[Pre-order] ชายาบัญชารัก (สนพ.เฟยฮุ่ย)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 65,068 Views

  • 275 Comments

  • 1,709 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    223

    Overall
    65,068

ตอนที่ 5 : ต้องพิษ (รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5438
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 219 ครั้ง
    17 ก.พ. 62

สี่

 

           ระหว่างนั้น ตำหนักเจี่ยวเฟิงอันเป็นที่ประทับของหวงโฮ่วก็ได้ต้อนรับอาคันตุกะตัวน้อย นั่นคือท่านหญิงเฉินลี่จู เด็กน้อยถูกอุ้มมานอนที่พระแท่นบรรทมกว้างโดยมีองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านเดินตามอย่างใกล้ชิด แม้ตนเองจะยังหาวหวอด แต่ก็ยืนกรานจะคอยดูแลลี่เอ๋อร์น้อย แม้หวงโฮ่วจะรับสั่งให้กลับไปพักผ่อนก็ไม่ยอม เพียงเอ่ยปากขอม้วนตำราไม้ไผ่ที่ต้องอ่านทบทวนตามที่อาจารย์สั่ง จากนั้นเขาก็นั่งอ่านอยู่ที่พื้นไม่ขยับไปไหน

           ลี่เอ๋อร์น้อยนอนหลับพริ้มอย่างเป็นสุข บางคราก็กลิ้งตัวแล้วถีบผ้าห่มออก อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านก็เป็นผู้ดึงผ้ามาห่มให้อย่างเดิม

           “นางหลับนานหรือไม่” เขาถามนางกำนัลของตำหนักไต้หวางที่รั้งอยู่เพื่อคอยดูแล

           “ครั้งละสองชั่วยามเพคะ” นางกำนัลตอบ

           สองชั่วยาม...นับว่านานอยู่ อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านคิดพลางมองไปยังร่างเล็กที่บางคราทำปากขมุบขมิบ บางคราก็ทำคิ้วย่นดูน่าขัน ชวนให้สงสัยนักว่านางกำลังฝันเห็นสิ่งใด

           ขณะกำลังขบขัน ลี่เอ๋อร์น้อยกลับส่งเสียงร้องลั่นประหนึ่งตกใจสุดขีด อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านรีบพุ่งตัวขึ้นไปบนเตียง เอามือตบอกน้อยนั้นเบาๆ ปากก็เอ่ยปลอบไม่หยุด “ไม่เป็นไรนะลี่เอ๋อร์ เจ้าแค่ฝันร้าย ไม่เป็นอะไรแล้ว” เขาเลียนแบบการปลอบของหวงโฮ่วยามที่รัชทายาทเฉินหรูอี้ฝันร้ายกลางดึก พระนางจะทรงลุกมาตบอกเฉินหรูอี้เบาๆและเอ่ยเสียงนุ่มที่คลายกังวล แบบเดียวกับที่เขาเพิ่งพูดไป

           “พี่ฟ่านอยู่นี่ ลี่เอ๋อร์ไม่ต้องกลัวนะ” มือหนึ่งของเขาลูบอกนาง อีกมือจับมือน้อยไว้แน่น จากนั้นเฉินลี่จูก็ค่อยๆ สงบลง ก่อนร่างเล็กจะนอนหลับเป็นปกติ เขาถอนใจอย่างโล่งอก แต่สิ่งที่เกิดจากนั้นคือมือของเฉินลี่จูที่จับมือเขาไว้แน่น ทำให้เขาต้องค้างอยู่ในท่านั้น...

           มือนางเหนียวนัก จับมือเขาแน่นไม่ยอมปล่อย ยิ่งเขาออกแรงดึงออก นางก็ทำท่าเบะปากจะร้องอย่างไม่พอใจ เขาจึงต้องปล่อยให้นางจับมือเอาไว้เช่นนี้

           จากครึ่งชั่วยามเป็นหนึ่งชั่วยาม เฉินลี่จูก็ยังไม่ปล่อยมือจนเขาถูกความเมื่อยและง่วงงุนเข้าครอบงำ สุดท้ายเขาก็เอาศีรษะพิงเสาของพระแท่นบรรทมแล้วหลับไป

 

           เมื่อถึงยามเซิน15 เฉินซื่อจิ่นกับหยางหมี่เฟิงก็ตื่นมาเตรียมเข้าวัง โดยมีความประสงค์คือรับลี่เอ๋อร์น้อยที่อยู่ในความดูแลของหวงโฮ่วกลับโดยเร็ว

           หยางหมี่เฟิงสืบเท้าเร็วเดินนำหน้า รู้สึกใจคอไม่ดีนักจึงตั้งใจจะเดินเข้าไปดูลาดเลาก่อน เมื่อเดินไปถึงก็เห็นฉางยวี่16 ของหวงโฮ่วยืนรออยู่ก่อนแล้ว

           “ถวายพระพรหวางเฟยเพคะ”

           หวงโฮ่วล่ะ

           ประทับอยู่กับองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านกับท่านหญิงเฉินในห้องบรรทมเพคะ”

           หยางหมี่เฟิงลุกลนจนเฉินซื่อจิ่นจับพิรุธได้ เมื่อนางเริ่มก้าวเข้าตำหนัก เขากลับเร่งฝีเท้าเดินแซงหน้านางไป

           “หวางเย!” หยางหมี่เฟิงพยายามร้องห้าม แต่ก็ไร้ผล เขาเดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึงห้องบรรทมแล้ว

           ไต้หวางผู้ไม่เกรงใจใคร ไม่รอให้ฉางยวี่ไปทูลหวงโฮ่วก็บุกเข้าไปถึงห้องด้านใน “ขอประทานอภัยที่เสียมารยาทพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ยก่อนคุกเข่าลงเบื้องหน้า “กระหม่อมมาขอรับตัวลี่เอ๋อร์กลับตำหนักพ่ะย่ะค่ะ”

           หวงโฮ่วแย้มพระสรวล ทรงลุกจากที่ประทับแล้วเดินนำไปยังพระแท่นบรรทม “มาสิ”

           “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” เฉินซื่อจิ่นยิ้มรับก่อนเดินตามหวงโฮ่วเข้าไปยังห้องด้านในอีกชั้น แต่ภาพที่เห็นทำให้เฉินไต้หวางยืนนิ่ง ไม่ส่งเสียงใดๆ จนหยางหมี่เฟิงที่ตามมาถึงกับรู้สึกหวาดหวั่นใจคอไม่ดี

           ภาพที่เห็นคือองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านนอนฟุบหน้าอยู่กับพระแท่นบรรทม มือยังคงกุมมือน้อยของธิดาเฉินซื่อจิ่นเอาไว้แน่น หยางหมี่เฟิงลอบมองท่าทีของเฉินซื่อจิ่น เมื่อเห็นเขายังไม่เอ่ยอันใดหรือมีท่าทีโกรธเกรี้ยวก็ค่อยๆ ย่างสามขุมไปย่อตัว แตะมือลงที่ไหล่องค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านเบาๆ

