตธิดากับชายา เมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้เขาก็รู้สึกไม่ปลอดภัยนัก แต่เขาจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่จะปล่อยผ่านไปได้

           “อดทนหน่อยนะลี่เอ๋อร์ พ่อจะไม่ให้เขากรีดเนื้อเอาเลือดลูกไปอีกแล้ว...” เฉินซื่อจิ่นพยายามปลอบเฉินลี่จู แค่ครั้งนี้ก็เพียงพอแล้ว เลือดที่ได้ไปก็มากพอแล้ว อย่าได้มาเอาเลือดลูกเขาไปอีกซ้ำสองเลย เขาหันไปถามหมอหลวง “ผลการตรวจสอบเลือดของนางจะออกมาเมื่อใด”

           หัวหน้าหมอหลวงหันไปปรึกษากันแล้วหันมาตอบ “ไม่เกินหนึ่งเดือนพ่ะย่ะค่ะ”

           “ระหว่างนี้จะไม่มีการตรวจสอบอย่างอื่นเพิ่มใช่หรือไม่” ตอนนี้แค่เฉินลี่จูเห็นบุรุษในชุดขุนนางกับนางกำนัลนางก็ร้องไห้จ้าแล้ว เขาไม่อยากให้ลูกมีแผลในใจไปมากกว่านี้ ก่อนหน้านี้ก็เอาพิษหลายชนิดมาทดสอบให้นางดื่มอย่างละนิดอย่างละหน่อย ไม่ต่างจากหนูทดลองเลยแม้แต่น้อย

           “ไม่มีแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อีกฝ่ายเอ่ยตอบเสียงเรียบ “พวกกระหม่อมขอทูลลา”

           หมอหลวงทยอยกันกลับ ประตูปิดลง เฉินซื่อจิ่นอุ้มเฉินลี่จูที่สะอื้นไห้จนน้ำตานองหน้าแนบบ่า เดินไปมาพลางร้องเพลงกล่อมให้ธิดารักสงบลง เฉินลี่จูแผดเสียงร้องไห้จนแทบไม่มีเสียงออกมา สุดท้ายก็หลับไปด้วยความเหนื่อยล้าและหมดแรง

           หยางหมี่เฟิงถอนใจมองเฉินซื่อจิ่นค่อยๆ วางลูกน้อยลงบนเตียง “หากผลออกมาไม่ดี...”

           “เราจะกลับไปที่หมู่บ้าน” เขาเอ่ยตอบพลางดึงผ้าห่มให้เฉินลี่จู “หรือไม่ก็ไปพานอวี๋17[smr2] 

           “เช่นนั้นก็ดี ข้าทนเห็นลูกเจ็บอีกไม่ได้แล้ว”

           “เป็นความผิดของข้า” เขาเอ่ย “ถ้าข้าไม่มีพิษในตัว ลี่เอ๋อร์คงเกิดมาเป็นเด็กธรรมดา ไม่ต้องพบเจออะไรเช่นนี้”

           “ไม่...ไม่ใช่ความผิดของเจ้า เจ้าอย่าโทษตัวเองเลยนะ พ่อยายหนู” หยางหมี่เฟิงบีบมือเขาเบาๆ เอียงศีรษะซบไหล่เขาด้วยท่าทางเหนื่อยล้า

           “ได้ยินว่าคนที่สนับสนุนให้ลี่เอ๋อร์รับการทดสอบคือท่านราชครูกับแม่นมขององค์ชาย” เขาเอ่ยเรียบๆ นึกโกรธอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย

           “จะโทษเขาก็ไม่ได้ องค์ชายเป็นรัชทายาทคนสำคัญของโหลวหลัน ดังนั้นความปลอดภัยขององค์ชายก็สำคัญ”

           “มิน่าเล่า ถึงได้หายหัวกันไปหมด” เฉินซื่อจิ่นว่าแดกดัน

           “หากท่านเป็นบิดาเขา ยังจะให้เขามาวิ่งเล่นกับลี่เอ๋อร์หรือ” หยางหมี่เฟิงถอนใจ “นี่นับว่าดีมากแล้วที่ท่านราชครูยังไม่รายงานไปทางโหลวหลัน ยังรั้งรอผลการทดสอบอยู่”

           “จะรายงานหรือทำอะไรก็ทำไปเถอะ อย่างดีก็ถูกปลด” เขาว่า “ถ้าเกิดจะเอาเรื่อง ข้าจะได้กราบทูลเสด็จพี่ว่าใครเป็นต้นเหตุให้ลี่เอ๋อร์ถูกพิษ” หากองค์ชายนั่นไม่มา หากองค์ชายนั่นไม่ชวนลี่เอ๋อร์ของเขาวิ่งเล่น...เรื่องเช่นนี้ก็คงไม่เกิด!

