[Pre-order] ชายาบัญชารัก (สนพ.เฟยฮุ่ย)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 65,065 Views

  • 275 Comments

  • 1,710 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    220

    Overall
    65,065

ตอนที่ 3 : ลี่ลี่...(รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6169
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 244 ครั้ง
    17 ก.พ. 62



สอง

 

หมาป่าขนเหลือบเงินสูงเท่าเอวผู้ใหญ่ ทว่าเมื่ออยู่ตรงหน้าเด็กวัยห้าขวบก็นับว่าสูงใหญ่พอจะข่มขวัญเด็กน้อยได้ มันวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กน้อยทั้งสองพร้อมคำราม เขี้ยวขาวคมกริบเรียงเป็นแนวยามที่มันอ้าปาก

ภาพเบื้องหน้าทำเอาอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านยืนตัวแข็งทื่อ แต่ความคิดหนึ่งที่พลันผุดแทรกขึ้นมาคือ เขาต้องปกป้องน้องน้อยเอาไว้ให้ได้ น้องน้อยนามลี่เอ๋อร์ที่ยังเล็กนัก

แม้จะกลัวจนแข้งขาสั่น ขวัญบินหายไปหมด น้ำตาจวนจะเล็ดออกจากดวงตากลมๆ นั้น แต่เขาก็ยังทำใจสู้ ค่อยๆ ดึงตัวเฉินลี่จูไปไว้ด้านหลังตนเอง ในขณะที่เฉินลี่จูเอียงคอแล้วร้องเรียก “ลี่ลี่!”

อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านได้ยินถึงกับตะลึง...หมาป่าตัวใหญ่ยักษ์นี่หรือชื่อ “ลี่ลี่[1] รูปร่างหน้าตามันห่างไกลจากคำว่าน่ารักไปไกลโขทีเดียวนะ!

“กรร...” ลี่ลี่ได้ยินเสียงนายหญิงน้อยก็แยกเขี้ยวส่งเสียง นั่นยิ่งทำให้องค์ชายน้อยไม่อาจยอมให้มันเข้าใกล้เฉินลี่จูได้ ขณะที่ใจลนลานคิดหาวิธีไล่เจ้าหมาตัวใหญ่ ร่างเล็กด้านหลังกลับเดินอาดๆ ออกไป ยื่นมือน้อยไปตีผัวะลงที่จมูกสีดำนั้นอย่างแรง

“ไม่! ลี่ลี่ ไม่!”

อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านมองการกระทำของเฉินลี่จูแล้วได้แต่ตัวแข็งทื่ออย่างไม่รู้จะทำอย่างไร ขวัญนั้นปลิวหายกู่ไม่กลับแล้ว ได้แต่ยื่นแขนไปปกป้องเฉินลี่จูอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่แล้วกลับไม่มีเรื่องร้ายอันใดเกิดขึ้น เจ้าสุนัขตัวใหญ่ที่โดนนายหญิงน้อยตีเข้าไปทีหนึ่งนั้นกลับรีบหมอบลงกับพื้น หลุบตาลงอย่างไม่กล้าสบตานาย แล้วครางหงิงๆ จนไม่เหลือเค้าความน่ากลัวเช่นพริบตาก่อนหน้า

เมื่อเห็นลี่ลี่ลงไปหมอบศิโรราบกับพื้น เฉินลี่จูจึงหันกลับไปหาอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านแล้วใช้มือเล็กลูบหัวเขาเบาๆ “ฟ่านฟ่าน ตีลี่ ไม่ล้อง”

องค์ชายน้อยกะพริบตาปริบๆ ไม่รู้ตัวว่าเดินหันหลังออกมาตั้งแต่เมื่อใด รู้เพียงว่าตนเดินไปหาหวงโฮ่วที่เสด็จออกมาจากตำหนักใหญ่ทันที มือเล็กเกาะชายกระโปรงหวงโฮ่วอย่างขวัญหาย พริบตานั้นเขาถูกพาตัวกลับขึ้นเกี้ยว

“ฟ่านฟ่าน...ไหนเฉินลี่จูหันไปถามเสี่ยวหลันน้ำตาคลอที่จู่ๆ ฟ่านฟ่านก็หนีไปจากนาง เสี่ยวหลันกลับทำได้เพียงเงยหน้ามองหยางหมี่เฟิงที่ตามมาสมทบแล้วส่ายหน้า

 

ภายในเกี้ยวของหวงโฮ่ว องค์ชายน้อยอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านยังนั่งนิ่งจนพระนางต้องลูบหลังลูบไหล่ปลอบใจ “ฟ่านเอ๋อร์ ตกใจใช่หรือไม่ ไม่เป็นไรนะลูก

อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านไม่ตอบ แต่น้ำตากลับร่วงเผาะๆ

“ฟ่านเอ๋อร์...”

“หมา...ฮึก...หมาน่ากลัว...”