           “องค์ชายเพคะ”

           "ละ...ลี่เอ๋อร์!” องค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านสะดุ้งตื่น สิ่งแรกที่เขาเรียกและมองหาคือน้องสาวตัวน้อยว่ายังหลับดีหรือไม่ และยังจับมือพี่ฟ่านคนนี้เอาไว้หรือไม่

           “น่ายินดียิ่ง แม้แต่ตอนลี่เอ๋อร์หลับก็ยังมีคนคอยดูแล” เสียงเฉินซื่อจิ่นเย็นเยือก

           “หวางเย...” หยางหมี่เฟิงร้องปราม นี่องค์ชายแห่งโหลวหลันนะ

           “ตอนนี้คงไม่รบกวนองค์ชายแล้ว กระหม่อมขอพาลี่เอ๋อร์กลับก่อน” เฉินซื่อจิ่นเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนเดินไปช้อนตัวบุตรสาวอุ้มขึ้นแนบอก แต่ที่แปลกใจคือองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านยังจับมือเฉินลี่จูไว้แน่น แม้จะถูกอุ้มขึ้นสูง แต่เท้าเล็กๆ ก็ยังเขย่งตามอย่างสุดความสามารถ

           หยางหมี่เฟิงพรูลมหายใจ มิใช่เขาหรอกหรือที่เพิ่งสัญญากับนางว่าจะไม่แกล้งองค์ชาย ผ่านไปไม่ทันถึงวัน คำสัตย์ปฏิญาณก็ลืมสิ้นแล้วหรือไร

           “องค์ชาย ปล่อยมือเถอะพ่ะย่ะค่ะ ถ้ายังดึงไว้เช่นนี้ทั้งพระองค์ทั้งลี่เอ๋อร์จะเจ็บตัวได้” เขาเอ่ยเตือนพลางสบเนตรองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านที่ดูราวกับหมาป่าตัวน้อยไม่ยอมปล่อยสิ่งที่ตนเองรัก...

           เป็นแววตาที่ดี...เขาชื่นชมไม่น้อยทีเดียว

           “ฮะแอ้ม!” หยางหมี่เฟิงทนไม่ไหวกระแอมขึ้นเพื่อปรามเฉินซื่อจิ่น แล้วย่อตัวลงเล็กน้อยคุยกับอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่าน “องค์ชายเพคะ อยากเล่นกับน้องหรือเพคะ”

           “มิใช่” เขาตอบสีหน้าแน่วแน่ “นางกำลังหลับ ข้าไม่อยากให้นางถูกผู้ใดรบกวน”

           “ทำไมถึงดำริเช่นนั้นเพคะ”

           เฉินซื่อจิ่นเองก็ย่นคิ้วงุนงง... รบกวนอันใด พวกเขาเป็นพ่อแม่ของนางนะ ลูกลิงที่เกาะมือลูกสาวคนอื่นไว้ต่างหากที่รบกวน

           อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านนิ่ง เขาไม่อาจตอบคำถามนี้ได้ รู้เพียงว่าอยากเห็นนางหลับอย่างเป็นสุขภายใต้การดูแลของเขา ไม่ได้คิดไปถึงว่าผู้อยู่เบื้องหน้าคือบิดามารดาของเฉินลี่จู

           เฉินซื่อจิ่นเห็นองค์ชายอับจนคำตอบจึงเอ่ยต่อ “หากประสงค์จะไปเที่ยวเล่นตำหนักไต้หวาง พระองค์เสด็จไปได้ทุกเมื่อ”

           “แล้วหมา...” อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านอดหวาดหวั่นมิได้ แม้ได้ยินคำยืนยันจากหวางเฟยแล้วก็จริง แต่ถ้าไม่ได้ยินคำยืนยันจากปากเจ้าของตำหนักอีกคนเขาคงไม่สบายใจ...เขาไม่อยากดูอ่อนแอต่อหน้าลี่เอ๋อร์อีกแล้ว

           “ลี่ลี่จะไม่ออกมายามที่พระองค์เสด็จอีก” น้ำเสียงเฉินซื่อจิ่นติดจะรำคาญและผิดหวัง ดูท่าองค์ชายผู้นี้จะมีสิ่งที่หวาดกลัวแล้ว

           อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านพยักหน้า แต่ยังเอ่ยต่อ “ไม่เป็นไร จากนี้ไปข้าจะตั้งใจเรียนวรยุทธ์จากท่านราชครูให้มากขึ้น คราวหน้าข้าต้องปกป้องนางให้ได้"

           เฉินซื่อจิ่นกระตุกยิ้มนิดหนึ่งแล้วเอ่ย "กระหม่อมจะรอชม"

           ได้ยินเช่นนั้น องค์ชายน้อยก็เป็นฝ่ายยอมถอย ปล่อยมือน้อยให้เป็นอิสระ เฉินลี่จูน้อยเบะปากทำท่าจะร้อง เมื่อรู้สึกว่าสัมผัสอบอุ่นที่มือจางหาย ทำเอาอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านกังวล รีบตามไปเอ่ยปลอบแล้วร้องเพลงให้ฟัง ไม่ถึงอึดใจเฉินลี่จูก็หลับต่ออย่างเป็นสุข

           เฉินซื่อจิ่นหรี่ตามององค์ชายผู้รู้จักธิดาของเขาไม่ถึงวัน กลับรู้วิธีปลอบโยนนางยามจะร้องไห้...เขาควรดีใจใช่หรือไม่

           “ลี่เอ๋อร์หลับต่อแล้ว องค์ชายปล่อยมือเถอะเพคะ พรุ่งนี้องค์ชายค่อยมาหาเฉินลี่จูที่ตำหนักนะเพคะ หม่อมฉันยินดีต้อนรับเสมอ” หยางหมี่เฟิงว่าขณะกุมมือน้อยของไว้อย่างอ่อนโยน

           อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านตอบรับทันที “เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปตั้งแต่เช้า”

           พออวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านปล่อยมือ เฉินซื่อจิ่นก็ถอยออกมาสองสามก้าวแล้วหันไปทางหวงโฮ่ว “กระหม่อมขอทูลลา”

           หวงโฮ่วทรงอมยิ้มที่เห็นว่าเฉินซื่อจิ่นมีท่าทีอ่อนลง เมื่อเฉินซื่อจิ่นพาเฉินลี่จูออกไปแล้ว พระนางจึงรีบคว้าตัวหยางหมี่เฟิงมาถามทันที “เจ้าทำเช่นไร อาจิ่นจึงได้ยอมว่าง่ายเช่นนี้”