           “ก็เพราะทรงทราบถึงได้ยังถ่วงเวลาไว้อย่างไรเล่า” หยางหมี่เฟิงบุ้ยปาก นึกไปถึง ตัวต้นเหตุ ที่ตอนนี้ทุกข์ใจไม่ต่างกัน

           “ไม่รู้ละ หากลี่เอ๋อร์ต้องทนทุกข์ ข้าจะไม่ให้นางปิศาจนั่นสุขสบายนักหรอก” จนกว่าเรื่องของเฉินลี่จูจะคลี่คลาย เขาพร้อมพาล...ไม่สิ เอาเรื่องทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้หมด!

           บุคคลที่ทั้งคู่พาดพิงย่อมหมายถึงซื่อเซี่ยยี่ สตรีที่เป็นผู้ผลักเฉินซื่อจิ่นลงบ่ออสรพิษเมื่อยี่สิบกว่าปี[smr3] ก่อน ในวันนั้นซื่อเซี่ยยี่เองก็อยู่ในเหตุการณ์ แม้นางจะไม่ได้เอ่ยอันใดมาก แต่หยางหมี่เฟิงก็รู้ดีว่าซื่อเซี่ยยี่เป็นกังวลกับเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นซื่อเซี่ยยี่จึงเป็นฝ่ายออกหน้าไปเจรจากับฝ่าบาท ขอร้องให้ทรงถ่วงเวลาเอาไว้จนกว่าจะรู้ผลการทดสอบเลือดของลี่เอ๋อร์ เพราะนางเองก็ไม่อยากให้ชีวิตน้อยๆ ของลี่เอ๋อร์มาพังพินาศเพราะนางอีกคน

           ดังนั้นเพื่อปลอบใจลี่เอ๋อร์อีกทาง ซื่อเซี่ยยี่จึงส่งเด็กๆ ของจวนอัครเสนาบดีอย่างฉีจิ้นหลี่และเซียวไน่มาเล่นกับลี่เอ๋อร์ ทั้งยังบังคับให้ไป๋จิ้งเหอพาไป๋ซือเซียนกับเฮยเยว่ถิงมาสมทบอีกด้วย เมื่อพอมีสหาย ลี่เอ๋อร์จึงคลายความทุกข์ใจลงได้บ้าง และได้รับรู้ว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้รังเกียจนาง

           เฉินลี่จูวัยสองขวบเศษได้เรียนรู้ว่าผู้ใดคือมิตรแท้ของนาง...

           “ขอบใจพวกเจ้ามากนะที่มาเป็นเพื่อนเล่นให้ลี่เอ๋อร์” หยางหมี่เฟิงยิ้มพลางยกขนมเจ้าจอมแดง18 กับขนมดอกกุ้ยน้ำมะพร้าว19 มาให้เด็กๆ กินคู่กับน้ำชายามบ่าย เด็กๆ เหล่านี้อยู่ในตระกูลสูงส่ง แม้จะหิวแค่ไหนก็ยังรอจนกว่าหยางหมี่เฟิงให้สัญญาณว่าเริ่มกินได้ จึงจะลงมือแย่งกันกินหนุบหนับ

           “ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ ท่านน้าหวางเฟย พวกเราก็อยากเล่นกับลี่เอ๋อร์เหมือนกัน” ฉีจิ้นหลี่บุตรชายของซื่อเซี่ยยี่วัยเก้าขวบเคี้ยวขนมเจ้าจอมแดงตุ้ยๆ “ขนมนี่อร่อยมากเลย ขอนำกลับไปกินที่บ้านด้วยได้ไหม”

           “ตะกละ!” เฮยเยว่ถิงที่อายุไล่เลี่ยกันร้องด่าทันใด

           “ข้าจะเอาไปฝากท่านแม่ต่างหาก”

           “ไม่ต้องอ้างท่านป้าเลย เจ้าจะเอาไว้กินคนเดียวเสียมากกว่า!”