หวงโฮ่วถอนใจพลางโอบกอดองค์ชายน้อยที่พระนางเอ็นดู “ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไรแล้ว” ถึงกระนั้นก็ยังมีเสียงสะอื้นดังมาจากร่างเล็กเป็นระยะ ดูเอาเถอะ กลัวเพียงไหนก็ยังยืนหยัดปกป้องเฉินลี่จู ช่างน่ายกย่องโดยแท้

ส่วนคู่กรณีนั้นเล่า ช่างทำตัวน่าเกลียดนัก รู้ทั้งรู้ว่าองค์ชายมาจากโหลวหลันยังคิดกลั่นแกล้งด้วยวิธีนี้ ยังดีที่เจ้าสุนัขนั่นเกรงกลัวเฉินลี่จูอยู่บ้าง หาไม่แล้วหากองค์ชายมีรอยขีดข่วนขึ้นมา นางจะเอาหน้าที่ไหนไปทูลอธิบายต่อฝ่าบาท ยังมีทางโหลวหลันที่คงไม่ยอมง่ายๆ เป็นแน่อีกเล่า

ครานี้เฉินซื่อจิ่นทำเกินไปจริงๆ เห็นทีนางคงทำนิ่งเฉยปล่อยผ่านไปง่ายๆ ไม่ได้เสียแล้ว

 

“ฟ่าน ฮึก ฟ่าน...ไหน นับตั้งแต่อวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านกับหวงโฮ่วกลับไป เฉินลี่จูก็เริ่มร้องไห้หาองค์ชายน้อย ไม่ว่าพระมารดากับน้าสาวจะช่วยปลอบเช่นไรก็ไม่หยุดร้อง หยางหมี่เฟิงอุ้มเฉินลี่จูขึ้นจากพื้น ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้ธิดาตัวน้อยอย่างอ่อนโยน แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ลี่เอ๋อร์ตกใจหรือจ๊ะที่พี่ฟ่านหายไป”

“ฟ่าน ฟ่าน” น้ำเสียงเล็กใสเอ่ยกับพระมารดาแล้วผวากอดคอไว้แน่น ทำเอาผู้เป็นมารดาต้องปลอบโยนเป็นการใหญ่

“โอ๋ๆ พี่ฟ่านก็คงกลัวลี่ลี่น่ะจ้ะ เดี๋ยวพี่ฟ่านหายกลัวก็คงกลับมาเล่นกับลี่เอ๋อร์ใหม่นะ”

“นั่นสิ แต่ถึงพี่ฟ่านไม่กลับมาก็ไม่เป็นไรนะลี่เอ๋อร์ พ่อจะเล่นกับลูกเองนะ” ไต้หวางเฉินซื่อจิ่นยิ้มระรื่นเดินเข้ามา หมายจะหยอกล้อกับบุตรสาว

เผียะ!

ฝ่ามือหนักจากหวางเฟยพลันซัดเข้าปัดมือที่ยื่นมาของไต้หวาง ตวัดมองด้วยสายตาขุ่นและเอ่ยดุ “เขาเป็นถึงองค์ชายจากโหลวหลัน ทำเช่นนี้ฝ่าบาทไม่อยู่เฉยแน่”

“ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ ผู้ใดจะรู้ว่าลี่ลี่จะพรวดพราดออกมาจากกรงล่ะ” เขาว่าพลางสะบัดมือเร่า

“เห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหรือไร ดูก็รู้ว่าท่านจงใจปล่อยลี่ลี่ออกมา!” หยางหมี่เฟิงต่อว่าเขาเสียงดังพลางหันไปปลอบเฉินลี่จูที่ร้องไห้จนหน้าแดงก่ำ ปกติในหนึ่งวันลี่ลี่จะถูกปล่อยออกมาเดินเล่นในช่วงเช้าตรู่กับช่วงกลางคืนเพื่อไม่ให้ลี่ลี่เครียดกับการที่ต้องถูกขังอยู่ในกรงเป็นเวลานานจนอาละวาดทำร้ายผู้อื่น แต่เมื่อครู่เป็นเวลาสายที่ลี่ลี่ต้องอยู่ในกรงแล้ว แล้วอยู่ดีๆ มันจะหลุดออกมาได้อย่างไรหากไม่มีคนปล่อย!

“เมื่อไม่มีหลักฐาน จะพูดสิ่งใดก็ย่อมได้” เขาไหวไหล่เหมือนไม่แยแส

“ดี!...ดียิ่ง! เช่นนั้นท่านเก็บคำพูดนี้ไว้แก้ตัวกับฝ่าบาทเองเถอะ! ข้าไม่ขอยุ่งด้วยแล้ว!” หยางหวางเฟยตวาดแล้วอุ้มเฉินลี่จูเดินกลับเข้าเรือนด้านในไป เฉินซื่อจิ่นมองหวางเฟยอุ้มธิดาน้อยของตนกลับเรือน แม้ใจจะนึกอยากกลับไปงอนง้อ แต่ด้วยถือทิฐิที่คิดว่าตนเองนั้นได้ขจัดบุรุษอันตรายให้บุตรสาว ไม่นับว่าเป็นความผิดอันใด จึงเลิกล้มความตั้งใจนั้นไป จะแง่งอนหรืออะไรก็ทำไปเถอะ ไม่เกินสามวัน ขี้คร้านแม่ยัยหนูจะต้องเป็นฝ่ายมาสยบแทบเท้า อ้อนวอนให้เขาหายโกรธ