           ใบหน้าหยางหมี่เฟิงขึ้นสีเรื่อเล็กน้อย “ไม่มีอะไรพิเศษหรอกเพคะ อาจิ่นเป็นคนมีเหตุผล หม่อมฉันพูดอธิบายไปก็เข้าใจ”

           “ถ้าเป็นคนใช้เหตุผลอธิบายเข้าใจ เขาคงไม่ปล่อยลี่ลี่มารังแกองค์ชายหรอก จริงหรือไม่” หวงโฮ่วหรี่พระเนตรลงอย่างเจ้าเล่ห์ไม่แพ้พระสวามี

           “เอาเป็นว่าตอนนี้หวางเยรับปากแล้วว่าจะไม่กลั่นแกล้งองค์ชายเช่นนั้นอีกเพคะ” หยางหมี่เข้าสู่บทสรุปทันควัน

           พระนางแย้มพระสรวลเมื่อเห็นท่าทีตัดบทด้วยสีหน้าเขินอายของผู้ที่พระนางรักดั่งน้องสาว “เช่นนั้นก็ดีแล้วละ เจ้าก็รีบตามไปเถอะ เกิดช้าเดี๋ยวอาจิ่นเกิดนึกพิเรนทร์อยากแกล้งเจ้าไปด้วยอีกคนจะแย่เอา"

           “ทูลลาหวงโฮ่วเพคะ” หยางหมี่เฟิงคารวะแช่มช้อย นึกเคืองหวงตี้จอมเจ้าเล่ห์อยู่กลายๆ โบราณว่าคนใกล้ชาดติดสีแดง คนใกล้หมึกติดสีดำ เป็นจริงโดยแท้ เพราะอยู่กับหวงตี้จอมเจ้าเล่ห์เลยพลอยทำให้หวงโฮ่วผู้อ่อนโยนมีนิสัยเฉกเช่นกันไปด้วย!

 

           เมื่อออกจากตำหนักเจี่ยวเฟิง หยางหมี่เฟิงก็อาสาอุ้มเฉินลี่จูที่กำลังหลับให้นั่งไปในเกี้ยวด้วยกัน ส่วนเฉินซื่อจิ่นขึ้นขี่อาชาคู่ใจมุ่งหน้ากลับตำหนัก

           “หวางเยยังกริ้วอยู่หรือเพคะ” หยางหมี่เฟิงเอ่ยถามหลังจากจัดที่จัดทางให้ธิดาสุดที่รักได้หลับอยู่ในท่าที่สบายที่สุด

           “โกรธเรื่องอะไร” เขากลับเป็นฝ่ายหันไปถามนางแทน

           “ก็...เรื่องที่องค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านจับมือลี่เอ๋อร์น่ะเพคะ”

           “เรื่องนั้น...ข้าจะโกรธไปทำไมล่ะ เขาดูแลลี่เอ๋อร์เป็นอย่างดี” เขาเอ่ยก่อนสะบัดหน้าไปอีกทาง แล้วเอ่ยเสียงเบากว่าทีแรก "แค่รู้สึกหมั่นไส้..."

           “เพคะ?

           “มิมีอันใด” ไต้หวางหนุ่มเอ่ย “ ได้ยินว่าวันนี้เสี่ยวหลันมาที่ตำหนักเจี่ยวเฟิงด้วยนี่"

           “ก่อนมาสมทบกับพระองค์ หม่อมฉันถามฉางยวี่ที่ตำหนักแล้ว นางบอกว่าหลังจากหม่อมฉันกลับไปได้สักหนึ่งชั่วยาม เสี่ยวหลันก็ตามออกมาเพคะ” หยางหมี่เฟิงกล่าว

           “สงสัยคงกลับไปตำหนัก พรุ่งนี้เป็นวันครบกำหนดรีดพิษงูเสียด้วย นางต้องไปตรวจดูว่างูมีสภาพพร้อมที่จะให้รีดพิษได้หรือไม่” ชายหนุ่มตอบ

           สำหรับคนทั่วไปอาจคิดว่าพิษงูมีโทษมากกว่าประโยชน์ โดยเฉพาะพิษสงที่สามารถเอาชีวิตคนได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านพิษอย่างเขากับเสี่ยวหลัน และผู้ทำหน้าที่รักษาชีวิตคนอย่างหมอเฟิ่งหวงกับฮุ่ยหลินของจวนมหาเสนาบดี พิษงูนั้นนับมีสรรพคุณทางยาที่แสนวิเศษ ถ้านำมาใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็เป็นยารักษาโรคไขข้อ ลมชัก และอื่นๆ ได้ ด้วยเหตุนี้เพื่อให้งูทุกตัวสะสมพิษไว้ได้ในปริมาณมาก ทุกเจ็ดวันเสี่ยวหลันจะรีดพิษงูที่เลี้ยงไว้แล้วแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเก็บไว้ใช้ส่วนตัว อีกส่วนหนึ่งนางจะบรรจุขวดหยกไปส่งที่จวนมหาเสนาบดีด้วยตัวเอง

           “เดี๋ยวนี้นางโตเป็นผู้ใหญ่ รู้หน้าที่ตนขึ้นมากนะเพคะ” หยางหมี่เฟิงยิ้มหวาน “แล้วนี่หวางเยจะไม่พิจารณาเรื่องการวิวาห์ของเสี่ยวหลันกับฮุ่ยหลินสักนิดหรือเพคะ จะให้พวกเขาคบหากันโดยมิได้แต่งงานเป็นเรื่องเป็นราวเช่นนี้ เสี่ยวหลันที่เทียวไปเทียวมาระหว่างจวนมหาเสนาบดีกับตำหนักจะถูกชาวบ้านครหาได้นะเพคะ"

           “จะให้ข้ายอมรับแต่โดยดีหรือ” เขาหรี่ตามอง “ไปบอกให้เจ้าหนุ่มนั่นยกหีบทองคำบรรจุเงินหนึ่งพันตำลึงทองมาวางตรงหน้า ข้าอาจรับพิจารณา"

           “หวางเย”

           เขาทำเมินเสียงเรียกของหวางเฟยยอดรัก ถึงอย่างไรเสียเขาก็อยู่ในฐานะผู้ปกครองของเสี่ยวหลันแทนอาจารย์ปู่ที่ผิดพลาดละเลยเสี่ยวหลันไประยะหนึ่งเพราะชะล่าใจว่าเจ้าหนุ่มฮุ่ยหลินนั้นดูท่าทางขี้ขลาด คงไม่กล้าทำอะไร ไหนเลยจะรู้ทีหลังว่าสองคนนั้นไปแอบทำให้ข้าวสารเป็นข้าวสุกตั้งนานแล้ว คิดขึ้นมาเมื่อไรก็อดหงุดหงิดไม่ได้ ถ้าให้ยกศิษย์น้องคนสำคัญให้ง่ายๆ ศักดิ์ศรีในฐานะไต้หวางกับศิษย์พี่คงถูกสุนัขแทะจนไม่เหลือแม้กระดูก