           ... เซียวไน่ไม่พูดไม่จาเอาแต่มองขนมดอกกุ้ยที่กัดไปแล้วหนึ่งคำพลางคิดว่าของอร่อยเช่นนี้ เขาจะขอกลับไปให้ท่านแม่ที่บ้านบ้างได้หรือไม่ ในกลุ่มเด็กเหล่านี้ เซียวไน่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยที่สุด บิดาบุญธรรมของเขาเป็นพ่อบ้านของจวนมหาเสนาบดี มารดาบุญธรรมเป็นเพียงบ่าวในจวน แต่เขากลับได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีเหมือนเป็นคุณชายคนหนึ่ง อีกทั้งฉีจิ้นหลี่ก็ไม่เคยรังเกียจเขา ไม่ว่าไปที่ใดล้วนพาเซียวไน่ไปด้วยตลอด

           หยางหมี่เฟิงฟังเด็กๆ คุยกันแล้วหัวเราะ “เอาเถอะ ขนมเหล่านี้ยังมีอีกมาก พวกเจ้ากินให้อิ่มก่อน เดี๋ยวน้าจะให้นางกำนัลห่อกลับไปให้ดีหรือไม่” จากนั้นหันไปแตะมือเซียวไน่ “เจ้าเองก็ด้วย เอากลับไปฝากท่านแม่เยอะๆ แล้วบอกว่าน้าเฟิงฝากมาให้นะ”

           “ขะ...ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะหวางเฟย” เซียวไน่เอ่ยอย่างนบนอบ เขายังคงเป็นเด็กชายที่สุภาพเรียบร้อยเหมือนครั้งแรกที่เจอกันไม่ผิด

           “ได้ยินหรือไม่ ท่านน้าบอกแล้วว่าให้ข้าเอากลับไปกินที่บ้านอีกได้” ฉีจิ้นหลี่ยิ้มเยาะ เฮยเยว่ถิงขมวดคิ้วอย่างขุ่นเคือง

           “หลี่หลี่หนม” เฉินลี่จูเรียกแล้วยื่นขนมให้ ฉีจิ้นหลี่หันมางับไปจากมือน้อยๆ แล้วทำเสียงง่ำๆ จนเฉินลี่จูหัวเราะออกมา หยางหมี่เฟิงเห็นดังนั้นจึงถาม

           “คุณชาย...ไม่กลัวหรือ”

           “กลัวอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”

           “กลัวลี่เอ๋อร์ กลัวเลือดของลี่เอ๋อร์...”

           ฉีจิ้นหลี่กลอกตาส่ายหน้าช้าๆ “ท่านน้าหวางเฟย กระหม่อมกับลี่เอ๋อร์เล่นมาด้วยกันตั้งแต่นางยังเล็ก ถ้าตัวนางมีพิษจริง กระหม่อมสมควรตายไปแล้วร้อยหน” เขาตอบหน้าซื่อ “ทั้งเยว่เอ๋อร์ เซียนเซียน เราล้วนเคยเล่นกับนาง เคยกินขนมจานเดียวกับนาง ไม่เห็นมีใครเป็นอะไร องค์หญิงองค์ชายพวกนั้นก็เหมือนกัน กระหม่อมไม่เข้าใจเลยว่าจะกลัวอะไร แค่นางมีพรสวรรค์ไม่เหมือนผู้อื่นเท่านั้นเอง”

           “พรสวรรค์? หยางหมี่เฟิงทวนคำ น้ำเสียงออกประหลาดใจ นางเองก็รู้ว่าคุณชายน้อยผู้นี้ฉลาดเฉลียว แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีจิตใจดีและมองสถานการณ์ได้ไม่เหมือนผู้อื่นเช่นนี้ มหาเสนาบดีฉีกับท่านแม่ทัพของนางดูแลสั่งสอนคุณชายน้อยผู้นี้มาดีจริงๆ

           ฉีจิ้นหลี่เคี้ยวขนมพลางพยักหน้า “คนในหน่วยลับฝึกฝนกันแทบตาย กว่าจะเชี่ยวชาญด้านการทดสอบพิษ แต่ลี่เอ๋อร์ไม่ต้องทำอะไรเลย”