 

“หวางเฟยล่ะไต้หวางเฉินซื่อจิ่นเอ่ยถามนางกำนัลที่อยู่รับใช้ระหว่างมื้ออาหารกลางวันอันประกอบไปด้วย “ปลานึ่งไร้ใจ หม้อไฟไร้รัก ตุ๋นหมูอกหัก ผัดผักรักทลาย” อันเป็นตำรับอาหารเลื่องชื่อของตำหนักเฉินไต้หวางที่หากแขกเหรื่อหากได้ลองก็ล้วนติดอกติดใจ และต่างฉงนสนเท่ห์ในการตั้งชื่ออันพิสดารพันลึกเป็นยิ่งนัก

“หวางเฟยอยู่ร่วมเสวยกับท่านหญิงน้อยเพคะ”

“เช่นนั้นหรือเฉินซื่อจิ่นเลิกคิ้วน้อยๆ แล้วมองไปอีกฟากโต๊ะที่เคยมีหยางหมี่เฟิงคอยป้อนข้าวลี่จูตัวน้อยทุกวันจนเป็นที่ชินตา เฉินลี่จูตัวน้อยตากลมแก้มยุ้ยมักมีรอยยิ้มแต้มเสมอ ริมฝีปากแดงจิ้มลิ้มอ้ารออาหารที่พระมารดาเตรียมป้อนให้ บางทีเขาก็สลับกับหยางหมี่เฟิงคอยป้อนดูแล มองลูกน้อยที่เติบโตอย่างแข็งแรงและเจริญอาหารอยู่ทุกวันอย่างมีความสุข บัดนี้ภาพเหล่านั้นไม่มีแล้ว ก็พลันรู้สึกใจหายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งยังรู้สึกว่าสำรับอาหารในวันนี้ช่างจืดชืดไร้รสชาติเสียจริงๆ

แต่จะให้เขาเป็นฝ่ายงอนง้อนางก่อนน่ะหรือ ฝันไปเสียเถอะ! เฉินซื่อจิ่นเชิดหน้าเย่อหยิ่ง สลัดความอ่อนแอออกไปจากหัวพลางยักไหล่อย่างไม่แยแส โกรธได้โกรธไป อย่างไรเสียหวางเฟยคนงามก็ต้องมาร้องขอให้เขาอภัยให้อยู่ดี

 

“หวางเยเป็นอย่างไรบ้าง หยางหมี่เฟิงเอ่ยถามเรียบๆ ขณะใช้กิ่งหลิวขัดถูฟันซี่น้อยๆ ราวเมล็ดงาของบุตรสาวหลังจากที่กินอาหารเสร็จตามที่หมอหลวงแนะนำ ฟันน้ำนมของเฉินลี่จูขึ้นเยอะแล้วและกินอาหารแข็งๆ ได้มาก  ดังนั้นการดูแลทำความสะอาดไม่ให้ฟันน้ำนมผุก่อนฟันอีกชุดจะขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ แรกๆ เฉินลี่จูก็ไม่ชินและมีอาการงอแงอยู่บ้าง แต่พอทำเป็นกิจวัตรประจำวันนางก็เป็นฝ่ายยิงฟันขาวให้พระมารดาทำความสะอาดให้ด้วยตนเอง

“หวางเยเสวยมื้อกลางวันเสร็จแล้ว เจ้ากงกงก็มาทูลเชิญให้ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพคะ”

“อย่างนั้นหรือหยางหมี่เฟิงถอนใจน้อยๆ กิตติศัพท์เรื่องความขี้งอนขี้น้อยใจของไต้หวางเฉินซื่อจิ่นนั้น พระนางที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขามานานหลายปีมีหรือจะดูไม่ออก พระนางเข้าพระทัยสวามีของตนดีว่ารักธิดาปานแก้วตาดวงใจเพียงใด นางเองใช่ว่าจะเห็นดีเห็นงามกับการจับคู่ที่หวงตี้เป็นผู้จัดการให้ แต่การที่ผู้ใหญ่วัยยี่สิบปลายๆ นึกพิเรนทร์ไปกลั่นแกล้งเด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบนั้นก็เป็นสิ่งที่นางเกินจะรับไหวจริงๆ การจะถูกเรียกเข้าเฝ้าไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดเลย

“ศิษย์พี่นะศิษย์พี่ ตั้งแต่รู้ว่าลี่เอ๋อร์ต้องแต่งงานกับองค์ชายของโหลวหลันก็ยิ่งเพี้ยนหนักเข้าไปทุกที” เสี่ยวหลันที่ช่วยปลดผ้ากันเปื้อนซึ่งเลอะมอมแมมของเฉินลี่จูบ่นงึมงำ “นึกอะไรอยู่ก็ไม่รู้ถึงปล่อยลี่ลี่ออกมา รู้อยู่ว่ามันไม่ไว้ใจใครนอกจากคนในตำหนัก เกิดลี่เอ๋อร์ห้ามไม่ทัน มีกี่สิบชีวิตก็ไม่เพียงพอจะคลายพระพิโรธของหวงตี้กับหวงโฮ่วได้หรอก”

“หวางเยคงไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายองค์ชายหรอก เพียงแค่รู้สึกไม่พอใจกับพระดำริของหวงตี้ก็เลยอยากทำอะไรเพื่อระบายออกเท่านั้นเอง”

“ระบายออกอะไรกัน เห็นอยู่ว่าอิจฉาเด็ก!” เสี่ยวหลันว่า “พี่สาวก็เห็นอยู่ ตอนที่ตกปลานั่นน่ะ ลี่เอ๋อร์แสดงท่าทีออกชัดว่าชอบและเข้าข้างองค์ชายมากกว่าตัวเอง ก็เลยหาทางแก้แค้นองค์ชายต่างหาก!”

ครานี้หยางหมี่เฟิงจนใจจะแก้ตัวให้สวามี เพราะทุกการกระทำบ่งชัดว่าเฉินซื่อจิ่นจงใจทำเช่นนั้นจริงๆ “เอาเถอะ ดูจากท่าทางของหวงโฮ่วแล้ว คาดว่าฝ่าบาทคงมีรับสั่งให้หวางเยอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้และตักเตือนเพิ่มเติมเป็นแน่”

          ดีเหมือนกัน แม้ว่านางจะไม่ค่อยชอบหวงตี้เท่าไรนัก ด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นสมัยนางยังเป็นเจียเหรินจื่อ[2] ยังคงฝังอยู่ในหัวใจ การที่พระองค์เรียกเฉินซื่อจิ่นไปตักเตือนก็เท่ากับปรามไม่ให้เขาทำอันใดเกินกว่าเหตุเช่นนี้อีก

 

ภายในห้องทรงอักษรของตำหนักเทียนลู่แห่งพระราชวังเว่ยหยาง หวงตี้ประทับอยู่ที่โต๊ะทรงอักษรทำจากไม้มะเกลือสีดำสนิท ลงรักแกะสลักอย่างงดงาม พระเนตรคมดุจเหยี่ยวทอดพระเนตรพระอนุชาต่างสายเลือดที่ยังยืนนิ่งหลังจากมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์

“กระหม่อมเฉินซื่อจิ่น ถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”

“เจ้าคิดเล่นตลกอันใดอธิบายมาโดยเร็ว” หวงตี้ถอนพระทัย ที่พระองค์ได้ฟังจากหวงโฮ่วตอนแรกก็ไม่เชื่อสนิทใจนัก แต่พอได้มาเห็นเฉินซื่อจิ่นทำท่าไม่ยินดียินร้ายเช่นนี้ พระองค์ก็เชื่อไปถึงห้าส่วนแล้วว่าที่พระนางพูดนั้นมิได้กล่าวเกินจริงแม้แต่น้อย

“กระหม่อมไม่ชอบองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่าน” เฉินซื่อจิ่นตอบหน้านิ่ง

“ทำไมรึ เขารังแกลี่เอ๋อร์หรือทำอะไรให้เจ้าเจ็บช้ำน้ำใจนักรึไรหวงตี้ตรัสถาม

“เขาทำให้ลี่เอ๋อร์โปรดปราน”

พระพักตร์หวงตี้ที่คาดหวังคำแก้ตัวสมเหตุสมผลบิดเบี้ยวทันทีที่ได้ยินคำตอบของพระอนุชา “เจ้านี่นะ!”

“ลี่เอ๋อร์ชอบเขา แม้กระทั่งเฟิงเอ๋อร์ก็เข้าข้างองค์ชาย ไม่เข้าข้างกระหม่อม”

หวงตี้ถึงกับเอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมพระเศียร พระอนุชาของพระองค์จะรู้ตัวหรือไม่ว่าตอนนี้เขาไม่ต่างกับนางสนมที่มาตัดพ้อขอความรักเพราะนางสนมคนใหม่ช่วงชิงความโปรดปรานไปเพียงใด! “เพราะแบบนั้นเจ้าก็เลยปล่อยเจ้าหมานั่นออกมาข่มขู่องค์ชายสินะ

“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ เรื่องของลี่ลี่เป็นเหตุสุดวิสัย เป็นความผิดของกระหม่อมที่ไม่ได้สำรวจตรวจตราให้ดีจนทำให้องค์ชายตกพระทัย ถ้าฝ่าบาทมีพระวินิจฉัยจะลงโทษกระหม่อม กระหม่อมก็พร้อมน้อมรับ” ดี...ให้เขาเจ็บตัวเพราะองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านก็ดี กลับถึงตำหนักเขาจะได้นำแต่ละรอยแผลไปบอกเล่าให้บุตรสาวฟัง ให้นางจำว่าที่พระบิดาต้องเจ็บตัวนั้นเพราะใคร นางจะได้เกลียดองค์ชายแบบที่เขาเกลียด...