  “อือ...” ร่างเล็กของเฉินลี่จูส่งเสียงงัวเงียก่อนลืมตากลมโตขึ้น ก็พบเห็นใบหน้างดงามของผู้เป็นพระมารดา  ...แม่”[smr1] 

           “ตื่นแล้วหรือ ลี่เอ๋อร์น้อยของแม่” หยางหมี่เฟิงคลี่ยิ้มอ่อนโยน ก่อนหอมแก้มนวลของพระธิดาที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

           “ฟ่านฟ่าน...ไหน” ใบหน้ากลมแดงเรื่อดั่งลูกท้อเอียงเล็กน้อยพลางเอ่ยถาม

           “พรุ่งนี้พี่ฟ่านจะมาหาลูกจ้ะ”

           “ฟ่านฟ่าน!” เฉินลี่จูน้อยส่งเสียงร่าเริง “เย่นฟ่านฟ่าน!”

           หยางหมี่เฟิงพยักหน้าพลางลอบมองท่าทีของสวามียามได้ยินลูกสาวเรียกชื่อองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านผ่านทางม่านกระดาษลายเหมย แต่เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของเขาที่ยิ้มตอบกลับมาก็ทำให้นางวางใจไปได้เปลาะหนึ่ง

           หวังว่าคงไม่มีเรื่องยุ่งใดๆอีก...

 

           วันรุ่งขึ้น

           ตำหนักไต้หวางของเฉินซื่อจิ่นกินอาณาเขตกว้างขวาง มีตำหนักและเรือนพักอยู่เป็นจำนวนมาก รองรับผู้คนในตำหนักที่มีหลายร้อยชีวิต แต่มีเรือนพักอยู่หนึ่งเรือนซึ่งนอกจากไต้หวาง หวางเฟย และเสี่ยวหลันแล้ว ไม่มีบ่าวไพร่ใดกล้ากล้ำกราย

           เรือนพักนี้ตั้งห่างจากตำหนักใหญ่พอสมควร ล้อมรอบด้วยพืชพรรณนานาชนิด ด้านหน้าเรือนพักทั้งซ้ายขวาปลูก เจียจู่เฉา ดอกไม้ที่มีความสวยงาม ใครได้เห็นต่างก็สบายตาสบายใจ แต่เบื้องหลังกลับมีพิษร้าย แม้ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ถึงตาย นอกจากนี้ยังมีอู่โถวกับหม่าเฉียนจื่อที่ล้วนแต่เป็นสมุนไพรที่ให้ทั้งคุณและโทษไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันทั้งสิ้น ส่วนหลังเรือนพักฝั่งซ้ายขวาเป็นหญ้า ต้วนฉั่งเฉ่า หรือเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปว่า หญ้าไส้ขาด ใครได้กินเข้าไปจะเจ็บปวดอวัยวะภายในราวกับตับไตไส้พุงถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ กับ พีชวง [smr2] หรดาล สารพิษร้ายแรงทำลายตับ ไต และหัวใจ เป็นพิษที่นิยมใช้ในราชสำนัก และยังไม่นับเรือนพักที่อยู่ติดกันซึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นสถานที่เพาะเลี้ยงอสรพิษหลากหลายชนิด ทั้งงู แมงป่อง กบ และคางคก รวมไปถึงสัตว์มีพิษอีกหลากหลายสายพันธุ์ที่ถูกรวบรวมเอาไว้

           วันนี้เสี่ยวหลันสวมชุดสีเขียวอ่อน รวบผมด้วยเครื่องเงินแล้วปักปิ่น ซึ่งเป็นลักษณะการมวยผมของสตรีที่ยังมิได้แต่งงาน หญิงสาวพับแขนเสื้อเพื่อให้ดูทะมัดทะแมง แล้วเดินเข้าไปยังสถานที่เพาะเลี้ยงอสรพิษ นางเปิดกรงที่อยู่ด้านในสุดของเรือนเพาะเลี้ยงแล้วล้วงหยิบงูจงอางตัวเขื่องขึ้นมาตัวหนึ่ง ก่อนมองเข้าไปในกรง เมื่อเห็นว่ามีคราบงูอยู่ข้างในก็มั่นใจว่ามันแข็งแรงพอที่จะนำมารีดพิษได้ จากนั้นจึงหันหัวมันออกห่างจากตัวเพื่อป้องกันไม่ให้มันพ่นพิษถูกตา แล้วใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้บีบขากรรไกรให้คลายพิษออกมา จากนั้นก็กดหัวมันลงบนผ้าผืนบางที่ขึงตึงอยู่บนปากกระบอกไม้ไผ่ รอให้มันคายพิษออกมาจนหมด จากนั้นก็ทำกับงูจงอางตัวต่อไปและต่อไป

           เนื่องจากพิษที่ถูกสะสมมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ประกอบกับงูจงอางเป็นงูที่สามารถผลิตพิษได้มากกว่างูพิษชนิดอื่นๆ ทำให้ปริมาณพิษที่ได้เป็นที่น่าพอใจ หญิงสาวยิ้มกว้างหลังจากปล่อยงูจงอางตัวสุดท้ายลงในกรงดังเดิม และให้หนูตัวอ้วนเป็นรางวัล จากนั้นจึงนำพิษแบ่งใส่ขวดหยกสองขนาดเท่ากัน นางเก็บใบหนึ่งไว้ในตู้ อีกใบปิดฝาสนิทแล้วใส่ไว้ในอกเสื้อ ตั้งใจว่าจะนำไปส่งที่จวนมหาเสนาบดีในตอนสาย แล้วก็เดินกลับไปที่เรือนพักของตนเองอย่างอารมณ์ดี

           เมื่อกลับมานางก็ล้างมือจนแน่ใจว่าสะอาดพอที่จะไม่มีพิษปนเปื้อน จังหวะเดียวกับที่นางกำนัลจากตำหนักใหญ่มาเรียนว่าองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านเสด็จมา และหวางเฟยมีรับสั่งให้มาตามตัวนางเพื่อให้ไปเป็นเพื่อนเล่นกับราชนิกุลน้อยทั้งสอง เสี่ยวหลันจึงเอาขวดพิษงูออกไปเก็บไว้บนตู้สูง ด้วยเกรงว่าระหว่างเล่นกับพวกเขาพิษจะหกออกมาจนเป็นอันตรายกับเด็กๆ

 

           “ถวายพระพรหวางเย หวางเฟย และองค์ชายเพคะ” เสี่ยวหลันย่อกายคารวะทั้งสามแล้วอ้าแขนรับเฉินลี่จูที่วิ่งตรงเข้ามากอดนาง