           “จริงเพคะ พิษอะไรก็ทำร้ายนางไม่ได้เช่นนี้ดีที่สุดเลยเพคะ” เฮยเยว่ถิงเอ่ยเสริม “ลี่เอ๋อร์โชคดีมากที่สวรรค์ประทานความสามารถเช่นนี้มาให้”

           “เช่นนั้นเซียนเซียนกับเยว่เอ๋อร์จะมาชวนลี่เอ๋อร์ไปเล่นด้วยบ่อยๆ” ไป๋ซือเซียนยิ้มหวาน “แล้วถ้าใครปากไม่ดีนินทาลี่เอ๋อร์ เซียนเซียนจะจัดการคนคนนั้นให้เองเพคะ”

           หยางหมี่เฟิงได้ยินแล้วได้แต่อมยิ้ม คงเป็นเพราะเด็กๆ เหล่านี้คลุกคลีกับผู้คนมากมายหลากหลายชนชั้น ความคิดอ่านจึงไม่เหมือนเด็กทั่วไป

           “ลี่เอ๋อร์ เดี๋ยวกินขนมเสร็จเรามาเล่นตุ๊กตากันนะ” ไป๋ซือเซียนหยิบกล่องข้างกายมาเปิด ด้านในมีตุ๊กตาผ้าทั้งที่เป็นตุ๊กตาเด็กผู้หญิง เด็กผู้ชาย และสัตว์ต่างๆ อยู่หลายตัว นางหยิบตุ๊กตาเสือให้เฉินลี่จูตัวหนึ่ง “นี่เป็นตุ๊กตาตัวโปรดของพี่ พี่ให้ลี่เอ๋อร์นะ”

           เฉินลี่จูหัวเราะแล้วหยิบตุ๊กตาไปฟาดกับโต๊ะ หยางหมี่เฟิงถึงกับห้ามแทบไม่ทัน “ลี่เอ๋อร์ อย่าทำอย่างนั้นสิ!”

แต่ไป๋ซือเซียนกลับไม่ถือสา

           “ไม่เป็นไรเพคะ ถึงจะเป็นตุ๊กตาผ้า แต่มันก็ทนมากเลยเพคะ”

           หยางหมี่เฟิงมองไป๋ซือเซียนที่ไม่ถือสาซ้ำยังชวนเฉินลี่จูเล่นอย่างสนิทสนม ก็ให้ดีใจนักที่ยังมีผู้คนแสนวิเศษอยู่ข้างบุตรสาวของนางในช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ บางทีนี่อาจเป็นช่วงเวลาพิสูจน์ว่าผู้ใดคือมิตรแท้ก็เป็นได้

           คิดแล้วพลันนึกถึงเด็กน้อยอีกคน...เด็กน้อยผู้เป็นคู่หมั้นของเฉินลี่จูที่หายหน้าไปตั้งแต่วันนั้น

           ณ ตำหนักเจี่ยวเฟิง หน้าเรือนพักส่วนตัวขององค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านที่ถูกตกแต่งอย่างงดงามตามแบบฉบับโหลวหลัน องค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านนั่งชันเข่าเท้าคางอยู่ที่บันไดเรือนพลางเหม่อมองไปไกล

           “องค์ชายเพคะ หม่อมฉันเตรียมลักมัน20 ไว้ เสวยสักนิดเถอะเพคะ” แม่นมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

           อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านเพียงพยักหน้า ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับหยุดตนเองเอาไว้ แม่นมที่เลี้ยงดูองค์ชายน้อยมานานมีหรือจะดูไม่ออก องค์ชายวิตกเรื่องท่านหญิงหรือเพคะ

           ไม่รู้ว่าลี่เอ๋อร์จะเป็นอย่างไรบ้างองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านเอ่ยตอบ เขาทราบข่าวมาว่าลี่เอ๋อร์น้อยถูกกรีดนิ้วเพื่อนำเลือดไปตรวจสอบหาพิษอยู่หลายหนก็ให้นึกเป็นห่วง แต่ใจก็ไม่กล้าพอที่จะไปเยี่ยมเยียน

           แม่นมฟังแล้วก็นึกสงสารท่านหญิงน้อย แม้จะได้รับความโปรดปรานสนิทสนมจากองค์ชาย แต่หากเลือดนางมีพิษจริง การหมั้นหมายคงต้องยกเลิก ท่านหญิงน้อยยังเยาว์นัก การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตนาง แต่ทางโหลวหลันก็ใช่ว่าจะมีทางเลือกนัก ถึงอย่างไรความปลอดภัยขององค์ชายต้องมาก่อน