หวงตี้ทอดพระเนตรเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผนการชั่วร้ายก็ถอนพระทัย...เรื่องอะไรเขาจะให้สมหวังกันล่ะ “เอาเถอะ ข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น แล้วก็แล้วกันไปเถอะ”

“เป็นพระกรุณายิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ไต้หวางเฉินซื่อจิ่นยกมือขึ้นคารวะผู้เป็นพระเชษฐาอย่างสำรวม

“แต่ก่อนไป ข้ามีเรื่องอยากจะเตือนเจ้าเสียหน่อย” หวงตี้เอ่ยเรียบๆ “ถึงแม้ว่าตอนนี้โหลวหลันกับต้าเฉียนจะเป็นมิตรต่อกันจนถึงขนาดยอมส่งโอรสองค์โตมาที่นี่ แต่ก็ใช่ว่าจะยอมให้เจ้ารังแกองค์ชายได้ง่ายๆ และถ้าจำเป็น ต่อให้เป็นสุนัขตัวโปรดของลี่เอ๋อร์ ข้าก็ไม่ไว้ชีวิตมันหรอกนะ”

“พ่ะย่ะค่ะ” เฉินซื่อจิ่นเอ่ยเสียงเรียบ ...แม้หวงตี้จะทรงทำเป็นตรัสถึงสุนัขตัวโปรดของลี่เอ๋อร์ แต่ใจจริงแล้ว พระองค์คิดกำจัดได้ทุกอย่าง...ทุกคน...แม้กระทั่งเขาที่เป็นชนวนทำให้ต้าเฉียนต้องเดือดร้อนระส่ำระสาย ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเขายังทำตัวเช่นนี้อีก เฟิงเอ๋อร์กับลี่เอ๋อร์รวมไปถึงคนอื่นๆ จะต้องเดือดร้อนไปด้วยแน่

ฝากไว้ก่อนเถอะ องค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่าน...

“หากเสด็จพี่ไม่มีเรื่องอะไรอีก เช่นนั้นกระหม่อมทูลลา” เฉินซื่อจิ่นคำนับอีกครั้งก่อนหันกายเดินออกไปจากห้องทรงอักษร

หวงตี้เห็นดังนั้นก็ทิ้งพระวรกายลงกับเก้าอี้ ม่านด้านข้างเปิดออก หวงโฮ่วเดินออกมาหาพระสวามี พระหัตถ์ขาวเนียนดั่งหยกของหวงโฮ่วที่หลบอยู่หลังม่านมาตั้งแต่ต้นเริ่มบีบนวดพระอังสาของพระสวามีอย่างนุ่มนวล

“ขอบพระทัยที่ทรงเป็นธุระจัดการเรื่องขององค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านให้หม่อมฉันนะเพคะ”

“อาจิ่นน่ะรักลูก ข้าเข้าใจ แต่เรื่องที่มารังแกเด็กห้าขวบนี่ข้าไม่เห็นด้วยเลย” พระองค์หลับพระเนตรนิ่ง ไม่ว่าเมื่อใดหวงโฮ่วก็ทำให้พระองค์รู้สึกปลอดโปร่งพระทัยได้เสมอ “ข้าพูดไปเช่นนั้น อาจิ่นคงเพลาๆ ลงบ้างแล้วละ”

“หม่อมฉันก็หวังเช่นนั้นเพคะ” เท่าที่เห็นวันนี้ เด็กทั้งสองดูรักใคร่สนิทสนมและไปกันได้ดี พระนางไม่อยากให้ความขัดแย้งของผู้ใหญ่มาทำลายสายสัมพันธ์อันบริสุทธิ์ของพวกเขาเลย

“องค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านล่ะ

“กรรแสงจนหลับไปพร้อมกับหรูอี้แล้วเพคะ” พระนางเอ่ย “น่าสงสารนัก คงจะกลัวมากทีเดียว”

“เช่นนั้นเจ้าไปดูหรูอี้กับองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านเถอะ ข้าขอสะสางฎีกานี้อีกสักหน่อยแล้วจะตามไป”

หวงโฮ่วพยักหน้าน้อยๆ ผละจากพระอังสาของพระสวามีแล้วย่อกายคารวะ “เช่นนั้นหม่อมฉันไม่รบกวนฝ่าบาทแล้ว ทูลลาเพคะ”

พระองค์พยักหน้าน้อยๆ ก่อนทอดพระเนตรหวงโฮ่วที่ออกจากห้องทรงอักษรไปจนลับสายพระเนตร พระหัตถ์ข้างหนึ่งวางลงที่พระราชลัญจกร ดวงตามังกรที่ขดอยู่รอบตราประทับคล้ายส่องประกายเรืองรองด้วยทับทิมสูงค่าจากแดนไกลเป็นเชิงตักเตือน