           “วันนี้องค์ชายมาหาก็เลยอยากให้เจ้าพาลี่เอ๋อร์กับองค์ชายเที่ยวชมให้ทั่วตำหนักเสียหน่อย”

           เสี่ยวหลันยิ้มซุกซน แม้กาลเวลาจะหมุนไป แต่นางยังมีนิสัยคงเดิมคือรักสนุกและชอบเล่นกับเด็กๆ ดังนั้น หากจะมีใครสักคนที่เหมาะกับหน้าที่นี้ก็ย่อมเป็นเสี่ยวหลันแน่นอน

           “หม่อมฉันน้อมรับหน้าที่นี้ด้วยความเต็มใจยิ่งเพคะ” หญิงสาวว่า ก่อนหันไปทางองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่าน “เดี๋ยววันนี้องค์ชายเสด็จไปที่เรือนพักของหม่อมฉัน[smr3] นะเพคะ ที่นั่นมีอะไรน่าสนุกอยู่เยอะทีเดียว พระองค์ต้องพอพระทัยแน่”

           อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านตาโต คาดหวังไปว่าคงมีกระดานหมากแสนวิจิตรหรือมีหนังสือดีๆ ที่บ้านพักของเสี่ยวหลันเป็นแน่ เขาจึงรีบพยักหน้ารับ

           “เช่นนั้นรอช้าอยู่ไยเพคะ ตามหม่อมฉันมาเลย!” เสี่ยวหลันทำท่าเริงร่า นางอุ้มเฉินลี่จูด้วยแขนข้างหนึ่ง ส่วนมือข้างหนึ่งจูงองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่าน แต่เมื่อก้าวออกจากตำหนักก็ถูกเฉินซื่อจิ่นเรียกไว้ก่อน

           “เดี๋ยว”

           “อะไรเพคะ”

           “แน่ใจนะว่าทุกอย่าง เรียบร้อย

           “เรียบร้อยดีเพคะ” เสี่ยวหลันเน้นเสียงตอบ “อยากลองชิมเพื่อทดสอบคุณภาพหรือไม่เพคะ”

           “ไม่!” เขาตอบเสียงห้วน “เช่นนั้นก็ไปเถอะ พอสายๆ ข้าจะให้นางกำนัลยกของว่างไปให้”

           เสี่ยวหลันย่อตัวคารวะเล็กน้อยแล้วรีบจูงมืออวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านไป

           “หวางเยจะเสด็จไปเล่นกับเด็กๆ ก็ได้นะเพคะ หม่อมฉันมิขัดข้อง” หยางหมี่เฟิงยิ้มเมื่อเห็นท่าทีอ่อนลงของสวามี พลางจิบชาหลูซานหยุนอู้อย่างแช่มช้า

           “เจ้าไล่ข้ารึ” เขาแสร้งปั้นปึ่งใส่ชายา

           “มิได้เพคะ แค่เห็นหวางเยดูท่าทางกังวล เลยคิดว่าพระองค์อยากตามเด็กๆ ไปด้วยเสียอีก” เฉินซื่อจิ่นทำเป็นเงียบไม่ตอบคำอย่างไว้ท่า จนหยางหมี่เฟิงแอบอมยิ้มที่เห็นเขาอ่อนลงเช่นนี้  “หวางเยวางพระทัยเถอะเพคะ เสี่ยวหลันโตแล้ว คงไม่ทำให้เด็กๆ เป็นอันตรายหรอก” นางวางมือลงบนไหล่เขาแล้วออกแรงบีบเบาๆ

           “ข้ารู้ ขอเพียงไม่เข้าใกล้ ที่นั่น ข้าก็หายห่วง”

           นางพยักหน้า “วันนี้หวางเยต้องสะสางงานอันใดหรือไม่เพคะ ถ้าไม่ หม่อมฉันคิดจะเย็บเสื้อนอนตัวใหม่ถวาย จะได้วัดตัวพระองค์ด้วยเลย”

           เฉินซื่อจิ่นหันขวับ “เมื่อคืนก็วัดไปแล้วมิใช่หรือ”

           “เมื่อคืนหรือเพคะ...หม่อมฉันยังไม่ทันวัด หวางเยแย่งสายวัดไปมัดมือหม่อมฉันติดกับเตียงแล้ว” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองตัดกับใบหน้าแดงก่ำ

           “อย่าโกรธน่า วันนี้จะให้วัดดีๆ แล้ว” เขากอดเอวคอดไว้แน่น “ไปเถอะ เราไปวัดตัวกัน ข้าอยากสวมเสื้อนอนตัวใหม่แล้ว”

           หยางหมี่เฟิงไม่ตอบอันใด เพียงเดินตามสวามีเข้าไปด้านใน

           “แหมๆ ตะวันยังไม่ตกดิน จะรีบกลับเข้าห้องไปไยเพคะหวางเย”

           ไต้หวางกับหวางเฟยหยุดฝีเท้า ก่อนหันมองผู้มาเยือน เมื่อเห็นว่าผู้มาคือใครหวางเฟยก็พลันเปลี่ยนทิศทางเดินทันที

           “ท่านแม่ทัพ...”

           ผู้มาคือซื่อเซี่ยยี่ แม่ทัพแห่งกองกำลังพิทักษ์แผ่นดินที่ดูแลรักษาเมืองหลวงและหัวหน้าหน่วยลับที่ขึ้นตรงกับหวงตี้ ภรรยาของมหาเสนาบดีฉีจู้เฉิง ในอดีตหยางหมี่เฟิงเคยเป็นรองแม่ทัพของนางมาก่อนจึงทำให้สนิทสนมกันมาก แต่กับเฉินซื่อจิ่น พวกเขามีความแค้นลึกซึ้ง เข่นฆ่ากันมาหลายครา กว่าจะยอมลงรอยกันก็ใช้เวลาหลายปี

           “ถวายพระพรหวางเยเพคะ” ซื่อเซี่ยยี่ถวายความเคารพอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม

           “ถวายบังคมหวางเย...พ่ะย่ะค่ะ” บุรุษอีกคนท่าทางหลุกหลิกโผล่หน้าเข้ามาคารวะเขาตามซื่อเซี่ยยี่

           เฉินซื่อจิ่นหรี่ตามองบุรุษที่ตามหลังซื่อเซี่ยยี่มา ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางยโส “ตามสบายเถอะ” ...เสี่ยวหลันหนอเสี่ยวหลัน บุรุษในฉางอันมีมากมายแท้ๆ ไฉนจึงไปต้องใจเจ้าหนุ่มฮุ่ยหลินนี่กันนะ!