           “อีกไม่นานผลการตรวจของท่านหญิงก็ออกมาแล้วเพคะ เมื่อถึงตอนนั้นพระองค์ก็สามารถไปพบท่านหญิงได้” แม่นมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

           อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านพยักหน้าเนือยๆ คล้ายว่าเข้าใจดี แค่รู้สึกเหงาไปหน่อยเท่านั้น

           “วันนี้รัชทายาทจะเสด็จไปเยี่ยมหวงไทโฮ่ว21 มิสู้องค์ชายรีบเสด็จไปหา ชวนกันเล่นเตะลูกหนังดีหรือไม่เพคะ

           ข้าไม่อยากไป เขาบอกเสียงอุบอิบ แม่นมถอนใจ ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องนั้น องค์ชายน้อยก็หงอยเหงาซึมเซา บ่นถึงท่านหญิงน้อยเช้าเย็น ยิ่งพอได้ยินข่าวว่าทุกคนตีตัวออกห่างลี่เอ๋อร์ก็ยิ่งเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนัก แม้แต่พระสหายสนิทอย่างรัชทายาทเฉินหรูอี้และพระสหายอื่นๆ มาชวนไปเล่นก็ไม่อยากไป

           “หวงไทโฮ่วประทับตำหนักฉางเซิ่ง ตามธรรมเนียมแล้วเราต้องไปถวายพระพรทุกเช้า ถ้าองค์ชายไม่ไปจะเป็นการเสียมารยาทนะเพคะ”

           “บอกไปว่าข้าไม่สบายก็ได้นี่” อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านเริ่มพิงศีรษะกับต้นเสาสีแดง

           “องค์ชาย...” น้ำเสียงแม่นมเริ่มดุ ปกติองค์ชายที่แม้จะทรงพระเยาว์แต่ก็รู้หน้าที่ตนเองมาโดยตลอด เป็นคราแรกที่พระองค์ดื้อรั้นงอแงเช่นนี้ เมื่อเห็นว่าแม่นมเอาจริงเอาจัง อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านก็ชักสีหน้าแล้วลุกขึ้น

           “ได้ งั้นข้าจะไป” เด็กชายตัวน้อยเดินตึงๆ เข้าไปในห้องให้แม่นมตามไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วมาเสวยมื้อกลางวันที่เตรียมไว้ให้ จากนั้นจึงไปยังตำหนักฉางเซิ่งซึ่งหวงโฮ่วกับหวงไทโฮ่วรออยู่

           แต่มิรู้ว่าสวรรค์จงใจเล่นตลกอันใด ระหว่างทางเขาจึงพบกับขบวนของหยางหวางเฟย และผู้ที่เดินนำขบวนมาด้วยอาการเริงร่านั้นย่อมเป็นผู้ใดไม่ได้นอกจากหวางจู่[smr4] ... เฉินลี่จู!

           เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสีเหลืองปักลายต้นหลิวเห็นคนที่เคยเล่นด้วยกันมาก็นึกดีใจ ร้องทักเสียงดังพร้อมวิ่งเข้าไปหา “ฟ่านฟ่าน!”

           อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านสะดุ้งด้วยไม่คาดคิด ความเผลอตัวทำให้เขาแสดงท่าทางหวาดกลัวออกมา ตกใจเสียจนก้าวถอยหลังไปหลายก้าว แผ่นหลังชนกับขาของแม่นม

           เฉินลี่จูพลันชะงักค้างราวกับเพิ่งรู้สึกตัว นางหยุดวิ่ง เพียงยืนมองมาทางเขาเท่านั้น รอยยิ้มที่มุมปากลดลงกลายเป็นเส้นตรงเรียบๆ แววตาร่าเริงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา นางเข้าใจแล้ว...ฟ่านฟ่านเองก็เป็นดังเช่นคนเหล่านั้น...