“รู้หรอกน่า...” ดัชนีเรียวจิ้มไปที่ดวงตาของมันเบา ๆ เช่นไรเสีย...เพื่อความสงบสุขของชายแดนกับนอกด่าน จะให้มาเสียเพราะพระอนุชาจอมเอาแต่ใจไม่ได้เป็นอันขาด

 

ดวงตะวันคล้อยลงต่ำ อากาศภายนอกเริ่มเย็นลงเล็กน้อย ห้องเครื่องมาแจ้งแก่หยางหวางเฟยว่าสำรับอาหารเย็นใกล้เสร็จแล้ว พระนางจึงรับสั่งให้แม่นมเตรียมข้าวของเครื่องใช้สำหรับอาบน้ำกับเสื้อผ้าชุดใหม่ จากนั้นจึงอุ้มเฉินลี่จูไปอาบน้ำพร้อมกัน สองแม่ลูกต่างอาบน้ำพลางส่งเสียงหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน

“ไม้...” นิ้วเล็กอ้วนป้อมชี้ที่ดอกมู่ตานช่องามบริเวณหัวไหล่ของพระมารดาขณะกอดคอพระนางเตรียมขึ้นจากอ่าง

“ใช่แล้วจ้ะ แต่นี่เรียกว่า ดอก...ไม้” หยางหมี่เฟิงว่าพลางจับมือน้อยมาแตะที่ริมฝีปากตนเพื่อให้หนูน้อยจำการขยับปาก จะได้ออกเสียงได้ถูกต้อง

“ออ...” ปากเล็กห่อเป็นวงกลม พยายามออกเสียง แต่คงจะยากเกินไปสำหรับเด็กสองขวบ สุดท้ายจึงยิ้มหวานใส่แล้วเอ่ย “ไม้...ฉวย”

           เฉินลี่จูของแม่ก็สวยจ้ะ” เฉินลี่จูหอมแก้มนางฟอดใหญ่ จากนั้นหยางหมี่เฟิงก็อุ้มเฉินลี่จูไปให้แม่นมกับนางกำนัลช่วยแต่งตัว คราวนี้เด็กหญิงตัวจิ๋วสวมชุดกระโปรงตานสีดอกจินไช่ฮวา[3] ไล่เฉดสีม่วงเข้มไปอ่อนอย่างน่ามอง ส่วนผมก็มัดเป็นมวยช่วงหวงจี่[4]แล้วประดับผูกด้วยแพรสีม่วงเข้มเข้าชุด ส่วนหยางหมี่เฟิงพระมารดาเลือกสวมชุดกระโปรงตานแพรต่วนสีขาวขลิบชายแขนกับสาบเสื้อด้วยสีน้ำเงินเข้มปักลาย เกล้าผมด้วยมวยจุ้ยจี่[5] ซึ่งเป็นมวยต่ำ เหมาะแก่ชุดลำลอง ปักปิ่นเงินกับไข่มุกดูสูงส่งสมฐานะ

“หวางเฟย ตั้งสำรับเย็นเรียบร้อยแล้วเพคะ”

หยางหมี่เฟิงพยักหน้าก่อนหันไปทางธิดาตัวน้อย “เราไปกินข้าวกันนะลี่เอ๋อร์ มีปลานึ่งของโปรดของลูกด้วย”

“ปา...” เฉินลี่จูทวนคำ ในหัวเล็กนึกถึงพี่ชายใจดีที่ตกปลาหลีหวีตัวใหญ่ให้ “ฟ่าน...ฟ่าน”

“ลี่เอ๋อร์อยากเจอพี่ฟ่านหรือจ๊ะมือนุ่มของมารดาลูบแก้มนวลขณะเอ่ยถาม

“เย่น...ฟ่านฟ่าน” เด็กน้อยตอบเสียงใสพลางแกว่งแขนอ้วนของตนไปมา

“งั้นหรือ อยากเล่นกับพี่ฟ่านหรือรอยยิ้มปรานีผุดขึ้นมา...เด็กชายตัวเล็กที่ได้เจอในวันนี้ตากลมแก้มยุ้ย ท่าทางสุภาพเรียบร้อย แต่จิตใจที่คิดปกป้องลี่เอ๋อร์แม้จะหวาดกลัวเจียนตายนั้นช่างน่ายกย่อง...นางชื่นชมบุรุษเช่นนี้มาก “พรุ่งนี้เราไปหาพี่ฟ่านกันดีไหมดูท่าสวามีแสนดื้อและขี้น้อยใจของพระนางคงไม่ยอมไปขอโทษหวงโฮ่วกับองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านง่ายๆ เป็นแน่ เช่นนั้นในฐานะที่เป็นภรรยา การไปขอโทษแทนก็น่าจะเป็นเรื่องที่สมควร

เฉินลี่จูพยักหน้าแรงๆ “ไป!...ฟ่านฟ่าน!”