           “ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีธุระอันใด” เฉินซื่อจิ่นเอ่ยถาม โดยพยายามมองข้ามเด็กหนุ่มที่ยืนทำตัวลีบอยู่ข้างๆซื่อเซี่ยยี่ราวกับเขาเป็นอากาศธาตุ

           “ไม่มีแล้วมาไม่ได้หรือ” หวางเฟยของเขากลับเอ่ยสวนขึ้นมาแทนเสีย ทั้งยังเดินไปเกี่ยวแขนซื่อเซี่ยยี่ด้วยใบหน้าระรื่น “ท่านแม่ทัพอย่าไปสนใจเขาเลยเจ้าค่ะ เราไปนั่งกินของว่างตรงโน้นกันดีกว่า”

           “ดียิ่ง แต่เรื่องนั้นคงต้องไว้ทีหลัง เพราะข้า[smr4] หม่อมฉันมีเรื่องต้องหารือกับหวางเยจริงๆ” ซื่อเซี่ยยี่ยิ้มหวานก่อนเอ่ยตอบ

           “เรื่องอันใดเจ้าคะ”

           “ข้าว่าจะมาเป็นเถ้าแก่สู่ขอเสี่ยวหลันให้อาหลิน” นางตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง ฮุ่ยหลินนี้เป็นศิษย์ของหมอผู้หนึ่งที่ติดตามนางมาหลายปี นับเป็นเด็กดีคนหนึ่งที่ทำให้นางเอ็นดูไม่น้อย

           เฉินซื่อจิ่นเลิกคิ้ว เหลือบตามองคนนั้นทีคนนี้ที คล้ายจะถามว่านี่เรื่องตลกอันใด!

           ซื่อเซี่ยยี่ยิ้มแฉ่ง “อาหลินนับเป็นน้องชายหม่อมฉัน หวางเยเรียกสินสอดมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”

           “ต้องมีการเข้าใจผิดกันเป็นแน่ บุรุษเน่าเหม็นผู้ใดอนุญาตให้ศิษย์น้องข้าแต่งงานกับเขาไม่ทราบ” เฉินซื่อจิ่นว่าพลางถลึงตาไปยังฮุ่ยหลิน...เจ้าหนุ่มนี่จะขวัญกล้าเทียมฟ้าไปแล้ว ถึงขนาดส่งนางแมวปิศาจตนนี้มาเป็นเถ้าแก่สู่ขอเชียวหรือ!

           ฮุ่ยหลินได้ยินเข้าก็ขาสั่นพึ่บพั่บ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังคงเป็นฮุ่ยหลินขี้กลัวไม่เปลี่ยน เฉินซื่อจิ่นยิ่งมองยิ่งขัดใจ

           ซื่อเซี่ยยี่มองฮุ่ยหลินที่ประหม่าเหลือใจคราหนึ่ง แต่นางยังยิ้มกว้างได้อยู่ ทั้งเดินมาประชิดตัวเฉินซื่อจิ่นพลางกระซิบ “เรา...ไปคุยกันตรงโน้นดีหรือไม่เพคะหวางเย”

           “ไม่มีอันใดต้องคุย” เขาตอบด้วยน้ำเสียงไร้น้ำใจ

           “เอาน่า...หรืออยากให้หม่อมฉันโพนทะนาเรื่องที่ท่านถูกเฟิงเอ๋อร์ทอดทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่ากัน”

           เส้นประสาทของเฉินซื่อจิ่นเต้นตุบ เขากับนางเหมือนน้ำกับน้ำมัน แต่ไรมาก็ไม่เคยพูดเข้าหูกัน ไม่ช้าเฉินซื่อจิ่นก็เป็นฝ่ายโผนเข้าโจมตีซื่อเซี่ยยี่จนเหตุการณ์ชุลมุนอยู่นอกตำหนัก

           “หวางเย!” ฮุ่ยหลินตะโกนขึ้นมาในที่สุดพร้อมกับคุกเข่าลงหน้าตำหนัก ขณะที่เฉินซื่อจิ่นต่อสู้พัวพันกับซื่อเซี่ยยี่ “กระหม่อมรู้ตัวดีว่าไม่ได้มีเงินทองหรือความสามารถมากมาย แต่สิ่งที่กระหม่อมมีให้เสี่ยวหลันคือความจริงใจ กระหม่อมสัญญาว่าจะรักและดูแลนาง รับนางเป็นภรรยาของกระหม่อมเพียงผู้เดียว” นี่แทบจะนับได้ว่าเป็นประโยคที่ยาวที่สุดในชีวิตของฮุ่ยหลินเลยก็ว่าได้

           เฉินซื่อจิ่นคำรามในลำคอ ส่งสัญญาณให้ซื่อเซี่ยยี่รามือพร้อมกัน ทั้งคู่จึงค่อยเดินกลับมาหาฮุ่ยหลิน

           “ตอนนี้ไม้กลายเป็นเรือแล้ว กระหม่อมจึงอยากแต่งงานกับนาง รับนางเป็นภรรยาให้ถูกต้องตามธรรมเนียมพ่ะย่ะค่ะ” เขาว่าพลางโขกศีรษะลงครั้งหนึ่ง “ขอหวางเยได้โปรดส่งเสริมความรักของพวกเราด้วย!”

           ซื่อเซี่ยยี่ผิวปากวี้ดจนเฉินซื่อจิ่นหันขวับ ทำตาดุใส่ แต่ซื่อเซี่ยยี่กลับทำปากขมุบขมิบว่า “เหตุการณ์ดูคุ้นๆ นะเพคะ”

           “หุบปาก!”

           ซื่อเซี่ยยี่หาได้สนใจคำปราม นางขยับมาใกล้เขามากขึ้นอีก ส่งเสียงกระซิบกระซาบแค่พอได้ยินกันสองคน “เรื่องของเด็กๆ ท่านจะขัดขวางให้ได้อะไรขึ้นมา ...ก็เหมือนคราวนั้นที่ท่านมาขอร้องข้า หากข้าใจจืดใจดำ ป่านนี้ท่านจะได้เสวยสุขอยู่กับเฟิงเอ๋อร์รึ!

           “ได้ทีทวงบุญคุณขึ้นมาเชียวนะ” เขากัดฟันกรอด

           “หามิได้เพคะ หม่อมฉันเพียงพูดไปตามเนื้อผ้า”

           “ผ้าเน่าเหม็นน่ะสิ” เฉินซื่อจิ่นบ่นงึมงำ

           ซื่อเซี่ยยี่กลับส่งเสียงหัวเราะรื่นหู “ว่าอย่างไรเพคะ อาหลินโขกศีรษะจนแดงไปหมดแล้ว หวางเยรีบตรัสคำตอบเถอะเพคะ”

           เฉินซื่อจิ่นสะบัดหางตามองฮุ่ยหลิน ยิ่งมองยิ่งขัดใจ เขาเงียบไปอึดใจใหญ่ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยตอบ...