           “อ๊ะ!” อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านใจหายวาบที่จู่ ๆ เฉินลี่จูก็หันหลังวิ่งกลับไปหาหยางหมี่เฟิง และยิ่งเสียใจลึกๆ เมื่อเห็นนางเอาแต่หลบอยู่ข้างหลังไม่ยอมมองเขาอีก

           ในตอนนี้หยางหมี่เฟิงทำได้เพียงพาเฉินลี่จูเดินเลี่ยงไปอีกทาง คล้ายเมื่อครู่ไม่ได้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เมื่อขบวนของหยางหวางเฟยล่าถอยออกไป อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านกลับยังยืนอยู่ที่เดิม

           แววตาที่นางมองเขาเมื่อครู่...ราวกับเขาไม่มีความสำคัญอีกแล้ว

           “องค์ชายเพคะ” แม่นมวางมือลงบนไหล่อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านแผ่วเบา “รีบไปเถอะเพคะ”

           “ไม่ไปแล้ว” เขาเอ่ยทั้งที่ก้มหน้า ครานี้ไม่รอฟังคำทัดทานใดๆ จากแม่นมทั้งสิ้น ร่างเล็กหมุนตัวกลับไปยังตำหนักด้วยท่าทีหัวเสียอย่างที่สุด!

 

           “องค์ชายเพคะ เสวยอะไรบ้างเถอะเพคะ” เสียงแม่นมร้องอ้อนวอนพลางเคาะประตูรัวๆ เพื่อให้องค์ชายน้อยยอมแตะต้องอาหารสักนิด “องค์ชายประสงค์สิ่งใด ขอเพียงพระองค์เอ่ยปาก หม่อมฉันจะรีบไปหามาให้เพคะ!”

           “ข้าอยากอยู่คนเดียว!” องค์ชายน้อยส่งเสียงดังจากผ้าห่มที่มุดอยู่ ตอนนี้เขาต้องการความสงบเพื่อขบคิดบางอย่างให้ดี

           “เมื่อวานก็ไม่เสวยอะไรทั้งวัน อย่าทรงทรมานพระองค์เองเลยเพคะ!” แม่นมร้อนใจเหลือคณา หลังจากเจอเฉินลี่จูโดยบังเอิญ องค์ชายน้อยของนางก็เข้าห้องแล้วปิดประตูลงกลอนขังตัวเองไว้ด้านใน สั่งห้ามผู้ใดรบกวน แม้แต่อาหารสักมื้อก็ไม่ยอมแตะ

           “ก็บอกว่า...” อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านทำท่าจะเอ่ยซ้ำอีก แต่สุดท้ายก็ไม่เอ่ยอันใดออกมา ดวงตากลมหรี่เล็กน้อยอย่างตัดสินใจแล้วเอ่ยตอบ “ข้าอยากกินอุรีโมค์22 ท่านทำมาให้ข้าได้ไหม”

           แม้จะแปลกใจ แต่ก็ดีใจยิ่งกว่าที่องค์ชายยอมเสวย แม่นมลนลานตอบรับคำขอทันที “ได้เพคะ องค์ชายรอสักครู่นะเพคะ!”

           อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านไม่ตอบรับอันใดอีก อดทนรอให้อีกฝ่ายไปทำอุรีโมค์ตามคำสั่ง จากนั้นไม่นานแม่นมก็กลับมา

           “องค์ชาย หม่อมฉันนำอุรีโมค์มาแล้วเพคะ เปิดประตูให้หม่อมฉันเถอะนะเพคะ”

           “เอาเข้ามาได้เลย” อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านร้องตอบ แม่นมและนางกำนัลนำอุรีโมค์เข้ามา ก็พบอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านนั่งรออยู่แล้วด้วยใบหน้านิ่งเฉย

           “ข้าอยากกินคนเดียว พวกเจ้าออกไปเถอะ” เขาบอก

           “แต่ว่า...”

           “แม้แต่คำสั่งข้า ท่านก็ไม่เชื่อแล้ว?