“เช่นนั้นลี่เอ๋อร์เด็กดีต้องรีบกินข้าว แล้วรีบนอนแต่หัวค่ำนะ พรุ่งนี้แม่จะพาไปหาพี่ฟ่าน”

เฉินลี่จูได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตหรี่เล็กเป็นรูปโค้งดั่งวงพระจันทร์ มือเล็กคว้าเอาหมั่นโถวก้อนน้อยที่กินคู่กับหมูสามชั้นน้ำแดงเข้าปากหมุบหมับ

หยางหมี่เฟิงเห็นดังนั้นก็ได้แต่ยกยิ้มอย่างนึกเอ็นดูที่บุตรสาวยิ้มออกหลังจากที่เสียน้ำตาเพราะพี่ฟ่านมาครึ่งค่อนวัน

 

“หวางเฟยล่ะ

ถาวเมิ่งรีบรายงาน “หวางเฟยบอกว่าคืนนี้จะเสด็จไปบรรทมที่ห้องของท่านหญิงน้อย สำรับเย็นได้จัดเตรียมไว้แล้ว ขอให้พระองค์เสวยแล้วเข้าบรรทมได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

ชายหนุ่มได้ยินก็ทำหน้ามุ่ย ทันทีที่เขากลับมายังตำหนักก็เอ่ยถามถึงหวางเฟย นี่เขาอุตส่าห์ไปตลาดเพื่อหาซื้อของกินที่นางกับลี่เอ๋อร์ชอบ ด้วยหวังว่าจะมากินด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วคืนดีกันเป็นครอบครัวที่รักใคร่ปรองดองดังเดิม แต่กลับได้รับคำตอบไร้เยื่อใยเช่นนี้ จะให้เขาทนต่อไปได้อย่างไร

“หวางเยจะเสวยมื้อเย็นก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? ...อ๊ะ!” ถาวเมิ่งเอ่ยถามไม่ทันจบประโยค บรรดาห่ออาหารรสเลิศก็ถูกโยนโครมใส่หน้าเขาจนมองไม่เห็นทาง ได้ยินแต่เพียงเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่เดินมุ่งหน้าไปยังห้องบรรทมของท่านหญิงเฉินลี่จูเท่านั้น

 

หยางหมี่เฟิงลืมตาโพลงในความมืดทันทีที่ได้ยินเสียงดาลประตูถูกสะเดาะออก แม้จะเป็นเสียงที่บางเบาเท่าเสียงเข็มตก แต่ด้วยความที่นางเคยเป็นรองผู้บัญชาการหน่วยลับ หูจึงไวต่อเสียงแปลกปลอมมากกว่าปกติ

เจ้าอสรพิษตัวแสบ มาแล้วสินะ...

หยางหมี่เฟิงยังนอนหันหลังให้ประตูนิ่งแม้จะรู้ตัวแล้วว่าผู้บุกรุกเป็นใคร จนกระทั่งเสียงฝีเท้ากับเสียงผิวปากอย่างรื่นรมย์ลอยมา

“แม่ยายหนู เจ้าหลับแล้วหรือ

เฉินซื่อจิ่นกระซิบแผ่ว นางรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นรินรดต้นคอขาวผ่อง พร้อมทั้งฟูกนอนที่ยุบยวบลงตามน้ำหนักตัว หยางหมี่เฟิงยังนอนนิ่งเหมือนไม่รู้สึกตัว

“แม่ยายหนูคนดี จะไม่หันมามองข้าหน่อยหรือน้ำเสียงออดอ้อนน่าฟัง แต่สำหรับหยางหมี่เฟิงที่ยังเคืองสวามีไม่หาย กลับเห็นเป็นน้ำเสียงที่ชวนให้หงุดหงิดมิน้อย

เจ้าตัวน่าตายเฉินซื่อจิ่น ทำผิดอันใดไว้ยังไม่สำนึกอีก!

“ได้ ถ้าเจ้ายังไม่ตื่นอีกจะมาหาว่าข้าลักหลับเจ้าไม่ได้แล้วนะ” เขาหอมต้นคอนางทีหนึ่ง มือใหญ่ซุกซนเลื้อยระไปยังชุดนอนแพรต่วนสีขาวเนื้อบางเย็นลื่นมือ กดน้ำหนักมือเน้นย้ำไปที่บั้นท้ายกลมกลึง

พลั่ก!