 

           “หม่ำๆ” เฉินลี่จูร้องอย่างร่าเริงขณะมือน้อยคว้าหญ้ากระจุกหนึ่งเตรียมจะส่งเข้าปากองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านจนเสี่ยวหลันต้องรีบคว้าไว้

           “พี่ฟ่านไม่ใช่อาปา ม้าของเสด็จพ่อนะ พี่ฟ่านกินหญ้าไม่ได้หรอก” เสี่ยวหลันบอกเสียงอ่อนโยน

           “ไม่เป็นไรหรอก” เด็กชายตัวน้อยทำหน้านิ่งคล้ายทำใจอยู่นาน “ถ้าลี่เอ๋อร์ให้ข้ากิน ข้าก็จะกิน”

           เสี่ยวหลันเหลือกตา องค์ชายคู่หมั้นของเฉินลี่จูองค์นี้ต้องสติไม่ดีแน่นอน

           “อย่าเลยเพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันหาขนมให้เสวยดีกว่า”

           นางตัดสินใจเอ่ยเช่นนั้น มือหนึ่งขยับไปอุ้มเฉินลี่จู อีกมือจูงอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านเข้ามาในเรือนพักของตน เรือนพักของเสี่ยวหลันนั้นเรียบง่าย มีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นครบครัน แต่ที่จะมีมากหน่อยก็เป็นของเล่นกับตุ๊กตาและหุ่นกระบอกที่จัดวางอย่างสวยงามเป็นระเบียบตามนิสัยเจ้าของห้องที่ชมชอบการเล่นเพียงใด 

           บนโต๊ะเตี้ยรับแขกกลางห้องนั้นมีขนมอยู่สองจาน หนึ่งเป็นขนมหันจี้ว์16และอีกหนึ่งนั้นเป็นเต้าหู้เย็น เฉินลี่จูที่ดูจะยังหิวอยู่เดินเตาะแตะไปที่โต๊ะแล้วพยายามเอื้อมหยิบ ร้อนถึงองค์ชายน้อยต้องปราดไปที่โต๊ะ

           ลี่เอ๋อร์อยากกินอันไหน เดี๋ยวพี่ฟ่านหยิบให้

           กอบๆ เฉินลี่จูพยายามบอกและเอามือตบโต๊ะที่อยู่ใกล้ขนมหันจี้ว์ เขารีบหยิบขนมหันจี้ว์มาบิให้พอดีคำ จากนั้นก็ป้อนเข้าปากเล็กที่อ้ารออยู่ราวลูกนก

           เสี่ยวหลันยืนดูอยู่เงียบๆ นางชอบองค์ชายผู้นี้ตรงที่เขาใส่ใจและคอยดูแลเฉินลี่จูอย่างดี นางอมยิ้มบางๆ หันไปหยิบขวดพิษงูใส่ไว้ในลิ้นชักตู้ นางกะความสูงแล้วว่าเด็กๆ จะเอื้อมหยิบไม่ถึง

           คำแล้วคำเล่า ขนมชิ้นแล้วชิ้นเล่าที่หมดไป ยิ่งองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านเห็นเฉินลี่จูเจริญอาหารก็ยิ่งดีใจป้อนให้มากขึ้น เฉินลี่จูเองก็หยิบขนมมาเช่นกัน ต่างคนต่างป้อนน่าเอ็นดูยิ่งนัก

           เสี่ยวหลันเห็นว่าทั้งสองน่าจะคอแห้งเพราะขนมที่กินล้วนชวนฝืดคอ นางจึงหายเข้าไปในครัว ต้มน้ำร้อนเพื่อชงชาดีสักกาไปให้ แต่เพียงแค่ตักน้ำร้อนใส่ป้านชากลับได้ยินเสียงอึกทึกพร้อมเสียงร้องถูกอกถูกใจของเฉินลี่จู

           “ลี่เอ๋อร์ ระวังชนขาโต๊ะ!” เสียงอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องอย่างถูกอกถูกใจของท่านหญิงองค์น้อย แล้วเฉินลี่จูก็คลานงุดๆ เข้าไปใต้โต๊ะ เลิกผ้าแพรคลุมโต๊ะขึ้นแล้วร้อง

           “อ๊ะ...เอ๋!”

           อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านทำสีหน้าประหลาดก่อนจะระเบิดหัวเราะแล้วยื่นมือไปใต้โต๊ะ จั๊กจี้ก้อนแป้งน้อยอย่างสนุกสนาน ร่างเล็กส่งเสียงหัวเราะถูกใจ จากนั้นจึงรีบหลบมือคู่เล็ก คลานออกจากใต้โต๊ะแล้ววิ่ง

           เสี่ยวหลันส่ายหน้า ฟังเสียงฝีเท้าเล็กวิ่งวุ่นไปรอบห้อง เมื่อนางโผล่หน้าออกมาพร้อมถาดชุดชาก็เห็นเด็กน้อยทั้งสองผลัดกันวิ่งไปแอบทางโน้นทีทางนี้ที

           คิดแล้วก็หวนนึกถึงหลินฮุ่ยยอดรัก...ถ้าเขากับนางมีลูกด้วยกันจะมีความสุขแค่ไหนนะ

           ก้อนแป้งสองก้อนวิ่งวนไปมา จวนเจียนจะชนนางเข้าหลายครั้ง เคราะห์ดีที่นางหลบหลีกได้รวดเร็ว ไม่เช่นนั้นต้องโดนน้ำชาร้อนๆ หกใส่เป็นแน่

           เอาเถอะ ไม่มีก็แล้วไป เฝ้าดูเจ้าตัวน้อยๆ นี้เล่นก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก เจ้าตัวเล็กทั้งสองวิ่งหายไปจากสายตานางไปยังอีกห้อง จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงดังโครมและเสียงของบางอย่างตกลงมา

           เสี่ยวหลันถอนใจ เจ้าก้อนแป้งจอมซนก่อเรื่องเสียแล้วสิ

           “ลี่เอ๋อร์!”