           แม่นมอยากค้าน แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นองค์ชาย จึงโบกมือให้นางกำนัลออกไปก่อน อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านเหลือบตามองนางกำนัลที่ทยอยเดินออกไป จึงก้มลงตักอุรีโมค์กินคล้ายโหยหิวยิ่ง เห็นเช่นนั้นแม่นมจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก

           “หากองค์ชายอยากเติมอีก เรียกหม่อมฉันได้เลยนะเพคะ”

           อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านพยักหน้า ทำเป็นก้มหน้าก้มตาตักกินอุรีโมค์กินต่อ เบื้องหน้าแสร้งทำเฉยชาใส่แม่นม แท้จริงกลับลอบเล่นละคร เฝ้ามองแม่นมออกจากห้องและปิดประตูไว้ดังเดิม

           เขายังทำทีเป็นตักอุรีโมค์กิน ใบหน้ากลับชะเง้อมองเงาที่ประตูว่าแม่นมกับนางกำนัลจากไปหมดแล้วแน่แท้ ร่างเล็กกระโดดออกจากโต๊ะทั้งที่กินไปแค่ครึ่งชาม เนื่องจากองค์ชายน้อยไม่ได้เสวยอะไรมาหนึ่งวันเต็ม แม่นมจึงเติมข้าวฟ่างลงไปด้วย ดังนั้นแม้กินแค่ครึ่งชามเขาก็รู้สึกอิ่มแล้ว

           อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านพุ่งตัวไปที่หีบของเล่น รื้อค้นอยู่อึดใจก็หยิบของออกมาชิ้นหนึ่ง จากนั้นก็ปีนกลับขึ้นเตียง จัดการเอาหมอนหลายๆ ใบมาต่อกันแล้วคลุมทับด้วยผ้าห่ม กะคะเนว่าให้มีลักษณะใกล้เคียงกับตัวเขาแล้วค่อยๆ เดินไปเปิดหน้าต่าง มองไปซ้ายขวาเห็นว่าปลอดคนและองครักษ์แล้วจึงรีบกระโดดออกมาอย่างเงียบเชียบ



17 กว่างโจวในปัจจุบัน

18 ขนมอบกรอบสีแดง มีไส้

19 ขนมโก๋ชนิดหนึ่งใส่ดอกหอมหมื่นลี้กับน้ำมะพร้าว

20 บะหมี่ผัดใส่ถั่วลิสงและเนื้อเส้น

21 พระมารดาของฮ่องเต้

22 โยเกิร์ตนมแพะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 214 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #67 ฺBedroom (@154356) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:08
    ฟ่านฟ่านไปง้อน้องเร็ว ไม่อยากให้ห่างเหินกันไปอย่างนี้เลย
    #67
    0
  2. #48 JitchutaP (@JitchutaP) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:10
    น่าสงสารจัง ทั้งลี่จู ทั้งฟ่านๆ
    #48
    0
  3. #47 mee_pa (@mee_pa) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 09:24
    ฟ่านฟ่านเป็นเด็กธรรมดาอะนะ มาเจอกลุ่มเด็กไม่ธรรมดาเลยเห็นความต่างชัด
    #47
    0
  4. #46 hellominky9549 (@hellominky9549) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:23
    น่าสงสารลี่จูน้อย พี่ฟ่านไปปรับความเข้าใจกับน้องเร็วๆ นะ
    #46
    0
  5. #44 05062533 (@05062533) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:23
    ติดตามจ้า..ติดตาม
    #44
    0
  6. #43 Jewelry77 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:39
    มาแล้วๆ

    เด็กน้อยงอนง้อกัน
    #43
    0
  7. #42 fahrugnam (@fahrugnam) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:21
    ฟ่านฟ่านแอบไปหาลี่จูแล้วหายงอนนะ
    #42
    0
  8. #41 hongse2 (@hongse) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:57
    ลี่จูงอนพี่ชายให้ง้อนานๆๆเลยนะ
    #41
    0
  9. #40 novellover (@Novellover) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:49
    คงตามง้อนานหน่อยนะ ฟ่านฟ่าน ลี่จูโป้งแล้ว
    น่ารักจังพี่ๆคนอื่นๆ แต่เข้าใจฟ่านฟ่านทำอะไรไม่ได้ ดีงามที่ได้อ่านพ่อแม่น่ารักมากเตรียมการย้ายบ้านทิ้งเมืองหลวง น่าจะทำนะ บอกทำร้ายจิตใจลูกแกล้งพาไปเที่ยวนอกเมืองสักหลายๆเดือนทำโทษ พี่ชาย และ แม่ทัพ
    #40
    0
  10. #39 Benben (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:15
    ไปไหนนร้า รอค่ะ
    #39
    0
  11. #38 Markban2526 (@Markban2526) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:08
    ต่อนะคะ
    #38
    0