ในที่สุดหยางหมี่เฟิงก็ทนไม่ไหว เตะเท้าไปด้านหลังอย่างแรงด้วยหมั่นไส้เหลือกำลัง แต่เขากลับจับข้อเท้านางไว้ได้

“ที่แท้แม่ยายหนูตื่นแล้ว” เขายกเท้าขาวเนียนเปล่าเปลือยขึ้น แล้วกรีดเล็บไปยังฝ่าเท้าหยางหมี่เฟิงจนนางสะดุ้ง

“อาจิ่น...” หยางหมี่เฟิงขู่เสียงต่ำลอดไรฟัน แต่คนฟังกลับหาได้สะทกสะท้านไม่

“เอาละ ในเมื่อเจ้าตื่นแล้ว ข้าว่า...อุ๊บ!?” เฉินซื่อจิ่นจับตัวนางให้พลิกกลับมาอย่างชะล่าใจ ครานี้จึงไม่สามารถหลบหมัดหยางหมี่เฟิงที่กระแทกหน้าอย่างพอดิบพอดีได้

“เจ็บนะ! เจ้าทำอะไรน่ะ!

“มีความผิดติดตัวยังกล้าทำเรื่องลามกอีกหรือ!”

“ข้าเองก็ถูกฝ่าบาทตำหนิแล้ว เจ้ายังไม่หายโกรธอีกหรือ” เขาว่าพลางมองฝ่ามือผ่านแสงจันทร์ที่สาดผ่านช่องหน้าต่าง “เลือด! ข้าตายแน่แล้วแม่ยายหนู”

เผียะ! นอกจากไม่เห็นใจ ซ้ำเขายังถูกหยางหมี่เฟิงฟาดกลับมาอีก

“เลือดไหลแค่นี้ไม่ตายหรอก แล้วนี่มาส่งเสียงดัง อยากให้ลี่เอ๋อร์ตื่นใช่หรือไม่!

“ข้ามิได้...”

“ถ้าไม่ก็ไปให้พ้น หรือไม่ก็นอนที่พื้นไปซะ!”

“ข้าเป็นไต้หวางนะ!” ต้องย้ำเสียหน่อย หมู่นี้เขารู้สึกว่านางชักจะลืมไปบ้างแล้วว่าเขาไม่ใช่คนเถื่อนเช่นเก่าก่อน

“แล้วอย่างไร จะทำหรือไม่ทำ!มีความผิดแล้วยังจะเอายศเอาตำแหน่งมาข่มนางอีกหรือ ใช้กับผู้อื่นได้ แต่ใช้กับนางไม่ได้ผลหรอก!

“ทำ...” เขาว่าพลางลุกจากที่นอน ทำไหล่ตกแล้วเดินไปลากผ้าห่มอีกผืนมาปูบนพื้นแล้วทรุดตัวลงไปนอน ดวงตาเขาลุกวาวในความมืด...ยิ่งโดนหวางเฟยทำเช่นนี้ เขาก็ยิ่งอคติกับองค์ชายอวี้จิ่วลู่หลิงฟ่านมากกว่าเดิม

เขาอยู่ของเขากับลี่เอ๋อร์และแม่ยายหนูดีๆ แท้ๆ องค์ชายนั่นมาแค่วันเดียว เขาก็กลายเป็นปลาเน่า[6]ทันที

ไม่! เขาไม่ยอม! ไม่มีทางยอมให้องค์ชายนั่นแตะต้องเฉินลี่จูแม้แต่ปลายก้อยแน่!




[1] แปลว่า น่ารัก

[2] สตรีที่ถูกคัดเลือกเข้าวังเพื่อรอการถวายตัวหรือเสกสมรสกับหวาง

[3] ดอกวิสทีเรีย

[4] ทรงผมแกละ

[5] มวยกระดูกสันหลัง

[6] ความหมายเดียวกับหมาหัวเน่า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 244 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. #274 watinee-meo (@watinee-meo) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:46
    อ่านอีกรอบอาจื่นกับเฟิงเอ๋อก็ยังน่ารักอยุ่ดีนะ555
    #274
    0
  2. #244 _jh408 (@ppciiz) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 01:35
    สงสารเขานะคะท่านอ๋อง55555
    #244
    0
  3. #64 ฺBedroom (@154356) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:38
    เป็นกำลังใจให้อาฟ่านนะคะ ผ่านด่านเเม่สามี เย พ่อภรรยาไปให้ได้นะ
    #64
    0
  4. #49 watinee-meo (@watinee-meo) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:01
    น่ารักจริงๆอ๋องขี้งอน
    #49
    0
  5. #21 mee_pa (@mee_pa) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 00:23
    ขำมาก หาเรื่องเด็ก
    #21
    0
  6. #20 benben (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 12:31
    อาจินไม่แกล้งเด็กน่ะ
    #20
    0
  7. #19 Real_pibtee (@parbseuk) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 22:20
    ฟ่านลูกน่าสงสารแท้ 55
    #19
    0
  8. #18 hellominky9549 (@hellominky9549) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2560 / 18:37
    อาจิ่นนั่นฟ่านฟ่าน 5 ขวบ ท่านก็จะทะเลาะด้วยหรือ 5555
    #18
    0
  9. #17 Jewelry77 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2560 / 17:01
    ควรจะสงสารอาจิ่นดีไหมนะ
    #17
    0
  10. #16 fahrugnam (@fahrugnam) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 21:06
    ลี่จูกับฟ่านฟ่านน่ารัก
    #16
    0