           นั่นอย่างไร องค์ชายร้องลั่นเพียงนี้ย่อมเป็นลี่เอ๋อร์น้อยของนางชนเข้ากับเสาหรือผนังเป็นแน่...นางคิดดังนั้นก็รีบลุก ยกชายกระโปรงวิ่งเข้าไปดู หากปล่อยให้แม่หนูตัวน้อยนี่เป็นอะไรตอนอยู่กับนาง มีหวังศิษย์พี่คงสับนางเป็นหมื่นๆ ชิ้นแล้วโยนให้พวกลี่ลี่กินเป็นแน่

           เมื่อก้าวเท้าเข้ามา ภาพที่นางเห็นคือเฉินลี่จูน้อยนั่งหลังพิงชั้นวางของโดยมีองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านนั่งทำหน้าตกใจอยู่ข้างๆ

           เสี่ยวหลันถลาลงไปนั่งข้างเฉินลี่จูอีกคน “เจ็บหรือไม่ลี่เอ๋อร์”

           เฉินลี่จูน้อยกลับหัวเราะคิกคักคล้ายไม่รู้สึกเจ็บปวดอันใด เสี่ยวหลันมองหน้าอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านแล้วสบตากัน ทั้งคู่รู้สึกโล่งใจที่เฉินลี่จูยังยิ้มและหัวเราะได้เช่นนี้

           เฉินลี่จูยังคงหัวเราะ แต่แล้วสายตาของนางก็จ้องไปที่พื้น เสี่ยวหลันเบิกตากว้าง เหลือบตามองชั้นด้านบน นางตกใจเมื่อเห็นขวดเครื่องหอมในตู้ล้มระเนระนาด บางขวดยังปิดสนิทดี บางขวดจุกกระเด็นออกมาและหกนองพื้น แต่นั่นไม่ทำให้เสี่ยวหลันใจหายเท่าขวดพิษงูที่นางเพิ่งนำมาไว้ กลิ้งตกอยู่ข้างตัวเฉินลี่จูโดยไม่มีฝาปิด

           เฉินลี่จูยังคงหัวเราะ แต่สายตากลับจ้องไปที่พื้นซึ่งมีของเหลวหลายสีหกผสมกันอยู่ข้างกาย

           “นั้มๆ จ๋วย...” เฉินลี่จูร้องอย่างร่าเริง ของเหลวเหล่านี้มีหลากสีสัน ขนาดอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านเองยังนึกอยากลองชิมดูสักครา

           เสี่ยวหลันรีบยื่นมือไปหมายจะคว้าตัวเฉินลี่จูออกไปให้พ้นน้ำสีสวยที่ปนเปื้อนพิษงูขวดนั้น ทว่าไม่ทันแล้ว

           มือน้อยของเฉินลี่จูปาดลงกับพื้นแล้วส่งเข้าปากอย่างรวดเร็ว!

           “อย่า!!!”

           เฉินลี่จูสะดุ้งสุดตัวรีบเอามือออกจากปาก ในขณะที่น้ำตาเอ่อปริ่ม จากนั้นจึงส่งเสียงร้องไห้โฮ เสี่ยวหลันยิ่งตกใจเป็นทวีคูณ ทั้งสบถทั้งด่าตนเองในใจที่ชะล่าใจจนเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แล้วคราวนี้นางจะทำอย่างไร! ต่อให้มีอีกสิบชีวิตก็ไม่พอให้ศิษย์พี่ของนางเข่นฆ่า

           เสี่ยวหลันคว้าตัวเฉินลี่จูมากอดแนบอกแล้วออกวิ่งไปพลาง ร้องตะโกนไปพลาง แข่งกับเสียงหวีดร้องของเฉินลี่จู

           “หมอหลวง!!! ใครก็ได้ ตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้เลย!!!”




15 เท่ากับช่วงเวลา 15.00 น. ถึง 16.59 น.

16 ข้าราชสำนักสตรีฝ่ายในที่คอยรับใช้ใกล้ชิดหวงโฮ่วในสมัยโบราณ

16 ขนมที่ทำจากแป้งและงา โดยเอาไปทอดให้กรอบ


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 219 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #260 sawaneerung (@sawaneerung) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2561 / 22:02

    ผู้ใหญ่มีความคิดกันบ้างหรือเปล่าพาเด็กไปเล่นใกล้พิษงู...ตรูอยากจะบ้าตาย

    #260
    1
    • #260-1 nithion (@nithion) (จากตอนที่ 5)
      13 ธันวาคม 2561 / 22:32
      เสี่ยวหลันเป็นคนที่ "โตแต่ตัว" ค่ะ สมองไม่ได้พัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้ความคิดไม่รอบคอบ สาเหตุที่นางเป็นแบบนี้อยู่ในเรื่องเจียนมู่เกิงค่ะ และนิสัยนางจะเห็นชัดในเรื่องภู่ภมรกับอสรพิษ และสาเหตุส่วนหนึ่งเพราะตัวนางก็เป็นพวกต้านพิษได้ เลยยิ่งไม่รอบคอบหนักกว่าเดิมและคิดอะไรตื้นๆจนเกิดเรื่องนี่แหละค่ะ

      จะว่านางผิด ก็ผิดจริงๆค่ะ แต่นางก็คิดได้เท่านี้จริงๆ แฮะๆ
      #260-1
  2. #245 _jh408 (@ppciiz) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 02:07
    คนเขียนเน้นรายละเอียดตอนของพ่อแม่เยอะไปมากเลยค่ะทำให้ดูเนือยไปเลย
    #245
    0
  3. #201 25492530 (@25492530) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2561 / 05:59
    ขอบคุณค่ะ
    #201
    0
  4. #126 Disk Nara (@DISKNARA) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 23:10
    เป็น*****
    หวางเยี่ย****
    โห ยาวมากจริงๆ เรื่องพระนางไม่ถึงไหน เรื่องรุ่นพ่อแม่ปาไปเกือบหมดตอน ฮือ ใจคนที่พึ่งมาอ่านเรื่องนี้อยากข้ามเหลือเกิน ถ้าข้ามก็ไม่รู้เรื่องอีก พอแล้วกัน
    #126
    0
  5. #66 ฺBedroom (@154356) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:01
    หัวใจจะวาย...
    #66
    0
  6. #50 watinee-meo (@watinee-meo) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:13
    ตื่นเต้นไปด้วย
    #50
    0
  7. #37 mee_pa (@mee_pa) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 18:02
    ขอบคุณค่ะ
    #37
    0
  8. #36 Jewelry77 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 23:22
    ลี่จู หนูเริ่ดมากค่ะ
    #36
    0
  9. #34 hellominky9549 (@hellominky9549) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มกราคม 2561 / 11:28
    พี่ฟ่านไม่ตกใจคุณสมบัติเพิ่มเติมของน้องเลยเหรอลูกกกกก
    #34
    1
    • #34-1 nithion (@nithion) (จากตอนที่ 5)
      25 มกราคม 2561 / 12:35
      [renren] ตกใจอยู่นะคะ แต่เป็นแฟนลี่จูต้องสตรองค่ะ ถถถ
      #34-1
  10. #33 Benben (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มกราคม 2561 / 11:17
    ตกใจหมกเลย เฮ้อ
    #33
    0
  11. #32 fahrugnam (@fahrugnam) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มกราคม 2561 / 10:12
    ว่าแล้วว่าต้องมีผิดพลาดไม่ควรให้เด็กไปเล่นในที่ๆ มีของอันตรายอย่างนั้นเลย ดีนะที่อาจูไม่เป็นอะไร
    #32
    0